สถานการณ์การท่องเที่ยวและภาคบริการของเคนยาปี 2025
1. ภาพรวมการท่องเที่ยว
1.1 ปี 2024
ปี 2024 เคนยามีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 2.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 14–15% จาก 2.09 ล้านคนในปี 2023
โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก KSh 377.5 พันล้าน (2023) เป็น KSh 452.2 พันล้าน (2024) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 19.8%
ปัจจัยสนับสนุน
การฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศหลังโควิด-19
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและโรงแรม
ความมั่นคงทางการเมืองหลังการเลือกตั้งปี 2022
การตลาดเชิงรุกในตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และตะวันออกกลางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1.2 แนวโน้มปี 2025
จำนวนผู้เดินทางเข้ามา คาดว่าจะสูงถึง 3 ล้านคน เติบโต ~25% จากปี 2024 สามารถสร้างรายได้รวม
คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น KSh 560 พันล้าน ( ~US$4.3 พันล้าน) หรือเติบโต 24% จากปี 2024 และ
มีการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดเกิน KSh 300 พันล้าน และกลับมาสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 (2019) กว่า 30% และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศมีแนวโน้มแตะ KSh 560 พันล้าน เนื่องจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง และความนิยมท่องเที่ยวท้องถิ่น
2. ภาคบริการที่เกี่ยวข้อง
2.1 บทบาทของภาคบริการในปี 2024 ภาคบริการยังคงเป็นหัวใจของเศรษฐกิจเคนยา โดยมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของ GDP
2.2. ภาค Hospitality & Food Services ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2024 (ไตรมาส 1 ขยายตัวสูงถึง 38.1%)
ปัจจัยสนับสนุน
กระแสการท่องเที่ยวเชิงซาฟารีและชายหาด
การจัดประชุมระดับนานาชาติ ( MICE)
การลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ตใหม่
2.2 แนวโน้มปี 2025
คาดว่า GDP ของเคนยาในปี 2025 จะเติบโต 5.3%–5.6% เทียบกับ 4.7% ในปี 2024 โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุน การท่องเที่ยว และบริการทางการเงิน ภาค Hospitality & Food Services แม้ยังเป็นภาคหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่การเติบโตในไตรมาส 1/2025 อยู่ที่เพียง 4.1% สะท้อนถึงการชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2024 ในส่วนภาคบริการอื่น ๆ ก็จะพบแนวโน้มสำคัญ เช่น ภาค ICT และการเงินยังคงเติบโตต่อเนื่อง ภาคบริการโลจิสติกส์และการเดินทางระหว่างประเทศได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว ตลอดจนภาคค้าปลีกมีแนวโน้มฟื้นตัวตามกำลังซื้อที่ค่อย ๆ ดีขึ้น
ตารางเปรียบเทียบการท่องเที่ยวและภาคบริการของเคนยาในปี 2024 -2025
รายการ
ปี 2024
ปี 2025 ( คาดการณ์)
นักท่องเที่ยวต่างชาติ
2.4 ล้านคน
3 ล้านคน
รายได้รวมจากท่องเที่ยว
3,048 ล้าน USD
4,310 ล้าน USD
สัดส่วนรายได้จากต่างชาติ
60%
55% (ขยายฐานในประเทศ)
การเติบโตภาค Hospitality (Q1/2025 )
+38.1%
+4.1%
GDP รวม
+4.7%
+5.3–5.6%
โอกาสทางการค้าและการส่งออกของไทยจากการเติบโตด้านท่องเที่ยวของเคนยา
1.1 สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร
การท่องเที่ยวที่ขยายตัวทำให้ความต้องการสินค้าในภาค Hospitality & Food Services เพิ่มขึ้น เช่น อาหารสำเร็จรูป ข้าว เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์จากข้าวไทย
สินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น ข้าวหอมมะลิและข้าวบรรจุถุง ซอสปรุงรส น้ำปลา ซอสพริก ผลไม้แปรรูป และขนมขบเคี้ยว โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหารในเคนยามีแนวโน้มเพิ่มการใช้สินค้าอาหารนำเข้าเพื่อรองรับรสนานาชาติของนักท่องเที่ยว
1.2 สินค้าวัสดุอุปกรณ์และของใช้ในโรงแรม
โอกาส: ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทกำลังขยายตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยสินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น เครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว และสิ่งทอสำหรับโรงแรม เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น กาต้มน้ำ เครื่องเป่าผม ตู้เย็นขนาดเล็ก และของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์จากไม้/หวาย
1.3 ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
โอกาส: กระแส Wellness Tourism กำลังเติบโตในเคนยา โดยเฉพาะในตลาดนักท่องเที่ยวระดับกลาง-สูง โดยสินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น สปาผลิตภัณฑ์ น้ำมันหอมระเหย เครื่องสำอางและสกินแคร์จากสมุนไพรไทย อาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งเหตุสำคัญคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติและชนชั้นกลางท้องถิ่นนิยมสินค้าคุณภาพสูง มีความต้องการความแตกต่างจากสินค้าพื้นฐานทั่วไป
1.4 อุปกรณ์โลจิสติกส์และขนส่ง
โอกาส: การท่องเที่ยวและบริการขยายตัวทำให้ระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง และบริการท่าอากาศยานต้องรองรับมากขึ้น โดยมีสินค้าที่มีโอกาสสูง เช่น รถตู้โดยสาร รถบัสขนาดเล็ก อุปกรณ์ระบบ POS และซอฟต์แวร์การจัดการโรงแรม/ร้านอาหาร เครื่องใช้และอุปกรณ์สำหรับครัวขนาดใหญ่
ปัจจัยเสริมที่ทำให้ไทยมีความได้เปรียบ
ภาพลักษณ์สินค้าไทย – ไทยมีชื่อเสียงด้านอาหารรสชาติอร่อย คุณภาพการผลิต และบริการด้านการท่องเที่ยวและสปา
ประสบการณ์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว – ไทยสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน MICE, Hospitality, Wellness ไปยังเคนยาได้
ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับรัฐบาล – ไทยและเคนยามีความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือภายใต้กรอบ South–South cooperation และมีความสัมพันธ์ทางการทูตกว่า 55 ปี
ความท้าทายและสิ่งที่ควรระวัง
ภาษีนำเข้าและมาตรการทางการค้า ของเคนยาที่ยังค่อนข้างสูงในบางกลุ่มสินค้า
การแข่งขันจากจีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ ซึ่งมีการส่งออกสินค้าเข้ามาในเคนยามาก
ต้นทุนโลจิสติกส์ จากไทยไปยังท่าเรือมอมบาซายังสูง
ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้ามาลงทุนหรือทำการค้าในเคนยา
สร้างพันธมิตรท้องถิ่น เช่น ผู้นำเข้ารายใหญ่ในไนโรบีและมอมบาซา
ใช้กลยุทธ์ Differentiation – ย้ำคุณภาพมาตรฐาน ความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทย เช่น “ Thai Select” สำหรับสินค้าอาหาร
พัฒนาแพ็กเกจสินค้าให้มีขนาดเหมาะสมกับตลาดที่มีกำลังชื้อไม่มากนัก และบริการหลังการขายแบบครบวงจร เช่น นำเสนอสินค้าอาหารพร้อมบริการฝึกอบรมการทำอาหารไทยแก่เชฟของโรงแรม เป็นต้น
จับตลาด Wellness Tourism โดยส่งออกผลิตภัณฑ์สปา และร่วมมือกับรีสอร์ทในเคนยาในการจัดแพ็กเกจ “ Thai Spa & Wellness”
ความเห็นของ สคต.
การที่ภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเคนยายังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกระหว่างไทยกับเคนยาให้มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย อย่างไรก็ดี สคต. เห็นว่า แม้จะมีแนวโน้มที่ดีตามรายงานดังกล่าว และโอกาสของสินค้าไทย แต่ปัจจัยสำคัญก็คือราคาของสินค้าต้องมีความเหมาะสมกับตลาด เช่น ไม่แพงเกินไป เนื่องจากกำลังชื้อของคนเคนยายังมีไม่มากนัก อาจจะกล่าวได้ว่า ควรเป็นสินค้าที่มีราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพที่ดี จึงจะมีโอกาสทางการตลาด
นอกจากนั้น การที่ผู้ประกอบต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น มีขนาดเล็กกว่าตลาดอื่น (เนื่องจากกำลังชื้อน้อยกว่า) หรือมีราคาที่คนเคนยาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ท่านควรคำนึง ตลอดจนความยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของปริมาณของการสั่งชื้อขั้นต่ำ ( minimium order) หรือการคละสินค้าหลายชนิดได้ หรือ การเปิดกว้างในการส่งออกแบบรวมตู้กับสินค้าหลายชนิดอื่น/บริษัทอื่น ( Consolidate container) การชื้อขายผ่านตัวกลาง ( Trader) สิ่งต่างๆเหล่านี้ ก็จะทำให้ท่านมีโอกาสส่งออกสินค้ามาตลาดแอฟริกาได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจในเรื่องการตลาดของเคนยาและแอฟริกาตะวันออกดังกล่าว อาจเป็นข้อจำกัดที่ผู้ส่งออกไทยยังไม่เข้าใจหรือยังกลัวที่จะเข้ามาที่ตลาดนี้ ซึ่ง สคต. ยินดีจะให้คำปรึกษาและหาแนวทางที่เหมาะสม หากท่านสนใจต่อไป
ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศเคนยา และประเทศในแอฟริกาตะวันออก ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke
ที่มา : https://www.theeastafrican.co.ke/