Category: ท่องเที่ยว

  • นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว มร.ชม. ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม

    นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว มร.ชม. ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม

    นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว มร.ชม. ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ณ ประเทศสิงคโปร์ พัฒนาศักยภาพสู่ระดับนานาชาติ

    นางสาวรุ่งทิวา แซ่เฉิง นักศึกษาสาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนด้านภาษาและวัฒนธรรม พร้อมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 22 เมษายน – 21 พฤษภาคม 2569 เพื่อพัฒนาทักษะด้านภาษา การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในบริบทนานาชาติผ่านการปฏิบัติจริง

    ตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการ นางสาวรุ่งทิวา ได้ร่วมกิจกรรมทางวิชาการและกิจกรรมพัฒนาสังคมร่วมกับนักศึกษาและบุคลากรของสถาบันการศึกษาในประเทศสิงคโปร์ โดยได้ร่วมจัดกิจกรรม “Thai Language & Culture Workshop” ถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรมไทยให้แก่นักศึกษา Temasek Polytechnic ผ่านการสอนคำศัพท์และมารยาทพื้นฐานแบบไทย พร้อมกิจกรรม Food Tasting เมนู “บัวลอยชาไทย” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและพัฒนาชุมชน อาทิ กิจกรรมเก็บขยะชายหาด ณ Pasir Ris Park รวมถึงกิจกรรมอบรมผู้สูงอายุเกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟนและการตัดต่อวิดีโอ TikTok ร่วมกับหน่วยงาน SG Digital (IMDA) ซึ่งช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ด้านการทำงานร่วมกับสังคมนานาชาติ และการประยุกต์ใช้ทักษะด้านการสื่อสารในสถานการณ์จริง

    การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาได้เปิดโลกทัศน์ เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย และพัฒนาศักยภาพให้พร้อมก้าวสู่การทำงานในระดับสากล

    สาขาวิชาการท่องเที่ยว ยังคงมุ่งมั่นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษารุ่นใหม่กล้าพัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่สายอาชีพด้านการท่องเที่ยวในอนาคต พร้อมยกระดับชื่อเสียงของสาขาวิชาให้เป็นที่ยอมรับและน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในสายการท่องเที่ยวต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3940837/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D4RUSqQLYL9N_wmVY2_X4

  • เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

    เปิดลิสต์ 5 จังหวัดแชมป์ท่องเที่ยวไทยปี 69 คนทะลัก 12 สิบล้านคน แต่ทำไมรายได้รวมแอบสะดุด?

    ในยุคที่การท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังแข่งขันกันสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดเม็ดเงินและนักเดินทางอย่างดุเดือด “ประเทศไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งวัฒนธรรม อาหารการกิน และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย ล่าสุด กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา (Economics Tourism and Sports Division) ได้เปิดเผยตัวเลขสถิติที่น่าสนใจสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของบ้านเราในช่วงต้นปีออกมาแล้ว

    ภาพรวม สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2569 (ข้อมูลเบื้องต้น) แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการเติบโตในแง่ของจำนวนเม็ดเงินและผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามา โดยประเทศไทยสามารถโกยรายได้รวมเข้าประเทศเข้าใกล้หลักล้านล้านบาทเข้าไปทุกที

    เปิดสถิตินักท่องเที่ยวหลั่งไหล 12.47 สิบล้านคนขยายตัวต่อเนื่อง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินชมวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานคร ปี 2569

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ตลอด 4 เดือนแรกของปี 2569 ข้อมูลระบุว่ามี ผู้เยี่ยมเยือน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 12.47 สิบล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นการเติบโตและขยายตัวขึ้นร้อยละ 1.08 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงมีแรงดึงดูดที่ดีอย่างต่อเนื่อง เเละเมื่อเจาะลึกดูเป็นรายพื้นที่ พบว่าจังหวัดยอดฮิตที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนแวะเวียนไปเยือนมากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศ ยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวดังนี้ : 

    5 จังหวัดที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด

    • กรุงเทพมหานคร : ศูนย์กลางความเจริญ แหล่งช้อปปิ้ง และวัฒนธรรมที่ไม่มีวันหลับใหล

     ชลบุรี : เมืองชายทะเลใกล้กรุงที่มีสีสันตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและความบันเทิง

     กาญจนบุรี : แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่กำลังมาแรง

     ภูเก็ต : ไข่มุกแห่งอันดามัน สวรรค์ของคนรักทะเลระดับโลก

     เชียงใหม่ : เมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนาและธรรมชาติบนยอดดอยสูง

    เจาะลึกเม็ดเงิน รายได้ท่องเที่ยวสะพัด 9.90 แสนล้านบาท

    แม้ว่าจำนวนคนจะเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของเม็ดเงินจับจ่ายใช้สอยกลับมีจังหวะที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย โดย รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน รวมทั้งหมดทำไปได้ที่ 9.90 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้หดตัวลงร้อยละ 0.10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการและภาครัฐต้องร่วมมือกันกระตุ้นยอดใช้จ่ายต่อหัวให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมืองท่องเที่ยวหลักก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเหนียวแน่น

    อันดับจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุด

    1. กรุงเทพมหานคร

    2. ภูเก็ต

    3. ชลบุรี

    4. สุราษฎร์ธานี

    5. เชียงใหม่

    สังเกตได้ว่า สุราษฎร์ธานี เบียดขึ้นมาติดอันดับ Top 5 ในแง่ของรายได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวระดับลักชัวรีและเกาะยอดนิยมอย่าง เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ที่สามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงได้เป็นอย่างดี

    สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็มได้โดยตรงที่เว็บไซต์ของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา www.mots.go.th

    สถิติตัวเลขจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 4 เดือนแรกปี 2569

    สถิติตัวเลขรายได้ผู้เยี่ยมเยือน มกราคม-เมษายน ปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/967107&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T4GOZtnvIv4aHkOPiCTIB

  • ‘รทสช.’ ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไป ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’

    ‘รทสช.’ ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออกน้ำมันเครื่องบินไป ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’

    ‘รทสช.’ค้าน ‘รัฐบาล’ ส่งออก ‘น้ำมันเครื่องบิน’ ไปเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ข้องใจขายให้ประเทศคู่แข่งการท่องเที่ยว แนะขายให้ ‘สายการบิน’ ลดราคาตั๋วในประเทศ กระตุ้นท่องเที่ยวไทยดีกว่า

    27 พ.ค.2569 – ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำสมาชิกพรรคฯแถลงคัดค้านกรณีสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)มีมติส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท Jet A-1 หรือน้ำมันเครื่องบิน ไปยังประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ จากข้อเสนอของกระทรวงพลังงานว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศ ดังนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ ขอให้รัฐบาลยุติ การส่งออกน้ำมันเครื่องบินทันที เพราะขณะนี้สงครามในตะวันกลาง และช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้น้ำมันภายในประเทศ และขณะนี้โรงกลั่นหลายโรงฯ ได้มีการปรับสูตรการกลั่นน้ำมันแล้ว ซึ่งไม่ใช่ว่า จะต้องกลั่นออกมาเป็นน้ำมันประเภท Jet A-1 จนล้นคลัง ดังนั้นขอยืนยันว่า ข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่ชี้แจงต่อ สมช. เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และไม่จริงคือ ที่บอกว่า คลังน้ำมันล้น ขอให้ไปดูบริษัทรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทรัฐวิสาหกิจ ที่มีคลังน้ำมันอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง โดยปัจจุบันคลังน้ำมันยังเก็บได้อีกเกือบครึ่ง ดังนั้นน้ำมันประเภท Jet A-1 ยังไม่ได้ล้นคลังจริง

    นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ช้าราชการฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงานพูดไม่หมด เพราะปัจจุบันน้ำมัน สามารถกลั่นออกมาได้หลายประเภท และได้มีการปรับสูตรไปแล้วหลายโรงกลั่น ซึ่งเวลาปรับสูตรจะมีต้นทุน โดยเวลาปรับสูตรจะมีการปรับลดน้ำมันเครื่องบินลงมาเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งแปลว่า โรงกลั่นมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น และในส่วนที่กลายเป็นน้ำมันดีเซล เพราะส่งออกน้ำมันเครื่องบินไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงาน ไม่ได้รายงานต่อ สมช. ทำให้สิ่งที่ตามมาคือ การอนุมัติให้ส่งออกน้ำมันเครื่องบิน เพราะต้องการให้โรงกลั่นขายน้ำมันแพงได้ในตลาดโลก ทั้งที่ความจริงแล้ว ควรจะเก็บน้ำมันชุดนี้ไว้ใช้ภายในประเทศ

    นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่าต้องยกเลิกการส่งออกน้ำมันประเภท Jet A-1 และเก็บไว้ใช้ภายในประเทศ และไปเจรจากับบริษัทสายการบิน ให้ลดค่าตั๋วเครื่องบินลง ซึ่งตนได้ประสานงานไปยังบริษัทสายการบินบางสายการบินแล้ว โดยบริษัทเหล่านั้นยินดีที่จะลดราคา ถ้ารัฐบาลลดราคาน้ำมันเครื่องบิน Jet A-1 และราคาน้ำมันเครื่องบินดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นต้องไปอ้างอิงจากราคาน้ำมันประเทศสิงคโปร์อีกต่อไป และขอให้ประเทศไทยเป็นผู้กำหนดราคาเอง และทุบราคาหน้าโรงกลั่นของราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา ก็จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงได้ และให้เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน เพราะขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และภาคใต้ เงียบมาก ไม่มีเที่ยวบิน เนื่องจากตั๋วมีราคาแพง ซึ่งตรงนี้จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลแก้ไข เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะรัฐบาลกำลังดำเนิน โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อลดค่าใช้จ่าย ที่ประชาชนต้องการท่องเที่ยว แต่ไม่มีเที่ยวบิน

    นายอรรถวิชช์ กล่าวด้วยว่า ขอให้มีการยกเลิกการขายน้ำมันเครื่องบินให้กับประเทศเวียดนาม และประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศเวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่มีความสำคัญกับประเทศไทย ด้านการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกำลังทำจุดอ่อนของประเทศเวียดนาม ให้แข็งขึ้น ซึ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมข้าราชการฝ่ายประจำกระทรวงพลังงานถึงทำเช่นนี้ ต้องการให้เวียดนามมาเป็นคู่แข่งกับไทยหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดมาก

    “ผมเข้าใจรัฐบาล แม้รวมไทยสร้างชาติ จะไม่ได้อยู่ใน ครม. แต่เราร่วมยกมือสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เราถึงอยากเห็นรัฐบาลนี้ ทำงานได้อย่างราบรื่น และแม่นยำ ดังนั้นขอให้ฝ่ายประจำของกระทรวงพลังงาน รีบเสนอข้อมูลให้ถูกต้อง และครบถ้วนเดี๋ยวนี้ เพราะการส่งออกให้เวียดนาม จะทำให้โรงกลั่นมีกำไรอื้อซ่า เนื่องจากโรงกลั่นลดต้นทุนการปรับแต่งน้ำมัน และเพิ่มกำไรขึ้น โดยขายน้ำมันเครื่องบินให้กับต่างประเทศ ในราคาแพง“ นายอรรถวิชช์ กล่าว

    นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ตนได้คุยโทรศัพท์กับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น โดยได้บอกว่า ให้ระวังเรื่องน้ำมันเครื่องบิน และได้เสนอว่า ให้ไปลดราคาน้ำมันเครื่องลงมาดีกว่า เพราะเห็นว่า นายเอกนัฏ กล้าที่จะทุบราคาหน้าโรงกลั่น จึงได้บอกว่า ทำไมถึงไม่ทุบราคาน้ำมันเครื่องบินลงมา แล้วนำไปให้สายการบินภายในประเทศ แต่ตนคิดไม่ถึงว่า ตอนที่ฝ่ายประจำนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม สมช. กลับนำเสนอให้สามารถส่งออกได้ จนทำให้โรงกลั่น ได้กำไรหลายเด้ง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไทย แต่เชื่อว่า นายเอกนัฏ ได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ข้าราชการกระทรวงพลังงาน สวมหมวก 2 ใบ ซึ่งใบหนึ่งคือ ฝ่ายกำกับตรวจสอบโดยระบบข้าราชการ และอีกใบคือ นั่งเป็นบอร์ดโรงกลั่น ที่ต้องตอบโจทย์ความขาดแคลนน้ำมันในขณะนี้ ไม่ใช่กำไรโรงกลั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1003504/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lrBB611oWdfsFesMRlTg_

  • หัวหินปลูกเฟื่องฟ้า 1 หมื่นต้น พลิกโฉมถนนสาย 112 สู่แลนด์มาร์กไม้ดอกเมืองท่องเที่ยว

    หัวหินปลูกเฟื่องฟ้า 1 หมื่นต้น พลิกโฉมถนนสาย 112 สู่แลนด์มาร์กไม้ดอกเมืองท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150251&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oHVgHjTtEAsoh1eIEMjjf

  • ภูเก็ตจับตามาตรการรัฐลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ผู้ประกอบการหวั่นผลกระทบบรรยากาศท่องเที่ยว

    ภูเก็ตจับตามาตรการรัฐลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ผู้ประกอบการหวั่นผลกระทบบรรยากาศท่องเที่ยว

    ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตกำลังจับตาท่าทีของรัฐบาล หลังมีแนวคิดปรับลดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้มาตรการฟรีวีซ่า จากเดิม 60 วัน เหลือ 45 วัน หรือ 30 วัน เพื่อแก้ปัญหาชาวต่างชาติแอบแฝงทำงานผิดกฎหมาย และลดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เริ่มส่งผลต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภาคเอกชนยังมีความกังวลต่อกระแสข่าวเรื่อง “ยกเลิกฟรีวีซ่า” เนื่องจากหากในอนาคตนักท่องเที่ยวต้องเข้าสู่กระบวนการขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าไทย อาจกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันนิยมวางแผนเดินทางระยะสั้น และให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเดินทางเป็นหลัก

    “อย่างไรก็ตาม มองว่าการให้พำนักฟรีวีซ่านานถึง 60 วัน อาจยาวเกินความจำเป็น และเปิดช่องให้บางกลุ่มใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาแอบแฝงทำงานหรือพำนักระยะยาวผิดวัตถุประสงค์ จึงเห็นว่าการปรับลดเหลือ 45 วัน หรือ 30 วัน อาจช่วยให้ภาครัฐสามารถคัดกรองและติดตามชาวต่างชาติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    “ทั้งนี้ ภาคธุรกิจท่องเที่ยวยังเห็นตรงกันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวไม่ได้มาจากมาตรการฟรีวีซ่าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ และการติดตามพฤติกรรมของชาวต่างชาติหลังเดินทางเข้าประเทศ ว่าเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวจริง หรือใช้วีซ่าผิดประเภทเพื่อแอบแฝงประกอบอาชีพ”

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ประธานหอการค้าภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมาตรการเข้มงวดมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวกลุ่ม “ลองสเตย์” ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของจังหวัดภูเก็ต และอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศคู่แข่งในภูมิภาคแทน

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน จุฬารัตน์ จันทกูล นายกสมาคมโรงแรมหาดป่าตอง มองว่า ในระยะสั้นยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาท่องเที่ยวจริง มักพำนักไม่เกิน 1 เดือนอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าการลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ไม่น่าจะกระทบต่อตลาดท่องเที่ยวหลักมากนัก

    “ส่วนประเด็นการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและคัดกรองนักท่องเที่ยวเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม”

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สำหรับสถานการณ์คดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต ข้อมูลของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2569 พบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติรวม 3,218 คดี ผู้ต้องหา 3,484 คน โดยคดีส่วนใหญ่เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 642 คดี รองลงมาคือคดีทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 410 คดี คดียาเสพติด 231 คดี และคดีลักทรัพย์หรือยักยอก 88 คดี

    ขณะที่สัญชาติที่พบผู้ต้องหาสูงสุด ได้แก่ เมียนมา 946 คน รัสเซีย 269 คน อังกฤษ 143 คน และฝรั่งเศส 141 คน สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการใช้วีซ่าผิดประเภทและการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ ยังคงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและภาคท่องเที่ยวต้องเร่งหาสมดุลระหว่าง “การอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว” กับ “การรักษาความมั่นคงและภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว” ควบคู่กันไป

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/phuket-tourists-are-watching-closely-for-government-measures-to-reduce-the-visa-free-period-to-30-days&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QeJSg9CIGR9Z5LUg2omNq

  • อลังการหลุมฟ้า ท่องสามสะพานสวรรค์แห่งอู่หลง

    อลังการหลุมฟ้า ท่องสามสะพานสวรรค์แห่งอู่หลง

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/8y0Vd5Qejel2&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CNwWHrcvB-TA4iR6o0jCN

  • สงขลาจัดใหญ่ งานเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    สงขลาจัดใหญ่ งานเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    สงขลาจัดงาน “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผลักดัน “เกาะยอ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ วัดแหลมพ้อ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” Songkhla Vintage Festival 2026 โดยมี นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม 

    นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็นเมืองสำคัญที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีความโดดเด่นด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาจังหวัด ทั้งด้านการท่องเที่ยว การกีฬา และบริการที่มีคุณภาพ โดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    ขณะที่ นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ขบวนแห่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมรอบทะเลสาบสงขลา การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น หนังตะลุง โนรา การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นิทรรศการวิถีชีวิตและเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนคน 2 เล การประกวดอาหารพื้นบ้าน การประกวดแกะหนังตะลุงและแทงหยวก การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง รวมถึงการเสวนาด้านศิลปวัฒนธรรมและเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 

    สำหรับการจัดงาน “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุคแลวิถีชุมชนคน 2 เล” จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2569 เพื่อผลักดันเกาะยอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งนำเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิต และทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งด้านอาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “บุ๋ม ปาจรีย์” และการแสดงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียนในจังหวัดสงขลา ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีตลอดงาน เพื่อร่วมสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของท้องถิ่น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2935474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01g_qBL-tIy2jkHQjFmMzT

  • วธ.สงขลา แถลง “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา | TOPNEWS

    วธ.สงขลา แถลง “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 26/05/2026 22:32

    วธ.สงขลา จัดแถลงข่าว “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” Songkhla Vintage Festival ๒๐๒๖ เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์และวิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๘.๐๐ น. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา จัดแถลงข่าว “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน ๒ เล” Songkhla Vintage Festival ๒๐๒๖ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๙- ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

    เพื่อผลักดันเกาะยอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งนำเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิต และทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งด้านอาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    โดยมีนายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานงานแถลงข่าวฯ พร้อมด้วยนางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ร.ต.ท.โกวิทย์ รัชนียะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยอ พ.ต.อ.เดชาวุธ เจ๊ะเต๊ะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา

    และ ดร.พระครูวาทีธรรมวิภัช เจ้าอาวาสวัดแหลมพ้อ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ วัดแหลมพ้อ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา

    นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็นเมืองสำคัญที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และมีความโดดเด่นด้านศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย

    การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาจังหวัด ทั้งด้านการท่องเที่ยว การกีฬา และบริการที่มีคุณภาพ โดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ขบวนแห่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมรอบทะเลสาบสงขลา การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

    เช่น หนังตะลุง โนรา การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น นิทรรศการวิถีชีวิตและเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนคน ๒ เล การประกวดอาหารพื้นบ้าน การประกวดแกะหนังตะลุงและแทงหยวก การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง รวมถึงการเสวนาด้านศิลปวัฒนธรรมและเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    1

    02

    ทรงพระสิริโฉม “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี” ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยโบราณ ของสตรีในราชสำนักยุคอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ

    “กรมราชทัณฑ์” โต้เฟกนิวส์ ยัน “ไอ้เกม” นักโทษคดี”ฆ่าข่มขืนเด็ก” ยังอยู่ในคุก เหลือชดใช้กรรมอีกกว่า 30 ปี 11 เดือน

    แม่ฮ่องสอน เฝ้าระวัง 24 ชม.! น้ำป่าแม่สะเรียงจ่อซัดสะพานแบริ่ง-รพ.สต.โพซอ อ้าแขนรับผู้ติดค้าง

    วธ.สงขลา แถลง “เทศกาลเที่ยวหลาดย้อนยุค แลวิถีชุมชนคน 2 เล” เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ชูอัตลักษณ์ วิถีชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

    พุทธศาสนิกชนร่วมแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พบพระ พบธรรม เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา

    “ชัยวัฒน์” ลั่นเจตนาฆ่า? เปิดผลชันสูตรชัด “พลายกอแก้ว” โดน “ไฟช็อตเข้าหัวใจ” ตร.จันทบุรีระดมล่าตัวคนผิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1585035&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zK_ZDOgsWst578ID4Njuc

  • จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น


    25/05/2569 | 54 |

    จังหวัดเชียงใหม่ หนุนกาแฟขุนช้างเคี่ยน ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
             นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟครบวงจร บ้านขุนช้างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ สำหรับบ้านขุนช้างเคี่ยน มีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 455 ไร่ โดดเด่นด้วยการเป็นแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพสูงที่สามารถคว้าอันดับ 2 จากการประกวดคุณภาพสารกาแฟพิเศษไทย ในประเภท Arabica Honey Process ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมศักยภาพสูงแล้ว ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญอีกด้วย   
             จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพชั้นเยี่ยมของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 35,637 ไร่ การันตีด้วยรางวัลระดับชาติและตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น กาแฟแปลงใหญ่เทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด รวมถึงรางวัลเลิศรัฐอำเภอแม่ออน โดยกาแฟจากแต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
             พร้อมกันนี้ คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนจากอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการพัฒนาตั้งกลุ่มวิสาหกิจแต่ละกิจกรรม ต่อยอดผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยมีแผนจะนำผลผลิตท้องถิ่นอื่น ๆ อาทิ “ลิ้นจี่” “กาแฟ” มาผสานเข้ากับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ วิถีชาติพันธ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างรายได้ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้แก่คนในชุมชนต่อไป

    พิมลกัลย์  เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 25 พ.ค. 69
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2479/iid/506494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tUxNim-XoCDUVKvybGCbm

  • ดัน Soft Power ลำพูน! รองผู้ว่าฯ ลุยคัดเลือก อปท.ต้นแบบ ท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ | TOPNEWS

    ดัน Soft Power ลำพูน! รองผู้ว่าฯ ลุยคัดเลือก อปท.ต้นแบบ ท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ | TOPNEWS

    รองผู้ว่าฯ ลำพูน นำคณะลงพื้นที่อำเภอลี้ ประเมินคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบ ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำคณะกรรมการคัดเลือกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นระดับจังหวัดลำพูน ลงพื้นที่เทศบาลตำบลก้อ และองค์การบริหารส่วนตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของชุมชนที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น

    สำหรับการคัดเลือกครั้งนี้ มีชุมชนเข้าร่วมทั้งหมด 6 แห่ง โดยผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ วัดบ้านเก่ากลางน้ำ อำเภอลี้ ชุมชนนาทราย อำเภอลี้ และชุมชน 3 ไต อำเภอบ้านธิ ซึ่งคณะกรรมการฯ มีกำหนดลงพื้นที่ประเมินเพิ่มเติมอีกครั้ง ในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ ชุมชน 3 ไต อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมพื้นถิ่นให้คงอยู่สืบไป

    แทน ต่อมสังข์ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.ลำพูน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1584903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18GsjuMfaqDiOCv4TcIAu6