Category: ท่องเที่ยว

  • ท่องเที่ยวเชียงใหม่น่าห่วง นทท.จีนหายไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เร่งถกหาทางฟื้นวิกฤต

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่น่าห่วง นทท.จีนหายไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เร่งถกหาทางฟื้นวิกฤต

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่น่าห่วง นทท.จีนหายไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เร่งถก ททท.หาทางฟื้นวิกฤต ดัน 12 เดือน 12 เทศกาล กระตุ้นตัวเลขนักเที่ยวต่างชาติ

    ตัวเลขการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก ลดลงอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้จากประเทศแถบเอเชียและอาเซียน โดยไตรมาส 2 หรือในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ของปีนี้ มีตัวเลขต่างชาติเที่ยวเชียงใหม่เพียง 724,981 คน จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 761,843 แม้จะดูไม่ห่างกันมาก แต่ก็พบว่าตลาดหลักที่เป็นนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

    นักท่องเที่ยวที่หายไปกระทบกับภาคการท่องเที่ยวเชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนส่งผลต่อโรงแรมที่พัก 3 ดาวลงไป รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึกที่รายได้หดหาย มีเพียงโรงแรมระดับสี่ดาวขึ้นไปที่ยังไม่กระทบมากนักในช่วงโลว์ซีซั่น เนื่องจากมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ที่ชื่นชอบฤดูฝนของจังหวัดเชียงใหม่จองมาล่วงหน้า

    วิกฤตการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทำให้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีนี้จะไปถึง 16 ล้านคน สร้างรายได้ 1.6 แสนล้านบาท ตามที่จังหวัดตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่

    ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีองค์กรด้านการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการกว่า 250 คน ร่วมถกหาแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งในระยะสั้นในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง รวมทั้งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวในระยะยาว

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจังหวัดเชียงใหม่ใน 6 เดือนแรกของปีนี้ มีอยู่ราว 6.7 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ 4.8 ล้านคน ซึ่งมีอัตราเติบโต 3-4 เปอร์เซ็นต์ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 1.8 ล้านคน มีอัตราลดลงที่สอดคล้องกับตัวเลขการท่องเที่ยวในภาพรวมทั้งประเทศ

    ตัวเลขดังกล่าวจะเห็นว่านักท่องเที่ยวไทย มีอัตราเติบโตค่อนข้างดี แต่จากหลายปัจจัยภายนอกและภายในที่เกิดขึ้นส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้ในแถบเอเชียและอาเซียนที่ลดลง ที่ลดลงมากที่สุดคือนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้ง ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย เศรษฐกิจต้นทางและปลายทาง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

    สำหรับแนวทางแก้ปัญหาการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศ ที่จะนำมาใช้กับจังหวัดเชียงใหม่คือการมุ่งปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไปสู่การท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพมากขึ้น ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นแต่นักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นไปพร้อมกัน เป็นการสร้างความสมดุลในเชิงจำนวนกับรายได้

    นอกจากนี้ จะมีหาแนวทางเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซั่นเพื่อให้เที่ยวกันได้ตลอดทั้งปี และต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้ง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กีฬา งานศิลปะ และที่สำคัญคือการท่องเที่ยวเที่ยวที่มุ่งไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

    นางสาวภัทรอนงค์ บอกว่า ตอนนี้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปมาก เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตัวเอง หรือ FIT มากขึ้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจึงต้องพัฒนาช่องทางในการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าถึงตัวนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น ไม่ว่าจะทำในช่องทางของตัวเองหรือผ่านหน่วยงานด่านการท่องเที่ยว และ ต้องพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพและตอบโจทย์ไปพร้อมกัน

    ขณะที่สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ โดยนางวาสนา ทองสุข ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ขานรับทำ City Promotion เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชียงใหม่ พร้อมจัดทำแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ 12 เดือน 12 เทศกาล ให้เกิดการท่องเที่ยวกระจายสู่ทุกภาคส่วนและทุกพื้นที่ ให้เชียงใหม่ให้เที่ยวได้ทั้งปีและทำให้เชียงใหม่กลับมามีความเชื่อมั่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้กลับมาอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3761609/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jcBKLO12abHDi1lxG6C5X

  • หาดวอนนภา…ชายหาดที่ไม่เงียบเหงา บรรยากาศดี อยู่ใกล้กรุงเทพ

    หาดวอนนภา…ชายหาดที่ไม่เงียบเหงา บรรยากาศดี อยู่ใกล้กรุงเทพ

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/e7gNJNlkQlVK&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nMst5bQaz81eHE4BCDcA-

  • ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แท็กทีมผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน International Travel Expo Ho Chi Minh City 2025 (ITE HCMC 2025) มหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของเวียดนามและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในวันที่ 4 – 6 กันยายน 2568 ณ Saigon Exhibition & Convention Center (SECC) นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการรักษาฐานตลาดเดิม และการส่งเสริมการเดินทางแบบ Two-Way Travel ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมรุกตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่องด้วยแคมเปญ “Thái Lan, càng hiểu càng yêu -ไทยแลนด์ ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ” ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 900,000 คนภายในปี 2569

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. เปิดเผยว่า ททท. เข้าร่วมงาน International Travel Expo Ho Chi Minh City 2025 (ITE HCMC 2025) งานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวและเวทีเจรจาธุรกิจ ที่สำคัญของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4 – 6 กันยายน 2568 ณ Saigon Exhibition & Convention Center (SECC) นครโฮจิมินห์ โดยการเข้าร่วมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม รวมทั้งรักษาฐานตลาดเดิม และส่งเสริมการเดินทางแบบ Two-Way Travel ในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน โดยงาน ITE HCMC 2025 เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ และเป็นเวทีส่งเสริมให้ภาคเอกชนได้พบปะกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะมีหน่วยงานภายใต้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าร่วมมากกว่า 520 แห่ง และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 28,000 คน ตลอดการจัดงาน

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    พิธีเปิดงาน ITE HCMC 2025 ได้รับเกียรติจากนาย Mai Van Chinh รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นประธานในการเปิดงาน โดยมี นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย นางสาววีรกา มุทิตาภรณ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เข้าร่วมและร่วมงานสัมมนา High Level Tourism Forum ภายใต้หัวข้อ Shaping the Future of Tourism: Embracing Digital and Green Transformation” พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศอาเซียน ในโอกาสนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ยังได้ร่วมหารือกับนาย Phyo Zaw Soe รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยการเข้าร่วมงาน ITE HCMC 2025 ครั้งนี้ ททท. ได้เชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยจำนวน 6 ราย ครอบคลุมทั้งบริษัทนำเที่ยว โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว Fun & Entertainment ได้แก่ MAPLE HOTEL กรุงเทพฯ, Urbana Langsuan Hotel กรุงเทพฯ, Lark Holidays Co.,Ltd. กรุงเทพฯ, Chiang Mai Night Safari เชียงใหม่, Phuket Jet Tour Co., Ltd. ภูเก็ต และ SAii Hotels & Resorts Thailand and Santiburi Koh Samui Hotels & Resorts สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมเจรจาธุรกิจแบบ Business to Business (B2B) รวมถึงนำเสนอขายตรงสู่นักท่องเที่ยวในรูปแบบ Business to Consumer (B2C) นอกจากนี้ ททท. ยังเตรียมกิจกรรมถ่ายทอดเสน่ห์วัฒนธรรมไทยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสใกล้ชิด อาทิ การสาธิตงานศิลป์จากผ้าลายอย่างเมืองเพชรบุรี ได้แก่ การเขียนลายทองด้วยยางมะเดื่อและปิดทองคำเปลวแท้ รวมถึงกิจกรรม DIY ประดิษฐ์ดอกกุหลาบตูมจากผ้าลายอย่าง พร้อมมุมแต่งชุดไทยเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจตลอดระยะจัดงาน

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามนับเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 27 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเวียดนามแล้วกว่า 473,645 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มครอบครัว, กลุ่มมิลเลนเนียล และกลุ่มไมซ์ ซึ่งมีพฤติกรรมนิยมเดินทางมาประเทศไทยปีละ 3–4 ครั้ง อีกทั้งยังมีทัศนคติที่ดีต่อการท่องเที่ยวไทย โดยนิยมเดินทางช่วงมิถุนายน -สิงหาคม ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียน และเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต ขณะเดียวกันยังมีการกระจายการเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา (เขาใหญ่) และพังงา เพิ่มมากขึ้น  โดยในปี 2568 ตลาดเวียดนามยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากหลายปัจจัยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น ทั้งศักยภาพของเส้นทางบินตรง 5 เส้นทางจาก 6 เมืองในเวียดนาม ได้แก่ โฮจิมินห์ ฮานอย ดานัง นาตรัง ฟูก๊วก และไฮฟอง เชื่อมเข้าสู่ 3 เมืองหลักของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยมีจำนวนเที่ยวบินตลอดปี 2568 จำนวน 13,417 เที่ยวบิน เฉลี่ยประมาณเดือนละ 1,128 เที่ยวบิน/เดือน นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อสูงขึ้น รวมทั้งมุมมองที่ดีของนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เห็นประเทศไทยเป็น LGBT-Friendly Destination รวมถึงจุดแข็งเดิมของไทย ทั้งการเดินทางสะดวกสบายโดยไม่ต้องใช้วีซ่า ระบบขนส่งในกรุงเทพฯ ที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวด้วยตนเอง ความหลากหลายของการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืน ตลอดจนมิตรไมตรีของคนไทย

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. เดินหน้าส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างสรรค์และส่งมอบประสบการณ์ผ่านกลยุทธ์ 5 Must Do in Thailand นำเสนอวิธีการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถ ราง หรือเรือ การอำนวยความสะดวกต่อการเปิดเส้นทางการบินใหม่ร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ สายการบินแอร์เอเชีย เส้นทางกรุงเทพฯ – ไฮฟอง เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ให้บริการ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์)  อีกทั้งการจัดกิจกรรม “Thái Lan, càng hiểu càng yêu – ไทยแลนด์ ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ” เพื่อสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ในปี 2569 เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวเวียดนาม 500 คน จากปัจจัยเหล่านี้ ททท. คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 900,000 คน ในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638019&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Wqag_F1E2lPw848_B3yE

  • กรมการท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    กรมการท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    5 กันยายน 2568 08:05 น. สยามรัฐออนไลน์ ประชาสัมพันธ์

    กรมการท่องเที่ยว ใส่ใจความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
     

    วันนี้ (3 กันยายน 2568) กรมการท่องเที่ยวจัดกิจกรรมงานเสวนาวิชาการ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์ (Building Safe Tourism: Stronger Together Against Trafficking) เพื่อมุ่งส่งเสริมบทบาทของภาคการท่องเที่ยวในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการค้ามนุษย์ สร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวปลอดภัย ห่างไกลการค้ามนุษย์ … รู้เท่าทัน สังเกตได้ ช่วยได้ ไม่เพิกเฉย” โดยมี นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดงานเสวนา และมีเครือข่ายภาคีทั้งหน่วยงานภาครัฐ สมาคมภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคม  เข้าร่วมงานเสวนาในครั้งนี้ ณ ห้องเมฆา บอลรูม โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพมหานคร

     นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “กรมการท่องเที่ยวตระหนักดีว่าความปลอดภัยคือรากฐานสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เรามุ่งหวังให้การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับตลาดโลก ภายใต้แนวคิด ‘Let’s Make Tourism Safe for All’ หรือ ‘ร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” โดย ‘คน’ ถือเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างแท้จริง ความยั่งยืนทางสังคมคือ การที่ทุกคนได้รับการเคารพ ในศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความปลอดภัย หากเราสามารถสร้างระบบที่เอื้อต่อการป้องกันการค้ามนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคมได้ ก็จะเป็นการวางรากฐานของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ที่เป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด โดยการสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวัง การสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ การรายงานเบาะแส หรือแม้แต่การออกแบบบริการที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และเป็นธรรม” โดยภายในงานเสวนาวิชาการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์ มีการบรรยายพิเศษ และการเสวนาวิชาการในประเด็นสำคัญ ได้แก่

    •    รู้เท่าทันการค้ามนุษย์: จุดเริ่มต้นของการป้องกันและปราบปราม
    •    รู้ทันสัญญาณเตือน: วิธีสังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงในภาคการท่องเที่ยว     
    •    จากการสังเกตสู่การช่วยเหลือ: ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยว
    •    วัฒนธรรมไม่เพิกเฉย: สร้างสังคมท่องเที่ยวที่ตื่นตัวและรับผิดชอบร่วมกัน

    นอกจากเวทีเสวนาแล้ว กรมการท่องเที่ยวยังมีบูธนิทรรศการข้อมูลข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการต่าง ๆ พร้อม “หลักสูตรการอบรมการท่องเที่ยวปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์” เพื่อใช้เป็น เครื่องมือพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้จัดอบรมในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด เพื่อขยายผลการดำเนินงานและทดสอบรูปแบบการประยุกต์ใช้หลักสูตรในระดับพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ ภูเก็ต และสงขลา ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ถือเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว ที่มีความหลากหลายของนักท่องเที่ยวและรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยว จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นในการ สร้างต้นแบบการท่องเที่ยวปลอดภัย ทั้งในเชิงการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระดับประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01Ke9F0CwvjVpe4vBsHVFJ

  • แอตต้าอยากได้ “พิพัฒน์” คุมท่องเที่ยว

    แอตต้าอยากได้ “พิพัฒน์” คุมท่องเที่ยว

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า โจทย์เร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องแก้หลังเข้ารับตำแหน่ง มี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาเศรษฐกิจ 2.ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 3.เรื่องของความปลอดภัยด้านชีวิตและทรัพย์สิน เพราะสามเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีผลกระทบต่อการค้าการลงทุน ความเป็นอยู่ของประชาชนที่เดือดร้อน ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 4 เดือน มองว่าควรเร่งดำเนินการเรื่องนี้ก่อน

    สำหรับด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงอยากได้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาบริหารงานได้เลย เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเคยเป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ มาแล้ว 4 ปี ก็จะสามารถทำงานได้เลย และเป็นพรรคเดียวกับนายกฯ ก็จะทำให้การทำงานกันได้ง่ายขึ้น และ รมว.ท่องเที่ยวฯ จะต้องมีความเป็นเอกภาพกับ รมว.คลัง ทีมรัฐบาลจะต้องเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายไปต่อได้

    ขณะเดียวกันโจทย์ท้าทายที่ รมว.ท่องเที่ยวฯ และ รมว.คลัง จะต้องเร่งแก้คือเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการยกระดับความเชื่อมั่นบนเวทีนานาชาติ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเพื่อ

    “วันนี้สิ่งที่รัฐบาลไทยอ่อนแอ ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งสมัยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รมว.ต่างประเทศ ตอนนั้น ทำไว้ได้ดี และเมื่อปรับ ครม. เปรียบ รมว.ต่างประเทศ คนใหม่เป็นนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ บทบาทในเวทีต่างประเทศของไทยก็ลดลง ทำให้ไทยเสียเปรียบในช่วงของการมีปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชา เพราะกัมพูชาเขาเดินทางไปคุยกับนานาชาติในเวทีใหญ่ ขณะที่ไทยเป็นรองเขา ถึงเวลาที่ไทยต้องกลับมาวางแผนให้ดี และเลือกคนที่จะมานั่ง รมว.ต่างประเทศ ที่เก่งและมีความรู้มีประสบการณ์ก็จะมีผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ”

    อย่างไรก็ดี หากได้รัฐบาล รัฐมนตรี ที่มีความรู้ ประสบการณ์ เชี่ยวชาญ เข้ามาไม่ต้องตั้งหลักสามารถทำงานได้เลย เชื่อว่า 4 เดือนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและวางโครงสร้างเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง เพราะหลังยุบสภารัฐบาลก็ต้องบริหารงานต่ออีก 2-3 เดือน เป็นอย่างน้อย ระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่ ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปีหน้าคาดการณ์ว่าจะดีกว่าปีนี้ แต่รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย คดีอาชญากรรม และยาเสพติดให้ดีขึ้น พร้อมยกระดับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880824&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zXqj9Zxu1ba7XYpOt7B-G

  • รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/gObzpz8qYVEO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vFkzy5ztUtrSDzo6HS_-B

  • ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    เปิดธุรกิจให้ของตระกูลพรประภา ทุ่มงบกว่าพันล้านบาทเปิดโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ทำเลทองจังหวัดชลบุรี  

    ตระกูลพรประภา จากผู้นำเข้า นิสสัน สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรระดับตำนาน เริ่มจากการนำเข้ารถยนต์นิสสันในไทยยุคแรกๆ วันนี้ตระกูลพรประภาได้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ จนถึงโรงแรมและทางด้านการศึกษา

    จุดเริ่มต้นของอาณาจักร

    ในปี 2495 ดร.ถาวร พรประภา ได้ริเริ่มธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัท สยามกลการ จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และดัทสันในไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรก

    จากฐานธุรกิจยานยนต์ สยามกลการพัฒนาขยายสู่ธุรกิจสินค้าชั้นนำทั่วโลก เช่น

    • เครื่องจักรหนัก “โคมัตสุ”

    • ลิฟต์และบันไดเลื่อน “ฮิตาชิ”

    • เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น”

    • เครื่องดนตรีและเสียง “ยามาฮ่า”

    • แบตเตอรี่ “GS”

    • โช้กอัพ “KYB” และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    ท่องเที่ยว–บริการ ต่อยอดจากธุรกิจหลัก

    กลุ่มธุรกิจด้านท่องเที่ยวของสยามกลการ มีเริ่มตั้งแต่สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา และ Tropicana Pattaya Hotel ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 

    ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการได้ขยายไปยังการบริหารโรงแรม เช่น Siam@Siam Design Hotels & Resorts และ Mövenpick Siam Hotel Pattaya รวมถึงโรงแรมใหม่ที่วางแผนสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว 

    โรงแรมยักษ์กลางกรุงแปลงเป็นแลนด์มาร์กใหม่

    ตระกูลพรประภา ได้จับมือกับ Pan Pacific Hotels Group เปิดโครงการ Siam Pan Pacific เพื่อแปลงอาคารสำนักงานสยามโมเตอร์เดิมเป็นโรงแรมหรู 18 ชั้นใจกลางกรุงเทพ โดยมีกำหนดเปิดปี 2027 มุ่งเป้าจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เรเว่ออโตโมทีฟ จำกัด บริหารโดย ประธานวงศ์ พรประภา

    ปัจจุบันกลุ่มสยามกลการดำเนินธุรกิจในทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ยานยนต์

    2. อะไหล่-ชิ้นส่วน

    3. เครื่องจักรอุตสาหกรรม

    4. การท่องเที่ยวและบริการ

    5. การศึกษาและเครื่องดนตรี

    6. การลงทุน-อสังหาริมทรัพย์ 

    จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตระกูลพรประประภา ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุมแทบทุกมิติของธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ 

    ล่าสุดกับการเปิดโรงเรียนนานาชาติ ไฮเกต ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

    โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดสิงหาคม 2569

    กลุ่มสยามกลการ ร่วมกับครอบครัวพรประภา จับมือกับโรงเรียนไฮเกตแห่งอังกฤษ (เก่าแก่กว่า 460 ปี!) ปักหมุดโครงการ “Highgate International School Thailand” บนพื้นที่ 70 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี บริหารโดย ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ 

    • เปิดระดับแรกในปี 2569 รับนักเรียนวัย 2–11 ปี (เตรียมอนุบาล–ประถมศึกษา)

    • ขยายชั้นเรียน เพิ่มระดับมัธยมในปี 2570 และต่อยอดเป็นโรงเรียนประจำในปี 2571–2572 

    • รองรับสูงสุด 1,400 คน  

    • งบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท กำหนดเริ่มสอนเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากก่อสร้างเสร็จต้นปีนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9839474/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E0fylHTT3mHxw_nsVeJjM

  • ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าปรับขึ้นไป 10 จุด มีแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ THAI AOT CPALL MTC KTC SAWAD เป็นต้น หลังจากภาพการเมืองในประเทศชัดเจน โดยพรุ่งนี้จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

    เมื่อเวลา 10.30 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,269.50 จุด เพิ่มขึ้น 10.19 จุด (+0.81%)

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับขึ้นตอบรับภาพการเมืองชัดเจน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับการเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) จึงมีแรงเก็งกำไรกลุ่มไฟแนนซ์ Domestic play กลุ่มท่องเที่ยว

    แม้ว่ารัฐบาลใหม่ถึงแม้จะมีระยะเวลาสั้น ๆ แต่คาดหวังจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะมีงบประมาณลงไปกระตุ้นฐานราก ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีนโยบายกระตุ้นท่องเที่ยวให้ดีกว่านี้ด้วย

    พร้อมให้แนวต้านแรกที่ 1,275 จุด แนวต้านถัดไป 1,281 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม ส่วนแนวรับ 1,263-1,260 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h54LBdiz7mG0vCZ6Omi7v

  • ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ภูมิภาค

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เพชรบุรี – วันที่ 4 กันยายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด วิทยาเขตหัวหิน/ชะอำ ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมโครงการ “หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้านการเกษตรในยุคดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Non-degree)” รุ่นที่ 2

    ภายในงานมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ และผู้เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับ โดยมีผู้ผ่านการอบรม 35 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการด้านเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะตอบสนองอุตสาหกรรมยุคใหม่ มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ดจึงได้จัดทำหลักสูตร Non-degree Program ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกระทรวงฯ

    ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้จากวิทยากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยตลอดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อจบหลักสูตร จะได้ร่วมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในภูมิภาคต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445230&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbj-SzDDM8wOls8TTDVjD

  • อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    ภูมิภาค

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 ก.ย.68 นายปรารพ แปลงงาน เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เปิดเผยว่าในช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการเฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ป้องกันมีให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรนักท่องเที่ยว ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่1454/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จึงขอประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน์ ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 เป็นการชั่วคราว หรือจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย 

    พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกมีลำห้วยหลักหรือลำหรือห้วยสาขาต่างๆ ขอให้ราษฎรผู้อาศัยริมลำห้วยที่น้ำไหลจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำไหลหลหลาก ดินโคลนถล่มควรระวังผิวจราจรลื่น ต้นไม้หักโค่น สำหรับราษฎรในพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำหัวยให้เก็บสิ่งของขึ้นที่สูง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ เมื่อปริมาณน้ำในลำธารและแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวอยู่ในระดับปกติแล้วอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AoRn089m8a3xSGPROKUbt