‘กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ’ เสนอเปิดเวทีรับฟังก่อนปรับแก้ ก.ม.คุ้มครองพันธุ์พืช | เดลินิวส์

‘กมธพัฒนาเศรษฐกิจ’-เสนอเปิดเวทีรับฟังก่อนปรับแก้-กม.คุ้มครองพันธุ์พืช-|-เดลินิวส์
‘กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ’ เสนอเปิดเวทีรับฟังก่อนปรับแก้ ก.ม.คุ้มครองพันธุ์พืช | เดลินิวส์

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 69 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าและข้อกังวลเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ว่า กมธ. ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงความคืบหน้าและประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งนี้ การเจรจารอบที่ 10 เมื่อเดือน ก.ย. 69 ที่ จ.ภูเก็ต สามารถหาข้อยุติได้แล้ว 15 บท จากทั้งหมด 24 บท ส่วนอีก 9 บท ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดย กมธ. มีข้อสังเกตว่า การเจรจายังขาดยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมภายในประเทศ โดยเฉพาะการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นจากภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ อีกทั้งรายงานการประเมินผลกระทบของฝ่ายไทยที่ใช้ประกอบการเจรจาจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2563 และยังไม่มีการปรับปรุงข้อมูลให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงควรเร่งจัดทำการศึกษาผลกระทบฉบับใหม่ เพื่อประเมินทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของแต่ละภาคเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี ซึ่งปัจจุบันกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ และอาจมีวงเงินไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงความเสี่ยงจากการนำเข้าของเสียอันตราย สารพิษ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเงื่อนไขการเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าสูงกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งควรพิจารณาความเหมาะสมและผลกระทบอย่างรอบคอบ ซึ่ง กมธ.เห็นว่า ความสำเร็จของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไม่ควรวัดจากการลงนามในความตกลงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับอย่างแท้จริง โดยเฉพาะโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงการเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประโยชน์จากการค้าเสรีกระจายอย่างทั่วถึง

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืช คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับแนวทางการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงพันธุ์พืชใหม่กับการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรในการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิม

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า จากการชี้แจงของผู้แทนการค้าและคณะเจรจา กมธ. ได้รับข้อมูลว่า สหภาพยุโรปไม่ได้กำหนดเงื่อนไขให้ประเทศไทยต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV แต่มีข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับบทบัญญัติที่จะปรับแก้ และยังขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและภาคประชาชนอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรแจ้งว่าจะเปิดเผยร่างกฎหมายในปี 2570 กมธ. จึงเห็นควรให้จัดเวทีหารือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และภาคประชาชนก่อนเปิดเผยร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันพิจารณาบทบัญญัติที่จำเป็นต้องปรับปรุง ควบคู่กับการกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น โดย กมธ. พร้อมประสานความร่วมมือและเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อไป.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6296020/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J_lHm29OW5-JgeCGbZOiz

Related Post