Category: ท่องเที่ยว

  • ‘องค์กรเครือข่ายสวัสดิภาพสัตว์’ยื่นสภา ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย‘สวนสัตว์’

    ‘องค์กรเครือข่ายสวัสดิภาพสัตว์’ยื่นสภา ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย‘สวนสัตว์’

    ‘องค์กรเครือข่ายสวัสดิภาพสัตว์’ยื่นสภา ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย‘สวนสัตว์’

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.08 น.

    ‘องค์กรเครือข่ายสวัสดิภาพสัตว์’ยื่นสภา ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย‘สวนสัตว์’

    12 กันยายน 2568 จากรณีฝูงสิงโต เข้ามารุมทำร้ายเจ้าหน้าที่บาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต ขณะเกิดเหตุมีนักท่องเที่ยวเข้าชมในสวนสัตว์เป็นจำนวนมาก ทั้งไทยและต่างชาติ กรณีดังกล่าวเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทั้งในและต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568

    ล่าสุด ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พร้อมองค์กรเครือข่ายสวัสดิภาพสัตว์ ได้ทำหนังสือ เลขที่ ที่ ท.ปก.0105/68 ลงวันที่ 12 กันยายน 2568 เรื่องขอความอนุเคราะห์พิจารณาตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากกรณีสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่ จนเสียชีวิต ถึงนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา  ผ่าน พลตำรวจตรีอังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา

    หนังสือ ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 จากรณีฝูงสิงโต เข้ามารุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ บาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต  ขณะเกิดเหตุ มีนักท่องเที่ยว เข้าชมในสวนสัตว์เป็นจำนวนมาก ทั้งไทยและต่างชาตินั้น  กรณีดังกล่าวเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้สถานการณ์ด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น  กรณีสัตว์ทำร้ายนักท่องเที่ยวจนได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต ช้างทำร้ายนักท่องเที่ยวสาวชาวสเปน อายุ 23 ปี จนเสียชีวิต ที่เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก 

    ต่อมาเกิดเหตุการณ์ช้างย่อตัวลงใช้เท้าเตะนักท่องเที่ยวหญิงรายหนึ่ง ขณะกำลังลอดท้องช้าง และนำบุตรหลานลอดท้องช้าง ที่เดินรับเงินบริจาคในพื้นที่บ้านนาคันหัก จังหวัดสระแก้ว อีกทั้งก่อนหน้านั้น เกิดเหตุการณ์อุทกภัยกระทบปางช้าง ขณะนี้ยังมีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวมายังสมาคมฯ เป็นจำนวนมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบภาพลักษณ์และสร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ดังนั้น สมาคมฯ และองค์กรเครือข่าย จึงใคร่ขอให้

    1. ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีฝูงสิงโต เข้ามารุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ บาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต เพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและเป็นกลาง สร้างความกระจ่างต่อสังคม

    2. พิจารณาด้านความปลอดภัย การอนุญาตการเปิดสวนสัตว์ในประเทศไทย เป็นไปตามมาตรฐาน ตามพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการประกอบกิจการสวนสัตว์และสวนสัตว์ที่หน่วยงานของรัฐจัดตั้งตามหน้าที่ พ.ศ.2567 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่

    ทั้งนี้ การพิจารณาศึกษาปัญหา ด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสัตว์และสวนสัตว์ จะช่วยยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยว และขอให้ท่านช่วยพิจารณาตอบกลับความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เพื่อจะได้แจ้งผลการดำเนินการต่อสาธารณชน

    การดำเนินก่อนหน้านี้ ทาง TSPCA และองค์กรเครือข่าย เคยยื่นหนังสือติดตามเรื่องดังกล่าว มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่เคยได้รับคำตอบ จนมาเกิดเหตุขึ้นในครั้งนี้ หวังว่าจะได้รับคำตอบและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาในทุกมิติและรอบด้านต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/913711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RxSDVbMkhaT34eCSuasWZ

  • เชิดชูอาหารถิ่น “แกงแคไก่เมือง” ดาวเด่นจากเชียงราย สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ

    เชิดชูอาหารถิ่น “แกงแคไก่เมือง” ดาวเด่นจากเชียงราย สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ

    มรดกกินได้จากแดนเหนือ “แกงแคไก่เมือง” เชียงราย สู่เวที “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 สะท้อนคุณค่าภูมิปัญา มหาศาลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    เชียงราย, 12 กันยายน 2568 – ในยุคที่โลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการหลั่งไหลของข้อมูลและเทคโนโลยีอันไร้ขีดจำกัด มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายรายการกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ที่อาจนำไปสู่การลบเลือนหรือสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังมีจุดประกายความหวังที่เปล่งประกายออกมาจากความพยายามในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดคุณค่าอันล้ำเลิศนี้ให้คงอยู่และเจริญงอกงามต่อไป โดยมี “อาหาร” เป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน

    หนึ่งในปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของการฟื้นฟูมรดกที่ “หายไป” อย่างน่าประทับใจ คือ เทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2568 ณ รอยัลพาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ งานนี้จัดขึ้นโดยกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิดหลัก “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste ปี 3” ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเผยแพร่องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของชาติอย่างแท้จริง

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ชี้ อาหารถิ่นเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยระบุว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ที่สะท้อนตัวตน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสมานฉันท์ และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้ให้กับผู้คน”

    ท่านยังได้กล่าวเสริมว่า กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาและป้องกันไม่ให้มรดกเหล่านี้ลบเลือนหรือสูญหายไปจากปัจจัยภายนอกและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จึงได้กำหนดมาตรการส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู อาทิ การจัดทำบัญชีในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ การประกาศขึ้นบัญชี การยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ทักษะสู่คนรุ่นใหม่ นี่คือวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่มองเห็น “อาหาร” เป็นมากกว่าแค่การบริโภค แต่คือการลงทุนในอนาคตของชาติ

    แกงแคไก่เมือง” เชียงราย ดาวเด่นแห่งภูมิปัญญาที่กลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง

    ภายในงานเทศกาลที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมของอาหารถิ่นจากทั่วประเทศ บูธของจังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นจุดรวมความสนใจของประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา “ชม-ชิม-ช้อป” และซื้อกลับบ้านอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมี “แกงแคไก่เมือง” เป็นเมนูชูโรงที่สร้างความประทับใจและปลุกเร้ารสชาติที่เหมือนจะ “หายไป” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมนูนี้ได้รับการคัดเลือกจาก 5 เมนูสุดยอดของจังหวัด จนกลายเป็น “สุดยอดอาหารเมือง” และ “อาหารชูถิ่น” ของเชียงราย ที่กลับมาเป็น “ดาวเด่นในเวทีระดับประเทศ”

    อะไรคือความพิเศษที่ทำให้ “แกงแคไก่เมือง” ครองใจผู้คนได้ถึงเพียงนี้ คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในความพิถีพิถันของวัตถุดิบและภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมนูนี้มิใช่เพียงอาหารจานหนึ่ง แต่คือ “เมนูสุขภาพ” และ “เมนูอายุยืน” ของภาคเหนือ ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสุขภาพ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สิ่งที่ทำให้แกงแคไก่เมืองแตกต่างและโดดเด่น คือการเป็นเมนูที่ “ปลอดโรค ปลอดสาร” อย่างแท้จริง ด้วยการใช้ผักสมุนไพรพื้นบ้านทั้งหมด

    ความลับที่ซ่อนอยู่ในหม้อแห่งภูมิปัญญา

    มิติแห่งผักพื้นบ้าน แกงแคไก่เมืองอุดมไปด้วยผักพื้นบ้านมากกว่า 10 ชนิด ผักเหล่านี้มาจากธรรมชาติแท้ ๆ ทั้งที่ปลูกในสวนและที่ได้จากป่า ซึ่งนอกจากความสดใหม่ตามฤดูกาลแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง อาทิ ผักเผ็ด ที่มีรสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ผักขี้หูด ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และ หางหวาย วัตถุดิบหาทานยากที่มีรสขมอมหวาน ช่วยแก้ร้อนในได้อย่างดีเยี่ยม ความหลากหลายของผักยังมาจาก “โครงการผักส่วนครัว รั้วกินได้” ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและสนับสนุนผลผลิตจากชุมชน

    กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอมอบเกียรติบัตรฉบับนี้ ให้ไว้เพื่อแสดงว่า คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้บริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เข้าร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการ ๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิ่น “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ขอขอบคุณที่ได้ร่วมส่งเสริม สนับสนุนและยกระดับภาพลักษณ์ของอาหารถิ่นสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

    ไก่บ้านจากชุมชนท้องถิ่น ตัวเอกที่ขาดไม่ได้คือ “ไก่บ้าน” โดยเฉพาะ “ไก่เมืองจากเวียงชัย” ที่ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ โดยใช้ไก่ที่ไม่แก่หรือหนุ่มจนเกินไป คือช่วงอายุประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อกำลังหวานและมี texture ที่เหมาะสม ไม่เหนียวหรือยุ่ยจนเกินไป ไก่เหล่านี้มาจากกลุ่มชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    พริกแกงสูตรลับเฉพาะตระกูล เคล็ดลับความอร่อยของแกงแคเริ่มต้นจากการเจียว “พริกแกงที่โขลกเองกับมือ” ซึ่งเป็น “สูตรลับเฉพาะของแต่ละตระกูล” การโขลกเครื่องแกงอย่างพิถีพิถันนี้เองที่ทำให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพรสดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ เป็นเอกลักษณ์ที่หาทานได้ยากในยุคสมัยใหม่

    ความใส่ใจในการปรุง หลังจากนั้นคือการ “ผัดไก่ด้วยไฟอ่อนๆ” เพื่อดึงรสชาติของสมุนไพรพื้นบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด และความลับที่สำคัญที่สุดคือ “การเรียงลำดับการใส่ผัก” โดยจะใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน แล้วค่อยๆ ตามด้วยผักที่สุกง่าย เหมือน “ค่อยๆ เล่าเรื่องราวของผืนป่าให้ลงไปอยู่ในหม้อ”

    ตามคำกล่าวของเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารล้านนา “เหนือไม่มีสูตรตายตัว แกงแคจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและความรักในวัตถุดิบ ทุกบ้านใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้ มันคือความรัก ความใส่ใจ และภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแกงแคไก่เมืองไม่ใช่เพียงเมนูอาหาร แต่คือ “ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เป็นมรดกที่กินได้ที่เชื่อมโยงเรากับธรรมชาติและรากเหง้าของชาวเชียงราย”

    บทบาททางเศรษฐกิจและสังคม มรดกกินได้ที่สร้างรายได้และคุณค่า

    การกลับมาของ “แกงแคไก่เมือง” ในฐานะดาวเด่นบนเวทีระดับประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูอาหารพื้นถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ การใช้ไก่บ้านจากกลุ่มชุมชนและผักจากโครงการ “ผักส่วนครัว รั้วกินได้” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงผู้ผลิตท้องถิ่นเข้ากับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน และส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ การนำเสนออาหารถิ่นเหล่านี้ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ให้เดินทางมาสัมผัส “รสชาติที่แท้จริงของเชียงราย” และเรื่องราวเบื้องหลังอาหารที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

    กิจกรรมหลากหลาย ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างการมีส่วนร่วม

    งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การชิมอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ การลองลิ้มชิมรสชาติอาหารที่หาทานได้ยาก จากทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ผ่านกิจกรรม “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste”

    การเรียนรู้ “อร่อยตามรอยภูมิปัญญา” ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 เส้นทาง อาทิ อาหารสายอันซีน, พหุวัฒนธรรมล้ำรส, งดงามภูมิปัญญาล้ำค่าทรัพยากร, จากหยดน้ำแรกแห่งธารา ถึงคลื่นครามแห่งอ่าวไทย, ตามเส้นทางพี่สตังค์หรอยแรงชิมขนมและแกงถิ่นปักษ์ใต้, และ Isan discovery

    “ครัวฟุ้ง ปรุงไทย” Cooking Show โดย Chef Celebrity Thailand อาทิ เชฟพฤกษ์ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย และ กัณฑิมา สารีบท เชฟท้องถิ่นวิสาหกิจชุมชนเจ้าอุ้งลูกจีน จังหวัดกาญจนบุรี ที่มาสาธิตการทำอาหารในสไตล์ฟิวชั่น โดยยังคงผสมผสานสมุนไพรไทยลงในอาหาร เพื่อยกระดับอาหารถิ่นสู่สากล

    การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนการแสดงประกอบเพลง “รสชาติที่หายไป” โดย แซ็ค ชุมแพ และ อาบูม แชมป์มิราเคิลมิวสิค เพื่อสร้างความสุขและความเพลิดเพลิน นายกสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย คุณบริพันธ์ ชัยภูมิ กล่าวถึงความสำคัญของเพลงลูกทุ่งในฐานะวัฒนธรรมไทยที่จะมาสร้างความสุขในงาน และพิธีมอบเกียรติบัตรและโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ ให้กับผู้เครือข่ายทางวัฒนธรรมจาก 77 จังหวัด และการมอบรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรม โดยอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา

    ทีมเมนู “แกงแคไก่เมือง” ของจังหวัดเชียงราย

    สำหรับจังหวัดเชียงราย ได้รับเกียรติบัตรสำหรับเมนู แกงแคไก่เมือง” โดยมี นางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ นายอนุสร เทพปินตา จากร้านสบันงาขันโตก เป็นตัวแทนเข้ารับมอบ ในการนี้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วย คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้ง นครเชียงรายนิวส์ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) นายอนุสร เทพปินตา นางสาวศิวพร จอมสว่าง ตัวแทนผู้ประกอบการร้านสบันงาขันโตก (สาธิต) และนายอภิชาต กันธิยะเขียว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    มรดกที่ต้องส่งต่อเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงอาหาร แต่เป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังของความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการรักษาและต่อยอดคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จากกลิ่นหอมของแกงแคไก่เมือง ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสัมผัส ไปจนถึงคำเชิญชวนของศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง แซ็ค ชุมแพ ที่กล่าวว่า “อยากเชิญชวนมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย…มางานนี้ถือว่าครบจบ ทั้งความสนุกและอาหารอร่อย” นี่คือการยืนยันว่ามรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รสชาติที่หายไป” เหล่านี้ มีศักยภาพที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ความสุข และคุณค่าที่จับต้องได้ให้กับทุกคน

    การลงทุนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ มิได้เป็นการมองย้อนอดีตอย่างเดียวดาย แต่เป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับอนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะยังคงเป็นเสาหลักในการสร้างอัตลักษณ์ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในหมู่คนไทยทุกคน ผู้ที่สนใจและผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจหรือประกอบการทำงาน จึงไม่ควรพลาดโอกาสในการมา “ชม-ชิม-ช้อป อิ่มท้อง-อิ่มใจ-ได้ความรู้” ในงานเทศกาลนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยยังคงดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

    ตัวเลขที่น่าสนใจ

    จากข้อมูลเบื้องต้นของงานเทศกาลในปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นกว่า 10 ล้านบาทจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารถิ่น ขณะที่การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ผลิตชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีแรกของการจัดงาน

    การสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมงานมีความประทับใจในรสชาติอาหารถิ่นที่ “เคยลืม” และร้อยละ 78 แสดงความสนใจที่จะเดินทางไปยังจังหวัดต้นทางของอาหารเหล่านั้นเพื่อสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

    เมื่ออาหารกลายเป็นเครื่องมือการพัฒนา

    เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในการเปลี่ยนมุมมองต่อ “อาหารถิ่น” จากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “อาหารชาวบ้าน” ไปสู่การเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า” นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งหลายคนเริ่มหันกลับมาเรียนรู้วิธีการทำอาหารพื้นบ้านจากผู้ใหญ่ในชุมชน

    การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสนับสนุนงานครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และบริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด (ตลาดสี่มุมเมือง) แสดงให้เห็นถึงการรับรู้และการให้ความสำคัญของภาคธุรกิจต่อคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว

    คำมั่นสัญญาสู่อนาคต

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของงาน ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “งาน ไทยฟุ้ง ปรุงไทย ไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานเทศกาลประจำปี แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการอนุรักษ์และพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เราได้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมแล้วว่า เมื่อชุมชนมีความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมี พวกเขาจะมีแรงจูงใจในการรักษาและต่อยอดให้ดีขึ้น”

    การจัดงานในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ได้แก่ คุณสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), คุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, คุณพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, และ คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ รวมทั้งศิลปินและบุคคลสำคัญอีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม

    งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดเทศกาลอาหาร แต่เป็นการปูทางสู่อนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ความเข้มแข็งของชุมชน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติไทยอย่างแท้จริง

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
    • เอกสารงานเทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025)
    • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไทยคอนเวนชั่นแอนด์เอ็กซิบิชั่นบูโร)
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    • รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ประจำปี 2568
    • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kaeng-kae-kai-muang-chiang-rai-thai-taste-fest/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YyXF2L8G8r_bnzOg79zkk

  • กรมการท่องเที่ยว ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการซื้อด้วยความมั่นใจ Buy With Confidence (BWC)

    กรมการท่องเที่ยว ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการซื้อด้วยความมั่นใจ Buy With Confidence (BWC)

    วันที่ 12 กันยายน 2568 นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ Buy With Confidence (BWC) ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขังขันแก่ผู้ประกอบการไทย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก

    โดยมี นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ประธานกรรมการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของทั้ง 4 หน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 110 C ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/956620&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kdxzu6Sg6QWRZc8Scd7gk

  • หนุ่ม-สุทน ชวนท่องเที่ยว “ปากน้ำชุมพร-นอนโฮมสเตย์” จ.ชุมพร

    หนุ่ม-สุทน ชวนท่องเที่ยว “ปากน้ำชุมพร-นอนโฮมสเตย์” จ.ชุมพร

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/V6MnMJY5JZO8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sZYqxhvCSZ5Y8eiZB2Ev-

  • เทศบาลตำบลรัษฎา แก้ไขถนนทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ หน้าศาลาพ่อตาโต๊ะแซะ ทางขึ้นเขาโต๊ะแซะ แหล่งท่องเที่ยวชมลิง จ.ภูเก็ต

    เทศบาลตำบลรัษฎา แก้ไขถนนทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ หน้าศาลาพ่อตาโต๊ะแซะ ทางขึ้นเขาโต๊ะแซะ แหล่งท่องเที่ยวชมลิง จ.ภูเก็ต

    เทศบาลตำบลรัษฎา แก้ไขถนนทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ หน้าศาลาพ่อตาโต๊ะแซะ ทางขึ้นเขาโต๊ะแซะ แหล่งท่องเที่ยวชมลิง จ.ภูเก็ต

    วันที่ 12 กันยายน 2568 นายจิรายุส ทรงยศ นายกเทศมนตรีตำบลรัษฎา รับแจ้งว่า มีถนนเป็นหลุมขนาดใหญ่บริเวณหน้าศาลาพ่อตาโต๊ะแซะ ม.3 ต.รัษฎา เกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายต่อพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาหรือนักท่องเที่ยวรวมทั้งพี่น้องประชาชนที่ออกกำลังกายในตอนเช้าและช่วงบ่าย

    จึงได้สั่งการให้ นายชินสิช ชาญณรงค์ เลขานุการนายกเทศมนตรี พร้อมด้วย นายเสริฐ  ทองดี นายเจริญ แซ่อ่อง สมาชิกสภาเทศบาลตำบลรัษฎา ตำบลรัษฎา นายนิพิฏฐ์  เจริญการ ผู้อำนวยการกองช่างเทศบาลตำบลรัษฎา นายสมชาย ตันติพิทยกุล หัวหน้ากองช่างเทศบาลตำบลรัษฎา และเจ้าหน้าที่กองช่างอีกจำนวนหนึ่งได้เข้าตรวจสอบ 
    พบว่าจุดดังกล่าวอยู่ที่บริเวณหน้า ศาลาพ่อตาโต๊ะแซะ  มีหลุมขนาดใหญ่อยู่ที่กลางถนน เมื่อตรวจสอบลงไปพบเป็นโพรงขนาดใหญ่ เนื่องจากน้ำกัดเซาะเป็นทางยาว ประมาณ 6 เมตร ความลึก ประมาณ 3 เมตร

    เจ้าหน้าที่จึงได้ปิดการจราจร ก่อนใช้รถแม็คโคร เจาะถนนที่ชำรุดและได้ใช้ดินถมลงไป แล้วใช้เครื่องบดอัดบดอัด เพื่อทำให้ดินมีความหนาแน่น ก่อนที่จะใส่หินคลุก เพื่อได้ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ถนนไปพลางก่อน

    ซึ่งทางเทศบาลตำบลรัษฎาต้องขออภัยในความไม่สะดวกในการสัญจรของพี่น้องประชาชน

    เครดิต Phuket Hotnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/57158&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gCTJyMdAUYiIohNn3PoS9

  • สถานการณ์การท่องเที่ยวและภาคบริการของเคนยาปี 2025 กับโอกาสการค้าและการลงทุนของไทย

    สถานการณ์การท่องเที่ยวและภาคบริการของเคนยาปี 2025 กับโอกาสการค้าและการลงทุนของไทย

    สถานการณ์การท่องเที่ยวและภาคบริการของเคนยาปี 2025 

    1. ภาพรวมการท่องเที่ยว

    1.1 ปี 2024

    ปี 2024 เคนยามีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 2.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 14–15% จาก 2.09 ล้านคนในปี 2023

    โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก KSh 377.5 พันล้าน (2023) เป็น KSh 452.2 พันล้าน (2024) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 19.8%

    ปัจจัยสนับสนุน

    • การฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศหลังโควิด-19

    • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและโรงแรม

    • ความมั่นคงทางการเมืองหลังการเลือกตั้งปี 2022

    • การตลาดเชิงรุกในตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และตะวันออกกลางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    1.2 แนวโน้มปี 2025

    จำนวนผู้เดินทางเข้ามา คาดว่าจะสูงถึง 3 ล้านคน เติบโต ~25% จากปี 2024 สามารถสร้างรายได้รวม

    คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น KSh 560 พันล้าน (~US$4.3 พันล้าน) หรือเติบโต 24% จากปี 2024 และ

    มีการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดเกิน KSh 300 พันล้าน และกลับมาสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 (2019) กว่า 30% และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศมีแนวโน้มแตะ KSh 560 พันล้าน เนื่องจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง และความนิยมท่องเที่ยวท้องถิ่น

    2. ภาคบริการที่เกี่ยวข้อง

    2.1 บทบาทของภาคบริการในปี 2024 ภาคบริการยังคงเป็นหัวใจของเศรษฐกิจเคนยา โดยมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของ GDP

    2.2. ภาค Hospitality & Food Services ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2024 (ไตรมาส 1 ขยายตัวสูงถึง 38.1%)

    ปัจจัยสนับสนุน

    • กระแสการท่องเที่ยวเชิงซาฟารีและชายหาด

    • การจัดประชุมระดับนานาชาติ (MICE)

    • การลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ตใหม่

    2.2 แนวโน้มปี 2025

    คาดว่า GDP ของเคนยาในปี 2025 จะเติบโต 5.3%–5.6% เทียบกับ 4.7% ในปี 2024 โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุน การท่องเที่ยว และบริการทางการเงิน ภาค Hospitality & Food Services แม้ยังเป็นภาคหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่การเติบโตในไตรมาส 1/2025 อยู่ที่เพียง 4.1% สะท้อนถึงการชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2024 ในส่วนภาคบริการอื่น ๆ ก็จะพบแนวโน้มสำคัญ เช่น ภาค ICT และการเงินยังคงเติบโตต่อเนื่อง ภาคบริการโลจิสติกส์และการเดินทางระหว่างประเทศได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว ตลอดจนภาคค้าปลีกมีแนวโน้มฟื้นตัวตามกำลังซื้อที่ค่อย ๆ ดีขึ้น

    ตารางเปรียบเทียบการท่องเที่ยวและภาคบริการของเคนยาในปี 2024 -2025

    รายการ

    ปี 2024

    ปี 2025 (คาดการณ์)

    นักท่องเที่ยวต่างชาติ

    2.4 ล้านคน

    3 ล้านคน

    รายได้รวมจากท่องเที่ยว

    3,048 ล้าน USD

    4,310 ล้าน USD

    สัดส่วนรายได้จากต่างชาติ

    60%

    55% (ขยายฐานในประเทศ)

    การเติบโตภาค Hospitality (Q1/2025)

    +38.1%

    +4.1%

    GDP รวม

    +4.7%

    +5.3–5.6%

    โอกาสทางการค้าและการส่งออกของไทยจากการเติบโตด้านท่องเที่ยวของเคนยา

    1.1 สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร

    การท่องเที่ยวที่ขยายตัวทำให้ความต้องการสินค้าในภาค Hospitality & Food Services เพิ่มขึ้น เช่น อาหารสำเร็จรูป ข้าว เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์จากข้าวไทย

    สินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น ข้าวหอมมะลิและข้าวบรรจุถุง ซอสปรุงรส น้ำปลา ซอสพริก ผลไม้แปรรูป และขนมขบเคี้ยว โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหารในเคนยามีแนวโน้มเพิ่มการใช้สินค้าอาหารนำเข้าเพื่อรองรับรสนานาชาติของนักท่องเที่ยว

    1.2 สินค้าวัสดุอุปกรณ์และของใช้ในโรงแรม

    โอกาส: ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทกำลังขยายตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยสินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น เครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว และสิ่งทอสำหรับโรงแรม เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น กาต้มน้ำ เครื่องเป่าผม ตู้เย็นขนาดเล็ก และของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์จากไม้/หวาย 

    1.3 ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

    โอกาส: กระแส Wellness Tourism กำลังเติบโตในเคนยา โดยเฉพาะในตลาดนักท่องเที่ยวระดับกลาง-สูง โดยสินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น สปาผลิตภัณฑ์ น้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอางและสกินแคร์จากสมุนไพรไทย อาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งเหตุสำคัญคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติและชนชั้นกลางท้องถิ่นนิยมสินค้าคุณภาพสูง มีความต้องการความแตกต่างจากสินค้าพื้นฐานทั่วไป

    1.4 อุปกรณ์โลจิสติกส์และขนส่ง

    โอกาส: การท่องเที่ยวและบริการขยายตัวทำให้ระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง และบริการท่าอากาศยานต้องรองรับมากขึ้น โดยมีสินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น รถตู้โดยสาร รถบัสขนาดเล็ก อุปกรณ์ระบบ POS และซอฟต์แวร์การจัดการโรงแรม/ร้านอาหาร เครื่องใช้และอุปกรณ์สำหรับครัวขนาดใหญ่

    ปัจจัยเสริมที่ทำให้ไทยมีความได้เปรียบ

    1. ภาพลักษณ์สินค้าไทย – ไทยมีชื่อเสียงด้านอาหารรสชาติอร่อย คุณภาพการผลิต และบริการด้านการท่องเที่ยวและสปา

    2. ประสบการณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว – ไทยสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน MICE, Hospitality, Wellness ไปยังเคนยาได้

    3. ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับรัฐบาล – ไทยและเคนยามีความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือภายใต้กรอบ South–South cooperation และมีความสัมพันธ์ทางการทูตกว่า 55 ปี

    ความท้าทายและสิ่งที่ควรระวัง

    1. ภาษีนำเข้าและมาตรการทางการค้า ของเคนยาที่ยังค่อนข้างสูงในบางกลุ่มสินค้า

    2. การแข่งขันจากจีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ ซึ่งมีการส่งออกสินค้าเข้ามาในเคนยามาก

    3. ต้นทุนโลจิสติกส์ จากไทยไปยังท่าเรือมอมบาซายังสูง

    ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือทำการค้าในเคนยา

    1. สร้างพันธมิตรท้องถิ่น เช่น ผู้นำเข้ารายใหญ่ในไนโรบีและมอมบาซา

    2. ใช้กลยุทธ์ Differentiation – ย้ำคุณภาพมาตรฐาน ความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทย เช่น “Thai Select” สำหรับสินค้าอาหาร

    3. พัฒนาแพ็กเกจสินค้าให้มีขนาดเหมาะสมกับตลาดที่มีกำลังชื้อไม่มากนัก และบริการหลังการขายแบบครบวงจร เช่น นำเสนอสินค้าอาหารพร้อมบริการฝึกอบรมการทำอาหารไทยแก่เชฟของโรงแรม เป็นต้น

    4. จับตลาด Wellness Tourism โดยส่งออกผลิตภัณฑ์สปา และร่วมมือกับรีสอร์ทในเคนยาในการจัดแพ็กเกจ “Thai Spa & Wellness”

    ความเห็นของ สคต.

    การที่ภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเคนยายังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกระหว่างไทยกับเคนยาให้มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย อย่างไรก็ดี สคต. เห็นว่า แม้จะมีแนวโน้มที่ดีตามรายงานดังกล่าว และโอกาสของสินค้าไทย แต่ปัจจัยสำคัญก็คือราคาของสินค้าต้องมีความเหมาะสมกับตลาด เช่น ไม่แพงเกินไป เนื่องจากกำลังชื้อของคนเคนยายังมีไม่มากนัก อาจจะกล่าวได้ว่า ควรเป็นสินค้าที่มีราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพที่ดี จึงจะมีโอกาสทางการตลาด

    นอกจากนั้น การที่ผู้ประกอบต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น มีขนาดเล็กกว่าตลาดอื่น (เนื่องจากกำลังชื้อน้อยกว่า) หรือมีราคาที่คนเคนยาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ท่านควรคำนึง ตลอดจนความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของปริมาณของการสั่งชื้อขั้นต่ำ (minimium order) หรือการคละสินค้าหลายชนิดได้ หรือ การเปิดกว้างในการส่งออกแบบรวมตู้กับสินค้าหลายชนิดอื่น/บริษัทอื่น (Consolidate container) การชื้อขายผ่านตัวกลาง (Trader) สิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็จะทำให้ท่านมีโอกาสส่งออกสินค้ามาตลาดแอฟริกาได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องการตลาดของเคนยาและแอฟริกาตะวันออกดังกล่าว อาจเป็นข้อจำกัดที่ผู้ส่งออกไทยยังไม่เข้าใจหรือยังกลัวที่จะเข้ามาที่ตลาดนี้ ซึ่ง สคต. ยินดีจะให้คำปรึกษาและหาแนวทางที่เหมาะสม หากท่านสนใจต่อไป

    ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศเคนยา และประเทศในแอฟริกาตะวันออก ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke 

    ที่มา : https://www.theeastafrican.co.ke/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ktu31q4h0mufjwxd8ra4umnh&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Sd9_xfs2U8jvAR2qAXMnw

  • ยกของดีเมืองเหนือมาให้คนอีสาน เลือกช็อป ชิม ใช้

    ยกของดีเมืองเหนือมาให้คนอีสาน เลือกช็อป ชิม ใช้

    ภูมิภาค

    ยกของดีเมืองเหนือมาให้คนอีสาน เลือกช็อป ชิม ใช้

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “Lanna Creative & Craft Tourism Showcase” เปิดงานยิ่งใหญ่ที่เซ็นทรัล ขอนแก่น สร้างสรรค์ Soft Power เชื่อมโยงการท่องเที่ยวภาคเหนือ-อีสาน

    เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Lanna Creative & Craft Tourism Showcase ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 กันยายน 2568 โดยมีนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่, นางสาวฐานิตรัชต์ เจริญศิริ ผู้แทนการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดขอนแก่น, พ.ต.ท.รัฐปิติ ประเสริฐสม ตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น, นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น, นางสาวฌานิกา แสนสุขสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลจังหวัดขอนแก่น, นายณัฐพล ดีบุญมี ณ ชุมแพ ผู้บริหาร บริษัททรัพย์เพิ่มพูน Energy ตลอดจนผู้ประกอบการ ผู้แทนจากทั้งภาคเหนือ และอีสานเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นางสาวฐานิตรัชต์ เจริญศิริ ผู้ช่วยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดขอนแก่น กล่าวต้อนรับว่า จังหวัดขอนแก่นยินดีเป็นเจ้าภาพและพร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน เนื่องจากขอนแก่นมีความพร้อมทั้งด้านการคมนาคม ศูนย์ประชุม สถานที่ท่องเที่ยว และอาหารอร่อยขึ้นชื่อ ซึ่งสามารถเป็นจุดหมายหลักในการจัดประชุมและนิทรรศการของภาคอีสาน   

    ด้านนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การนำผลิตภัณฑ์ล้านนามาจัดแสดงที่ขอนแก่น เป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ พร้อมเชิญชวนชาวขอนแก่นเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศงานเทศกาลยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นมหกรรมสำคัญที่สะท้อนเอกลักษณ์และความงดงามทางวัฒนธรรมล้านนา

    กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) เพื่อนำเสนอสินค้าหัตถกรรม ผ้าทอ เครื่องเงิน งานไม้ และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้ชาวขอนแก่นได้เลือกซื้อ พร้อมการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา และกิจกรรม Workshop เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

    ขณะที่นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สร้างการรับรู้และตระหนักถึงคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โดยกิจกรรมยังเปิดพื้นที่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองภูมิภาค เพื่อขยายตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างเป็นรูปธรรม ตลอด 3 วันของการจัดงาน ชาวขอนแก่นและนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสของดีเมืองเหนือในบรรยากาศที่อบอุ่น สะท้อนเสน่ห์ล้านนา พร้อมชิม ช็อป และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาคเหนือและอีสานอย่างแน่นแฟ้น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446183&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JMKVs4n0Pra8EOmelI0eF

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดสำนักงานถาวร ททท. สำนักงานบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดสำนักงานถาวร ททท. สำนักงานบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดสำนักงานถาวร ททท. สำนักงานบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    วันที่ 12 กันยายน 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดพิธีเปิดอาคารสำนักงานถาวร ททท. สำนักงานบุรีรัมย์ หลังใหม่ ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หน่วยงานพันธมิตรภาครัฐบาล และภาคเอกชน ร่วมในพิธีเปิดในวันนี้

    อาคาร ททท. สำนักงานบุรีรัมย์ ได้รับการออกแบบและก่อสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะเป็นศูนย์กลางสำคัญในการประสานงานและบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว สร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เสน่ห์ของบุรีรัมย์ให้เป็นที่รู้จักและจดจำในระดับประเทศและระดับนานาชาติ สร้างรายได้และประโยชน์สุขให้กับชาวบุรีรัมย์ สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ เป็นกลไกในการร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป สำนักงาน ททท. บุรีรัมย์ จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว สร้างสรรค์กิจกรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และผลักดันให้ “บุรีรัมย์” ก้าวสู่การเป็น Sports & Cultural Destination ที่โดดเด่นในระดับสากล

    #TatBurirum
    #AmazingThailand
    #TAT

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/956383&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jtzBswwpu8f6MtJLr0oFP

  • แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

    แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม


    ภาพประกอบเนื้อหา 0 แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

    หาดใหญ่, สงขลา – เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 ณ ห้องสราญรมย์ โรงแรมนิวซีซั่นสแควร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงานแถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ ประจำปี 2568 (กินเจ Go Green) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 23 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงาม สร้างบรรยากาศแห่งความสิริมงคลให้แก่เมืองหาดใหญ่ รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    นายกิตธนา สุบรรพวงศ์ นายกสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา กล่าวว่า “การจัดงานเทศกาลกินเจหาดใหญ่ในปีนี้มาในรูปแบบ “กินเจ Go Green” โดยมุ่งเน้นการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดขยะ และลดของเสีย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของหาดใหญ่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและรักษ์สิ่งแวดล้อม”

    ไฮไลต์ของงานและกิจกรรมสำคัญ

    เทศกาลกินเจหาดใหญ่ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-29 ตุลาคม 2568 ณ สวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น

    • พิธีเปิดงาน: วันที่ 21 ตุลาคม 2568
    • พิธีขบวนแห่พระรอบเมือง: วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 14:30 น.
    • การแสดงสิงโตมังกรสุดอลังการ: วันที่ 26 และ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 19:00 น.
    • ตลาดอาหารเจ: อิ่มอร่อยกับร้านอาหารเจกว่า 108 ร้าน ที่ผ่านการอบรมโครงการอาหารปลอดภัย ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีอาหารเจนานาชาติ ทั้งมาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น และอาหารเจ 4 ภาค
    • กิจกรรมพิเศษ:
    • การประกวดหนูน้อยเจี๊ยะฉ่าย
    • การเสวนาเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ
    • กิจกรรมปรุงอาหารเจโดยคนดัง

    พันธมิตรผู้สนับสนุนหลัก

    การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหลายภาคส่วน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา, เทศบาลนครหาดใหญ่, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา, หอการค้า และสมาคมพันธมิตรต่างๆ

    นอกจากนี้ ยังมีการจับมือกับมูลนิธิรักบ้านเกิดภาคใต้ในโครงการ “กินเจ Go Green” เพื่อจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยมีการแยกขยะ แยกเศษอาหาร และรณรงค์ให้ประชาชนนำภาชนะมาเองเพื่อรับส่วนลดอีกด้วย

    ภาพประกอบเนื้อหา 1 แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

    ภาพประกอบเนื้อหา 2 แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

    ภาพประกอบเนื้อหา 3 แถลงข่าวเทศกาลกินเจหาดใหญ่ Go Green ครั้งที่ 23 มุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

    เนื้อหานี้ในภาษาอื่น


    • หาดทิพย์ผนึกกำลังเครือข่ายเปิดตัว “พันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้”  ยกระดับการรีไซเคิลขวด PET เป็นเม็ดพลาสติก rPET ด้วยระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ   ครั้งแรกของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยและธุรกิจ ”โคคา-โคล่า” ทั่วโลก

      หาดทิพย์ผนึกกำลังเครือข่ายเปิดตัว “พันธมิตรเพื่อการรีไซเคิลในภาคใต้” ยกระดับการรีไซเคิลขวด PET เป็นเม็ดพลาสติก rPET ด้วยระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ ครั้งแรกของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยและธุรกิจ ”โคคา-โคล่า” ทั่วโลก
    • วง B5 ทีมรวม 5 โรงเรียน จ.ภูเก็ต คว้าแชมป์ “Sprite Music Contest 2025” ครองถ้วยเกียรติยศ–ทุนการศึกษา

      วง B5 ทีมรวม 5 โรงเรียน จ.ภูเก็ต คว้าแชมป์ “Sprite Music Contest 2025” ครองถ้วยเกียรติยศ–ทุนการศึกษา
    • เกษตรเขต5 เปิดสวนทุเรียนคุณภาพ ต้อนรับกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลา สร้างความเชื่อมั่น ทุเรียนชายแดนใต้ สู่ตลาดสากล

      เกษตรเขต5 เปิดสวนทุเรียนคุณภาพ ต้อนรับกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลา สร้างความเชื่อมั่น ทุเรียนชายแดนใต้ สู่ตลาดสากล
    • หาดทิพย์ รับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด” สถานประกอบการดีเด่นด้านอาหาร 2568 ตอกย้ำมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มคุณภาพระดับสากล และมุ่งมั่นเติบโตเคียงข้างชาวใต้ตลอด 55 ปี

      หาดทิพย์ รับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด” สถานประกอบการดีเด่นด้านอาหาร 2568 ตอกย้ำมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มคุณภาพระดับสากล และมุ่งมั่นเติบโตเคียงข้างชาวใต้ตลอด 55 ปี
    • บมจ.หาดทิพย์ เปิดประมูลราคารถยนต์ ประจำปี 2568 (แบบเหมากลุ่ม) จำนวน 43 คัน

      บมจ.หาดทิพย์ เปิดประมูลราคารถยนต์ ประจำปี 2568 (แบบเหมากลุ่ม) จำนวน 43 คัน
    • จังหวัดสงขลาจัดใหญ่ “เทศกาลอาหารพื้นถิ่นสงขลา เขา ป่า โหนด นา เล

      จังหวัดสงขลาจัดใหญ่ “เทศกาลอาหารพื้นถิ่นสงขลา เขา ป่า โหนด นา เล
    • หาดทิพย์ ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตอกย้ำผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มยั่งยืนในภาคใต้

      หาดทิพย์ ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตอกย้ำผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มยั่งยืนในภาคใต้
    • หาดทิพย์ ประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลรถ Toyota Alphard Hybrid E-Four

      หาดทิพย์ ประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลรถ Toyota Alphard Hybrid E-Four
    • อัปเดตความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานหน้ารุ่งโรจน์เฟอร์นิเจอร์ เตรียมเปิดใช้งานในเร็วๆ นี้

      อัปเดตความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานหน้ารุ่งโรจน์เฟอร์นิเจอร์ เตรียมเปิดใช้งานในเร็วๆ นี้
    • “กิตธนา สุบรรพวงศ์” นำทีม

      “กิตธนา สุบรรพวงศ์” นำทีม “สมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวสงขลา” ประชุมสามัญประจำปี 68 ตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพท่องเที่ยวสงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.gimyong.com/content/f21f292e52&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DfOmyNZYLLDjfrbU1XT9w

  • ททท.ไม่หวั่นนักท่องเที่ยวจีนลดลงพุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ

    ททท.ไม่หวั่นนักท่องเที่ยวจีนลดลงพุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ

    ภูมิภาค

    ททท.ไม่หวั่นนักท่องเที่ยวจีนลดลงพุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อำเภอเมือง/ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยปรับแผนรับมือเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว หลังพบนักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่าทุกปี ระบุเป็นเพราะกระแสโซเชียลในด้านลบเกิดขึ้น เตรียมหาความต้องการของ นทท.จีนที่มีคุณภาพยอดใช้จ่ายสูง มาเสริมทับ เชื่อต้นปีหน้าการท่องเที่ยวสดใส

    วันที่ 12 กันยายน 2568 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ออกมาระบุหลังเดินทางมาเปิดสำนักงานถาวรของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานจังบุรีรัมย์ ที่บริเวณศาลากลางหลังเก่าถนนอินจันทร์ณรงค์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ว่า

    สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทั้งหมดมีอยู่ต่างประเทศจำนวน 29 แห่ง ในประเทศไทยมี 45 สาขา กับอีก 6 ศูนย์ ซึ่งบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งใน 45 สำนักงาน ก่อนหน้านี้สำนักงานใช้อาคารพาณิชย์ แต่เนื่องด้วยศักยภาพของจังหวัดบุรีรัมย์ไม่ใช่เฉพาะเรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่ยังมีในเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องเศรษฐกิจอีสานใต้ และเรื่องของการกีฬา

    ซึ่งสำนักงานถาวรแห่งนี้ถือเป็นสำนักงานที่ดีและใหญ่ที่สุดในโลกของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะเป็นอาคารที่สมบูรณ์แบบสำหรับการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาคารสำนักงานนี้ยังสามารถจัดประชุมสัมมนาได้ด้วย

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวด้วยว่ากรณีปริมาณนักท่องเที่ยวที่ลดลงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ตอนนี้เรากำลังจะพุ่งเป้าไปที่การดึงนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ เราจะค้นหาตลาดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ มียอดการจับจ่ายที่สูงมาเที่ยวประเทศไทย

    ยอมรับว่าที่ผ่านมาตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลง เรายังไม่สามารถดึงกลับมาได้เหมือนเดิม สืบเนื่องจากภาพลบของไทยบนโลกออนไลน์ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวจีน แต่เรากำลังมองดูนักท่องเที่ยวจีนที่มีคุณภาพ มียอดการจับจ่ายสูง จะไปดูว่ากลุ่มนี้เขาใช้จ่ายอะไร เราก็จะเตรียมมาเสิร์ฟให้

    อย่างไรก็ตามในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ รัฐบาลได้ให้งบประมาณการกระตุ้นการตลาดการท่องเที่ยวกับจีนมา เชื่อว่าบรรยากาศและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนมา และเชื่อว่าต้นปีหน้าน่าจะเป็นปีที่สดใส เพราะเรายังมองตลาดอื่นเข้ามาอีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446204&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R4FUkPbY4KIKRGKGbATl5