Category: ท่องเที่ยว

  • กองทัพภาคที่ 2 ปลื้ม! กระแสเที่ยว นักท่องเที่ยวแห่เยี่ยมชม

    กองทัพภาคที่ 2 ปลื้ม! กระแสเที่ยว นักท่องเที่ยวแห่เยี่ยมชม

    วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.01 น.

    กระแสแรงเกินคาด! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ทะลุเป้า สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ชายแดน

    วันที่ 6 มิถุนายน 2569 กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยวที่ลงทะเบียนเข้าชมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และยุทธภูมิ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ว่า ได้รับการตอบรับอย่างคึกคักจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเพจอย่างเป็นทางการ โดยมียอดจองสิทธิ์เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้
    สำหรับการเปิดลงทะเบียนรอบแรกในวันที่ 6 มิถุนายน เปิดรับจำนวน 1,000 สิทธิ์ ปรากฏว่ามีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าชมมากกว่า 1,200 ราย สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แห่งใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การเปิดลงทะเบียนในวันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งกำหนดรับนักท่องเที่ยวจำนวน 1,500 สิทธิ์ ล่าสุดมียอดจองแล้วกว่าพันราย และยังคงมีผู้สนใจทยอยลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเต็มจำนวนภายในเวลาอันใกล้

    ทั้งนี้ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเรื่องราวของยุทธภูมิชายแดนไว้อย่างน่าสนใจ เปิดโอกาสให้ ประชาชน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสถานที่จริง พร้อมสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและ ทัศนียภาพของพื้นที่ชายแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    นอกจากนี้ยังเป็นการ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่นำ สินค้าเกษตรอาทิ ทุเรียน และพืชผัก สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมากมาย ในพื้นที่มาวางจำหน่าย

    Cr. กองทัพภาคที่2 , บุรีรัมย์ ทันข่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/969161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NrnG-wfllnpRwN1faH1MI

  • “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดหัวหินครั้งที่ 28 นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวคึกคัก

    “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดหัวหินครั้งที่ 28 นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวคึกคัก

    ภูมิภาค

    “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดหัวหินครั้งที่ 28 นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวคึกคัก

    วันเสาร์ ที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.38 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นักท่องเที่ยวคึกคัก “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดและของดีอำเภอหัวหิน ครั้งที่ 28 กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงกรีนซีซั่น

    เมื่อช่วงค่ำวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่เวทีร้านมัจฉากาชาด บริเวณลานกิจกรรม 25 ไร่ ซอยหัวหิน 102 หลังศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “กาชาดและของดีอำเภอหัวหิน ครั้งที่ 28” เพื่อหารายได้สนับสนุนภารกิจสาธารณกุศลของกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในช่วงกรีนซีซั่น

    ภายในงานมีนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอหัวหิน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมจำนวนมาก ท่ามกลางนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงานอย่างคึกคัก

    โอกาสนี้ นายสุวัจน์ได้มอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน ก่อนเดินเยี่ยมชมร้านมัจฉากาชาดและกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน
    สำหรับงานกาชาดและของดีอำเภอหัวหิน จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 28 ระหว่างวันที่ 5-14 มิถุนายน 2569 เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลในพื้นที่อำเภอหัวหินและใกล้เคียง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ร้านมัจฉากาชาดการกุศล ลุ้นรับรถจักรยานยนต์ รถจักรยานกว่า 100 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า และของรางวัลอีกจำนวนมาก ในราคาบัตรเพียงใบละ 20 บาท นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP ของดีเมืองหัวหิน สินค้าราคาประหยัด อาหารพื้นบ้าน อาหารทะเลสด ขนมท้องถิ่น ไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงการแสดงของนักเรียน รำวงย้อนยุค สวนสนุกเคลื่อนที่ และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังทุกค่ำคืน

    กิ่งกาชาดอำเภอหัวหินจึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเที่ยวงาน “กาชาดและของดีอำเภอหัวหิน ครั้งที่ 28” ตั้งแต่เวลา 17.30-24.00 น. ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ภายใต้แนวคิด “เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลและช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในสังคม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/478720&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UwWlIfDgMJN5NK5bYDXdl

  • มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    นักท่องเที่ยวไทยโตสวนกระแสเศรษฐกิจ แห่เที่ยวทริประยะใกล้ ดันไทยติดอันดับ 6 ของมาเก๊า ด้าน MGTO ปรับกลยุทธ์เชิงรุก ผนึกพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรมบุกหัวเมืองใหญ่

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มรูปแบบ ทริประยะใกล้และ “Tourism+” ตัวเร่งสปีดโตสวนกระแสโลก

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่ภาคการท่องเที่ยวของมาเก๊ากลับส่งสัญญาณเติบโตอย่างร้อนแรง 

    โดยเฉพาะในตลาดประเทศไทยที่กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงด้วยตัวเลขสะสมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ล่าสุด สำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) ประกาศเกมรุกระลอกใหม่ในงาน “Macao Tourism Product Updates Seminar & Travel Mart” 

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ (CCC) และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ (CNTO) เพื่อล็อกเป้าหมายนักเดินทางไทยทุกเซกเมนต์
     

    สถิติทะยาน: นักเดินทางไทยเบอร์ 6 ของโลก

    จากข้อมูลสถิติระบุว่า ในปี 2568 มาเก๊าต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 40 ล้านคนทั่วโลก (เติบโต 14.7%) ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 185,963 คน เติบโตถึง 38.1% 

    และความแรงยังส่งต่อมาถึงไตรมาสแรกของปี 2569 ที่คนไทยเดินทางไปมาเก๊าแล้วถึง 88,819 คน พุ่งทะยานสวนกระแสเศรษฐกิจถึง 59.93% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยคว้าตำแหน่งตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับที่ 6 ของมาเก๊าไปครอง

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    นางมาเรีย เฮเลน่า เดอ เซนน่า เฟอร์นานเดซ ผู้ว่าการท่องเที่ยวมาเก๊า (MGTO) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดไทยว่า:

    “ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวระยะใกล้ที่ครบทั้งไลฟ์สไตล์ อาหาร วัฒนธรรม และความบันเทิง”

    “ปีนี้จึงนับเป็นครั้งแรกที่ MGTO ขยายกิจกรรมโรดโชว์จากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่และภูเก็ต เพื่อสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระดับภูมิภาค และเข้าถึงกลุ่มนักเดินทางไทยได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    ถอดสูตรสำเร็จ พฤติกรรม “Maximize” งบประมาณ และการเดินทางที่สะดวก

    พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนไปคือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตัวเลขนี้ นักท่องเที่ยวหันมาเลือกจุดหมายปลายทางระยะใกล้ (Short-haul) เพื่อบริหารงบประมาณและเวลาให้คุ้มค่าที่สุด (Maximize Experience) 

    มาเก๊าจึงกลายเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดด้วยระยะเวลาบินเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาทีจากกรุงเทพฯ ประกอบกับความสะดวกสบายจากสายการบินที่ให้บริการบินตรงรวมกว่า 39 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (Air Macau, Thai AirAsia และ Thai Lion Air) ทำให้เดินทางง่ายและบ่อยครั้งขึ้น

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    ประตูสู่ Greater Bay Area และอานิสงส์ ‘ฟรีวีซ่าจีน’

    มาเก๊าวางหมากตัวเองเป็น Strategic Gateway หรือประตูเชื่อมต่อไปยังเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area (GBA) (ครอบคลุม มาเก๊า ฮ่องกง และ 9 เมืองใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง อาทิ กว่างโจว เซินเจิ้น และจูไห่)

    ทำให้นักเดินทางไทยสามารถออกแบบการเดินทางได้ทั้งแบบเที่ยวเฉพาะมาเก๊า (Mono Macao) หรือเชื่อมโยงหลายเมือง (Multi-destination)

    ที่สำคัญคือ นโยบาย “ฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าจีน” กลายเป็นสปริงบอร์ดตัวสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่บินมาลงมาเก๊า

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    สามารถข้ามแดนไปท่องเที่ยวต่อยัง จูไห่ เหิงฉิน กว่างโจว หรือเซินเจิ้นได้ทันทีอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มความคุ้มค่าให้แก่เม็ดเงินที่จ่ายไปอย่างมีนัยสำคัญ

    Partnership Ecosystem มิติใหม่: ดึง Soft Power แบรนด์ไทยร่วมแจม

    ความน่าสนใจของกลยุทธ์การตลาดปี 2026 คือการฉีกตำราเดิมๆ จากเดิมที่ MGTO ร่วมมือแค่สายการบินและบริษัททัวร์ แต่ปีนี้ได้หันมาสร้าง Ecosystem ข้ามอุตสาหกรรม (Cross-industry) โดยจับมือกับ:

    กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน

    แพลตฟอร์มโทรคมนาคม (Telecom)

    ช้อปปิ้งมอลล์และร้านค้าปลีกชั้นนำ

    นอกจากนี้ ยังมีการใช้กลยุทธ์สร้างความผูกพันล่วงหน้าผ่านช่องทางไลฟ์สไตล์ ด้วยการเข้าไปมองหาความร่วมมือกับ ร้านอาหารไทย คาเฟ่ และแบรนด์คาแรคเตอร์ไทย 

    เพื่อนำกลิ่นอายมรดกวัฒนธรรมมาเก๊าเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แบรนด์ไทยได้ก้าวเข้าสู่ Ecosystem ท่องเที่ยวระดับสากลอีกด้วย

    “Tourism+” และ พลังซอฟต์พาวเวอร์ “สายมูเตลู”

    มาเก๊ากำลังทรานส์ฟอร์มภาพลักษณ์สู่แนวคิด “Tourism+” ที่ไม่ได้มีดีแค่ความบันเทิงในรีสอร์ต แต่ผสมผสานวัฒนธรรม ศิลปะ กีฬา เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) เข้าด้วยกัน

    นอกจากนี้ “กระแสสายมู” ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งของคนไทย โดยเฉพาะการเดินทางไปร่วมพิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม, การสักการะวัดอาม่า และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจที่ทำให้คนไทยเดินทางซ้ำในทุกๆ ปี

    เพื่อกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง MGTO เตรียมจัดมหกรรมออนไลน์ครั้งใหญ่ “Macao Wonder Online Travel Fair” ระหว่างวันที่ 1–15 มิถุนายน 2569 

    โดยรวบรวมดีลสุดพิเศษ ทั้งตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก จาก 6 บิ๊กรีสอร์ตชั้นนำ (MGM, Galaxy, Wynn Macau, Melco, Sands, SJM) พันธมิตร OTA และสถาบันการเงิน เพื่อตอกย้ำว่ามาเก๊าคือจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทยในยุคนี้อย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/743488&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gsGf_DvjwDJ44a1n6kPsV

  • ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย  ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/152420&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m7NjHuJmf91Ex4D8YUwI5

  • ชัยวัฒน์ ตั้งคำถามตัวโตๆ สร้างแลนด์มาร์คใหม่กลางยอดเขา ทำแบบนี้ได้เหรอ?

    ชัยวัฒน์ ตั้งคำถามตัวโตๆ สร้างแลนด์มาร์คใหม่กลางยอดเขา ทำแบบนี้ได้เหรอ?

    ชัยวัฒน์ ตั้งคำถามตัวโตๆ สร้างแลนด์มาร์คใหม่กลางยอดเขา ทำแบบนี้ได้เหรอ?

    วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.18 น.

    วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ ลิ่มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” ระบุว่า  ขอตั้งคำถามตัวโต ๆ ? สร้างแลนด์มาร์คใหม่กลางยอดเขา ทำแบบนี้ได้เหรอ? 

    หลายคนเห็นภาพก็เกิดความสงสัย

    ทำทำไม…ทำเพื่อใคร?

    พื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือเขตอุทยานฯ หรือเปล่า? 

    เป็นข้อสังเกตและกังวลใจอย่างหนัก กับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่บนยอดเขาลูกนี้ครับ!

    เพราะเห็นแล้วก็ต้องขมวดคิ้วแรงมาก 

    สิ่งนี้ คือ ป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดยักษ์คำว่า “@NONGBUALAMPHU”  ตรงแหล่งท่องเที่ยวภูพานน้อย ระยะที่ 2 บริเวณวัดดอยเทพสมบูรณ์ อ.เมืองหนองบัวลำภู โดยมีการติดตั้งอักษรตัว “L” เป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดย ทางจังหวัดหนองบัวลำภูได้มีการจัดพิธีบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเริ่มติดตั้ง ซึ่งระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างแลนด์มาร์คใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ข้อสังเกต และข้อกังวลใจ

    การเอาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ โครงสร้างเหล็ก และป้ายปูนไปปักอยู่บนยอดเขาธรรมชาติแบบนี้ ย่อมนำมาซึ่งคำถามสำคัญ ที่หน่วยงานรัฐต้องมีคำตอบให้ชัดเจน กระบวนการถูกต้องแค่ไหน?
    คุ้มค่าหรือตีกิน? เป็นแลนด์มาร์คใหม่ที่ดึงดูดท่องเที่ยวจริง ๆ หรือ? เกรงว่าจะละเลงโดยใช่เหตุ

    หากตรวจสอบตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ และกฎหมายป่าอนุรักษ์ของประเทศไทย การจะเข้าดำเนินการก่อสร้างใด ๆ บนพื้นที่ภูเขาหรือเขตป่าไม้ มีข้อกำหนดที่รัดกุมมาก

    1. พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 หากพื้นที่ดังกล่าว มีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การก่อสร้างหรือจัดทำสิ่งใดก็ตาม จะต้องได้รับอนุญาตการเข้าใช้ประโยชน์จาก อธิบดีกรมป่าไม้ หรือผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องตามมาตรา 16 ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ายึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเด็ดขาด

    2. หากเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กฎหมายจะยิ่งทวีความเข้มงวดสูงสุด การแปรสภาพที่ดิน หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช่เพื่อการศึกษาวิจัยหรือการคุ้มครองป่า ถือเป็นความผิดร้ายแรงทันที
    ไม่อยากให้สิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่ ไปยัดเยียดให้ธรรมชาติ และระบบนิเวศบนยอดเขาภูพานน้อยเลย ฝากให้มีการตรวจสอบสิทธิ์การใช้ที่ดิน และการอนุมัติโครงการนี้อย่างตรงไปตรงมาด้วยครับ.. รอฟังข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/969133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fBb9cCvLZpAw96Qz_m-wr

  • ทะลุเป้า! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

    ทะลุเป้า! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”

    (6 มิ.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยว ที่ลงทะเบียนเข้าชมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และยุทธภูมิ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่าได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก จากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเพจอย่างเป็นทางการ โดยมียอดจองสิทธิ์เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้

    สำหรับการเปิดลงทะเบียนรอบแรกในวันนี้ (6 มิ.ย. 69) เปิดรับจำนวน 1,000 สิทธิ์ ปรากฏว่ามีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าชมมากกว่า 1,200 ราย สะท้อนถึงความสนใจของประชาชน ที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การเปิดลงทะเบียนในวันพรุ่งนี้ (7 มิ.ย. 69) กำหนดรับนักท่องเที่ยวจำนวน 1,500 สิทธิ์ ล่าสุดมียอดจองแล้วกว่า 1,000 ราย และยังคงมีผู้สนใจทยอยลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเต็มจำนวนอย่างแน่นอน

    ทั้งนี้ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเรื่องราวของยุทธภูมิชายแดนไว้อย่างน่าสนใจ เปิดโอกาสให้ประชาชน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสถานที่จริง พร้อมสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ และทัศนียภาพของพื้นที่ชายแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

    นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่นำสินค้าเกษตร อาทิ ทุเรียนและพืชผัก รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมากมาย ในพื้นที่มาวางจำหน่ายด้วย – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NF53KV0CW&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IYMEG0i-xqAUEYSOpDCAo

  • หลายหน่วยงานร่วมพัฒนาภูมิทัศน์ วัดนางพญา สู่ชุมชนสีเขียว ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    หลายหน่วยงานร่วมพัฒนาภูมิทัศน์ วัดนางพญา สู่ชุมชนสีเขียว ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่  6 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก คณะศรัทธาร่วมแรงร่วมใจปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก โดย พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธ์ สถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน (มูลนิธิพลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธ์) ,ดร.สมไทย วงษ์เจริญ พร้อมด้วยเครือบริษัทวงษ์พาณิชย์ ได้แก่ บริษัทวงษ์พาณิชย์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ,บริษัทเวสท์ รีซอร์สเซส โลจิสติกส์ จำกัด,บริษัทวงษ์พาณิชย์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด,บริษัทวงษ์พาณิชย์รีไซคลิ่ง และเครือข่ายสาขาต่าง ๆ  สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก สมาคมการพูดพิษณุโลก และสมาคมชาวพิจิตรในจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนา อนุรักษ์โบราณสถาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก ที่วัดนางพญา โดยได้ร่วมทำความสะอาด ร่มรื่น และงดงาม ด้วยการจัดสวนประดับต้นทองนพเก้า จำนวน 40 ต้น สร้างบรรยากาศแห่งความสงบงามทางพระพุทธศาสนา ต้อนรับญาติธรรมและพุทธศาสนิกชนที่หลั่งไหลเดินทางมากราบสักการะอย่างต่อเนื่อง โดยมีพระครูเกษมวาปีพิสัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดนางพญา และเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก ประธานฝ่ายสงฆ์ในกิจกรรมครั้งนี้

    ดร.สมไทย วงษ์เจริญ ประธานบริหารกลุ่มวงษ์พาณิชย์ บริษัท วงษ์พาณิชย์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  กล่าวว่า ในวันนี้คณะจิตศรัทธาหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันทำความดี พัฒนาเสนาสนะสถาน ปลูกต้นไม้ต้นนพเก้า ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้มงคลถวายวัดราชบูรณะ เพื่อให้เป็นร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนา อนุรักษ์โบราณสถาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก  พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันกรายสักการะ “พระสมเด็จนางพญา” พระเครื่องอันทรงคุณค่า ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์ อันเป็นหนึ่งในพระเครื่องเบญจภาคีที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะ “พระนางพญาเข่าโค้ง” ทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตใจ

    นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันกราบสักการะ “สมเด็จพระมหาเถรคันฉ่อง” พระอาจารย์ผู้ทรงศีลแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งราชวงศ์ผู้ทรงกอบกู้แผ่นดินไทย ทั้ง 5 พระองค์ ได้แก่ 1. สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช 2. สมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์ 3. สมเด็จพระสุพรรณกัลยา 4. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5. สมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอีกด้วย

    ////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/06/06/195231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JKAxRJNXjazdJISYbxqV8

  • ทุ่งตำเสา | เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา คว้าที่1 อปท.ต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    ทุ่งตำเสา | เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา คว้าที่1 อปท.ต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    วันนี้ 6 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อได้รับข่าวดี เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่หลังได้รับการคัดเลือกเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นระดับจังหวัด ประจำปี 2569 และได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 หรือ “แชมป์จังหวัดสงขลา” สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาการท่องเที่ยวบนพื้นฐานของทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

    นายชอบ บิณกาญน์ นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งตำเสา ได้มอบหมายให้นายธนวัฒน์ วัชรบุตร รองปลัดเทศบาลเมืองทุ่งตำเสา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการประเมินศักยภาพทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวชุมชนตำบลทุ่งตำเสา โดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ภายใต้โครงการวิจัยการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนทุ่งตำเสา จังหวัดสงขลา การนำเสนอในครั้งนี้เป็นการสรุปผลการศึกษาวิจัยและการประเมินศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว

    พร้อมนำเสนอแนวทางพัฒนาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชนอย่างยั่งยืนความโดดเด่นของทุ่งตำเสาถูกถ่ายทอดผ่านแนวคิด ทุ่งตำเสา ร้อยเรื่องราว คน เขา ป่า ซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องราวอัตลักษณ์ของพื้นที่เข้าไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องของผู้คน วิถีชีวิต ศรัทธา ความเชื่อ ตำนานท้องถิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับผืนป่าและขุนเขาที่โอบล้อมพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทุ่งตำเสาไม่ได้เป็นเพียงประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดสงขลาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของวิถีเกษตรดั้งเดิม ทั้งสวนยางพารา สวนผลไม้ การเลี้ยงสัตว์ และอาชีพพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

    ขณะเดียวกันยังมีวิสาหกิจชุมชนที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ผ่านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ทุ่งตำเสายังมีเสน่ห์ด้านอาหารพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวใต้ มีพืชผักพื้นเมือง ผลไม้ตามฤดูกาล ดอกไม้ประดับ และพรรณไม้ท้องถิ่นที่สร้างสีสันให้กับชุมชน ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่

    คณะผู้วิจัยได้เสนอแนวทางในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยเน้นการเชื่อมโยงเรื่องราวของคน ชุมชน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม ให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า สามารถสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาวเทศบาลเมืองทุ่งตำเสาให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้มีความพร้อม มีมาตรฐาน และคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ภายใต้แนวคิด ร้อยเรื่องราว คน เขา ป่า ที่มุ่งถ่ายทอดเสน่ห์ของทุ่งตำเสาในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ความสำเร็จในการคว้ารางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของเทศบาลเมืองทุ่งตำเสาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังของชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ พัฒนา และถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของท้องถิ่น จนสามารถก้าวขึ้นเป็นต้นแบบด้านการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดสงขลาได้อย่างภาคภูมิ

    ขอบคุณภาพและข้อมูลข่าว : เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/31049/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iiwx-KXt75XGejOaimMYM

  • ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงตั้งผู้บริหาร เตรียมแยกท่องเที่ยว-กีฬา-วัฒนธรรม

    ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงตั้งผู้บริหาร เตรียมแยกท่องเที่ยว-กีฬา-วัฒนธรรม

    ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงตั้งผู้บริหาร เตรียมแยกท่องเที่ยว-กีฬา-วัฒนธรรม

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ทั้งนี้ในขั้นตอนต่อไป สำนักงาน ก.พ.ร. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมาย ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป พร้อมเสนอให้ทั้งสองกระทรวงชะลอการแต่งตั้งตำแหน่งประเภทบริหารและอำนวยการระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

    สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือการโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” เพื่อบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเชิงยุทธศาสตร์ และยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Value-based Tourism)

    ขณะเดียวกันให้ปรับบทบาทและหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดิมเป็น “กระทรวงการกีฬา” เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย พัฒนากีฬาอาชีพ และผลักดันอุตสาหกรรมกีฬาให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือถึงข้อเสนอโครงการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ “1กรม 1โปร่งใสไร้เทา” โดยนำผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจทั่วประเทศ จำนวน 401 ราย มาประกอบการพิจารณา

    ผลสำรวจสะท้อนว่า ภาคเอกชนยังมองว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และกว่าครึ่งเห็นว่าสถานการณ์แย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา

    ก.พ.ร. จึงมีมติให้มี โครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” เพื่อกำหนดให้หน่วยงานระดับกรมทุกแห่งคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใส การใช้ดุลพินิจ และการทุจริต หรือมีผลกระทบสูง มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก มาดำเนินการ โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงต่อการเรียกรับผลตอบแทนตามที่ กกร. ระบุ เช่น งานออกใบอนุญาต งานตรวจสอบ งานด้านภาษี และงานจัดซื้อจัดจ้าง

    สำหรับโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” แบ่งการดำเนินการออกเป็นกลุ่มนำร่องและกลุ่มทั่วไป โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ พร้อมให้แต่ละหน่วยงานกำหนดแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมกับภารกิจ นอกจากนี้ จะใช้กลไกสร้างแรงจูงใจผ่านรางวัลเลิศรัฐประเภท “เสริมสร้างความโปร่งใส” เพื่อยกย่องหน่วยงานที่ดำเนินการได้สำเร็จและเป็นต้นแบบให้แก่หน่วยงานอื่นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SH1pm2ABZc9R1vA82PkWl

  • วิ่งการกุศลฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ปลุกท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ | TOPNEWS

    วิ่งการกุศลฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ปลุกท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ | TOPNEWS

    วันที่ 5 มิ.ย. 2569 มวลชนและนักวิ่งชาวไทย-มาเลเซียนับพันคน รวมพลังร่วมกิจกรรม “วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” เพื่อระดมทุนฟื้นฟูและพัฒนาตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนราธิวาสที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ณ ตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี อ.เมือง จ.นราธิวาส นายลุตฟี หะยีอีแต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต 1 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายอำเภอนราธิวาส นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ผู้บริหารท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักแม้มีฝนตกในช่วงค่ำ

    นายมูฮัมหมัดรอซากี เอาแวบือซา ประธานชุมชนยะกัง 1 กล่าวว่า ตลาดน้ำยะกังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและแหล่งสร้างรายได้สำคัญของชุมชนมาอย่างยาวนาน การจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปใช้ในการบูรณะและพัฒนาตลาดน้ำยะกัง ทั้งด้านภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ขณะที่นายลุตฟี หะยีอีแต กล่าวว่า รู้สึกประทับใจที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนศักยภาพของนราธิวาสในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมชูจุดเด่นของชุมชนยะกังริมคลองที่มี “ขนมโบราณพื้นเมือง” เป็นเอกลักษณ์สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ด้านนายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา จะผลักดันการพัฒนาและสนับสนุนงบประมาณสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากตลาดน้ำยะกังไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ของจังหวัด เช่น บ้านทอน น้ำตกสุคิริน และน้ำตกบาเจาะ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับการท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส สำหรับกิจกรรมภายในงานเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีการลงทะเบียนนักวิ่ง จำหน่ายเสื้อที่ระลึก จัดนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนปล่อยตัวนักวิ่งในเวลา 20.30 น. โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 6 รุ่น พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะและของที่ระลึกแก่ผู้เข้าเส้นชัย 200 คนแรก สร้างทั้งความสุข ความสามัคคี และความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนยะกังให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    กรียา เต๊ะตานี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นราธิวาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594686&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IjEuBhaOKi5zii2mmCV5D