Category: ท่องเที่ยว

  • “เขมร”พล่าน!ประท้วง”ไทย”เผาบันไดขึ้น”ปราสาทคนา”-“บิ๊กทหาร”ลุยเติมเสบียงไม่อั้น | TOPNEWS

    “เขมร”พล่าน!ประท้วง”ไทย”เผาบันไดขึ้น”ปราสาทคนา”-“บิ๊กทหาร”ลุยเติมเสบียงไม่อั้น | TOPNEWS

    “เขมร”พล่าน!ประท้วง”ไทย”เผาบันไดขึ้น”ปราสาทคนา”-“บิ๊กทหาร”ลุยเติมเสบียงไม่อั้น

    • เผยแพร่ : 06/06/2026 14:46

    “เขมร”พล่านหนัก! ประท้วง”ทหารไทย” เผาบันได 1,181ขั้น ขึ้น”ปราสาทคนา” ค้านแผนการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว”ปราสาทตาควาย” ล่าสุด “บิ๊กทหารเขมร”ขี้แอ็ค ลุยเอง เสริมใต้บันไดทางขึ้น-เติมเสบียงไม่อั้น

    #TOPNEWS #topupdate
    #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ
    #กัมพูชา #เขมร #ทหารเขมร #ทหารไทย
    #ปราสาทคนา #ช่องคนา #ปราสาทตาควาย
    #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา
    #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1594575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1suFn5sfkP1skjTdIKnbls

  • เทียบฟอร์มท่องเที่ยว ไทย vs เวียดนาม เจาะลึกสมรภูมินี้ใครได้แต้มต่อ

    เทียบฟอร์มท่องเที่ยว ไทย vs เวียดนาม เจาะลึกสมรภูมินี้ใครได้แต้มต่อ

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและเวียดนาม โดยชี้ให้เห็นว่า สถิติการท่องเที่ยวระหว่างปี 2567 ถึงต้นปี 2569 เผยให้เห็นถึงความแตกต่างของวงจรการเติบโต(Growth Cycle) ขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และโครงสร้างการสร้างรายได้ระหว่างระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศอย่างชัดเจน

    ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าททท.

    เจาะลึกสมรภูมิท่องเที่ยว ไทยเวียดนาม ใครได้แต้มต่อ

    วงจรการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐานที่ยากลำบาก ในปี 2567 ไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 35.54 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งด้วยอัตราการเติบโต 26.27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โมเมนตัมดังกล่าวไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องไว้ได้ โดยในปี 2568 เผชิญกับภาวะหดตัวอย่างชัดเจน

    การท่องเที่ยวไทย

    โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว ต่างชาติสะสมตลอดทั้งปีอยู่ที่ 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปี 2567 และที่น่ากังวล คือ การหดตัวของรายได้รวมจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งลดลง 4.71% มาอยู่ที่ระดับ 1.53 ล้านล้านบาท จากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีน แม้จะมีตลาดระยะไกลเข้ามาเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่สามารถชดเชยช่องว่างที่หายไปจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้

    ในทางตรงกันข้าม ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จทางประวัติศาสตร์และ เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ(Milestone) ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนาม อัตราการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงถึง 21.1 – 21.2 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 20.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

    ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังสูงกว่าสถิติช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 ถึง 17.8% การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการบริโภคภายในประเทศได้ช่วยผลักดันให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวของเวียดนามทะลุขีดจำกัดที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยก้าวข้ามเส้น 1 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เป็นครั้งแรก

    การท่องเที่ยวเวียดนาม

    ทำให้รัฐบาลเวียดนามในการประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น สำหรับปี 2569 เวียดนามตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 25 ล้านคน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ถึง 150 ล้านครั้ง เพื่อดันรายได้รวมให้ไปแตะระดับ 1.125 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    เวียดนามกำลังตกอยู่ในกับดักเชิงปริมาณ

    อย่างไรก็ตามแม้เวียดนามจะมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวอย่างก้าวกระโดด แต่ก็กำลังเผชิญกับ “ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประสิทธิภาพการสร้างมูลค่า (Structural Issue in Value Efficiency)”

    นั่นก็คือ ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้รวมเติบโตขึ้น แต่อัตราการเติบโตของรายได้นั้นเป็นเพียงการแปรผันตรงไปตามปริมาณคนที่เพิ่มขึ้น (Volume-driven) มากกว่าที่จะเกิดจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายต่อหัวหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มระดับพรีเมียม (Value-driven)

    ระบบกำลังขยายตัวในเชิงขนาดอย่างมหาศาล แต่ขาดความก้าวหน้าด้านผลตอบแทนเชิงคุณภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเพดานความสามารถในการทำกำไรของห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในปัจจุบันของเวียดนาม

    การท่องเที่ยวไทย vs เวียดนาม

    เทียบฟอร์มดัชนีการพัฒนาท่องเที่ยว ไทยเวียดนาม

    ในด้านดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Development Index – TTDI)ประจำปี 2024 ซึ่งจัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) พบว่า ไทย อยู่ในอันดับ 47) ที่ยังคงแข็งแกร่งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานการบริการ

    แต่จุดร่วงหนัก คือ “ความปลอดภัยและความมั่นคง” ที่ร่วงไปอยู่อันดับ 102 จากความไม่มั่นใจในเจ้าหน้าที่และอาชญากรรม

    ส่วนเวียดนาม อยู่ในอันดับ 59 แม้อันดับรวมจะตามหลังไทย แต่ครองอันดับ 16 ของโลกด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และอันดับ 23 ด้านความปลอดภัยและความมั่นคง ทว่าเวียดนามยังมี “คอขวดเชิงสถาบัน” โดยโครงสร้างพื้นฐานการบริการรั้งอยู่อันดับ 80 และนโยบายการให้ความสำคัญกับท่องเที่ยวอยู่อันดับ 98

    สำหรับการวิเคราะห์การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบของทั้ง 2 ประเทศ ในแต่ละมิติ พบว่า

    1.โครงสร้างพื้นฐาน

    ไทยมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ในด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการขนส่งที่เชื่อมต่อกันอย่างรถไฟฟ้า BTS/MRT ที่อำนวยความสะดวกสบายเหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวในการสัญจรในกรุงเทพมหานคร

    ยิ่งไปกว่านั้น ไทยมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ (Absolute advantage) ในความหลากหลายและความลึกของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลาดกลางคืน ไปจนถึงมาตรฐานการให้บริการที่ยอดเยี่ยมในภาคโรงแรมระดับหรูและบริการทางการแพทย์ การจัดการลอจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพช่วยให้การกระจายตัวนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างลื่นไหล

    ขณะที่เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของเวียดนาม ที่ขาดแคลนและความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถือเป็น “คอขวด” ที่ร้ายแรงที่สุดของเวียดนาม โครงข่ายขนส่งสาธารณะในเมืองหลวงอย่างกรุงฮานอยยังมีข้อจำกัดและไม่เชื่อมต่อกับสถานที่ท่องเที่ยวหลักอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่โครงการรถไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์ยังคงประสบปัญหาความล่าช้า

    นอกเหนือจากปัญหาด้านกายภาพ การบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (Destination Management) ยังอยู่ในระดับที่ขาดการบูรณาการ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์การบริการมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่ได้มาตรฐานสากล

    นอกจากนี้ ทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการยังเป็นรองประเทศไทย ทำให้เป็นเรื่อง ยากสำหรับเวียดนามในการขยายตลาดไปยังกลุ่ม Luxury Tier ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการบริการ

    2. ต้นทุนและราคา

    เวียดนามชนะขาดลอย โดยค่าครองชีพในกรุงเทพฯ แพงกว่าฮานอยถึง 54 % การท่องเที่ยวเวียดนามถูกกว่าไทย 20-30 % ในเกือบทุกมิติ ตั้งแต่ราคาที่พัก อาหาร การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไปจนถึงเครื่องดื่ม เช่น ค่าซิมการ์ดอินเทอร์เน็ต 30 วัน ในเวียดนามมีราคาเพียง 8 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 28 ดอลลาร์สหรัฐในไทย อาหารท้องถิ่น เช่น เฝอ มีราคา เริ่มต้นที่ 1.50 ดอลลาร์

    ในขณะที่เบียร์สดท้องถิ่น (Bia Hoi) มีราคาเพียง 0.50 ดอลลาร์ ซึ่งไม่มีผลิตภัณฑ์เทียบเคียงในราคานี้ได้ในประเทศไทย ความได้เปรียบนี้ถูกเร่งด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินดองที่ดึงดูดผู้ถือสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้เวียดนามกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับกลุ่มผู้ทำงานทางไกลและนักท่องเที่ยวแบบประหยัด

    ตรงข้ามที่ไทยมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ เพราะการแข็งค่าของเงินบาทผนวกกับภาวะเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางธุรกิจ ทำให้อันดับด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคาใน TTDI ของไทยตกไปอยู่ที่อันดับ 48 ภาวะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดึงดูดตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ปัจจุบันเปลี่ยนพฤติกรรมมานิยมการท่องเที่ยวแบบประหยัดและเน้นความคุ้มค่า ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองว่าไทยไม่ได้ให้ความคุ้มค่าด้านงบประมาณเหมือนในอดีต

    3. ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพเชิงภาพลักษณ์

    เรื่องนี้เป็นจุดแข็งของเวียดนาม มีความมั่นคงทางการเมืองและระดับอาชญากรรมต่อชาวต่างชาติที่ตํ่า ซึ่งสะท้อนผ่านอันดับที่ 23 ด้านความปลอดภัยระดับโลกจากดัชนี TTDI 2024 ภาพลักษณ์ความเป็นประเทศที่สงบและปลอดภัยนี้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ข้อมูลจาก Agoda ระบุว่าอัตราการกลับมาท่องเที่ยวซํ้า (Return rate) ของเวียดนามพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศในทวีปเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่นและไทย โดยเฉพาะเมืองตากอากาศอย่างดานัง (Da Nang) ได้สร้างประวัติศาสตร์ก้าวเข้าสู่ 10 อันดับแรกของเมืองในเอเชียที่มีผู้กลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด

    ในขณะที่ไทยมีจุดอ่อนที่กำลังเผชิญกับ “อาการป่วยเรื้อรัง” ด้านความปลอดภัย เหตุการณ์สะเทือนขวัญต่อชาวจีนและวิกฤตความเชื่อมั่นทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีนร่วงลงอย่างหนัก

    4.โครงสร้างตลาดและประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ไทยมีศักยภาพในการดึงกลุ่มพำนักนานและจ่ายสูง (คนจีนจ่ายเฉลี่ย 42,428 บาทต่อคน และพำนักนาน 7.35 วัน) แต่ปัจจุบันต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย มีการใช้จ่ายเพียง 21,450 บาท และพำนัก 4.17 วัน นั่นหมายถึงต้องใช้คนมาเลเซียถึง 2 คนเพื่อสร้างรายได้เท่าคนจีน 1 คน

    ส่วนประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนของเวียดนาม ที่มีการกระจุกตัวของตลาด (Market Concentration) ที่พึ่งพิงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) และนักท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก

    รายงานของ Outbox เผยว่ารายได้กว่า 50 % มาจากการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งมีงบประมาณเฉลี่ยต่อทริปตํ่ากว่า 20 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐ) พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เน้นการเดินทางระยะสั้นและความถี่สูง มากกว่าการใช้จ่ายที่หรูหรา การที่ตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) ผูกติดอยู่กับคำว่า “สวยแต่ถูก”

    ทำให้เวียดนามประสบความยากลำบากอย่างยิ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้จ่ายในระดับราคาพรีเมียม (Premium Pricing) ส่งผลให้โครงสร้างอุตสาหกรรมตกอยู่ในภาวะจำกัดประสิทธิภาพการทำกำไร

    เปรียบเทียบการท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    เปิดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนท่องเที่ยว ไทย-เวียดนาม

    ประเทศไทย: นโยบายมุ่งเป้าคุณภาพ

    1.ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “Up Level, Add Story, Create Value” โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการกระตุ้นรายได้รวมให้แตะระดับ 3.4 – 3.5 ล้านล้านบาท กลไกสำคัญคือการชูซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านแนวคิด“5 Must Do in Thailand” (Must Taste, Must Try, Must Buy, Must See, Must Seek)

    การกระจายความเจริญสู่เมืองรองภายใต้แนวคิดเมืองน่าเที่ยว (Hidden Gem Cities) เพื่อลดความแออัดของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหลวงและเมืองหลัก

    2.การปฏิรูปนโยบายตรวจคนเข้าเมืองผ่าน Destination Thailand Visa (DTV) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง พำนักระยะยาว (Long-stay) ผู้ทำงานทางไกล (Digital Nomads) และผู้สนใจซอฟต์พาวเวอร์วีซ่า DTV มีอายุการใช้งาน 5 ปี และอนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าพำนักได้สูงสุด 180 วันต่อการเข้าประเทศแต่ละครั้ง (สามารถต่ออายุเพิ่มได้อีก 180 วันต่อปี)

    กลไกการคัดกรองกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และต้องแสดงหลักฐานทางการเงินไม่ตํ่ากว่า 500,000 บาท (ประมาณ 15,000-16,000 ดอลลาร์สหรัฐ) นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มผลคูณทางเศรษฐกิจ ผ่านการยืดระยะเวลาการใช้จ่ายในพื้นที่ (Length of Stay) และดึงดูดทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง   

    3. ยกระดับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Niche Market Elevation) โดยใช้จุดแข็งด้านการบริการเพื่อสร้างศูนย์กลางกิจกรรมระดับโลก (World Class Event Hub) การท่องเที่ยวเพื่อการประชุมสัมมนา(MICE) และศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก (Entertainment Hub)

    รวมถึงอุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) โดยเฉพาะบริการการแพทย์เฉพาะทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และศาสตร์แห่งการชะลอวัย (Longevity) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงเป็นพิเศษ

    เวียดนาม: นโยบาย Dual Visa ปฏิวัติดิจิทัลระดับชาติ

    ด้านทิศทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเวียดนามมีความชัดเจน มั่นคง และมุ่งเป้าไปที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในระยะยาว เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวเข้าสู่กลุ่ม 30 อันดับแรกของดัชนี TTDI ภายในปี 2573 นโยบายของเวียดนามถูกบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีและระบบกฎหมายอย่างเป็นระบบ

    1.นโยบายวีซ่าคู่ขนานเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Dual Visa Policy) เวียดนามได้ดำเนินการปฏิวัติระบบตรวจคนเข้าเมืองเพื่อทลายกำแพงการเดินทางเข้าประเทศ โดยใช้เครื่องมือสองส่วนที่เอื้อประโยชน์เกื้อกูลกัน

    • การขยายฐานมวลชน ภายใต้มติฉบับที่ 229 เวียดนามได้ให้สิทธิยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว (Unilateral Visa Exemption) แก่พลเมืองจาก 13 ประเทศเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง (ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป) ให้อยู่ได้นาน 45 วัน นโยบายนี้มีผลผูกพันระยะยาวไปจนถึงปี 2571 นอกจากนี้ยังเปิดใช้วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-visa) สำหรับทุกประเทศทั่วโลก โดยขยายเวลาพำนักเป็น 90 วันและสามารถเดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง
    • การดึงดูดนักลงทุนและบุคคลระดับสูง ภายใต้พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 221/2025 เวียดนามได้ออกนโยบายวีซ่าพิเศษเพื่อดึงดูดนักลงทุน ผู้นำองค์กรระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ และผู้ทรงอิทธิพลระดับนานาชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศโดยตรง

    2.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์ม “Visit Vietnam” กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลบจุดอ่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนามร่วมกับเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Sun Group, Visa, Mastercard, Trip.com ได้พัฒนา “Visit Vietnam” ให้เป็น “ซูเปอร์แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวในระดับชาติ”

    แพลตฟอร์มนี้จะทำงานร่วมกับศูนย์ข้อมูลแห่งชาติเพื่อรวมฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมีฟังก์ชันการจองตั๋วผ่านหน้าจอเดียว การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และวางแผนเส้นทาง การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในการยืนยันความโปร่งใสของรีวิว แพลตฟอร์มนี้มีกำหนดการเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570 (ระหว่างการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC) ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลเชิงลึก (Data-driven insights) ในการบริหารจัดการและทำนายเทรนด์อนาคตได้อย่างแม่นยำ

    3.การปรับโฉมแบรนด์ประเทศด้วยมิติคุณค่า ESG เพื่อหลุดพ้นจากตำแหน่งทางการตลาดที่ถูกมองว่าเป็นเพียงจุดหมายปลายทางราคาถูก ผู้บริหารอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามเสนอการปรับแบรนด์

    ภายใต้แนวคิดตัวย่อ “VIETNAM” (Varied landscapes, Indigenous culture, Exotic beaches, Truly emotional, Nature, Ancient cities, Memories) ควบคู่ไปกับการบูรณา การกรอบการพัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Framework) เพื่อสร้าง Net Positive Impacts อย่างยั่งยืน

    บทสรุปในเรื่องนี้เวียดนามกำลังตกอยู่ใน “กับดักเชิงปริมาณ” (Volume Trap) หากไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับบน ทำให้อัตรากำไรส่วนเพิ่ม (Marginal Yield) มีแนวโน้มลดลงหากเวียดนามไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้างเพื่อนำเสนอบริการระดับโลกและการพัฒนาแบบ ESG ได้เพดานของการเติบโตด้านรายได้จะสะดุดในไม่ช้า

    ส่วนไทยเผชิญ “วิกฤตสภาพคล่องของการเปลี่ยนผ่าน” เพราะธุรกิจพื้นฐานถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระดับ 40 ล้านคน เมื่อยอดนักท่องเที่ยวหายไปแต่ต้นทุนสูงขึ้น ธุรกิจเหล่านี้จึงเผชิญวิกฤตสภาพคล่องนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660747&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06idhVgSChELWDCZSAOUM3

  • ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569”

    ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569”

    การเมือง

    ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569”

    วันเสาร์ ที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” พลิกฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ดึงท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ 

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น. ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้มอบหมายให้ นายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรค, นายลุตฟี หะยีอีแต สส.เขต1, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 3 และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 2 จังหวัดนราธิวาส พรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นตัวแทนในการเปิดงานเดิน-วิ่งการกุศล “วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากประเทศมาเลเซีย กว่า 1,000 คน ในโอกาสนี้ มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า ได้สนับสนุนกิจกรรม จำนวน 50,000 บาท ด้วย

    ด้าน นายลุตฟี หะยีอีแต สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม เขต 1 กล่าวว่า รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในค่ำคืนนี้ ที่มีผู้แทนจากประเทศมาเลเซีย มาร่วมกิจกรรมด้วย สะท้อนให้เห็นว่า นราธิวาสเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียให้ความสนใจ ซึ่งจังหวัดนราธิวาสมีจุดแข็งด้านศักยภาพการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทะเล น้ำตก และภูเขา ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

    สำหรับตลาดน้ำยะกัง ในอดีตเคยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและมาเลเซียเป็นอย่างมาก แต่หลังจากประสบอุทกภัยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวค่อนข้างซบเซา หลังจากนี้เราต้องร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยชูอัตลักษณ์เด่นของชุมชนยะกังริมคลอง คือ ‘ขนมโบราณพื้นเมือง’ หลากหลายชนิดที่หารับประทานได้ยากจากที่อื่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนอีกครั้ง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/478734&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dN6Vr5Ebp7oHWYlcrzfZd

  • “สว.ไชยยงค์” จี้ ก.ท่องเที่ยวฯ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลย์ล้นด่านสะเดา

    “สว.ไชยยงค์” จี้ ก.ท่องเที่ยวฯ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลย์ล้นด่านสะเดา

    “สว.ไชยยงค์” จี้ ก.ท่องเที่ยวฯ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลย์ล้นด่านสะเดา

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก ได้กล่าวถึงปัญหานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันอีฎิ้ลฟิตตรี หรือ รายอฮัจยี ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเดินทางเข้ามายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว และส่วนหนึ่งไปเที่ยวยังเมืองรอง เช่น พัทลุง ตรัง สตูล จำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์ จำนวน 3-4 หมื่นคน ที่เดินทางเข้าในในห้วงเวลา 3-4 วัน ได้รับความเดือดร้อน จากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่ต้องมีการตรวจรถยนต์ที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นพาหนะ โดยนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาในการตรวจเอกสาร ทั้งจาก ตม. หรือ ตรวจคนเข้าเมือง และ ตรวจยานพาหนะจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและเบื่อหน่ายให้กับ นักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ในบริเวณด่านพรมแดน

    นายไชยยงค์ กล่าวว่า เรื่องนักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย -สิงคโปร์ ที่เข้ามาเที่ยวยังภาคใต้ของไทย และเข้ามาทางด่านพรมแดนสะเดา และปาดังเบซาร์ ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการอำนวยความสะดวก เกิดมานานนับ 10 ปี ที่ทุกช่วงของเทศกาล และ วันหยุด ต้องมีนักท่องเที่ยวรอพิธีการเข้าเมือง 3-4 ชั่วโมง โดยไม่มีการแก้ไขปัญหา ทั้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร โดยปล่อยให้เหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเบื่อหน่าย รับไม่ได้กับความล่าช้าและเลือกที่จะไปเที่ยประเทศอื่นที่มีความสะดวกในการเข้าเมือง

    ซึ่งปัญหาที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ หนักกว่าทุกครั้ง เพราะมีนักท่องเที่ยวตกค้า ออกจากด่านพรมแดนไม่ได้เป็นจำนวนมาก เพราะฝั่งของมาเลเซียจะทำการปิดประตูกั้นพรมแดนทันทีที่ถึงกำหนดเวลาปิดด่าน ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการกลับประเทศ ยังติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก ต้องตกค้างต้องนอนในรถยนต์ และหาที่พัก เพื่อรอการเปิดด่านในวันรุ่งขึ้น สภาพนี้เป็นเรื่องที่น่าอนาถเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้พบเห็น และถูกวิพากษวิจารณ์ถึงความไม่พร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา และประเทศไทย

    ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ นักท่องเที่ยวมาเยอะ ทั้งคนทั้งรถยนต์ จนเป็นคอขวด ทำไม่ไม่แก้ด้วยการยกเลิกการเก็บค่าล่วงเวลาของ ตรวจคนเข้าเมือง หรือนำแบบ ตม.2 ตม.3 จากการยื่นด้วยเอกสารนไปใช้แบบออนไลน์ ร่วมกับแบบฟอร์ม TDAC ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เข้าประเทศ ที่มีใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน หรือการปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำเข้ารถยนต์ เข้าไทยชั่วคราว จากเอกสารเป็นออนไลน์ ของกรมศุลกากร

    จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมทั้งผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อธิบดีกรมศุลกากร ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นายอำเภอสะเดา ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดา นายด่านศุลกากรสะเดา และปาดังเบซาร์ ให้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของ สงขลา และภาคใต้ ของประเทศไทย ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา จะนำปัญหานี้ไปมอบให้ คณะกรรมาธิการท่องเที่ยวฯ และ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามช่องทางของกรรมาธิการ ที่อาจจะต้องเชิญ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงปัญหาและการแก้ไข รวมทั้งอาจจะต้องเดินทางลงพื้นที่ เพื่อดูสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหา แนวทางในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000053554&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J27R4BEwapnVki9RteQpT

  • ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    กรมการท่องเที่ยว (กทท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จับมือเชิงยุทธศาสตร์กับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยาน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานพลังการทำงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยก้าวสู่อีกขั้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันยกระดับและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    การลงนามในครั้งนี้ โดย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มีเจตจำนงร่วมกันที่จะเชื่อมโยงทรัพยากรและสมรรถนะหลักของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการงานสำคัญในทุกมิติ ทั้งการกำหนดทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมเชิงรุกเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การชูจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรมการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์เข้ากับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยว บุคลากร และเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการและการส่งเสริมการตลาดเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “หัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้คือ การร่วมมือกันพัฒนาและนำเอามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ มาร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการและซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับเทรนด์ Wellness Tourism ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” อย่างเต็มภาคภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/743481&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31LW4duaxFUNzs5wwkDmbQ

  • สว.สายสื่อ จี้ กระทรวงท่องเที่ยว แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลเซียล้นด่านสะเดา | เดลินิวส์

    สว.สายสื่อ จี้ กระทรวงท่องเที่ยว แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลเซียล้นด่านสะเดา | เดลินิวส์

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก สายสื่อมวลชน ได้กล่าวถึงปัญหาของ นักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย ที่เดินทางมายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในระหว่างวันที่ 29 พ.ค. ถึง 2.มิย. 2569 ซึ่งเป็นวันอีดิ้ลฟิตตี้ หรือ รายอฮัจยี ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีนักท่องเที่ยวจาก ประเทศมาเลเซีย เดินทางเข้ามายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว และส่วนหนึ่งไปเที่ยวยังเมืองรอง เช่น พัทลุง ตรัง สตูล จำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และ ด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์ จำนวน3-4 หมื่นคน ที่เดินทางเข้าในในห้วงเวลา 3-4 วัน ได้รับความเดือดร้อน จากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ของ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่ต้องมีการตรวจรถยนต์ ที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นพาหนะ โดยนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาในการ ตรวจเอกสาร ทั้งจาก ตม. หรือ ตรวจคนเข้าเมือง และ ตรวจยานพาหนะจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเดือดร้อน และ เบื่อหน่าย ให้กับ นักท่องเที่ยว ที่ติดอยู่ในบริเวณด่านพรมแดน

    นายไชยยงค์ กล่าวว่า เรื่องนักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย -สิงคโปร์ ที่เข้ามาเที่ยวยังภาคใต้ของไทย และเข้ามาทางด่านพรมแดนสะเดา และ ปาดังเบซาร์ ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการอำนวยความสะดวก เกิดมานานนับ 10 ปี ที่ทุกช่วงของเทศกาล และ วันหยุด ต้องมีนักท่องเที่ยว รอพิธีการเข้าเมือง 3-4 ชั่วโมง โดยไม่มีการแก้ไขปัญหา ทั้งจาก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร โดยปล่อยให้เหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วน เบื่อหน่าย รับไม่ได้กับความล่าช้าและเลือกที่จะไปเที่ยประเทศอื่นที่มีความสะดวกในการเข้าเมือง

    ซึ่งปัญหาที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ หนักกว่าทุกครั้ง เพราะมีนักท่องเที่ยวตกค้า ออกจากด่านพรมแดนไม่ได้เป็นจำนวนมาก เพราะฝั่งของมาเลเซีย จะทำการปิดประตูกั้นพรมแดนทันที ที่ถึงกำหนดเวลาปิดด่าน ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการกลับประเทศ ยังติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก ตร้องตกค้าต้องนอนในรถยนต์ และหาที่พัก เพื่อรอการเปิดด่านในวันรุ่งขึ้น สภาพนี้เป็นเรื่องที่น่าอนาถเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้พบเห็น และถูกวิพากษวิจารณ์ ถึงความไม่พร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา และประเทศไทย

    ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ นักท่องเที่ยวมาเยอะ ทั้งคนทั้งรถยนต์ จนเป็นคอขวด ทำไม่ไม่แก้ด้วยการยกเลิกการเก็บค่าล่วงเวลาของ ตรวจคนเข้าเมือง หรือนำแบบ ตม.2 ตม.3 จากการยื่นด้วยเอกสารนไปใช้แบบออนไลน์ ร่วมกับแบบฟอร์ม TDAC ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เข้าประเทศ ที่มีใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน หรือการปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำเข้ารถยนต์ เข้าไทยชั่วคราว จากเอกสารเป็นออนไลน์ ของกรมศุลกากร

    จึงขอให้ รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมทั้ง ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อธิบดีกรมศุลกากร ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นายอำเภอสะเดา ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดา นายด่านศุลกากรสะเดา และ ปาดังเบซาร์ ให้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของ สงขลา และภาคใต้ ของประเทศไทย ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา จะนำปัญหานี้ไปมอบให้ คณะกรรมาธิการท่องเที่ยวฯ และ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามช่องทางของกรรมาธิการ ที่อาจจะต้องเชิญ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงปัญหาและการแก้ไข รวมทั้งอาจจะต้องเดินทางลงพื้นที่ เพื่อดูสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหา แนวทางในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5923248/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nz-9qwt5KJBrTkao9Cjzk

  • กางกลยุทธ์ ‘มัดใจ Gen Z’ ปั้นชุมชนท่องเที่ยวให้เป็น ‘จุดเช็กอินยอดฮิต’ | เดลินิวส์

    กางกลยุทธ์ ‘มัดใจ Gen Z’ ปั้นชุมชนท่องเที่ยวให้เป็น ‘จุดเช็กอินยอดฮิต’ | เดลินิวส์

    เกี่ยวกับข้อมูลนี้เผยแพร่อยู่ใน วารสารสังคมวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 2569 ผ่านบทความวิจัยเรื่อง “อิทธิพลการตลาดบริการต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเดินทางท่องเที่ยวโดยชุมชนของนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันแซด” โดยกฤศนพัชญ์ บุญช่วย และพงศ์เสวก เอนกจำนงค์พร คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Z ไว้ โดยพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า กลุ่ม Gen Z กำลังเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักของตลาด เนื่องจากมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเดินทางบ่อย โดยลักษณะเด่นของกลุ่มนี้คือการเป็น Digital Natives ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความแท้จริง และประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการบริโภควัตถุ ซึ่งสะท้อนว่าการท่องเที่ยวชุมชนที่เน้นอัตลักษณ์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมของ Gen Z มากกว่าการท่องเที่ยวเชิงมวลชน

    ผลการวิจัยยังค้นพบอีกว่า กลุ่ม Gen Z มีความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวโดยชุมชนในระดับสูง โดยข้อมูลนี้สะท้อนว่าการตลาดบริการมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและความตั้งใจในการเลือกแหล่งท่องเที่ยวชุมชนของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชนควรที่จะสร้างกลยุทธ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างคุณค่าเชิงประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้ เช่น ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับจริง ช่องทางบริการที่สะดวก รวดเร็ว และมีคุณภาพ เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อแหล่งท่องเที่ยวและเพิ่มการรับรู้ของกลุ่มนักท่องเที่ยว Gen Z

    นอกจากนี้ยังอาจเสริมด้วยกลยุทธ์ อาทิ การพัฒนากระบวนการบริการและบรรยากาศทางกายภาพในแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เนื่องจากผลวิจัยพบว่า “กระบวนการบริการ” และ “ลักษณะกายภาพ” มีอิทธิพลต่อความตั้งใจเดินทางของ Gen Z  ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญ เช่น ความสะอาด ความปลอดภัย ความสวยงามของพื้นที่ เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกที่ตรงกับความคาดหวังของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และการใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อดิจิทัล เนื่องจาก Gen Z เป็น Digital Natives การเผยแพร่ข้อมูลควรเน้นช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น โดยเน้นนำเสนอเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมผ่านการแชร์ประสบการณ์ด้วย และนี่เป็นข้อมูลอินไซต์จากงานวิจัย ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยชุมชน หรือแม้แต่เอสเอ็มอีในธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งมีเป้าหมายต้องการจับกลุ่ม Gen Z นำไปศึกษา เพื่อปรับใช้ได้.

    ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5907605/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B6tKIERL3AwRA-XDap11w

  • กระหึ่มอาเซียน! เมืองน่านผงาดคว้ารางวัลระดับโลก เมืองท่องเที่ยวสะอาด 2026 | TOPNEWS

    กระหึ่มอาเซียน! เมืองน่านผงาดคว้ารางวัลระดับโลก เมืองท่องเที่ยวสะอาด 2026 | TOPNEWS

    เมืองน่านคว้ารางวัล ASEAN Clean Tourist City Standard 2026 สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั่วโลก รับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน 2569 ต่อเนื่อง นายกเทศมนตรีเมืองน่านขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมสร้างเมืองคุณภาพสู่เวทีสากล

    วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เข้าร่วมพิธีรับมอบโล่รางวัลมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน ประจำปี 2569 (ASEAN Clean Tourist City Standard 2026) ภายใต้การรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวแสดงความยินดีแก่หน่วยงานและพื้นที่ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว

    นายสุรพล เธียรสูตร เปิดเผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เมืองน่านได้รับการรับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ มาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียนถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีเกณฑ์การประเมินเข้มงวด ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ความสะอาด ความปลอดภัย การจัดการขยะ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จของเมืองน่านในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกันดูแลบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง

    นายกเทศมนตรีเมืองน่านได้กล่าวขอบคุณประชาชนชาวเมืองน่าน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันรักษาความสะอาดและพัฒนาเมืองอย่างจริงจัง จนทำให้เมืองน่านสามารถรักษามาตรฐานระดับอาเซียนไว้ได้อย่างภาคภูมิ

    การได้รับรางวัลรับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียนอีกครั้ง ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดน่านเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ว่าเมืองน่านยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีคุณภาพ มีความสะอาด ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวอย่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594383&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw326RRQtokuUuqWyheSccD7

  • เร่งเคลียร์ทางเข้ากลอเซโล หลังน้ำป่าซัดคอสะพานเสียหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน

    เร่งเคลียร์ทางเข้ากลอเซโล หลังน้ำป่าซัดคอสะพานเสียหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/152306&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cG4qjPUx6Cw_ZYR9wlHVs

  • ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    เศรษฐกิจ

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    วันเสาร์ ที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    กรมการท่องเที่ยว (กทท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จับมือเชิงยุทธศาสตร์กับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยาน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานพลังการทำงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยก้าวสู่อีกขั้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันยกระดับและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก

    โดยการลงนามในครั้งนี้ โดย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มีเจตจำนงร่วมกันที่จะเชื่อมโยงทรัพยากรและสมรรถนะหลักของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการงานสำคัญในทุกมิติ ทั้งการกำหนดทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมเชิงรุกเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การชูจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรมการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์เข้ากับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยว บุคลากร และเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกัน

     นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการและการส่งเสริมการตลาดเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “หัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้คือ การร่วมมือกันพัฒนาและนำเอามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ มาร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการและซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    โดยความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับเทรนด์ Wellness Tourism ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” อย่างเต็มภาคภูมิ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/478715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0agVELImDObBNR2ysTR6v4