”คนละครึ่งพลัส“ ดึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต.ค.68 ดีขึ้นในรอบ 9 เดือน
14/11/2568 | 113 |
แม้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน
โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ประจำเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 9 เดือน และดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่งพลัส รวมกับนโยบายอื่น แต่ค่าดัชนียังต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภค ยังกังวล ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาสงครามทางการค้า และชายแดนไทย-กัมพูชา
สอดคล้องกับ ความคิดเห็นของภาคธุรกิจ จากสมาชิกหอการค้าไทยทุกจังหวัดทั่วประเทศ จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (Thai Chamber of Commerce Confidence Index:TCC-CI) ในเดือนตุลาคม 2568 ที่กลับมาปรับตัวดีขึ้นครั้งแรก แต่ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 44.1 จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 44.0 ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครการคนละครึ่งพลัส / เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเที่ยวดีมีคืน โดยความเชื่อมั่นเริ่มดีขึ้นในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากยังกังวลถึงสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดน รวมทั้งหลายภูมิภาคยังเจอผลกระทบจากน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งตัวชี้วัดที่ปรับตัวดีขึ้นส่วนใหญ่ ในด้านการบริโภค การท่องเที่ยว การค้า ภาคบริการ แต่ตัวชี้วัดที่ปรับลดลง มีทั้งการลงทุน อุตสาหกรรม การค้าชายแดน และการจ้างงาน
ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหา ทาง ภาคเอกชน เสนอให้เร่งทำมาตรการป้องกันและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า มีความเป็นไปได้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะโตได้ 1.1% ตามมุมมองของกระทรวงการคลังล่าสุด และทั้งปี จะโต 2.4% จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในกรอบที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2568 จะโต 2-2.5% จากเม็ดเงินคนละครึ่งพสัล 88,000 ล้านบาท / เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 22,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก-เมืองรอง อีก 50,000 ล้านบาท
ส่วนในปีหน้า ต้องติดตามช่วงรอยต่อ ที่รัฐบาล ประกาศจะยุบสภาในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในเดือนพฤษภาคม ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจในช่วงเลือกตั้ง คือ เม็ดเงินจากการหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้ง หากมี การขยายโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะเป็นตัวมาประคองเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมกับการท่องเที่ยว ที่เริ่มดีขึ้นในไตรมาสแรก ของปี 2569 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นการฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปีไทย-จีน ขณะเดียวกัน รัฐบาล ต้องเร่งจัดซื้อจัดจ้าง และโครงการลงทุน ก่อนยุบสภา เพราะสิ่งที่น่ากังวลขณะนี้หลายหน่วยงาน ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นช่วงสูญญากาศทางการเมือง รวมทั้ง ยังมีปัจจัยลบ ที่สำคัญ มีทั้งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาน้ำท่วม โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังมองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ 2%
ที่มา ข่าวอโนชา อู่สุวรรณ nbt
รูปภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/442667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10NjUZVBsYVf9bVLcP1pnK
