ปี 2569 เศรษฐกิจเวียดนามถูกจับตามองอย่างมากในฐานะ “ดาวรุ่ง” ของอาเซียน โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจมีขนาดเศรษฐกิจ (Nominal GDP) แซงหน้าไทย หรือก้าวขึ้นเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและไทย (ในเชิงมูลค่ารวม) โดยมีรายละเอียดปัจจัยขับเคลื่อนและข้อเปรียบเทียบกับไทยดังนี้
1. ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามเติบโตในปี 2569
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เวียดนามตั้งเป้า GDP เติบโตสูงถึง 10% ในปี 2569 ประกอบด้วย:
-
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่: รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนสาธารณะเพิ่มขึ้นกว่า 26% ในปี 2569เช่น โครงการสนามบินนานาชาติลองถั่น (ใกล้โฮจิมินห์) ที่มีกำหนดเปิดใช้ และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับจีน
-
โครงสร้างประชากร (Golden Population): เวียดนามมีแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก (เกือบ 70% ของประชากรอยู่ในวัยทำงาน) และค่าแรงยังคงมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับไทยและจีน
-
ฐานการผลิตไฮเทค: การย้ายฐานการผลิตจากจีน (China+1) เข้าสู่เวียดนามในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์เริ่มเห็นผลชัดเจน โดยมีบริษัทข้ามชาติตั้งฐานการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่แค่การประกอบขั้นสุดท้าย
-
ข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs): การใช้ประโยชน์จาก EVFTA (กับยุโรป) และ CPTPP ทำให้สินค้าเวียดนามได้เปรียบด้านภาษีในตลาดโลก
2. นักลงทุนชาติไหนมาลงทุนมากที่สุด?
กลุ่มนักลงทุนหลัก (FDI) ในเวียดนามยังคงมาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นหลัก โดยกลุ่มที่ครองแชมป์ได้แก่:
-
สิงคโปร์: มักมาในรูปแบบกองทุนและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์/นิคมอุตสาหกรรม
-
ญี่ปุ่น: เน้นอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐาน
-
ฮ่องกง และ จีน: เร่งขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด
-
เกาหลีใต้: นำโดย Samsung และ LG ที่ใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตหลักระดับโลก
-
ไทย: ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนามเช่นกัน โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Central Group), พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
3. เปรียบเทียบสินค้าสำคัญ: เวียดนาม vs ไทย
ในปี 2569 โครงสร้างสินค้าส่งออกของทั้งสองประเทศเริ่มมีความทับซ้อนและแข่งขันกันรุนแรงขึ้น
|
หมวดสินค้า |
เวียดนาม (ดาวรุ่ง/ส่งออกสูง) |
ไทย (รักษาฐาน/เผชิญความท้าทาย) |
|
อิเล็กทรอนิกส์ |
โทรศัพท์มือถือ, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ (สัดส่วนสูงที่สุด) |
แผงวงจรไฟฟ้า, Hard Disk Drive (เริ่มชะลอตัว) |
|
เกษตร |
ทุเรียนสด (ส่วนแบ่งในจีนพุ่งเป็น 35%), กาแฟ, ข้าว(เน้นปริมาณ) |
ทุเรียนสด (ยังครองแชมป์แต่ส่วนแบ่งลดลงเหลือ64%), ยางพารา, ข้าวพรีเมียม |
|
อุตสาหกรรม |
สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย,รองเท้า (ยึดตลาดแมส) |
ยานยนต์และชิ้นส่วน(กำลังปรับตัวสู่ EV),เคมีภัณฑ์, เม็ดพลาสติก |
4. วิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศไทย
-
อัตราการเติบโต: ในขณะที่เวียดนามหวังโต 7-10% แต่ไทยถูกคาดการณ์โดย OECD และศูนย์วิจัยต่างๆ ว่าจะเติบโตเพียง 1.5% – 2.5% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนที่สูง
-
จุดแข็งที่ต่างกัน: ไทยยังมีจุดแข็งด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งกว่า และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า แต่เวียดนามกำลังไล่ตามในด้าน “ความเร็ว” ของการปฏิรูปกฎหมายและแรงดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ (New FDI)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2910382&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hzEulw7WoFBhV4LsuOAe_
