
นางสาวเกษรี อายุตตะกะ ผู้อำนวยการ Investment Research SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 SCB CIO ประเมินฉากทัศน์สถานการณ์ออกมาเป็น 2 กรณี ประกอบด้วย
กรณีฐาน ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 70% โดยมองว่า สถานการณ์มีความรุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จากการที่สหรัฐฯ อาจประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไป
อย่างไรก็ตาม คาดว่า สหรัฐฯ จะพยายามยุติสงครามให้ได้โดยเร็ว เนื่องจาก 1. ใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หากปล่อยให้สงครามลุกลามต่อไป อาจทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลได้
,2.ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนของภาคธุรกิจและการบริโภคได้
และ 3. หลังจากศาลสูงปฏิเสธการใช้อำนาจประธานาธิบดีปรับขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆ ผ่านกฎหมาย IEEPA ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องพยายามใช้ช่องทางการเจรจากับประเทศต่างๆ ต่อรองด้านภาษี ซึ่งหากยังมีสงครามอยู่ อาจบั่นทอนอำนาจการต่อรองได้
ซึ่งในกรณีฐานนี้ SCB CIO ประเมินกรอบราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะอยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ภายใต้เงื่อนไขว่า อิหร่านมีการเจรจากับพันธมิตร ผ่อนปรนให้เรือบางประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงสถานการณ์ไม่ลุกลามถึงขั้นมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค รวมทั้ง เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของอิหร่าน โดยที่คาดว่า จีนอาจใช้การทูต เข้ามาช่วยกดดันให้สหรัฐฯ และอิหร่านเข้าสู่การเจรจา เพื่อปกป้องความมั่นคงทางพลังงานของจีน ขณะที่สถานการณ์สงคราม คาดว่าจะยุติได้ภายใน 4-6 สัปดาห์
กรณีเลวร้าย ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 30% คือ มีการทำลายการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำลายเกาะคาร์ก ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ได้
สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา ได้แก่
- ราคาน้ำมันดิบ และราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดของอุปทานโดยตรง โดยหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์มากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น และอุปสงค์หดตัว
- ค่าระวางเรือ และต้นทุนการขนส่ง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้เรือขนส่งจะต้องเปลี่ยนเส้นทาง และเพิ่มระยะเวลาเดินเรือ ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน
- คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ และ bond yield โดยหากคาดการณ์เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจะเริ่มกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเลื่อนแผนการปรับลดดอกเบี้ยออกไป หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในกรณีเลวร้าย ทำให้ Bond Yield เพิ่มขึ้น และทำให้ต้นทุนการกู้ยิมภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ Sentiment การลงทุน
ในส่วนของประเทศไทย มองว่า สงครามตะวันออกกลางนี้ ไม่น่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นระยะยาว ราคาที่เพิ่มเป็นเพียงภาวะแรงกระแทกชั่วคราว และรัฐบาลก็มีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาตรึงราคาน้ำมันดีเซลและอุดหนุนราคาพลังงาน จึงน่าจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ ในส่วนของประเด็นปริมาณน้ำมันสำรอง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ประกาศนำน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล เพิ่มเข้าสู่ระบบ ก็น่าจะช่วยบรรเทาความต้องการน้ำมันได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยสูงขึ้นราว 0.6% ดังนั้น การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน อาจส่งผลให้เงินเฟ้อไทยทยอยปรับสูงขึ้นสู่ระดับราว 1.5–2.5% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย จากเดิมที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก
ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงินคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประเมินผลกระทบของเงินเฟ้อก่อน โดยอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% สู่ 0.75% ได้ในปีนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fDSVkiLNDG5t_hxfG20hp

