Category: ท่องเที่ยว

  • เปิดตัวเลขอาจารย์ มฟล. 793 คน สวนทางสถาบันดัง ควบคู่จับตาบอร์ด กกอ. ไฟเขียวตั้งเฮบบรอนเอเชียที่เชียงราย

    เปิดตัวเลขอาจารย์ มฟล. 793 คน สวนทางสถาบันดัง ควบคู่จับตาบอร์ด กกอ. ไฟเขียวตั้งเฮบบรอนเอเชียที่เชียงราย

    จับตาเชียงรายสู่เมืองอุดมศึกษาชายแดน หลังแม่ฟ้าหลวงติดอันดับ 19 มหาวิทยาลัยรัฐอาจารย์มากสุด

    เชียงราย,7 มิถุนายน 2569  – มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีอาจารย์รวม 793 คน ติดอันดับ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 สะท้อนฐานกำลังคนวิชาการของเชียงรายที่ขยายบทบาทจากเมืองชายแดนสู่เมืองความรู้ ขณะเดียวกัน โครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย กำลังถูกจับตาในฐานะสถาบันอุดมศึกษานานาชาติแห่งใหม่ ที่อาจเพิ่มน้ำหนักให้เชียงรายในภูมิทัศน์การศึกษาลุ่มน้ำโขง

    เชียงรายไม่ได้มีแค่ชายแดน แต่กำลังมีน้ำหนักด้านวิชาการ

    ภาพของจังหวัดเชียงรายในสายตาคนทั่วไปมักผูกกับภูเขา ชายแดน การท่องเที่ยว วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และเส้นทางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง แต่ข้อมูลล่าสุดด้านอุดมศึกษากำลังชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเชียงรายกำลังมีฐานกำลังคนทางวิชาการที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะจากบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือ มฟล. ซึ่งติดอันดับ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุดในปี 2568

    ข้อมูลระบุว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีอาจารย์รวม 793 คน แบ่งเป็นอาจารย์ 542 คน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 190 คน รองศาสตราจารย์ 49 คน และศาสตราจารย์ 12 คน มีนักศึกษา 15,466 คน คิดเป็นสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 ต่อ 19.5 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สะท้อนความพร้อมด้านบุคลากรสายวิชาการในระดับที่มีนัยสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค

    ในภาพรวมประเทศ มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล 3,895 คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2,849 คน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2,576 คน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2,551 คน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2,198 คน โดยข้อมูลชุดเดียวกันชี้ให้เห็นว่า กลุ่มมหาวิทยาลัยที่มีคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์จำนวนมาก มักมีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาต่ำกว่า เพราะการเรียนการสอนต้องใช้บุคลากรดูแลใกล้ชิดกว่าสาขาขนาดใหญ่บางกลุ่ม

    มฟล. กับบทบาทมหาวิทยาลัยภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่ผลิตบัณฑิต

    การที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีอาจารย์เกือบ 800 คน ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบุคลากรในระบบราชการหรือข้อมูลสถิติอุดมศึกษาเท่านั้น แต่สะท้อนโครงสร้างของมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทมากขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือตอนบน ทั้งด้านการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ การแพทย์ สุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ภาษา และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ

    เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในส่วนกลาง มฟล. อาจไม่ได้มีจำนวนอาจารย์อยู่ในกลุ่มต้น ๆ ของประเทศ แต่ตำแหน่งอันดับ 19 มีความหมายในเชิงภูมิภาค เพราะเชียงรายไม่ใช่เมืองศูนย์กลางอุดมศึกษาแบบกรุงเทพฯ ปทุมธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ หรือสงขลา การมีมหาวิทยาลัยรัฐที่มีฐานอาจารย์ระดับนี้ จึงทำให้เชียงรายมีทุนมนุษย์ระดับสูงอยู่ในพื้นที่มากขึ้น และสามารถต่อยอดสู่การวิจัยเชิงพื้นที่ได้จริง

    นอกจากนี้ สัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 ต่อ 19.5 ยังอยู่ในระดับที่สะท้อนความสามารถในการดูแลผู้เรียนได้พอสมควร เมื่อเทียบกับบางมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาจำนวนมากและมีอัตราส่วนเกิน 1 ต่อ 30 เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ข้อมูลแนบระบุว่าสัดส่วนอยู่ที่ 1 ต่อ 36.3 และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่อยู่ที่ 1 ต่อ 32.4

    อาจารย์คือโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นของเมือง

    หลายครั้งเมื่อพูดถึงการพัฒนาเมือง ผู้คนมักนึกถึงถนน สนามบิน โรงพยาบาล โรงแรม หรือเขตเศรษฐกิจ แต่ในโลกเศรษฐกิจความรู้ “อาจารย์และนักวิจัย” คือโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น ซึ่งมีผลต่ออนาคตเมืองไม่น้อยกว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ เพราะอาจารย์คือผู้ผลิตกำลังคน ถ่ายทอดความรู้ ทำวิจัย และเชื่อมโยงปัญหาท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้ระดับสากล

    เชียงรายมีโจทย์เฉพาะพื้นที่จำนวนมาก ทั้งสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำกกและแม่น้ำโขง สุขภาพชายแดน ฝุ่นควัน การเกษตรพื้นที่สูง เศรษฐกิจท่องเที่ยว เมืองสร้างสรรค์ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนชายแดน หากมีมหาวิทยาลัยที่มีกำลังอาจารย์และนักวิจัยเพียงพอ เมืองก็มีโอกาสเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นโจทย์วิจัยและนโยบายสาธารณะที่ใช้ได้จริง

    ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังสะท้อนว่าการจัดเก็บข้อมูลบุคลากรสายวิชาการปีการศึกษา 2568 เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการมองภาพรวมกำลังคนอุดมศึกษาของประเทศ ไม่ใช่เพียงการจัดอันดับเพื่อเปรียบเทียบเชิงภาพลักษณ์ ดังนั้น ตัวเลขของ มฟล. จึงควรถูกอ่านในฐานะตัวชี้วัดศักยภาพเชิงพื้นที่ของเชียงรายด้วย

    โครงการเฮบบรอน เอเชีย กับอีกแรงขยับของอุดมศึกษานานาชาติ

    นอกจากบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุถึงโครงการจัดตั้ง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย หรือ Hebron Asia International Institute of Technology ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในกระบวนการขออนุมัติจัดตั้งตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โดยมีมูลนิธิเฮบบรอน เอเชีย เป็นผู้สนับสนุน

    มูลนิธิเฮบบรอน เอเชีย ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย และมีวัตถุประสงค์ด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต เกษตรยั่งยืน สังคมสงเคราะห์ สาธารณสุข เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คุณธรรม และจริยธรรม หากพันธกิจเหล่านี้ถูกแปลงสู่หลักสูตรและงานวิจัยอย่างเป็นระบบ สถาบันใหม่อาจเพิ่มทางเลือกด้านการศึกษานานาชาติให้จังหวัดเชียงรายได้

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจัดตั้งยังอยู่ในขั้นตอนเชิงนโยบาย โดยการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา ครั้งที่ 1 ปี 2569 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบในขั้นตอนแรกแบบมีเงื่อนไข และให้ผู้ขอรับใบอนุญาตปรับปรุงเอกสารสำคัญภายในกรอบเวลา 45 วัน ทั้งโครงการจัดตั้ง หลักสูตรและสาขาวิชา และร่างข้อกำหนดของสถาบันให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการ

    บทเรียนจาก AIT สู่คำถามของเชียงราย

    ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์รองรับสถาบันอุดมศึกษานานาชาติระดับสูงมาแล้ว เช่น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT ซึ่งเว็บไซต์ของ AIT ระบุว่าจุดเริ่มต้นมาจาก SEATO Graduate School of Engineering และเปิดดำเนินการในปี 1959 ก่อนพัฒนาสู่สถาบันอุดมศึกษานานาชาติที่มีบทบาทด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการจัดการในภูมิภาคเอเชีย

    กรณีของเฮบบรอน เอเชียแตกต่างจาก AIT ในหลายด้าน เพราะตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย และเชื่อมโยงกับความท้าทายของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงโดยตรง ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษานานาชาติ แรงงานข้ามแดน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ และความมั่นคงของมนุษย์ หากโครงการเดินหน้าได้จริง สถาบันแห่งนี้อาจกลายเป็นอีกจุดเชื่อมระหว่างเชียงรายกับเครือข่ายวิชาการต่างประเทศ

    แต่บทเรียนสำคัญคือ สถาบันการศึกษานานาชาติไม่ได้ต้องการเพียงอาคารหรือเครือข่ายต่างประเทศเท่านั้น สิ่งที่ต้องชัดคือสถานะทางกฎหมาย ธรรมาภิบาล คุณภาพหลักสูตร แผนการเงิน บุคลากร ระบบดูแลนักศึกษา และความเชื่อมั่นของสังคมรอบพื้นที่ เพราะสถาบันอุดมศึกษาเป็นกิจการที่ส่งผลต่ออนาคตของคน ไม่ใช่เพียงโครงการลงทุนหนึ่งแห่ง

    ความเสี่ยงที่ต้องจัดการก่อนเปิดประตูสู่สากล

    ข้อกังวลด้านการกำกับดูแลในการก่อสร้างและการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยยกกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวและผู้รับเหมาช่วงในพื้นที่ตั้งโครงการ ซึ่งยังต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังและรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปสรุปเป็นข้อเท็จจริงทางคดีในภาพรวม

    แต่ในเชิงนโยบาย ข้อกังวลดังกล่าวมีความหมาย เพราะสถาบันการศึกษานานาชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบแรงงาน ผู้รับเหมา บุคลากร และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ระยะก่อสร้างไปจนถึงระยะเปิดดำเนินการจริง หากมีช่องว่างด้านธรรมาภิบาล แม้โครงการจะมีเป้าหมายทางการศึกษาดีเพียงใด ก็อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของสาธารณะ

    ในทางกลับกัน หากผู้ขอจัดตั้งสามารถแสดงให้เห็นว่ามีระบบบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน มีมาตรการคัดกรองผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ มีโครงสร้างหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน และมีแผนบริการสังคมที่ตอบโจทย์คนเชียงรายจริง โครงการนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการขยายพื้นที่การศึกษานานาชาติสู่ภาคเหนือตอนบน

    เชียงรายเมืองสุขภาพและเมืองความรู้ต้องเดินพร้อมกัน

    ข้อมูลที่แนบมายังชี้ว่า เฮบบรอน เอเชียอาจเชื่อมกับทิศทาง “เชียงรายเมืองแห่งสุขภาพ” ผ่านหลักสูตรและงานวิจัยด้านสุขภาวะ เกษตรธรรมชาติ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อพิจารณาร่วมกับบทบาทของ มฟล. ที่มีฐานอาจารย์และงานวิจัยในพื้นที่อยู่แล้ว ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นคือเชียงรายอาจพัฒนาไปสู่เมืองที่มีทั้งมหาวิทยาลัยรัฐเข้มแข็ง สถาบันเอกชนนานาชาติ และเครือข่ายความร่วมมือข้ามพรมแดน

    แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องมีเงื่อนไขสำคัญ คือการทำให้การศึกษาไม่เป็นเกาะแยกจากชุมชน เมืองชายแดนอย่างเชียงรายมีเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก มีข้อจำกัดด้านภาษา การเข้าถึงระบบสอบ และโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมาตรฐานสูง หากสถาบันใหม่และมหาวิทยาลัยเดิมสามารถออกแบบทุนการศึกษา หลักสูตรวิชาชีพ และการเรียนรู้ที่เชื่อมชุมชนได้จริง เมืองความรู้จะไม่เป็นเพียงภาพของอาคารเรียน แต่จะกลายเป็นเครื่องมือยกระดับชีวิตคนในพื้นที่

    เชียงรายในวันที่การศึกษากำลังเป็นยุทธศาสตร์เมือง

    ตัวเลขอาจารย์ 793 คนของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และการติดอันดับ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด อาจดูเป็นข้อมูลเชิงสถิติ แต่เมื่อมองในบริบทของเชียงราย ตัวเลขนี้คือสัญญาณว่าเมืองชายแดนแห่งนี้มีฐานวิชาการที่เติบโตขึ้นและพร้อมทำหน้าที่มากกว่าเมืองท่องเที่ยวหรือเมืองผ่านแดน

    ขณะเดียวกัน โครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย ทำให้เชียงรายถูกจับตาในอีกมิติหนึ่ง คือการเป็นพื้นที่ทดลองของสถาบันอุดมศึกษานานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมเทคโนโลยี สุขภาวะ เกษตรยั่งยืน และเครือข่ายวิชาการต่างประเทศ แต่เส้นทางนี้ยังต้องผ่านการกลั่นกรองด้านกฎหมาย คุณภาพหลักสูตร การเงิน ธรรมาภิบาล และการยอมรับจากสังคมอย่างรอบคอบ

    ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยทรัพยากรไปสู่การแข่งขันด้วยความรู้ เชียงรายมีโอกาสใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเมือง หากฐานอาจารย์ งานวิจัย สถาบันใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศถูกออกแบบให้เชื่อมกับปัญหาจริงของชุมชน เมืองชายแดนแห่งนี้อาจก้าวจากประตูการค้าและการท่องเที่ยว ไปสู่ประตูความรู้ของลุ่มน้ำโขงได้อย่างมีความหมาย

    สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

    มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงอยู่ในอันดับที่ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 มีอาจารย์รวม 793 คน นักศึกษา 15,466 คน และสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 ต่อ 19.5

    มหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล 3,895 คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2,849 คน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2,576 คน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2,551 คน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2,198 คน

    ข้อมูลสถิติอุดมศึกษาด้านจำนวนบุคลากรสายวิชาการ ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 เผยแพร่ในระบบข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    โครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย อยู่ในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยข้อมูลแนบระบุว่าที่ประชุม กกอ. ครั้งที่ 1 ปี 2569 เห็นชอบขั้นตอนแรกแบบมีเงื่อนไข และให้ปรับปรุงเอกสารสำคัญภายใน 45 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mfu-ranks-19th-faculty-chiang-rai-education-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LP-8N8RCLGXxf0JfdUCGZ

  • ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

    ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

    วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

    “ปราสาทตาควาย-เนิน 350”ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลักวันที่ 2 กว่า 1,500 คน แห่สัมผัสประวัติศาสตร์ชายแดน-หนุนเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก

    7 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ยังคงคึกคักต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และพื้นที่แห่งวีรกรรมของทหารไทยตามแนวชายแดนจำนวนมาก

    ตลอดทั้งวันมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาลงทะเบียนทั้งในรูปแบบจองผ่านแอปพลิเคชันและวอล์กอินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดชมวิวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

    นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจอดรถบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนลงทะเบียนและใช้บริการรถสองแถวที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดเตรียมไว้รับ-ส่ง เพื่อควบคุมการสัญจรและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดท่องเที่ยวด้านบน

    ขณะเดียวกัน นายณัฐพัชร์ บุญมี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบักได ได้จัดโครงการส่งเสริมเกษตรกร ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “ของดีบักได” ณ โรงเรียนบ้านสันติสุข หมู่ 16 ตำบลบักได เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง

    ภายในงานมีผลไม้ขึ้นชื่อของพื้นที่ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด วางจำหน่ายจำนวนมาก โดยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รอขึ้นเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 อย่างคึกคัก ส่งผลให้ผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานหลังเปิดงาน สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวชายแดน

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายด้วยตนเอง สร้างรายได้เพิ่มและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านแหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ณ เวลา 11.00 น.ของวันนี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่แล้วมากกว่า 1,500 คน จากโควตาที่เปิดรองรับจำนวน 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันแรกของการเปิดพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา และคาดว่าตลอดทั้งวันยอดนักท่องเที่ยวจะทะลุ 2,000 คนอย่างแน่นอน

    ความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและกองทัพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติได้อย่างยั่งยืน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969200&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z3DGtpqHIdqvNbHrY3gg1

  • หนองบัวเปิดทริป ‘ปั่นพิชิตเขาหินชมพู สู่ยอดหินแดง’ ท้าทาย 27 กม. เช็กอินจุด unseen นครสวรรค์ | เดลินิวส์

    หนองบัวเปิดทริป ‘ปั่นพิชิตเขาหินชมพู สู่ยอดหินแดง’ ท้าทาย 27 กม. เช็กอินจุด unseen นครสวรรค์ | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าอุโบสถวัดหนองกลับ ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ นายอลงกรณ์ ไตรคุ้มดัน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปั่นจักรยาน ภายใต้โครงการ “การส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอำเภอหนองบัว (ปั่นพิชิตเขาหินชมพู สู่ยอดหินแดง)” โดยมีนางสาวเบญจวรรณ ฟ้กแก้ว นายอำเภอหนองบัว ได้กล่าววัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย เพื่อแวะชมแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติตลอดจนสถานที่สำคัญของอำเภอหนองบัวและเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวภายในพื้นที่อำเภอหนองบัว ซึ่งจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนของอำเภอหนองบัวให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้นตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    โดยเริ่มปั่นจากหน้าวิหารหลวงพ่อเดิม วัดหนองกลับ วัดเทพสุทธาวาส วัดหนองม่วง ลานฆ้องใหญ่ ขึ้นยอดแดง (เขาพระ)  แวะชมสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำเขาพระ 1 จุดหมายอ่างเก็บน้ำพระครูไกร 2 รวมระยะทางประมาณ 27 กม. โดย นางสาวเบญจวรรณ ฟักแก้วนายอำเภอหนองบัว ได้มอบของที่ระลึกให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และบันทึกภาพการจัดกิจกรรมตลอดเส้นทาง เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอหนองบัวผ่านช่องทางออนไลน์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5925182/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14uX39fvtO9RcOlrdoWaZO

  • วันแรก นทท.ทะลุพันคนแห่ชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ไหว้สดุดีวีรชน-ชิมทุเรียนบักได

    วันแรก นทท.ทะลุพันคนแห่ชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ไหว้สดุดีวีรชน-ชิมทุเรียนบักได

    นทท.แห่ชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 กว่า 1,024 คน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดแต่ นทท.ไม่สน ซึ่งเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเฉพาะกิจประกอบงานท่องเที่ยวงานส่งเสริมการเกษตร ของดีบักได และทุเรียนของเกษตรกรชายแดน

    เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศที่ปราสตาควายและเนิน 350 ต.บักได อ.พนมงดงรัก จ.สุรินทร์ พบว่ามีประชาชนและนักท่องเที่ยว เดินทางไปชมโบราณสถานกันอย่างคึกคัก ยอดรวมตลอดทั้งวันนี้จำนวน 1,024 คน

    หลังจาก องค์การบริหารส่วนตำบลบักได ร่วมกับอำเภอพนมดงรัก และกองกำลังสุรนารี เปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของแหล่งโบราณสถานอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ณ พื้นที่ “ปราสาทตาควาย – เนิน 350” ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2569 ซึ่งวันนี้เป็นวันแรก ที่มีการเปิดการท่องเที่ยวเฉพาะกิจปราสาทตาควาย- เนิน 350 ดังกล่าว ประกอบกิจกรรมการท่องเที่ยวงานส่งเสริมการเกษตร ของดีบักได ประจำปี 2569 (ครั้งที่ 3) เพื่อส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชุมชน ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข หมู่ที่ 16 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

    โดยภายในงานพบกับนิทรรศการด้านการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดแสดงผลผลิตทางการเกษตรและของดีตำบลบักไดต่างๆ โดยเฉพาะทุเรียน ที่มีการปลูกและเริ่มให้ผลผลิตมากขึ้นมาจำหน่าย การประกวดนิทรรศการของดีตำบลบักได เลือกซื้อสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าแปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรในพื้นที่ ชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย การแสดงมหรสพและการแสดงดนตรี ร่วมอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตร สินค้าชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ทั้งนี้ การเปิดการท่องเที่ยวเฉพาะกิจปราสาทตาควาย- เนิน 350 มีการจำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน วันละ 1000 คน ซึ่งได้มีการเริ่มให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว เริ่มยืนยันการลงทะเบียนเข้าชมกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการนักท่องเที่ยวโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรักฯตั้งแต่เวลา 06.00 – 11.30 น. เท่านั้น และต้องพกบัตรประชาชนเพื่อยืนยันการลงทะเบียนด้วย นอกจากนี้ยังเปิดให้มีการลงทะเบียนทางแอปพลิเคชัน ที่ https://visit.srru.ac.th/ หรือ สามารถ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website อบต.บักได https://bakdai.go.th/special-tourism-activities/ องค์การบริหารส่วนตำบลบักได โทร 044-508233

    การเข้าชมพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลและอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยโดยกองกำลังสุรนารี เพื่อให้การเข้าชมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าชมทุกคน

    อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เที่ยวชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ในครั้ง ทาง อบต.บักได และ อ.พนมดงรัก ได้มีการจัดคิวรถโดยสารสองแถว จำนวน 20 คัน ไว้บริการรับส่งประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่จะต้องลงทะเบียนและขึ้นรถที่โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนจะขึ้นรถสองแถวไปเข้าไปยังปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งรถยนต์ส่วนตัวจะต้องจอดไว้ที่โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข เพื่อเป็นการจัดระเบียบ ไม่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแออัดมากเกินไป และเพื่อไม่ให้เกิดการจราจรที่ติดขัดยาวเหยียดหลายกิโลเมตรเหมือนช่วงที่มีการเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนและนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าบริการคนละ 100 บาท รายได้จะนำไปบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งค่าอาหารน้ำดื่มของบุคลากรและเจ้าหน้าที่ ที่ให้บริการดูแลนักท่องเที่ยว รวมทั้งค่ารถโดยสารไปกลับอีกคนละ 40 บาท อีกด้วย

    โดยประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่เข้าไปเที่ยวชม จะมีไกด์นำเที่ยว ซึ่งเป็นบุคลากรในชุมชน แบ่งหน้าที่กันเดินพา นักท่องเที่ยวเข้าชม และแนะนำจุดท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งจุดที่ห้ามถ่ายภาพและสามารถถ่ายได้ รวมถึงคอยกำชับไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินออกนอกเส้นทาง ซึ่งประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจุดชมวิวบนหน้าผาเนิน 350 ที่สามารถมองเห็นผืนแผ่นดินประเทศกัมพูชาที่อยู่พื้นที่ต่ำด้านล่างได้อย่างชัดเจนและสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ นทท.ต่างยกมือไหว้ บางคนถึงกับก้มกราบ จุดที่จ่าเริงและพลทหารวุ้นสละชีพบนเนิน 35 พร้อมกับนำดอกไม้ไปวาง เพื่อสดุดีวีรกรรมทหารกล้าดังกล่าว ที่ทำให้คนไทยประทับใจไม่รู้ลืมจนถึงทุกวันนี้

    นายอัมพร โกศล นักท่องเที่ยว อยู่บ้านเลขที่ 024 ม.2 ต.สวนกล้วย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนค้าขายอยู่ที่ จ.อยุธยา กลับมาบ้านเกิดที่ศรีสะเกษ เลยแวะมาเที่ยวเป็นครั้งแรก สถานการณ์ที่ตึงเครียดชายแดน ก็ไม่น่ากลัว ในพื้นที่เรียบร้อยดีและสงบดี เชิญชวนพี่น้องคนไทยมาเที่ยวเยี่ยมชน ที่นี่สวยงามดี มีโอกาสจะมาเที่ยวอีก อยากให้เปิดเที่ยวบ่อยๆ และอยากให้เหตุการณ์สงบปลอดภัยกับนักท่องเที่ยว เพราะที่นี่คือแผ่นดินไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปราสาทตาควายและเนิน 350 จะมีการเปิดให้เข้าไปเที่ยวชมอีกครั้งในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 13 และ 14 มิ.ย.69 นี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเฉพาะกิจ ประกอบกิจกรรม พนมดงรัก โมโต้ครอส ครั้งที่ 1 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและแหล่งประวัติศาสตร์ วิสาหกิจชุมชน ในวันที่ 14 มิ.ย.69 นี้ อีกด้วย

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/144093/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2581-%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599-350-%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aTd5Ymj_4A-8gVnMu4jFj

  • วันแรก นทท.ทะลุพันคนแห่ชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ไหว้สดุดีวีรชน-ชิมทุเรียนบักได

    วันแรก นทท.ทะลุพันคนแห่ชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ไหว้สดุดีวีรชน-ชิมทุเรียนบักได

    นทท.แห่ชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 กว่า 1,024 คน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดแต่ นทท.ไม่สน ซึ่งเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเฉพาะกิจประกอบงานท่องเที่ยวงานส่งเสริมการเกษตร ของดีบักได และทุเรียนของเกษตรกรชายแดน

    เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศที่ปราสตาควายและเนิน 350 ต.บักได อ.พนมงดงรัก จ.สุรินทร์ พบว่ามีประชาชนและนักท่องเที่ยว เดินทางไปชมโบราณสถานกันอย่างคึกคัก ยอดรวมตลอดทั้งวันนี้จำนวน 1,024 คน

    หลังจาก องค์การบริหารส่วนตำบลบักได ร่วมกับอำเภอพนมดงรัก และกองกำลังสุรนารี เปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของแหล่งโบราณสถานอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ณ พื้นที่ “ปราสาทตาควาย – เนิน 350” ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2569 ซึ่งวันนี้เป็นวันแรก ที่มีการเปิดการท่องเที่ยวเฉพาะกิจปราสาทตาควาย- เนิน 350 ดังกล่าว ประกอบกิจกรรมการท่องเที่ยวงานส่งเสริมการเกษตร ของดีบักได ประจำปี 2569 (ครั้งที่ 3) เพื่อส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชุมชน ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข หมู่ที่ 16 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

    โดยภายในงานพบกับนิทรรศการด้านการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดแสดงผลผลิตทางการเกษตรและของดีตำบลบักไดต่างๆ โดยเฉพาะทุเรียน ที่มีการปลูกและเริ่มให้ผลผลิตมากขึ้นมาจำหน่าย การประกวดนิทรรศการของดีตำบลบักได เลือกซื้อสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าแปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรในพื้นที่ ชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย การแสดงมหรสพและการแสดงดนตรี ร่วมอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตร สินค้าชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ทั้งนี้ การเปิดการท่องเที่ยวเฉพาะกิจปราสาทตาควาย- เนิน 350 มีการจำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน วันละ 1000 คน ซึ่งได้มีการเริ่มให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว เริ่มยืนยันการลงทะเบียนเข้าชมกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการนักท่องเที่ยวโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรักฯตั้งแต่เวลา 06.00 – 11.30 น. เท่านั้น และต้องพกบัตรประชาชนเพื่อยืนยันการลงทะเบียนด้วย นอกจากนี้ยังเปิดให้มีการลงทะเบียนทางแอปพลิเคชัน ที่ https://visit.srru.ac.th/ หรือ สามารถ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website อบต.บักได https://bakdai.go.th/special-tourism-activities/ องค์การบริหารส่วนตำบลบักได โทร 044-508233

    การเข้าชมพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลและอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยโดยกองกำลังสุรนารี เพื่อให้การเข้าชมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าชมทุกคน

    อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เที่ยวชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ในครั้ง ทาง อบต.บักได และ อ.พนมดงรัก ได้มีการจัดคิวรถโดยสารสองแถว จำนวน 20 คัน ไว้บริการรับส่งประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่จะต้องลงทะเบียนและขึ้นรถที่โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนจะขึ้นรถสองแถวไปเข้าไปยังปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งรถยนต์ส่วนตัวจะต้องจอดไว้ที่โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข เพื่อเป็นการจัดระเบียบ ไม่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแออัดมากเกินไป และเพื่อไม่ให้เกิดการจราจรที่ติดขัดยาวเหยียดหลายกิโลเมตรเหมือนช่วงที่มีการเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนและนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าบริการคนละ 100 บาท รายได้จะนำไปบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งค่าอาหารน้ำดื่มของบุคลากรและเจ้าหน้าที่ ที่ให้บริการดูแลนักท่องเที่ยว รวมทั้งค่ารถโดยสารไปกลับอีกคนละ 40 บาท อีกด้วย

    โดยประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่เข้าไปเที่ยวชม จะมีไกด์นำเที่ยว ซึ่งเป็นบุคลากรในชุมชน แบ่งหน้าที่กันเดินพา นักท่องเที่ยวเข้าชม และแนะนำจุดท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งจุดที่ห้ามถ่ายภาพและสามารถถ่ายได้ รวมถึงคอยกำชับไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินออกนอกเส้นทาง ซึ่งประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจุดชมวิวบนหน้าผาเนิน 350 ที่สามารถมองเห็นผืนแผ่นดินประเทศกัมพูชาที่อยู่พื้นที่ต่ำด้านล่างได้อย่างชัดเจนและสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ นทท.ต่างยกมือไหว้ บางคนถึงกับก้มกราบ จุดที่จ่าเริงและพลทหารวุ้นสละชีพบนเนิน 35 พร้อมกับนำดอกไม้ไปวาง เพื่อสดุดีวีรกรรมทหารกล้าดังกล่าว ที่ทำให้คนไทยประทับใจไม่รู้ลืมจนถึงทุกวันนี้

    นายอัมพร โกศล นักท่องเที่ยว อยู่บ้านเลขที่ 024 ม.2 ต.สวนกล้วย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนค้าขายอยู่ที่ จ.อยุธยา กลับมาบ้านเกิดที่ศรีสะเกษ เลยแวะมาเที่ยวเป็นครั้งแรก สถานการณ์ที่ตึงเครียดชายแดน ก็ไม่น่ากลัว ในพื้นที่เรียบร้อยดีและสงบดี เชิญชวนพี่น้องคนไทยมาเที่ยวเยี่ยมชน ที่นี่สวยงามดี มีโอกาสจะมาเที่ยวอีก อยากให้เปิดเที่ยวบ่อยๆ และอยากให้เหตุการณ์สงบปลอดภัยกับนักท่องเที่ยว เพราะที่นี่คือแผ่นดินไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปราสาทตาควายและเนิน 350 จะมีการเปิดให้เข้าไปเที่ยวชมอีกครั้งในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 13 และ 14 มิ.ย.69 นี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเฉพาะกิจ ประกอบกิจกรรม พนมดงรัก โมโต้ครอส ครั้งที่ 1 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและแหล่งประวัติศาสตร์ วิสาหกิจชุมชน ในวันที่ 14 มิ.ย.69 นี้ อีกด้วย

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/144093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Nm1Hh2kKfe26XifitWEu

  • ไม่พบเนื้อหา – สยามรัฐ

    ไม่พบเนื้อหา – สยามรัฐ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/152415&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z87ZC9-iCwjiRsqhS3R8f

  • กรมการท่องเที่ยว ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก | เดลินิวส์

    กรมการท่องเที่ยว ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก | เดลินิวส์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว จัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่ห้องกมลทิพย์ ชั้น ๒ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย มาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ประเภทโรงแรม โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดีและมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย แก่ ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยจากกรมการท่องเที่ยว ทั้งประเภทที่พักเพื่อการท่องเที่ยว บริการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวอาเซียน มาตรฐานระหว่างประเทศ และ มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 694 ราย

    ​กรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการจัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ ผู้ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการพัฒนาคุณภาพบริการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยใช้ Soft Power และการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน เป็นเลิศทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล

    พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ คุณค่า และมูลค่า ให้เครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า” เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและสาธารณชนทั่วไป ตลอดจนกระตุ้นและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเพิ่มขึ้น

    ​ทั้งนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการบริหารจัดการและการให้บริการที่ดีมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มและสร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ มีทั้งสิ้น 56 มาตรฐาน อายุการรับรองมาตรฐาน 3 ปี ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยว ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานได้รับประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการและการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ สร้างรายได้และเกิดความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการสถานประกอบการท่องเที่ยว ชุมชน โฮมสเตย์ และมัคคุเทศก์ที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ด้วยความมั่นใจ คุ้มค่า โดยสามารถค้นหาสถานที่และสถานประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ผ่านทางเว็ปไซต์ tts.dot.go.th และเฟซบุ๊ก Thailand Tourism Standard สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3232 และอีเมล [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5922951/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DJSDSEiftzBD0FuR8z40y

  • จัดตามรอยผู้กล้า ทภ.2เปิดทางท่องเที่ยว เยือนปราสาทตาควาย

    จัดตามรอยผู้กล้า ทภ.2เปิดทางท่องเที่ยว เยือนปราสาทตาควาย

    วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    จัดตามรอยผู้กล้า
    ทภ.2เปิดทางท่องเที่ยว
    เยือนปราสาทตาควาย

    “ทภ.2-จ.สุรินทร์” เปิดท่องเที่ยว “ปราสาทตาควาย–เนิน 350” ชมรูปปั้น 3 ทหารกล้า “จ่าเริง-พลทหารวุ้น-จ่าอโนทัย” ด้าน กัมพูชา กร้าว ทำหนังสือประท้วงให้หยุดกิจกรรมทันที

    วันที่ 6 มิ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บักได ได้เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ภายใต้กิจกรรมทดลองเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ปราสาทตาควาย และเนิน 350” ที่ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยเปิดให้เที่ยวชมในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 6-7 และ 13-14 มิถุนายน 2569 นี้

    กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชมธรรมชาติที่สวยงาม และรำลึกถึงวีรกรรมของทหารกล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดยนักท่องเที่ยวจะได้เดินผ่านจุดเรียนรู้สำคัญทั้งหมด 7 จุด เช่น อนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย, องค์พระพุทธเมตตา, ปราสาทตาควาย และเนิน 350

    รำลึก 3 ทหารกล้า

    รวมถึงไฮไลต์สำคัญคือการไปชมรูปปั้นของ 3 ทหารกล้า ได้แก่ “จ่าเริง” จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ “พลทหารวุ้น” พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา จากกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ที่เสียชีวิตในปฏิบัติการบุกยึดพื้นที่เนิน 350 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 “จ่าอโนทัย” จ่าสิบเอก อโณทัย ป้องแก้ว หัวหน้าชุดโจมตี กองร้อยปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568

    เส้นทางท่องเที่ยวนี้เป็นทางเดินศึกษาประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ระยะทางประมาณ 2.9 กิโลเมตร บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น เหมาะกับการมาพักผ่อนและเรียนรู้เรื่องราวชายแดนไปพร้อมๆ กัน

    สำหรับการเดินทาง จะมีรถรับส่งจากจุดต้อนรับไปยังจุดคัดกรองบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุขโดยมีพี่ๆ ทหารและเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง พร้อมมีน้ำดื่มและยาสามัญประจำบ้านเตรียมไว้บริการตามจุดพักอย่างครบครัน

    การเปิดเส้นทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ จึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเที่ยวชม รำลึกถึงความเสียสละของวีรบุรุษ และช่วยกันดูแลผืนแผ่นดินไทยไปด้วยกัน

    เขมรงอแงประท้วงไทยทันที

    มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงวัฒนธรรมของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนคัดค้านการดำเนินการของฝั่งไทยบริเวณปราสาทตาควาย โดยเรียกร้องให้ทางการไทยระงับแผนเปิดการท่องเที่ยว และให้หยุดทุกกิจกรรมในพื้นที่ดังกล่าวทันที

    รวบ17เขมรหนีความอดอยาก

    ที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 6 มิ.ย.2569กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจโคกสูงและชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.ต.อัศวิน เสาทอง เสธ.ชค.ทพ.12 พร้อมกำลังพล ร้อย.ทพ.1205 และชุดปฏิบัติการข่าว ร่วมกันลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่รับผิดชอบ

    กระทั่งได้ตรวจพบและจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาลักลอบหนีเข้าเมืองจำนวน 17 คน เป็นชาย 7, หญิง 8, เด็กชาย 1, เด็กหญิง 1 ขณะกำลังเดินเท้าลักลอบข้ามตะเข็บชายแดนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยตามช่องทางธรรมชาติ ระหว่างรอยต่อ จุดตรวจ ส.44 ถึง จุดตรวจ อ.01 บริเวณบ้านศิลารัตน์พัฒนาต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
    ตรวจสอบแล้วไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตข้ามแดน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดพร้อมสัมภาระมาซักถามที่กองร้อยทหารพรานที่ 1205

    จากการซักถามเบื้องต้น ชาวกัมพูชาทั้ง 17 คน ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องและอาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกันที่บ้านควน ต.รุนลา อ.บานอนจ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา ทั้งหมด รับสารภาพว่า อยู่ที่บ้านเกิดไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ และเกิดความอดอยาก อย่างหนัก จึงชักชวนกันยกครอบครัวเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อลักลอบ ข้ามแดน โดยเสียค่านำพาให้กับนายหน้าชาวกัมพูชาเป็นเงินคนละ 8,000 บาท หวังลักลอบเข้าไทยเพื่อจะไปทำงานก่อสร้างที่ จ.ชลบุรี ตามที่เพื่อนชักชวนไว้ แต่สุดท้ายเดินข้ามแดนมาได้ไม่ทันไรก็ถูกทหารไทยจับกุมได้เสียก่อน

    เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 17 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ทิ้งร้านในปอยเปตลอบข้ามแดน

    ต่อมาเวลา 06.30 น.วันเดียวกัน กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.ท.เตชทัต เฉลิมจิตต์ ผบ.ร้อย.ทพ.1202 นำกำลังพลออกลาดตระเวนป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย บริเวณระหว่างจุดตรวจ อ.09 ถึง จุดตรวจ อ.10 บ้านดงงู ม.5 ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบและจับกุมชาวไทย 2 คน ชาย 1, หญิง 1ขณะกำลังเดินเท้าลักลอบข้ามแดนจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย บริเวณป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านดงงู ตรวจสอบไม่พบหนังสือเดินทางหรือเอกสารการข้ามแดน จึงควบคุมตัวมาซักถามที่กองร้อยทหารพรานที่ 1202

    จากการซักถาม ทราบชื่อฝ่ายชายคือ นายเลิศมงคล ชูสินโภคทรัพย์ อายุ 44 ปี (ชาว จ.บุรีรัมย์) และฝ่ายหญิงคือ น.ส.เสาวนิตย์ สิทธิศักดิ์ อายุ 49 ปี (ชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์)ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน และให้การว่าได้เดินทางไปทำธุรกิจเปิดร้านหมูกระทะในกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา มาตั้งแต่ปี2563 ซึ่งแต่ก่อนค้าขายดีมาก

    จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา และมีการปิดด่านพรมแดน ทำให้เริ่มขายของไม่ได้ ประกอบกับระยะหลังทางการกัมพูชาล้างบางกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในปอยเปตอย่างหนักยิ่งทำให้ลูกค้าหายไปหมด เศรษฐกิจในเมืองปอยเปตซบเซาอย่างรุนแรง ร้านค้าปิดตัวไปมากกว่า 80% บางวันขายแทบไม่ได้เลย แถมยังกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจยอมทิ้งร้านหมูกระทะ ชวนกันลักลอบเดินเท้าข้ามแดนกลับไทยเพื่อหวังมาตั้งตัวใหม่ที่บ้านเกิด แต่ก็มาถูกทหารพรานจับกุมได้เสียก่อน

    เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชาวไทยทั้ง 2 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/969145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kxQtuPYP9tptT8NC1IhOt

  • “เบียร์ ปรเมศวร์” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ชู 33 นโยบาย ดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    “เบียร์ ปรเมศวร์” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ชู 33 นโยบาย ดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    พัทยา – กลุ่ม “เรารักพัทยา” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ริมชายหาดพัทยากลาง นำโดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หรือ “เบียร์” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 พร้อมเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ครบทั้ง 4 เขต รวม 24 คน ท่ามกลางประชาชนและผู้สนับสนุนที่เดินทางมาร่วมรับฟังนโยบายอย่างคึกคัก

    นายปรเมศวร์ประกาศเดินหน้าพัฒนาเมืองภายใต้วิสัยทัศน์ “Better Pattaya” พร้อมชูสโลแกน “ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ” โดยย้ำว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนคำพูดให้เป็นผลงาน และพร้อมขอโอกาสจากชาวพัทยาอีกครั้งเพื่อสานต่อการพัฒนาเมืองร่วมกับทีม “เรารักพัทยา”

    สำหรับนโยบายหลักในช่วง 4 ปีข้างหน้า จะขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ 33 นโยบาย ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเมือง อาทิ การผลักดันพัทยาเป็นเมืองแห่งเทศกาล (Festival City) เมืองประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ (MICE City) ศูนย์กลาง Digital Nomad Hub การพัฒนา Green Tourism การยกระดับเมืองสู่ Wellness Destination รวมถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะผ่านระบบ Open Data และเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

    บรรยากาศภายในงานยังได้รับกำลังใจจากบุคคลสำคัญทางการเมืองและประชาชนจำนวนมาก สะท้อนความคึกคักของการเลือกตั้งท้องถิ่นเมืองพัทยาที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1595033&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IqaXzsjh60DQW-cATCitP

  • รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เร่งรัดการติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS/DME เพื่อช่วยให้อากาศยาน 1 เครื่อง สามารถขึ้นและลงจอดได้อย่างแม่นยำในช่วงทัศนวิสัยต่ำ พร้อมประสานกองทัพบกขอใช้พื้นที่ค่ายสีหราชเดโชชัยในการติดตั้ง

    นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมความพร้อมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ เพิ่มเที่ยวบินตรง และร่วมมือกับภาคเอกชนในโครงการ “Fly and Drive” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคพื้นดิน

    ปัจจุบันท่าอากาศยานขอนแก่นสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 5,000,000 คนต่อปี โดยกำลังดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารให้สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางบินภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภัทรพงศ์ เดินทางไปที่ท่าอากาศยานขอนแก่น เมื่อวันที่ 5มิ.ย.2569 เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) และเยี่ยมชมพื้นที่ติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) ภายในพื้นที่สนามกอล์ฟสีหราชเดโชไชย ที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งระบบ

    นายภัทรพงศ์ กำชับให้กรมท่าอากาศยานและบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้า เป็นไปตามมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/743476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16uH1lJGRB0qWJzrdDMidC