
ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากผลกระทบของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายรับในภาคการท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระยะใกล้และยุโรป กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น สาขาโรงแรมและร้านอาหารจึงปรับตัวลดลงตามไปด้วย
สำหรับการบริโภคภาคเอกชนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวลดลงเช่นกัน แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของรัฐบาลในช่วงท้ายไตรมาสก็ตาม โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยเฉพาะการผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นบางส่วน และการผลิตยานยนต์กลุ่มที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงส่งสำคัญจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก และความต้องการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าปรับเพิ่มขึ้นสูง โดยหลักมาจากการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสำรองในประเทศ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการใช้จ่ายของภาครัฐขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งจากรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง
ส่วนของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 2.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าตามราคาพลังงานในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการในหมวดของใช้ส่วนตัวและอาหารสำเร็จรูป ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนมิถุนายนขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อพิจารณาภาพรวมนับตั้งแต่ต้นปี ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ 1) พัฒนาการของสงครามและนโยบายการค้าสหรัฐฯ 2) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว 3) ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงต่อครัวเรือนและธุรกิจ 4) ผลของมาตรการรัฐ และ 5) พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/850626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_RhmWd9PIMyFTSvKW9cJs
