ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ เชื่อว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ต่างรอนโยบายที่ตรงใจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา นโยบายการเพิ่มเงินในกระเป๋าถือเป็นอีกนโยบายที่หลายคนจับตามอง ว่าพรรคไหนจะกำหนดนโยบายแบบใด
ล่าสุด เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ภายหลังพรรคเพื่อไทย ปล่อยนโนบาย “เศรษฐีเงินล้าน” ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 เพื่อหวังดึงคนเข้าระบบฐานข้อมูล เพิ่มรายได้ให้รัฐ
แม้จะสร้างเสียงฮือฮาให้กับประชาชน แต่อีกมุมหนึ่งก็มีคนไม่เห็นด้วย หนึ่งในนั้นคือ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ ได้โพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า “หลายวันที่ผ่านมาผมเจอคุณจุลพันธุ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์
รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาทนี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธิการ ‘สุ่มเลือก’ จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยอาจจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม”
อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นของนายกรณ์ ถูกย้อนถามทันทีถึงช่วงที่เป็นเป็นรัฐบาล ก็มีการแจกเงินผ่านนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” เช่นเดียวกัน
“เช็คช่วยชาติ” คืออะไร เรามาหาคำตอบที่นี่
“เช็คช่วยชาติ” คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ดำเนินการใน ปี2552 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนั้น ซึ่งรูปแบบในการจ่าย จะเป็นเช็คเงินสดมูลค่า 2,000 บาท ต่อคน สามารถนำไปขึ้นเงินสดได้ที่ธนาคารหรือใช้จ่ายตามร้านค้าที่ร่วมโครงการ โดยเช็คมีอายุการใช้งาน 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนเช็ค และมีสภาพเทียบเท่าเงินสดทำให้ไม่สามารถอายัดได้หากสูญหาย โดยคนที่ได้รับเช็ค จะเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมและบุคลากรภาครัฐที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท
เมื่อถามว่า ทำไมถึงต้องมีนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” ในตอนนั้น
คำตอบก็คือ “เช็คช่วยชาติ” มูลค่า 2,000 บาท ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มต้นมาจากความจำเป็นเร่งด่วนในการกู้หน้าเศรษฐกิจประเทศ ในช่วงปี2552 เพราะประเทศไทย เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจโลกและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” (Hamburger Crisis) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยหดตัวลงอย่างหนัก และเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย
การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการบริโภคจำเป็นต้องเกิดขึ้น
หลังจากนายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วงปลายปี2551 ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและระมัดระวังการใช้จ่าย รัฐบาลจึงเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน หรือ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 1” (SP1) โดยมุ่งเน้นการอัดฉีดเงินสดเข้าสู่กระเป๋าประชาชนโดยตรงเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที โดยมองกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เลือกแจกเงินให้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท โดยเน้นกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐ รวมประมาณ 10 ล้านคน เนื่องจากรัฐบาลประเมินว่าคนกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายสูง เมื่อได้รับเงินจะนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทันที ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีกว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง ซึ่งรูปแบบการจ่ายเป็น “เช็ค” แทนที่จะโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งรัฐบาลหวังผลทางจิตวิทยา ให้ประชาชนรู้สึกถึงการได้รับความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม และเป็นการสนับสนุนให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างร้านหรือตลาด เพื่อให้เงินกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อย
ผลลัพธ์ในขณะนั้น ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ และส่งผลให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” จากนิตยสาร The Banker
โดยรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” ที่นายกรณ์ ได้รับมานั้น คือรางวัล Finance Minister of the Year 2010 (Global และ Asia-Pacific) ซึ่งมอบโดยนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times ประเทศอังกฤษ เป็นรางวัลเกียรติยศประจำปี ที่มอบให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ โดยนายกรณ์ได้รับพร้อมกัน 2 ตำแหน่งคือ ระดับโลก (Global) และ ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ประจำปี2010
โดย The Banker ให้เหตุผลที่นายกรณ์ได้รับรางวัล ว่า การบริหารวิกฤต นิตยสารยกย่องทักษะการบริหารจัดการการเงินท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักจากวิกฤตการเงินโลกได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลงานจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท และโครงการไทยเข้มแข็ง) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้รวดเร็ว การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มีการริเริ่มโครงการช่วยรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบให้กับประชาชนกว่า 5 แสนราย และบทบาทในอาเซียน นายกรณ์การมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดัน “มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่พหุภาคี” (CMIM) เพื่อสร้างกองทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค
โดยนายกรณ์ เป็นรัฐมนตรีคลังของไทยเพียงคนเดียวที่เคยได้รับรางวัลนี้ในระดับโลก (Global) ที่ปัจจุบัน รางวัลนี้ยังคงถูกอ้างถึงในฐานะเครื่องยืนยันความสำเร็จของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในอดีต เมื่อมีการเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน และยังคงถูกนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบกับมาตรการแจกเงินของรัฐบาลในรุ่นต่อๆมา และเป็นวิวะทะระหว่างพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง เรียกคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบเชิงนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีการนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ ของพรรคการเมืองในปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่เคยทำได้จริงในอดีต
“เช็คช่วยชาติ” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่
ในปี2551 ก่อนมีโครงการ เศรษฐกิจของประเทศไทย ขยายตัวที่ 1.7-2.6% และเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และปัญหาการเมืองในประเทศ และในปี2552 ระหว่าง/เริ่มโครงการ เศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มถดถอยลงเป็นติดลบ0.7%ถึงลบ1.1% และยังมีแนวโน้มที่จะลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการหดตัวต่ำสุดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อหลังสิ้นสุดโครงการ ในปี2553 เศรษฐกิจของประเทศไทย กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งแบบก้าวกระโดด (V-Shape Recovery) ที่ 7.5-7.8%
และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ด้านที่มองว่าโครงการดังกล่าวได้ผล เห็นว่าเงินงบประมาณกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ถูกอัดฉีดถึงมือผู้ประกันตนและข้าราชการกว่า 9 ล้านคนทันที ช่วยประคองการบริโภคภาคครัวเรือน ไม่ให้ทรุดตัวไปมากกว่าเดิมในช่วงวิกฤตหนักที่สุดในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2552 และมีผลต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับจังหวัดประมาณ 1.04%
และมีด้านที่มองว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยเสริม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า เศรษฐกิจ หรือ GDP ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 7.5% ในปี2553 เกิดจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออกตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับแรงส่งจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ “ไทยเข้มแข็ง” (SP2) ที่ตามมาภายหลัง มากกว่าผลของเงิน 2,000 บาทเพียงอย่างเดียว
เวลานี้ เราอาจพูดได้ว่า “เช็คช่วยชาติ” มีส่วนช่วย “หยุดการไหลลง” ของเศรษฐกิจในระยะสั้นและกระตุ้นการบริโภคได้รวดเร็วเนื่องจากเงินสดถึงมือประชาชนโดยตรง แต่การเติบโตของ GDP ที่เป็นบวกอย่างมากในปีถัดมา เป็นผลรวมจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการลงทุนระยะยาวอื่นๆ ของรัฐบาลประกอบกัน “เช็คช่วยชาติ” คงไม่ได้เป็นพระเอกเพียงคนเดียวของเศรษฐกิจไทยเวลานั้น
และเวลานี้ เมื่อช่วงการเลือตั้งใกล้เข้ามาอีกครั้ง นโยบายในการแจกเงินหลากหลายรูปแบบของแต่ละพรรคการเมืองกำลังเล่นกับใจของประชาชน “แต่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็มีสิทธิ์เลือก”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xX3MCFpzo7_uNX9dwPih7
