Category: ท่องเที่ยว

  • เข้าพักกับ IHG และร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในเดือนกันยายนนี้

    เข้าพักกับ IHG และร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในเดือนกันยายนนี้

    เข้าพักกับ IHG และร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในเดือนกันยายนนี้

    เนื่องด้วยเดือนกันยายนเป็นเดือน Giving for Good ของ IHG ทุกคืนที่คุณเข้าพักที่โรงแรมและรีสอร์ทในเครือ IHG ที่เข้าร่วมโครงการ ล้วนมีความหมายและช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ โดยจะมีการเพิ่มเงินบริจาคแบบสมัครใจในการเข้าพักของคุณ เพื่อร่วมสนับสนุนองค์กรการกุศลและองค์กรเพื่อสังคมในภูมิภาค

    องค์กรพันธมิตรของเรา อาทิ APSN, Saab Shares, VietHarvest และ Educational Technology Center for the Blind มุ่งมั่นยกระดับชุมชนผ่านการศึกษา การช่วยเหลือด้านอาหาร การสร้างความเท่าเทียมทางสังคม และการสนับสนุนผู้พิการ

    เมื่อคุณเข้าพักกับเราที่โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ คุณจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่เท่าเทียมและยั่งยืน โดยจะมีการนำเงินบริจาคแบบสมัครใจ 30 บาทต่อคืน ไปมอบให้กับ Educational Technology Center for the Blind เพื่อสนับสนุนการสร้างโอกาสให้ผู้พิการทางสายตาผ่านการศึกษา เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน

    สอบถามข้อมูลหรือสำรองห้องพักได้ที่เบอร์โทรศัพท์ +66 (0) 2059 8999 หรืออีเมล [email protected] หรือจองตรงที่เว็บไซต์ https://staybridge.com/thonglor


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12745392&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v1dRSkD9Lol_1kdPgMMMm

  • อบจ.เชียงใหม่ ร่วม อำเภอแม่แตง เปิดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเงาะโรงเรียน

    อบจ.เชียงใหม่ ร่วม อำเภอแม่แตง เปิดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเงาะโรงเรียน

    ภูมิภาค

    อบจ.เชียงใหม่ ร่วม อำเภอแม่แตง เปิดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเงาะโรงเรียน

    วันศุกร์ ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.13 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรเชิงเกษตร ไฮ่-เขา กอด จูเลี๊ยะฟาร์สเตย์ หมู่ 9 ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเงาะ อ.แม่แตงเพื่อขยายผล ยกระดับการผลิตส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยมีนายจักรพันธุ์ ทองอ่ำ นายอำเภอแม่แตง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เครือข่ายเกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์  และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้น วันที่ 4-5กันยายน รวม 2 วัน

    ภายในงาน มีนิทรรศการการเกษตรแบบผสมผสาน การประกวดเงาะ การทำอาหารจากเงาะ การออกร้านวิสาหกิจชุมชน 30 กลุ่ม และฐานเรียนรู้ 6 ฐาน ประกอบด้วย1.ฐานทำปุ๋ยหมัก 2.ฐานปศุสัตว์ 3.ฐานประมง 4.ฐานบัญชีและสหกรณ์  5.ฐานอารักขาพืช  6.ฐานไม้ผลตามลำดับ 

    นพ.ธีรพัฒน์ กล่าวว่า อบจ.เชียงใหม่ ได้สนับสนุนงบประมาณจัดกิจกรรมโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเงาะโรงเรียน อ. แม่แตง จำนวน 200,000 บาท เพื่อให้เกษตรกรมีการพัฒนาผลผลิตแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีเพิ่มยกระดับการผลิตแบบมีคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตสูงขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเงาะแม่แตงเท่านั้น ยังส่งเสริมส้มสายน้ำผึ้ง อ.ฝาง ลิ้นจี่ อ.ไชยปราการ, อโวคาโด้ อ.หางดง,มะแคว่น อ.จอมทอง ลำไย อ.สารภี เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ของประเทศ พร้อมส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตรธรรมชาติ และวิถีชุมชนด้วย

    นายจักรพันธุ์ ทองอ่ำ นายอำเภอแม่แตง กล่าวว่า อ แม่แตง มีพื้นที่ปลูกเงาะอยู่ใน ต.ขี้เหล็ก ต.บ้านช้าง ต.สันป่ายาง รวมกว่า 1,700 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ รวมกว่า 2,000 ตัน มี มูลค่ารวม 800 ล้านบาท/ปี ซึ่ง เงาะมีคุณภาพหวาน กรอบร่อนไม่แฉะ เป็นที่นิยมของตลาดหรือผู้บริโภค และพื้นที่ปลูกมีสภาพอากาศดี และเหมาะกับสภาพภูมิประเทศ ระดับความสูง 400-700 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งอำเภอมีแผนพัฒนาปลูกและผลิตชา กาแฟ ให้เป็น GI สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตด้วยส่วนการท่องเที่ยวในฤดูฝนหรือกรีนซีซั่น สามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ เนื่องจากอุทกภัยไม่รุนแรง และลำน้ำแม่แตงกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว สามารถขี่ช้าง ล่องแพและนั่งเกวียนขมวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างปลอดภัย จึงขอมาเที่ยวในพื้นที่ช่วงดังกล่าวและฤดูเที่ยวเชียงใหม่ ในช่วงไฮซีซั่น ปลายปีนี้

    สำหรับอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการขยายพื้นที่ปลูกเงาะโรงเรียนภาคเหนือของประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง  โดยเริ่มปลูกตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2555-2557 เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่มองหาพืชเศรษฐกิจที่ทนทาน และให้ผลตอบแทนที่ดี ในระยะยาว เงาะโรงเรียนซี่งเป็นพันธุ์ที่นิยม ในภาคตะวันออก และภาคกลางถูกนำมาปลูกทดลอง และปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในแม่แตงสามารถเติบโต และออกผลผลิตได้ดี  ช่วยสงเสริมรายไดของชาวบ้าน และช่วยกระจ่ายความเสี่ยงของเกษตรกรที่เคยพึ่งพา การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เข่นข้าวโพด ผักฤดูเดียว

    ล่าสุดในปี พ.ศ.2567 พบพื้นที่ปลูกเงาะในแม่แตง มีประมาณ 1,667 ไร่ โดยส่วนใหญ่ จะอยู่ในตำบลสบเปิง และบ้านช้าง  ระดับความสูงของพื้นที่ปลูก อยู่ที่ประมาณ 500-700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเหมาะสมกับการเจริญของเงาะโรงเรียน เกษตรกรในพื้นที่มีการรวมกลุ่ม และส่งเสริมการปลูกในรูปแบบเกษตรปลอดภัย และ CAP เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นทางการตลาด
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445325&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t3NnsnY76KlGPY4aS6Lw2

  • ชมรมฮักเขาใหญ่ คว้า 2 รางวัลกินรี ประเภทองค์กรสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน และรางวัลดีเด่น สาขาองค์กรภาคประชาสังคมและสาธารณะประโยชน์ ของ ททท. ปี 2568 | TOPNEWS

    ชมรมฮักเขาใหญ่ คว้า 2 รางวัลกินรี ประเภทองค์กรสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน และรางวัลดีเด่น สาขาองค์กรภาคประชาสังคมและสาธารณะประโยชน์ ของ ททท. ปี 2568 | TOPNEWS

    ชมรมฮักเขาใหญ่ คว้า 2 รางวัลกินรี ประเภทองค์กรสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน และรางวัลดีเด่น สาขาองค์กรภาคประชาสังคมและสาธารณะประโยชน์ ของ ททท. ปี 2568

    • เผยแพร่ : 05/09/2025 18:36

    ชมรมฮักเขาใหญ่ คว้า 2 รางวัลกินรี ประเภทองค์กรสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน และรางวัลดีเด่น สาขาองค์กรภาคประชาสังคมและสาธารณะประโยชน์ ของ ททท. ปี 2568

    วันที่ 5 กันยายน 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ประกาศผลงานที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประจำปี 2568 ซึ่งจะได้รับรางวัลกินรีอันทรงคุณค่า เพื่อเป็นเครื่องหมายสะท้อนถึงการรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    โดยรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (รางวัลกินรี) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะมอบให้แก่สถานประกอบการ ชุมชน องค์กร และหน่วยงานที่พัฒนาการท่องเที่ยวไทย รางวัลกินรี หรือ รางวัล Thailand Tourism Awards เป็นรางวัลเชิดชูผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและองค์กรที่มีคุณภาพสินค้าและบริการยอดเยี่ยม ประกอบด้วย 5 ประเภท อาทิ

    1.ประเภทแหล่งท่องเที่ยว (Attraction) แบ่งประเภทรางวัลย่อยออกเป็น 5 สาขา , 2.ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว (Accommodation) แบ่งประเภทรางวัลย่อยออกเป็น 4 สาขา , 3.ประเภทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health and Wellness Tourism) แบ่งประเภทรางวัลย่อยออกเป็น 3 สาขา

    4.ประเภทรายการนำเที่ยว (Tour Programmes) แบ่งประเภทรางวัลย่อยออกเป็น 2 สาขา และ 5.ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน (Tourism Support and Promotion Organisations) แบ่งประเภทรางวัลย่อยออกเป็น 3 สาขา

    โดย ชมรมฮักเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัล 2 รางวัล คือ รางวัลประเภทความยั่งยืน ประเภทองค์กรสนับสนุนการท่องเที่ยวยั่งยืน และ รางวัลดีเด่น สาขาองค์กรภาคประชาสังคมและสาธารณประโยชน์ จากโครงการ พาน้องท่องป่า 3 มรดกโลกยูเนสโกโคราช.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา

    27

    SOCAIL 16-9

    เปิดโปรไฟล์ แข้งจิ๋วโต๊ะเล็กเมืองฉลาม “หนูน้อยต้นอ้อ – รวิ หอมชื่น” ดาวจรัสแสงอนาคตไกล

    กวาดล้างยานรก No Drugs No Dealers ของกลาง 300 เม็ด รวบผู้ต้องหา 1 ราย

    เต่าตนุใหญ่ลอยเกยชายหาดชุมชนบ้านใต้

    “นริศ ขำนุรักษ์” ไขก๊อก “ประชาธิปัตย์” ลาขาดทุกตำแหน่ง สะพัดเตรียมนั่ง รัฐมนตรี

    เพชรบูรณ์ -องคมนตรีเชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

    ท่าอากาศยานภูเก็ตซ้อมแผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1302003&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iet0MPllOLXpgzcmywK2B

  • “SKY” แนะใช้ดิจิทัลยกระดับไทยสู่ “ฮับการบิน-บูมท่องเที่ยว” | เดลินิวส์

    “SKY” แนะใช้ดิจิทัลยกระดับไทยสู่ “ฮับการบิน-บูมท่องเที่ยว” | เดลินิวส์

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY ผู้ให้บริการ ไอที ครบวงจร  เปิดเผยว่า จากสภานการณ์การเมืองที่กำลังจะมีรัฐบาลใหม่และเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวในปัจจุบัน ภาคเอกชนมองว่าการมีรัฐบาลที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยขับเคลื่อนผลักดันการใช้งบประมาณในโครงการด้านเศรษฐกิจและการลงทุนให้เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม  ขณเดียวกันภาครัฐก็ควรออกนโยบายสนับสนุนเอกชนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการลงทุนที่ชัดเจน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยมองว่าอุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักที่ภาครัฐควรควรให้ความสำคัญ

    โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (ฮับการบิน) เนื่องจากประเทศไทยได้เปรียบในด้านภูมิศาสตร์ และสถานที่ท่องเที่ยว โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการบริการอำนวยความสะดวกให้สะดวก ควรจะแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเก่าที่ไม่อื้อต่อการแข่งขัน เช่น พระราชบัญญัติการบินอากาศที่ถูกร่างขึ้นตั้งแต่ก่อนปี 2500 ทำให้กฎระเบียบเข้มงวดเกินไปในยุคการแข่งขันสูง จึงควรปรับให้มีความเป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ควรเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินใหม่ของสายการบินที่ปัจจุบันใช้เวลาหลายเดือน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ที่มีจำนวนเครื่องบินมากกว่าไทยหลายเท่า

    รวมถึงเสนอเรื่องการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) ซึ่งปัจจุบันไทยเก็บอยู่ที่ 730 บาท ต่ำกว่าสิงคโปร์ ที่เก็บประมาณ  1,300 บาท  และฮ่องกง เก็บประมาณ 1,500 บาท การปรับเพิ่มจะช่วยสร้างรายได้เพื่อนำไปลงทุนพัฒนาสนามบินและเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐ และยังยกระดับคุณภาพการให้บริการสู่มาตรฐานสากล

    ซึ่งปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิที่ปัจจุบันรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี จะขยายเพิ่มอีก 20 ล้านคนจากอาคาร Satellite 1 และอีก 15 ล้านคนจาก East Expansion รวมเป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี เทียบเคียงสนามบินชั้นนำในภูมิภาค ทั้งยังมีรันเวย์ 3 เส้นที่รองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็น Transit Hub ระดับโลก เช่น ดูไบ โดฮา และอิสตันบูล แต่ไทยยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งสินค้า โดยสุวรรณภูมิรองรับได้เพียง 1.5 ล้านตันต่อปี ต่ำกว่าฮ่องกง ที่รองรับได้ 5 ล้านตัน และสิงคโปร์ ได้ 2 ล้านตัน

    นายสิทธิเดช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา บริษัทได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการบริการ อาทิ ระบบ Facial Recognition ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ธ.ค.67 ในทุกสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ  AOT ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการเช็กอินและเช็กเอาต์, ซอฟต์แวร์ Smart Glow สำหรับวิเคราะห์และบริหารการไหลของผู้โดยสาร เพื่อลดเวลารอคิวจาก 45 นาที เหลือเพียง 35–40 นาที รวมถึงระบบ IT สมัยใหม่ที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

    ส่วนการส่งเสริมด้านภาคการเที่ยว หลังจากช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงถึง 30% แต่ไทยยังมีจุดแข็งด้าน Wellness เช่น สปา นวดไทย ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม จึงเสนอให้ไทยปรับยุทธศาสตร์จากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มุ่งไปสู่การดึงดูดกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงมากกว่าเน้นจำนวนปริมาณ โดยใช้แอปพลิเคชัน Windows Thailand เป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวและบริการ เมื่อได้นักท่องเทียวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง ก็ดีกว่า การเน้นปริมาณ แล้วมีแต่ทัวร์ศูนย์เหรียญที่ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5087485/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JYKUC8eimUYz3U229tGDv

  • DUSIT หุ้นพลิกเกม! ปีนี้เทิร์นอะราวด์-ปี69 กำไรพุ่ง 3,000 ล้านบาท

    DUSIT หุ้นพลิกเกม! ปีนี้เทิร์นอะราวด์-ปี69 กำไรพุ่ง 3,000 ล้านบาท

    เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้วสำหรับโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ บนทำเลทองสี่พระยา-สีลม ที่ผสาน Roof Park สวนลอยฟ้า 7 ไร่ใหญ่ที่สุดในไทย เชื่อมวิวสวนลุมพินีแบบพาโนรามิก 180 องศา สร้างประสบการณ์ Sport & Well-being Lifestyle ครบทุกมิติ กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของเมืองที่หลายคนรอคอย

    DUSIT หุ้นพลิกเกม! ปีนี้เทิร์นอะราวด์-ปี69 กำไรพุ่ง 3,000 ล้านบาท

    “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่ดุสิตธานีร่วมทุนกับเซ็นทรัลพัฒนา รื้อถอนโรงแรมดุสิตธานีเดิมแล้วสร้างกลุ่มอาคารขึ้นใหม่

    • โรงแรม (ดุสิตธานี กรุงเทพฯ)
    • ที่พักอาศัย (ดุสิต เรสซิเดนเซส และดุสิต พาร์คไซด์)
    • ศูนย์การค้า (เซ็นทรัล พาร์ค)
    • สำนักงาน (เซ็นทรัล พาร์ค ออฟฟิศเซส)

    แต่ท่ามกลางความหรูหราอลังการกลับมีเงาดราม่าภายใน เมื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นตระกูลดุสิตธานีเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2563 จนล่าสุดยังถูกจับตาว่าจะกระทบทิศทางการบริหารและอนาคตของโครงการหรือไม่

    อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า “แผนธุรกิจยังเดินหน้าตามเดิม” โดยปี 2569 จะเป็นปีที่ “บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT” เริ่มเก็บเกี่ยวผลเต็มๆจากการโอนคอนโดฯ และการฟื้นตัวของท่องเที่ยว

    โค้ง2/68ต่ำสุดของปี-ครึ่งปีหลังเริ่มฟื้น

    ฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ประเด็นดราม่าระหว่างผู้ถือหุ้น DUSIT นั้นมองว่าจะไม่ได้ทำให้ทิศทางการดำเนินงานเปลี่ยนไป โดยเชื่อว่าโครงสร้างการจัดการ และแผนธุรกิจยังเป็นไปตามเดิม ซึ่งปีพ.ศ.2569 จะเริ่มเห็นการเก็บเกี่ยวอย่างมีนัยสำคัญ คาดกำไร 2.9 พันล้านบาท

    จากการโอนคอนโดมิเนียมในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (DCP) และภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ซึ่งหากมองอนุรักษ์นิยมที่ P/BV 1.0 เท่า ราคาเหมาะสมเบื้องต้นปี 2569 จะสูงได้ถึง 14.75 บาท ทำให้ DUSIT ยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนซื้อถือข้ามปี

    “ในช่วงครึ่งหลังปี68จะเร่งตัวขึ้นจากฤดูกาลท่องเที่ยว และสมมติฐานโอนคอนโดฯ DCP ที่ 10% ปีนี้ ขณะที่ราคาเหมาะสม DUSIT ปีนี้อิง P/BV กระทบเพียงเล็กน้อย”

    ปี 69 กำไรฟื้นเต็มกำลัง

    ฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ระบุว่า DUSIT ไตรมาส 2/68 รายงานขาดทุนสุทธิ -291 ล้านบาท จากขาดทุน -131 ล้านบาท ในงวดไตรมาส 2/67 และกำไร 48 ล้านบาทในงวดไตรมาส 1/68

    หากดูกำไรหลัก (ไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำและกำไร-ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน) เท่ากับ -244 ล้านบาท จากขาดทุน -127 ล้านบาทในงวดไตรมาส 2/67 และกำไร 37 ล้านบาทในงวดไตรมาส 1/68 มีรายได้รวม 1,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน (YoY) และลดลง 29% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เติบโตเล็กน้อย YoY

    สาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากโรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพ และโรงแรมภายใต้การบริหารงานโดยกลุ่มดุสิตในประเทศญี่ปุ่น โดยโรงแรมที่บริษัทลงทุนเอง มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate หรือ Occ. Rate) 65.9% ลดลง -5.6%YoY และลดลง -16.1%QoQ

    ค่าห้องเฉลี่ย 3,455 บาทต่อคืน ลดลง-2%YoY และลดลง -31%QoQ และรายได้เฉลี่ยต่อห้อง 2,277 บาทต่อคืน ลดลง 10%YoY และลดลง 45%QoQ มี EBITDA Margin ที่ระดับ 7.4% ลดลงจาก 7.7% ในงวดไตรมาส 2/67 และระดับ 21.8% ในงวดไตรมาส 1/68 ช่วงครึ่งแรกปี68 มีขาดทุนสุทธิ -243 ล้านบาท จากขาดทุน -9 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกปี67

    DUSIT ปรับลดเป้าการเติบโตของรายได้รวมในปี 68 จากเดิมโต 30-35% เหลือ 20-25% เนื่องจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก โดยมีสมมติฐานการเติบโตของรายได้ธุรกิจโรงแรมที่ 20-25%, ธุรกิจอาหารที่ 10-15% และธุรกิจการศึกษาอยู่ที่ 10-12%

    สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมีแผนเริ่มทยอยโอนอาคารที่พักอาศัยของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ให้แก่ผู้ซื้อในช่วงปลายปี 68 และมีการโอนอย่างมีนัยสำคัญในปี 69 สำหรับโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ในส่วนของ Retail DUSIT ถือหุ้น 15% เปิดให้บริการ 4 ก.ย.68

    ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นกลางต่อผลประกอบการปี 68 เนื่องจาก Bloomberg Consensus คาดขาดทุนราว -277 ล้านบาท ก่อนพลิกมีกำไรราว 3,326 ล้านบาทในปี 69 เติบโตจากการโอนโครงการที่พักอาศัย Dusit Residences และ Dusit Parkside ราคาเหมาะสม Bloomberg Consensus เฉลี่ย 9.72 บาท

    ปีนี้เทิร์นอะราวด์

    ก่อนหน้านี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม DUSIT ประเมินแนวโน้มรายได้ปี 2568 คาดทำ 9,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20-25% จากปี 2567 มีรายได้ที่ 7,400 ล้านบาท (ไม่รวมรายได้จากการส่งมอบงานโครงสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีกของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค หรือ Bare Shell) เป็นการเติบโตของธุรกิจโรงแรม 20-25%, ธุรกิจอาหาร 10-15%, ธุรกิจการศึกษา 10-12% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 100% (ไม่รวม Bare Shell)

    สัดส่วนรายได้ในปีนี้ใกล้เคียงปี 67 มาจากกลุ่มธุรกิจโรงแรม 66-67% ธุรกิจอาหาร 18% ธุรกิจการศึกษา 5% และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 7%

    อย่างไรก็ดีบริษัทมีหนี้รวม 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้ 4,000 ล้านบาท จะครบกำหนดในปี 69 จำนวน 2,500 ล้านบาท ส่วนอีก 1,500 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ และเป็นหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย 6,000 ล้านบาท คิดเป็นดอกเบี้ยจ่ายประมาณ 281 ล้านบาท ในปี 67 ซึ่งภาระดอกเบี้ยจ่ายดังกล่าวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่พักอาศัยตั้งแต่ปลายปี 68 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้บริษัทกลับมาเทิร์นอะราวได้ในปีนี้

    ราคาหุ้นพุ่ง 64.29%

    DUSIT ไม่ได้เปลี่ยนแค่พื้นฐานเท่านั้น แต่ด้านราคาหุ้นถือว่าปรับเปลี่ยนขึ้นมาไม่น้อย หากพิจารณาจากข้อมูล SETSMART นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย.2563 ถึง 4 ก.ย. 2568 หุ้น DUSIT ปรับตัวเพิ่มขึ้น 64.29% จากราคา 7 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแตะที่ 11.50 บาท 

    และจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ระหว่างวันที่ 2 ม.ค. – 4 ก.ย.2568 ราคาหุ้น DUSIT ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8.49%

    ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น DUSIT วันนี้ (5 ก.ย.68) ณ เวลา 15.16 น. แตะระดับ 11.40 บาท ลดลง 0.10 บาท คิดเป็น -0.87% มูลค่าการซื้อขาย 5.38 ล้านบาท ราคาขึ้นสูงสุด 11.70 บาท และลดลงต่ำสุด 11.40 บาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/729945&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-fGZCwmXVAbwP1QuWAki8

  • เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    ทีมวิจัยกรุงศรี มีมุมมองเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 68 ว่า มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากหลายทาง ทั้งปัจจัยภายนอกจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เคยเป็นแรงส่งหลักในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มหดตัว ส่วนปัจจัยภายในประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    วิจัยกรุงศรี จึงประเมินว่า หากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังมีความต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ตามคาดการณ์เดิมที่ 2.1% โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอลงจาก 3.0% ในช่วงครึ่งแรก โดยมีปัจจัยในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้

    1. ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน การส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนใหญ่มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า (Front-loaded exports) ก่อนที่สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทย ซึ่งเพิ่มจากอัตรา 10% ในเดือนเม.ย. เป็นอัตรา 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมในภาคการผลิตทั่วโลก จึงคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 68 จะขยายตัวเพียง 3.5%

    1. การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (+4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 67 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า

    อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่มาก ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    1. ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน (ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 68 จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 67 ซึ่งเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 64
    2. การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ อาทิมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีจำกัดเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่าง ๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลงเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง ภายในไตรมาสแรกของปี 69 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาวะทางการเงินที่ตึงตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 68 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ซึ่งนับเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยเปิดทางให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้

    น.ส.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) กล่าวว่า ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 68 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลพวงจากข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) และการเสนออัตราภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความเสี่ยงภาวะ Twin Influx หรือการไหลทะลักของสินค้าสหรัฐฯ ที่จะซ้ำเติมการไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ไทย

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ปัจจุบันเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเปราะบาง โดยในกรณีฐานคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนในกรณีเลวร้าย หากพัฒนาการทางการเมืองมีผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการฟื้นตัวและเผชิญความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานได้

              
    ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
    % เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน 2567 2568 (ครึ่งแรก) 2568 (ทั้งปี)
    GDP 2.5 3.0 2.1
    การบริโภคภาคเอกชน 4.4 2.3 2.4
    การบริโภคภาครัฐ 2.5 2.8 1.5
    การลงทุนภาคเอกชน -1.6 1.4 0.9
    การลงทุนภาครัฐ 4.8 17.5 4.7
    มูลค่าส่งออก (สกุลดอลลาร์) 5.9 15.0 3.5
    มูลค่านำเข้า (สกุลดอลลาร์) 5.5 12.0 5.0
    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน) 35.5 16.7 34
    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 0.4 0.4 0.2
    อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (% ณ สิ้นปี) 2.25 1.75 1.25
    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527399&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gxCAY0H0-5kHSunM9aSnr

  • หอการค้าตรังจัดแฟร์ครั้งที่ 5 ดันท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    หอการค้าตรังจัดแฟร์ครั้งที่ 5 ดันท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    5 กันยายน 2568 12:48 น. ทองขาล กัณหาจันทร์ ข่าวทั่วไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดงาน “หอการค้าแฟร์ @ ตรัง ครั้งที่ 5 โดยมี นายสุธรรม เศรษฐพิศาล ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ส่วนราชการ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมงาน โดยหอการค้าจังหวัดตรังกำหนดจัดกิจกรรม หอการค้าแฟร์ @ ตรัง ครั้งที่ 5 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 3-7 กันยายน 2568 บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ตรัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างช่องทางการตลาดของผู้ประกอบการให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

    ภายในงานมีการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าชุมชน  สินค้า OTOP ข้าวของเครื่องใช้จากผู้ประกอบการในจังหวัดตรังและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีการแสดงยานยนต์รุ่นใหม่จากบริษัท ผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมร้านค้าทั้งสิ้นจำนวน 150 บูธ  โดยในงานได้ให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาด อาหารปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ตลอดจนคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ที่มาเที่ยวงาน จึงได้จัดพื้นที่ให้เป็นระเบียบและกว้างขวาง  มีโต๊ะรับประทานอาหารสามารถรองรับผู้ที่นั่งรับประทานอาหารได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้บนเวทีได้เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้แสดงความสามารถด้านต่างๆ  เป็นประจำทุกวัน

    ทั้งนี้ด้วยพันธกิจหลักของหอการค้าคือการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง และมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน  หอการค้าจังหวัดตรังจึงมีความมุ่งหวังว่าการจัดกิจกรรม หอการค้าแฟร์@ตรัง ในครั้งนี้ จะเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปในการเพิ่มโอกาสในการค้าขาย ส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดตรังมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ดังภารกิจของหอการค้าที่มีว่า  ส่งเสริมการค้า พัฒนาเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าชีวิต คือภารกิจหอการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649228&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kNRx2ErDmKdlwtrMYW4LG

  • ททท. เปิดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” เที่ยวเมืองตาก เสริมพลังชีวิต | เดลินิวส์

    ททท. เปิดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” เที่ยวเมืองตาก เสริมพลังชีวิต | เดลินิวส์

    โรงแรมในเครือฟอร์จูนกรุ๊ป หนึ่งในกลุ่มธุรกิจของ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจ จัดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” ระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตาก โดยมี อาจารย์คฑา ชินบัญชรผู้นำสายมูชื่อดัง นำสื่อมวลชน นักท่องเที่ยว และผู้แทนจากหลายองค์กร เดินทางเสริมสิริมงคล พร้อมสัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและวัฒนธรรมท้องถิ่น

    คณะได้รับเกียรติจากผู้บริหารและพันธมิตรหลายภาคส่วนมาร่วมในพิธีต้อนรับและกิจกรรมเปิดทริป อาทิ คุณศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Max Solution Service จำกัด (PTG Group), คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม CP LAND, คุณวรดนู นิมมิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร CP LAND, และคุณชุตินันท์ รวมพลังเอก ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ CP LAND พร้อมด้วยพันธมิตรจาก Sixt, X Peng และคณะสื่อมวลชน

    การเดินทางครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณ ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และคณะผู้บริหารจังหวัด มาร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนเริ่มต้นเส้นทางแห่งศรัทธาที่พาไปสักการะสถานที่สำคัญ อาทิ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชศาลคู่บ้านคู่เมืองที่มีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี, พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุ บ้านตาก พร้อมพิธีห่มผ้าพระธาตุ เสริมสิริมงคลแก่ผู้ที่เกิดปีมะเมีย, การสวดบารมี 30 ทัศน์ ณ วัดศรีพรเพ็ญมาตยาราม และการกราบนมัสการ “พระพุทธมหามุนีจำลอง” ที่ วัดไทยวัฒนาราม วัดเก่าแก่ซึ่งสะท้อนศิลปะพม่าที่งดงามตระการตา

    นอกจากนี้ คณะยังได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ณ บ้านแม่กาษา ผ่านโครงการ “ฮักนะแม่กาษา” ทั้งพิธีมัดมือรับพรจากผู้สูงอายุ กิจกรรมพื้นบ้าน การทำขนมโบราณ และการชมงานหัตถกรรมทอผ้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

    ทริปบุญครั้งนี้ไม่เพียงมอบพลังศรัทธาและพลังใจให้แก่ผู้เข้าร่วม แต่ยังสะท้อนถึงความงดงามของจังหวัดตากในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยพลังบวก โดยมีเสียงสะท้อนร่วมกันว่า “เมืองตาก…คือสถานที่ที่อยากกลับมารับพลังบวกซ้ำแล้วซ้ำอีก

    #CPLAND #ซีพีแลนด์ #AccessibleCommunitiesForLife #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #โรงแรมในเครือฟอร์จูน #โรงแรมฟอร์จูน #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5086129/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ztmrgwnrb_sWKl98zvZxx

  • ททท. เปิดทริปบุญสายศรัทธา ‘มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย’ เที่ยวเมืองตาก เสริมพลังชีวิต

    ททท. เปิดทริปบุญสายศรัทธา ‘มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย’ เที่ยวเมืองตาก เสริมพลังชีวิต

    5 กันยายน 2568 – กรุงเทพฯ , โรงแรมในเครือฟอร์จูนกรุ๊ป หนึ่งในกลุ่มธุรกิจของ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจ จัดทริปบุญสายศรัทธา “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย” ระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตาก โดยมี อาจารย์คฑา ชินบัญชรผู้นำสายมูชื่อดัง นำสื่อมวลชน นักท่องเที่ยว และผู้แทนจากหลายองค์กร เดินทางเสริมสิริมงคล พร้อมสัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและวัฒนธรรมท้องถิ่น

    คณะได้รับเกียรติจากผู้บริหารและพันธมิตรหลายภาคส่วนมาร่วมในพิธีต้อนรับและกิจกรรมเปิดทริป อาทิ คุณศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Max Solution Service จำกัด (PTG Group), คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม CP LAND, คุณวรดนู นิมมิต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร CP LAND, และคุณชุตินันท์ รวมพลังเอก ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ CP LAND พร้อมด้วยพันธมิตรจาก Sixt, X Peng และคณะสื่อมวลชน

    การเดินทางครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณ ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และคณะผู้บริหารจังหวัด มาร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนเริ่มต้นเส้นทางแห่งศรัทธาที่พาไปสักการะสถานที่สำคัญ อาทิ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชศาลคู่บ้านคู่เมืองที่มีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี, พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุ บ้านตาก พร้อมพิธีห่มผ้าพระธาตุ เสริมสิริมงคลแก่ผู้ที่เกิดปีมะเมีย, การสวดบารมี 30 ทัศน์ ณ วัดศรีพรเพ็ญมาตยาราม และการกราบนมัสการ “พระพุทธมหามุนีจำลอง” ที่ วัดไทยวัฒนาราม วัดเก่าแก่ซึ่งสะท้อนศิลปะพม่าที่งดงามตระการตา

    นอกจากนี้ คณะยังได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ณ บ้านแม่กาษา ผ่านโครงการ “ฮักนะแม่กาษา” ทั้งพิธีมัดมือรับพรจากผู้สูงอายุ กิจกรรมพื้นบ้าน การทำขนมโบราณ และการชมงานหัตถกรรมทอผ้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

    ทริปบุญครั้งนี้ไม่เพียงมอบพลังศรัทธาและพลังใจให้แก่ผู้เข้าร่วม แต่ยังสะท้อนถึงความงดงามของจังหวัดตากในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยพลังบวก โดยมีเสียงสะท้อนร่วมกันว่า “เมืองตาก…คือสถานที่ที่อยากกลับมารับพลังบวกซ้ำแล้วซ้ำอีก”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/856687/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11F3_09_WRKalN5X2mrtgJ

  • ทีเส็บชี้ธุรกิจไมซ์ยังโตต่อ ย้ำขอความชัดเจนรัฐบาลดึงงานต่างชาติ

    ทีเส็บชี้ธุรกิจไมซ์ยังโตต่อ ย้ำขอความชัดเจนรัฐบาลดึงงานต่างชาติ

    นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไมซ์ หรือการท่องเที่ยวเชิงประชุมสัมมนา รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายปี 2569 สร้างรายได้ 200,000 ล้านบาท ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน มิ.ย. 2568 มีการสร้างรายได้รวมจากอุตสาหกรรมไมซ์อยู่ที่ 100,000 ล้านบาท บวกจากช่วงเดียวกันปี 2567 ประมาณ 3% แม้น้อยกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 180,000 ล้านบาท แต่ถือว่าดีมากแล้ว เพราะยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางหลายวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านความเชื่อมั่น ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีความไม่แน่นอนทางการเมืองมากกว่าเดิม ยอมรับว่ามีต่างชาติสอบถามเข้ามาแสดงความกังวลในเรื่องดังกล่าว มีการเฝ้าดูติดตามใกล้ชิด แต่ยังไม่ถึงกับยกเลิกการจัดงานตามที่วางแผนไว้ ซึ่งทีเส็บก็ให้ข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

    “ปัญหาของการดึงงานไมซ์ต่างชาติเข้ามาจัดในไทย เป็นเรื่องภาพลักษณ์ในประเทศ ที่ทำให้เกิดความกล้าๆ กลัวๆ โดยเฉพาะกลุ่มแสดงสินค้าและนิทรรศการ (เอ็กซิบิชั่น) ซึ่งมีสัดส่วนเยอะในธุรกิจไมซ์ รวมถึงกลุ่มลูกค้าประชุมสัมมนาองค์กร โดยมองว่าสิ่งที่จะช่วยให้ต่างชาติตัดสินใจเข้ามาจัดงานต่างๆ ในไทย เป็นเรื่องความชัดเจน หากมีความชัดเจนในแต่ละด้านมากขึ้น จะสนับสนุนการดึงดูดงานต่างชาติเข้ามามากขึ้น“

    นางศุภวรรณ กล่าวว่า ทีเส็บได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการต่างประเทศในการดึงธุรกิจไมซ์จากต่างประเทศเข้ามาจัดงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น มีทั้งการจัดประชุมสัมมนา การจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ รวมถึงมีการวางเป้าหมายที่จะดึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเข้ามาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลใหม่ จากขณะนี้ที่ไทยสามารถเป็นหนึ่งในประเทศที่ดึงธุรกิจกลุ่มการแพทย์เข้ามาจัดประชุมสัมมนาในประเทศไทยได้ ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐบาลสนับสนุนเป็นการต่อยอดนโยบายอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ และมาตรการส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880821&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ewgkQgGAVUFr0gaLVvvoS