“ชัชชาติ” นำทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” บุกฝั่งธนฯ นั่งรถต่อเรือลุยตลาดน้ำ ปลุกกระแสเศรษฐกิจฐานราก ชี้จุดบอดรถไฟฟ้าเข้าไม่ถึงชุมชนทำรถติด
วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมด้วยทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ได้ลงพื้นที่หาเสียงในเขตตลิ่งชัน ภาษีเจริญ และธนบุรี โดยการเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนจะเดินเท้าเข้าสู่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวต่อไปยังตลาดคลองลัดมะยม เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้า พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาการคมนาคมและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน
นายชัชชาติเปิดเผยว่า ตลาดชุมชนคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่จากการลงพื้นที่กลับพบว่าทั้งผู้ค้าและนักท่องเที่ยวต่างประสบปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทาง แม้ในปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดให้บริการเข้าถึงพื้นที่แล้วก็ตาม แต่การเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าเข้าไปยังตัวตลาดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญและเผชิญกับปัญหารถติด ดังนั้น กทม. จำเป็นต้องเข้ามาพัฒนาระบบขนส่งมวลชนรอง หรือระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในการท่องเที่ยวฝั่งธนบุรีมากขึ้น
“ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย อย่างจากรถไฟฟ้าบางขุนนนท์มาถึงตลาดเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องพัฒนาเรื่องขนส่งสาธารณะให้ดี” นายชัชชาติกล่าว
เพื่อแก้ไขปัญหาระบบขนส่งอย่างยั่งยืน นายชัชชาติได้เสนอนโยบายเชิงรุก โดยมองไปถึงปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักจะสิ้นสุดลง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับกลุ่มคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ส่วนประเด็นเรื่องรถเมล์ ขสมก. นั้น นายชัชชาติยันชัดว่า กทม. ยินดีที่จะเข้ามาเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทางและจัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะ รวมถึงเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลน แต่ กทม. จะไม่ยอมรับโอนหนี้สินกว่า 1.5 แสนล้านบาทของ ขสมก. มาแบกรับไว้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นภาระที่หนักเกินไป โดย กทม. ต้องการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด มากกว่าการเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่
ในส่วนของการพัฒนาระบบ Feeder นายชัชชาติมีแนวทางที่จะเข้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีอยู่กว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมทั้งเตรียมพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถในกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างครอบคลุม
ขณะที่นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน นายชัชชาติระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ในการกำหนดค่าเช่าแผงที่เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่น ๆ ขูดรีดค่าเช่าแพงจนเกินไป เพราะหากพ่อค้าแม่ค้าอยู่ไม่ได้ ตลาดก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ มีกลุ่ม SME อยู่ถึง 500,000 กว่าราย และมีการจ้างงานมากกว่า 3 ล้านคน เศรษฐกิจปากท้องระดับเส้นเลือดฝอยจึงต้องเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจใหญ่
นอกจากนี้ แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ฝั่งธนฯ ของนายชัชชาติ ยังครอบคลุมถึงการยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นเอกลักษณ์ประจำเขต ตลอดจนการส่งเสริมย่านท่องเที่ยวทางบกและทางน้ำตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่ และการผลักดันตลาดพลูให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ โดยมีไฮไลต์คือโครงการก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เพื่อเชื่อมต่อชุมชนและยกระดับให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่และให้ประชาชนเข้าถึงการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2939296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw255y4Xcg-FXfPQWzDhq6EV
