Category: ท่องเที่ยว

  • หยุดยาวหนุนต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุด พลิกโตเกือบ 11% ดันยอดสะสมปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    หยุดยาวหนุนต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุด พลิกโตเกือบ 11% ดันยอดสะสมปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (18-24 พ.ค.) ว่า นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทาง จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องที่มีในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และฮ่องกงและการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน British Airways (สายการบินแห่งชาติของอังกฤษ) ที่เพิ่มเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทยยาวไปถึงช่วงหน้าร้อน (ทำให้บินได้ตลอดทั้งปี ไม่หยุดบินช่วงกลางปีเหมือนเมื่อก่อน) ซึ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอังกฤษ และสหราชอาณาจักรให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

    อีกทั้งจากการปิดภาคเรียนในมาเลเซีย และอินเดีย ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Family เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวตลาดอินเดีย เดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับแล้วกว่า 1 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 520,536 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,363 คน หรือ 10.95% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 74,362 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 92,275 คน จีน 85,317 คน อินเดีย 55,033 คน ไต้หวัน 17,318 คน และสหรัฐอเมริกา 16,937 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย อินเดีย ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.87% 10.07% 8.08% และ 7.46% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.25%” นายสุรศักดิ์ ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (25-31 พ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องทางศาสนาอิสลาม (วันอีดิลอัฎฮา) ในหลายภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ และปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-24 พ.ค.69 ทั้งสิ้น 13,428,857 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 2,237,215 คน มาเลเซีย 1,552,217 คน อินเดีย 1,003,993 คน รัสเซีย 928,774 คน และเกาหลีใต้ 525,550 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/596153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07JrNYlZiQLtpOkx_VRPCy

  • ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    thansettakij
    thansettakij

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 13 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 26 พฤษภาคม 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 24 พ.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 13,428,857 คน ลดลง 2.78 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 2,237,215 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 1,552,217 คน
    • อันดับ 3 อินเดีย 1,003,993 คน
    • อันดับ 4 รัสเซีย  928,774 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 525,550 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 24 พ.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมกว่า 13.4 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 653,986 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 18 -24 พฤษภาคม 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวฟื้นตัวด้านการเดินทางจากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่องที่มีในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และฮ่องกง

    รวมถึงการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของสายการบิน British Airways (สายการบินแห่งชาติของอังกฤษ) ที่เพิ่มเที่ยวบินตรงมายังประเทศไทยยาวไปถึงช่วงหน้าร้อน (ทำให้บินได้ตลอดทั้งปี ไม่หยุดบินช่วงกลางปีเหมือนเมื่อก่อน) ซึ่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอังกฤษ และสหราชอาณาจักรให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้มากขึ้น

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    อีกทั้ง จากการปิดภาคเรียนในมาเลเซีย อินเดียที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม Family เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และในสัปดาห์นี้นักท่องเที่ยวตลาดอินเดีย เดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับแล้วกว่า 1 ล้านคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 520,536 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,363 คน หรือ 10.95 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,362 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 92,275 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.87 % นักท่องเที่ยวจีน 85,317 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.25 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 55,033 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.07 % นักท่องเที่ยวไต้หวัน 17,318 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.08 % และนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา 16,937 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.46%

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องทางศาสนาอิสลาม (วันอีดิลอัฎฮา) ในหลายภูมิภาค อาทิ ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติและปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/659986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uUTfHynC409cXCg_729Ht

  • เครือข่ายเขาใหญ่ค้าน เปลี่ยนโฉมน้ำผุด หวั่นกระทบระบบนิเวศ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    เครือข่ายเขาใหญ่ค้าน เปลี่ยนโฉมน้ำผุด หวั่นกระทบระบบนิเวศ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ใครที่เคยไปเที่ยวเขาใหญ่ น่าจะคุ้นเคยกับ “น้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้าง” (หรือที่เรียกกันติดปากว่า น้ำผุดเขาใหญ่) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ มีน้ำใสไหลเย็นตลอดปี 

    แต่ล่าสุดกำลังมีประเด็นร้อนที่ทำให้กลุ่มภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ต้องออกมารวมตัวกันคัดค้านโครงการปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้ 

    โดยที่มาจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ออกแบบและเตรียมดำเนินการ ‘โครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ’ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้งบประมาณสูงถึง 44,540,000 บาท (ระยะเวลาก่อสร้าง 660 วัน) และทางเทศบาลตำบลหมูสีได้ออกประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมการก่อสร้าง

    นำมาซึ่ง ‘ภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่’ (ประกอบด้วยสมาคมการท่องเที่ยว กลุ่มนักอนุรักษ์ ผู้ประกอบการ และชาวบ้านในพื้นที่) ได้ทำหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอให้ทบทวนโครงการนี้ โดยมีความกังวลในหลายประเด็น ประกอบด้วย

    เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณที่สูงมาก (44 ล้าน) เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ อาจนำไปสู่การเทคอนกรีตหรือสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ และจะทำลายเสน่ห์ดั้งเดิมของน้ำผุด

    การก่อสร้างอาจไปปิดทับตาน้ำผุดใต้ดินกระทบตาน้ำและระบบนิเวศ ทำให้ปริมาณน้ำลดลง และการตัดโค่นต้นไม้ริมตลิ่งจะทำลายระบบนิเวศของแหล่งต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงลำตะคอง

    พื้นที่ป่าริมน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งวางไข่ของ ‘ตะกอง’ (สัตว์ป่าคุ้มครอง ดัชนีชี้วัดความสะอาดของแหล่งน้ำ) หากถิ่นที่อยู่ถูกทำลาย อาจส่งจำนวนประชากร 

    นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า พวกเขาเห็นด้วยที่จะมีการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่การพัฒนาที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และมีข้อเสนอ อาทิ ขอให้ทบทวนและชะลอโครงการ ไปก่อน เพื่อทบทวนรูปแบบการก่อสร้าง

    จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) และต้องชี้แจงรายละเอียดโครงการให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส รวมถึงเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม เข้าไปร่วมสำรวจตาน้ำ ต้นไม้ สัตว์ป่า และร่วมออกแบบการพัฒนาโดยใช้ระบบนิเวศเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน

    และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ และชาวบ้าน เข้ายื่นหนังสือถึง นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผ่าน นายบัลลังก์ ไวทย์สิริ รอง ผวจ.นครราชสีมา เป็นตัวแทนรับมอบเอกสารหนังสือทบทวนการปรับปรุงก่อสร้าง น้ำผุดธรรมชาติ

    โดยภาคีเครือข่ายฯ ได้เปิดให้สาธารณชนร่วมลงชื่อคัดค้านและทบทวนโครงการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติ บ้านท่าช้างเหนือ ปากช่อง เขาใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    สามารถลงชื่อได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScvHrnYe1WXVmVSoMdMMZNCrYhzGygZJYghGvqinvsiM-jcEw/viewform

    อ่านหนังสือคัดค้านฉบับเต็ม

    ตามที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มีการสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ตำบลหมูสี โดยจะมีการก่อสร้างและปรับปรุงน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ได้ว่าจ้างบริษัท 500 ไมล์ จำกัด เป็นผู้ทำการก่อสร้าง งบประมาณทั้งสิ้น 44,540,000 บาท (สี่สิบสี่ล้านห้าแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) เป็นเวลา 660 วัน ตามประกาศเทศบาลตำบลหมูสี เรื่องปิดแหล่งท่องเที่ยว น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือ โดยประกาศไว้ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นั้น สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและชุมชนบ้านท่าช้างเหนือต่างห่วงใยถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากโครงการฯดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากรูปแบบในการก่อสร้างไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง โดยเฉพาะประเด็นตาน้ำผุดใต้ดินและน้ำซับจากริมตลิ่งซึ่งจะมีปริมาณลดลง พืชพรรณท้องถิ่นจะถูกทำลายและตัดโค่นเนื่องจากการก่อสร้าง ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศน์ที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของตัวตะกองซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

    อย่างไรก็ตามตัวตะกองเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำลำตะคองอันเป็นต้นน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชุมชนในหลายชุมชนก่อนไหลลงสู่เขื่อนลำตะคอง นอกจากนี้ตัวตะกองยังเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครองที่ส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพจะวางไข่เฉพาะในพื้นที่ป่าริมน้ำที่ยังสมบูรณ์ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างรบกวน ซึ่งการสูญพันธุ์ของตัวตะกองจะส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในข้อที่ 10 เรื่องเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติที่มีความสำคัญสูงสุดและเป็นตัวแทนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่ (in-situ) รวมถึงเป็นแหล่งรวมชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลกในแง่ของวิทยาศาสตร์หรือการอนุรักษ์ 

    นอกจากนี้น้ำผุดธรรมชาติคือต้นน้ำที่ไหลลงสู่ลำตะคองตลอดทั้งปี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อีกทั้งยังเป็นบ่อน้ำผุดธรรมชาติที่โดดเด่น 1 ใน 5 แห่งของประเทศ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเปราะบางจากการก่อสร้างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิม

    ในปัจจุบันการพัฒนาเมืองบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีสถานะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในพื้นที่อำเภอปากช่อง มีการขยายตัวของเมือง ประชากร การลงทุนภาคธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ตลอดลำน้ำลำตะคอง มีผลให้จำนวนตะกองลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยภาคีเครื่อข่ายตั้งข้อสังเกตุว่าพื้นที่บ่อน้ำผุดธรรมชาติเนื้อที่ประมาณ 1-2 ไร่ (ไม่รวมพื้นที่จอดรถ) ใช้งบประมาณก่อสร้าง สูงกว่า 44 ล้านบาทนั้น อาจเป็นแบบก่อสร้างขนาดใหญ่ใช้คอนกรีตจำนวนมาก ทำให้ไม่สอดคล้องกับบ่อน้ำผุดธรรมชาติและระบบนิเวศน์เดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและการสูญพันธุ์ของสัตว์ท้องถิ่น

    ดังนั้น ทางกลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้แก่ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา, กลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมเขาใหญ่, วิสาหกิจชุมชนท่าช้าง OTOP เขาใหญ่, วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรหนองน้ำแดง, ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่อง, ชมรมฮักเขาใหญ่, ชุมชนบ้านท่าช้างเหนือ ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และประชาชนทั่วไป ขอเสนอให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ทบทวนการดำเนินโครงการก่อสร้างพัฒนาพื้นที่น้ำผุดธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบบนิเวศน์อ่อนไหว รวมทั้งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ESIA) ชี้แจงโครงการให้ประชาชนรับทราบก่อนดำเนินโครงการฯ และจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานที่มีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม โดยร่วมกันสำรวจตาน้ำ น้ำซับริมตลิ่ง ต้นไม้ ตะกองและระบบนิเวศน์ เพื่อออกแบบการพัฒนาพื้นที่โดยมีระบบนิเวศน์เป็นตัวตั้ง ลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

    ร่วมปกป้องผืนป่า สัตว์ป่า เพื่อความยั่งยืนของทุกชีวิต

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-139/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sED8Fz_kuxJtH_GyZGW8u

  • รองผบ.ตร. ประสานสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

    รองผบ.ตร. ประสานสถานทูต-ตำรวจจีน ช่วยเหลือ 4 ชาวจีน ถูกหลอกลวงทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

    วันนี้, 12:11น.

              การช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) เรียกประชุมและแถลงผล การช่วยเหลือ โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสิริเกศอนงค์ ไตรรัตนทรงพล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลง ณ ห้องประชุม ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ ดอนเมือง

              ก่อนหน้านี้ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) ได้รับแจ้งเหตุจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยว่า ชาวจีนถูกกักขังในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเมียนมานั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนขยายผลนำไปสู่การช่วยเหลือชาวจีน จำนวน 4 ราย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 โดยความสำเร็จในการช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทางการไทย จีน และ เมียนมา โดยทำการกดดันอย่างหนัก จนชาวจีนทั้ง 4 ราย ถูกปล่อยตัวออกมา

              จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและเส้นทางการเดินทางพบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 คนจีนจำนวน 4 ราย ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านช่องทางปกติ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังการเดินทางเข้าประเทศ คนจีนทั้ง 4 ราย ได้เดินทางไปเข้าพักยังโรงแรมในบริเวณใกล้เคียงสนามบินด้วยตนเอง ต่อมาทั้ง 4 ราย ได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา โดยใช้ยานพาหนะที่ได้รับการจัดเตรียมจากเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นบุคคลที่ชักชวนให้คนจีนทั้ง 4 ราย เข้ามาแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในประเทศไทย

              โดยจากการสัมภาษณ์คนจีนทั้ง 4 ราย ให้การว่า วัตถุประสงค์หลักในการเดินทางครั้งนี้คือการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้คือจังหวัดเชียงใหม่ โดยแต่ละคนได้เตรียมเงินสดติดตัวมาประมาณ 30,000 หยวน และ 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบข้อสังเกตสำคัญว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าพาหนะเดินทางภายในประเทศ และค่าที่พัก  พบว่า ชาวจีนที่เป็นผู้ชักชวน เป็นคนอำนวยความสะดวกและออกค่าใช้จ่ายให้  ทั้งนี้ คนจีนทั้ง 4 ราย เองได้มีความตระหนักและระมัดระวังตัวก่อนการเดินทาง โดยได้แจ้งกำชับกับทางครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่า หากไม่สามารถติดต่อได้ ให้รีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศจีนทันที

              จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในชั้นนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าบุคคลดังกล่าวถูกลักพาตัว กักขัง หรือถูกบังคับควบคุมตัวระหว่างการเดินทางเข้าประเทศและการเดินทางภายในประเทศ

              อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินกระบวนการคัดแยกตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านว่ามีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือแสวงหาประโยชน์ในลักษณะที่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยในกระบวนการคัดแยกนั้นจะมีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตุการณ์

           ปัจจุบันบุคคลทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและจัดให้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการด้วยความคำนึงถึงความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหายเป็นสำคัญ

               โดยในส่วนของคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนและตำรวจจีน ดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้จัดหา ผู้รับส่ง ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุน และผู้สั่งการในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8t3LBStscY38PhW0PrFR

  • เครือข่ายอนุรักษ์จี้ชะลอโครงการน้ำผุดเขาใหญ่ หวั่นกระทบมรดกโลก

    เครือข่ายอนุรักษ์จี้ชะลอโครงการน้ำผุดเขาใหญ่ หวั่นกระทบมรดกโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/150024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cty4M2bosPmWTGoFNTaaK

  • IHG ปักหมุด “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” 307 ห้อง เปิดปี 2571 รับท่องเที่ยวฟื้น

    IHG ปักหมุด “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” 307 ห้อง เปิดปี 2571 รับท่องเที่ยวฟื้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า IHG Hotels & Resorts หรือ IHG หนึ่งในบริษัทโรงแรมชั้นนำระดับโลก ประกาศลงนามข้อตกลงบริหารโรงแรมร่วมกับบริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาโครงการ “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” โรงแรมขนาด 307 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571

    การลงนามครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายแบรนด์ “โวโค” ในประเทศไทย หลังจากเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมา และปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้แบรนด์โวโคเปิดให้บริการแล้ว 1 แห่ง ขณะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 4 แห่ง สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ในตลาดไทย

    สำหรับโครงการ “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” จะตั้งอยู่ภายในโครงการมิกซ์ยูส Abov Patong ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ประกอบด้วยโรงแรม Branded Residences และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คลับเฮาส์ โรงภาพยนตร์ สระว่ายน้ำหลายโซน และสนามเด็กเล่น บนทำเลเนินเขาของหาดป่าตอง

    ทั้งนี้ โรงแรมดังกล่าวโดดเด่นด้วยวิวทะเลแบบพาโนรามาและฉากหลังของทิวเขา อยู่ห่างจากหาดป่าตองเพียง 150 เมตร สามารถเข้าถึงแหล่งบันเทิง ศูนย์การค้า และร้านอาหารได้อย่างสะดวก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม อาทิ ห้องอาหารและบาร์ 2 แห่ง สปา สระว่ายน้ำ และฟิตเนส รวมถึงสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูเก็ต เช่น หาดกะรน หาดกะตะ และหาดกมลา ได้อย่างง่ายดาย

    ปัจจุบัน “โวโค” เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับพรีเมียมที่เติบโตเร็วที่สุดของ IHG โดยมีโรงแรมเปิดให้บริการแล้วกว่า 137 แห่งทั่วโลก อาทิ voco Bangkok Surawong, voco Bandung Setiabudi และ voco Scenia Bay Nha Trang รวมถึงโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 113 แห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีเอกลักษณ์และเป็นกันเองให้แก่นักเดินทางทั่วโลก

    คุณปัฐน์ จิตเสรีธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ ประจำประเทศไทย ของ IHG กล่าวว่า ในปี 2568 ภูเก็ตมีฤดูกาลท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีดัชนีการเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนสถานการณ์โควิด สะท้อนถึงเสน่ห์ของภูเก็ต ทั้งชายหาดที่สวยงาม น้ำทะเลใส อาหารที่โดดเด่น และบริการระดับโลกตามแบบฉบับของไทย ซึ่งทำให้ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ทั้งนี้ IHG รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด ในการพัฒนาโครงการโรงแรมที่มีเอกลักษณ์แห่งนี้ โดย “โวโค ภูเก็ต ป่าตอง” จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ IHG ในภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมรวม 7 แห่ง ภายใต้ 5 แบรนด์ ได้แก่ InterContinental, Vignette Collection, Hotel Indigo, Holiday Inn และ Holiday Inn Express

    ด้านคุณวุฒิไกร กุลสิริสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ภูเก็ต เอชเอ ทู จำกัด กล่าวว่า แบรนด์โวโคมีความโดดเด่นด้านบรรยากาศที่อบอุ่น มีเสน่ห์ และผสานเข้ากับมาตรฐานระดับโลกของ IHG ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มโครงการ Abov Patong พร้อมยกระดับป่าตองให้เป็นแลนด์มาร์กชั้นนำสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักเดินทาง

    ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการโรงแรมแห่งแรกที่บริษัทได้ร่วมมือกับ IHG และคาดหวังว่าจะสามารถต่อยอดความร่วมมือในอนาคต เพื่อร่วมกันนำเสนอประสบการณ์พักผ่อนระดับคุณภาพในป่าตองให้แก่นักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    การลงนามครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ IHG ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการและอยู่ระหว่างการพัฒนารวมกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์โวโคอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนเปิดตัวโรงแรมเพิ่มเติมอีก 4 แห่งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต

    สำหรับโรงแรมโวโค เป็นแบรนด์ในกลุ่มคอลเลกชันพรีเมียมของ IHG ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดดเด่นด้านการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานความน่าเชื่อถือของแบรนด์ระดับโลกเข้ากับบรรยากาศที่เป็นกันเอง ภายใต้แนวคิดหลัก “Come on in”, “Me time” และ “voco life” เพื่อสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่น่าจดจำให้แก่แขกผู้เข้าพัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/834421&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yMW_VtgCMKhNnwBdA4F2j

  • กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างชาติจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แห่สนใจลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 3.3 พันล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างชาติจากเทศกาลหนังเมืองคานส์แห่สนใจลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 3.3 พันล้านบาท

    กรมการท่องเที่ยวสรุปผลความสำเร็จจากการเข้าร่วมออกคูหาในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ณ คูหาประเทศไทย ภายใน International Village เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 12 – 20 พฤษภาคม 2569 สามารถดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์และกองถ่ายต่างประเทศจากทั่วโลกให้ความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนกว่า 3,380 ล้านบาท

    การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวมุ่งประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำที่สามารถดัดแปลงเป็นฉากในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ความพร้อมของทีมงานมืออาชีพ สตูดิโอถ่ายทำที่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Cash Rebate สูงสุด 30% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดกองถ่ายจากนานาประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีผู้ผลิตและผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

    โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่ จำนวน 18 ราย จากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา บราซิล บัลแกเรีย เดนมาร์ก เยอรมนี อิสราเอล อินเดีย นิวซีแลนด์ อิตาลี สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,380 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของประเทศไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาผู้ผลิตภาพยนตร์ระดับโลก โดยประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศ ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรที่มีคุณภาพ ระบบการอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งกรมการท่องเที่ยวพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้กองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้จัดกิจกรรมสำคัญภายในคูหาประเทศไทย ได้แก่ งานแถลงความพร้อมการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย “Thailand Filming Paradise Reception” และกิจกรรม “Thailand Happy Hour” เพื่อสร้างเครือข่ายและดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์จากนานาประเทศให้เข้ามาสอบถามข้อมูลและเจรจาทางธุรกิจด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ในปีนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้บูรณาการความร่วมมือร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อร่วมกันส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72602&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YFbldIAyvYgnHzfvsAUYY

  • “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” อัดโปรท่องเที่ยว มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 14,000 บาท

    “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์” อัดโปรท่องเที่ยว มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 14,000 บาท

    กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เดินหน้าจัดโปรโมชันสุดพิเศษเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทาง ภายใต้แคมเปญ “ครบจบคุ้ม! ทริปเที่ยวในโปรเดียว” โดยมอบสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม และบัตรเครดิต เอ็กซ์ยู บัตรเครดิต ดิจิทัล เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

    สำหรับแคมเปญดังกล่าว สมาชิกบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษถึง 3 ต่อ เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวดการท่องเที่ยว อาทิ การจองที่พัก โรงแรม และตั๋วเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชันชั้นนำ ได้แก่ Agoda, Traveloka, Trip.com, Booking.com และ Gother รวมถึงการเช่ารถท่องเที่ยว และการใช้จ่ายที่ King Power

    ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ต่อที่ 1 ผู้ถือบัตรจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 14,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์เพียงครั้งเดียวผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE และค้นหาพิมพ์คำว่า “TR2”

    สิทธิประโยชน์ต่อที่ 2 พิเศษเฉพาะสมาชิกสถานะ BLUE PLUS รับสิทธิ์ใช้บริการห้องรับรองพิเศษ Miracle Lounge ฟรีจำนวน 1 ครั้งต่อ 1 ท่าน (สามารถใช้บริการได้ทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง) เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวครบ 30,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน

    และสิทธิประโยชน์ต่อที่ 3 ผู้ถือบัตรยังได้รับสิทธิในการเปลี่ยนยอดรูดจ่ายเต็มจำนวน เป็นการผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ย 0% ได้นานสูงสุด 3 เดือน ผ่านฟีเจอร์ U PLAN บนแอปพลิเคชัน UCHOOSE (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

    ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://kfc.cards/pr-travel พร้อมกันนี้ ทางบริษัทยังคงเน้นย้ำนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยแนะนำให้ผู้ถือบัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/finance/834379&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7LXIUkS271FEpB7FFuOf

  • SET นิวไฮ 2 ปีครึ่ง! โบรกชี้เงินเปลี่ยนทิศ หมุนรอบเข้าหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว

    SET นิวไฮ 2 ปีครึ่ง! โบรกชี้เงินเปลี่ยนทิศ หมุนรอบเข้าหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว

    SET นิวไฮ 2 ปีครึ่ง! โบรกชี้เงินเปลี่ยนทิศ หมุนรอบเข้าหุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยว

    บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวันระบุว่า ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง ปิดบวกอีก 11.66 จุด ที่ระดับ 1,550.33 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.3 หมื่นล้านบาททะลุผ่าน High เดิมก่อนสงครามและทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง

    หนุนจากราคาน้ำมันและ Bond Yield ที่ย่อตัวลงจากความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิในตลาดหุ้น 49 ล้านบาท และ 873 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่บัญชีบล.เป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 1.1 พันล้านบาท (ต่างชาติยัง Long สุทธิ Index Futures อีกเล็กน้อย 1.2 พันสัญญา)

    แนวโน้มตลาดวันนี้(26 พ.ค.2569) ฝ่ายวิเคราะห์คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,545-1,560 จุด โดยตลาดยังคงคาดหวังเชิงบวกต่อความคืบหน้าการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสหรัฐฯและอิสราเอลได้โจมตีเรืออิหร่านหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สะท้อนว่าการเจรจายังคงมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวอีกรอบ 

    ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้น 2% สู่ระดับ US$98 ต่อบาร์เรล ส่วน Bond Yield สหรัฐฯยืนทรงตัวหลังจากปรับลงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ด้านปัจจัยในประเทศ ตัวเลขนำเข้า-ส่งออกไทยเดือน เม.ย. พุ่งขึ้นแรงกว่าคาด แต่ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะเป็นกว่า US$1 หมื่นล้าน ซึ่งยังเป็นปัจจัยลบต่อ GDP

    อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคองจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มใช้จ่ายในเดือน มิ.ย.-ก.ย. หนุนกำลังซื้อในช่วงปลายไตรมาส 2/69 และชัดเจนขึ้นในไตรมาส 3/69 จากเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบราว 1.75 แสนล้านบาท 

    กอปรกับสมมติฐานปัจจุบันที่คาดว่าสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานจะเริ่มทยอยผ่อนคลายลงในช่วงครึ่งหลังปี69 ฝ่ายวิเคราะห์ยังคาดหวังจะเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

    โดยมีโอกาสเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มที่ Outperform ช่วงก่อนหน้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ปิโตรเคมี เป็นต้น เข้าหากลุ่ม Domestic / Consumption Play Anti-Commodity และ Yield Sensitive เช่น ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งยัง Laggard ให้กลับมา Outperform ได้

    กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง และได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลาย
    หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
    FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP

    หุ้นเด่นวันนี้ 

    CBG ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ของ CBG ฟื้นตัวเป็น 637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) หนุนจากยอดขายในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังและธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา แม้รายได้ต่างประเทศยังถูกกดดันจากการหายไปของตลาดกัมพูชา รวมถึง margin ที่ลดลงจากต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม SG&A เริ่มดีขึ้นจาก utilization โรงงานที่สูงขึ้นและลูกค้า OEM ใหม่

    ผู้บริหารเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่างประเทศเพื่อสร้าง growth driver ใหม่ทดแทนกัมพูชา ผ่านการขาย concentrate และให้ OEM ท้องถิ่นผลิต/จัดจำหน่ายใน UK, Afghanistan และจีน หากโมเดลนี้สำเร็จจะเป็นบวกต่อกำไรตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป แนวรับ 41.25 บาท และ 39.50 บาท ส่วนแนวต้าน 45 บาท และ 48 บาท

    Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าภูมิภาคสุทธิต่อเนื่องอีก US$1,540 ล้าน โดยยังคงกระจุกตัวที่ไต้หวัน US$1,768 ล้าน ส่วนเกาหลีใต้ปิดทำการ ขณะที่ฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกเร่งตัวขึ้นสูงสุดที่อินโดนีเซีย US$125 ล้าน ตามด้วยเวียดนาม US$73 ล้าน

    ส่วนไทยไหลออก US$27 ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนคาดว่ายังไหลเข้าแต่เบาบางลง โดยตลาดยังคาดหวังเชิงบวกต่อพัฒนาการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ต้องติดตามสถานการณ์ว่าดีลจะบรรลุหรือล่ม

    ประเด็นสำคัญวันนี้

    (0) EGCO โทนประชุมเป็นกลาง ปัจจัยบวกใหม่ที่จะเป็นธุรกิจใหม่ในอนาคต คือ บริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างและร่วมมือกับลูกค้าที่ทำธุรกิจ Data Center เพื่อเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม EGCO ระยอง (ERIE) ตั้งอยู่ใน EEC ทั้งจากการเข้าซื้อที่ดินและทำสัญญาซื้อขาย PPA ระยะยาวภายใต้ ERIE project ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสการเติบโตใหม่ของบริษัท คงประมาณการกำไรปกติปี 2026 อยู่ที่ 4.25 พันล้านบาท เติบโต 8% y-y ราคาเป้าหมาย 135 บาท Div. yield 5.6% ยังคงคำแนะนำ ซื้อ

    (0) RATCH โทนประชุมเป็นกลาง ผู้บริหารมองการปรับปรุงประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และกำลังผลิตใหม่ใน PDP ฉบับใหม่ อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการประกาศใช้ออกไปอีก เพราะร่าง PDP ปัจจุบันได้ทำประชาวิจารณ์ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา จะได้ไม่ต่องเริ่มต้นใหม่ RATCH ยังเน้นการลงทุนในไทยเป็นหลัก แนวโน้มกำไร 2Q26 คาดว่าจะดีขึ้น q-q และ y-y จากหลายโรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงน้อยลง และส่วนขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้านวนคร เฟส 3 เริ่ม COD (12MW) เม.ย. 2026 คงคาดกำไรสุทธิปี 2026 +12% y-y ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ P/BV เพียง 0.6x และคาด Div. Yield ราว 5.7% ต่อปี คงคำแนะนำ “ซื้อ”

    (X) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ เนื่องในวัน Memorial Day

    (+) ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยฟื้นตัวกลับมาลบล้างการปรับตัวลงทั้งหมดนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังนักลงทุนคาดหวังมากขึ้นต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงแรงหนุนจากความคึกคักของหุ้นกลุ่ม AI

    (+) ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เปิดบวกเช้านี้ โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หลังกลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งภายหลังวันหยุดเมื่อวานนี้ โดยบรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

    (-) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยขยับมาอยู่ที่ 32.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ +0.22%

    (X) ดัชนีราคาน้ำมันจากฝั่งสหรัฐฯ ปิดทำการวานนี้เนื่องในวัน Memorial Day

    (X) ดัชนีราคาทองคำจากฝั่งสหรัฐฯ ปิดทำการวานนี้เนื่องในวัน Memorial Day
    SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,034.85 / -0.00%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38DxO7gIgoiPiGaMmp7ZG8

  • “แคนตันทาวเวอร์” พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    “แคนตันทาวเวอร์” พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

    ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

    การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

    กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

    ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม”

    นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

    มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

    เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

    ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ “One Thought of Dunhuang” และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

    เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก “การบริหารหอคอย” สู่ “การบริหารเมือง”

    การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

    Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง “หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ” อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน “สร้อยคอไข่มุก” อันงดงาม

    ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

    นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ “4 in 1” ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

    แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น “แลนด์มาร์กสำคัญ” ไปสู่ “ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” และยกระดับสู่การเป็น “เวทีระดับชาติ” อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

    อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ “New Life” เมืองแห่งความสุข

    “เวทีระดับชาติ” ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “New Life” อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ “Culture & Tourism+” ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

    เพื่อเปลี่ยนจาก “การตามกระแส” ไปสู่ “การสร้างกระแส” City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

    จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

    ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRGP0PR4XFOT8VXAPJLW504X60PVPQVD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XMemHZmZuCESoKFYhgl6r