Category: ท่องเที่ยว

  • อุทยาน เตือน นทท. ระมัดระวัง น้ำเชี่ยว ธารทอง หนองคาย

    อุทยาน เตือน นทท. ระมัดระวัง น้ำเชี่ยว ธารทอง หนองคาย

    อุทยาน เตือน นทท. ระมัดระวัง น้ำเชี่ยว ธารทอง หนองคาย

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้ในพื้นที่อำเภอสังคม จ.หนองคาย มีฝนตกลงมาต่อเนื่องเกือบทุกวัน ส่งผลให้น้ำที่ไหลจากภูเขาในพื้นที่ อ.สังคม ไหลมาที่น้ำตกธารทอง ต.ผาตั้ง อ.สังคม ซึ่งในช่วงหน้าฝนจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกทางธรรมชาติที่เป็นที่นิยมของประชาชนชาวหนองคายและนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดมาสัมผัสความสวยงามและเล่นน้ำตกเย็นชุ่มฉ่ำกันเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าในระยะนี้กระแสน้ำเชี่ยวกราก น้ำสีขุ่นแดง โหดหินในน้ำตกลื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำอุทยาน ได้ออกสำรวจ ก็พบว่าสภาพดังกล่าวเป็นอันตรายต่อประชาชน ขอให้งดการเล่นน้ำตกในช่วงนี้ไปก่อน เกรงจะเกิดอันตรายได้ โดยเจ้าหน้าที่อุทยาน จะตรวจสอบพร้อมแจ้งเตือนประชาชนถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ขอความร่วมมือประชาชนรอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม น้ำตกสีใส และประเมินแล้วน้ำไม่ไหลเชี่ยวกรากจนเกินไปจึงจะสามารถลงเล่นน้ำ มีการทำป้ายเตือนงดเล่นน้ำมาติดไว้เป็นการชั่วคราวในช่วงนี้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ทางธรรมชาติให้ทราบอย่างทั่วถึงในหลายจุด ทั้งนี้ น้ำตกธารทอง เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว ลักษณะน้ำตกเป็นชั้นหินไม่สูงมากนัก มีลานหินกว้างให้สามารถนั่งเล่นน้ำ น้ำไม่ลึก หินไม่คม น้ำเย็นใสสะอาด ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งประชาชนนักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นน้ำกันเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปแต่ก็ต้องระมัดระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915770&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gOY8LTVsTbTDQifluJtWY

  • ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    พะเยาเข้าสู่ฤดู “ดอกดิน” จากครัวบ้านถึงครัวชุมชน สีม่วงจากป่าที่โผล่เพียงปีละครั้ง สู่เมนูเอกลักษณ์ “ข้าวเหนียวดอกดิน”

    พะเยา, 21 กันยายน 2568 — เมื่อม่านฝนแรกคลอเคลียผืนป่าตามแนวเขาเหนือสุดของประเทศ ผืนดินในอำเภอดอกคำใต้ก็แย้มสัญญาณแห่งฤดูกาล—ดอกทรงกรวยก้านแดงอมม่วง “โผล่พ้นดิน” เป็นหย่อมเล็ก ๆ คล้ายฝากะทิ้งไว้กลางผืนใบไม้ชื้น นี่คือ “ดอกดิน” พืชป่าหายากที่มาเยือนชั่วคราวปีละครั้ง สร้างความคึกคักให้ชุมชนที่ต่างรู้คิวและรู้ทางเดินของตัวเองดี—ออกหาแต่เช้าตรู่ เก็บอย่างพอเพียง นำกลับบ้านไปปรุงอาหาร หรือแปรรูปเป็นเมนูที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ไปแล้วอย่าง “ข้าวเหนียวดอกดิน”

    ภาพเช้าหลังฝนในดอกคำใต้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเข้าป่าทั่วไป แต่เป็น “ฤดูเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม” ของชุมชน เป็นวิถีที่เชื่อมโยงระหว่างคน ดิน และผืนป่า ผ่านพืชเล็ก ๆ ที่มีอายุบนดินเพียงไม่กี่สัปดาห์

    ดอกดินคือใครในเชิงวิทยาศาสตร์ พืชเบียนที่รอฝนก่อนโผล่เหนือดิน

    ข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า “ดอกดิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aeginetia indica L. อยู่ในวงศ์ Orobanchaceae มีลักษณะเป็นพืชเบียน (parasitic plant) ที่ไม่มีใบสีเขียว ไม่สังเคราะห์แสง แต่ใช้ชีวิตใต้ดินเกาะรากพืชเจ้าบ้าน (มักเป็นหญ้าหรือพืชใบแคบ) และจะชูช่อดอกขึ้นเหนือผิวดินในช่วงดินชื้นจัด โดยก้านดอกมีสีแดงอมม่วง ดอกตูมแน่น เมื่อบานจะเห็นกลีบสีม่วง-ชมพูอ่อน ลักษณะทางชีววิทยาเช่นนี้ทำให้ประชากรดอกดินขึ้นเป็นหย่อม ๆ เฉพาะจุด และปรากฏแก่สายตาเพียงช่วงสั้น ๆ ของปี จึงยิ่งเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างรู้จักเวลา

    จากครัวบ้านสู่ครัวชุมชน ดอกดินในตำรับอาหารและสีธรรมชาติ

    ดอกดินเข้าครัวเหนือมาเนิ่นนาน ทั้งในเมนูเรียบง่ายอย่างแกงดอกดิน ผัดดอกดินใส่ไข่ และแกงเลียง แต่สิ่งที่ทำให้ดอกคำใต้เป็นที่รู้จักกว้างขวางคือ “ข้าวเหนียวดอกดิน”—สีม่วงอ่อนชวนมอง กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสละมุนแบบข้าวใหม่ โดยวิธีทำที่ชาวบ้านเล่าต่อกันคือ นำดอกดินมาต้มคั้นให้ได้ “น้ำสีม่วงธรรมชาติ” แล้วจึงนำไปหุงกับข้าวเหนียวหรือข้าวขาว สีม่วงอ่อนเป็นเอกลักษณ์ของเมนู และยิ่งเด่นเมื่อรับประทานคู่กับกับข้าวพื้นบ้าน

    สื่อสาธารณะเคยบันทึกภาพกระบวนการนี้ไว้อย่างชัดเจน ทั้งในรายการสารคดีชุมชนที่ถ่ายทอดวิถีไปจนถึงคลิปสั้นสาธิตการทำสีจากดอกดิน ซึ่งสะท้อนว่า อาหารจานนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ของอร่อยตามฤดูกาล” แต่เป็น “อัตลักษณ์ชุมชน” ที่ผสานภูมิปัญญา การจัดการวัตถุดิบ และการสื่อสารของคนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

    อาหารคือยา” สรรพคุณในความเชื่อพื้นบ้านและข้อเท็จจริงที่ควรรู้

    ในสายตาชาวบ้าน ดอกดินคือพืชสมุนไพรจากป่าที่ “กินแล้วมีกำลัง” บางตำรับพื้นบ้านยกให้ช่วยบำรุงเลือด แก้ร้อนใน หรือขับปัสสาวะ ความเชื่อและการใช้ประโยชน์ดังกล่าวปรากฏในคลังความรู้สมุนไพรและแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นหลายแห่ง ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีข้อมูลด้านองค์ประกอบเคมีของสกุลนี้และพืชวงศ์เดียวกันอยู่บ้าง เช่น การศึกษาฐานข้อมูลพืชมีประโยชน์เขตร้อนสรุปภาพรวมชีววิทยาและการใช้ประโยชน์ของ Aeginetia indica ในหลายประเทศเอเชีย อย่างไรก็ดี งานทบทวนเชิงคลินิกเฉพาะ “ดอกดินไทย” ยังมีไม่มากพอให้เคลมสรรพคุณทางการแพทย์อย่างชัดเจนในระดับมาตรฐานสาธารณสุข จึงควรยึดหลัก “กินเป็นอาหาร” มากกว่า “กินเป็นยา” และใช้ความระมัดระวังสำหรับผู้มีโรคประจำตัวหรือหญิงตั้งครรภ์

    เศรษฐกิจชุมชนเมื่อฤดูดอกดินมา รายได้เสริมและโอกาสต่อยอด

    ฤดูดอกดินในพะเยา—โดยเฉพาะดอกคำใต้—ไม่ใช่แค่ความคึกคักชั่วคราว แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน เกิดการแบ่งงานกันในชุมชน ตั้งแต่คนออกหา คนคัด คนต้มน้ำสี คนหุงข้าวเหนียว ไปจนถึงการจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนและออนไลน์ ผู้สูงวัยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่อง “เลือกเก็บเท่าใด เก็บอย่างไร ให้เหลือไว้ปีหน้า” ขณะคนรุ่นใหม่ช่วยสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ “ข้าวเหนียวดอกดิน” กลายเป็นสินค้าที่มี “เรื่องเล่า” ชัดเจน—ป่า ฝน ดิน วิถี และคน—ซึ่งตลาดยุคใหม่ให้คุณค่า

    นักพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ลงพื้นที่พะเยามองว่า เมื่อสินค้ามีอัตลักษณ์ชัดและหายากตามฤดูกาล สามารถสร้าง “ความต้องการเชิงประสบการณ์” (experience demand) ได้ดี หากมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ สื่อสารแหล่งที่มา (provenance) และกำกับมาตรฐานความสะอาด-ปลอดภัยอย่างเหมาะสม โอกาสต่อยอดสู่ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (culinary tourism)” ก็ยิ่งเห็นภาพ เช่น ทัวร์สั้น ๆ เรียนรู้การออกหาดอกดิน (บนฐานมารยาทป่าและข้ออนุญาตที่ถูกต้อง) การทำสีธรรมชาติ และการหุงข้าวเหนียวดอกดินชุดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว

    หาอย่างไรไม่ให้ “ของดีปีละครั้ง” กลายเป็น “ของหายากขึ้นทุกปี”

    ความนิยมที่เพิ่มขึ้นย่อมพาความเสี่ยงเรื่อง “เก็บเกินกำลัง” และ “รุกพื้นที่หวงห้าม” นักพฤกษศาสตร์ไทยชี้ว่า Aeginetia indica เป็นพืชเบียนที่ขึ้นได้เมื่อเงื่อนไขระบบนิเวศเหมาะสม—ชั้นดิน ความชื้น เจ้าบ้าน—หากวงจรนี้ถูกรบกวน อาจทำให้ประชากรลดลงได้ การเก็บจึงต้องยึดหลัก “สั้น-น้อย-แบ่งปัน” (เก็บเฉพาะที่สมควร เก็บให้น้อยกว่าที่เจอเสมอ แบ่งพื้นที่ให้ธรรมชาติ) และ “ไม่รุกเข้าเขตอนุรักษ์/เขตห้ามเก็บ” ซึ่งหน่วยงานป่าไม้และเทศบาลท้องถิ่นต่างย้ำใช้กติกาชุมชนเป็นเครื่องมือแรก ก่อนยกระดับเป็นกฎหมายเมื่อจำเป็น

    ชาวบ้านดอกคำใต้เองก็รับรู้โจทย์นี้ดี หลายหมู่บ้านมีกติกา “เว้นจุดเกิดใหม่” ไม่ตัดถอนทั้งกอ เลือกเก็บเฉพาะดอกที่เหมาะแก่การกิน และไม่ใช้เครื่องมือขุดลึกที่ทำลายรากและเชื้อใต้ดิน ซึ่งเป็นความรู้ปฏิบัติที่เกิดจากการอยู่ร่วมกับป่ามานาน

    สีม่วงที่แต้มใจ ทำไม “ข้าวเหนียวดอกดิน” จึงติดตรึงฤดูกาล

    ในเชิงประสบการณ์ผู้บริโภค “สี” และ “กลิ่น” คือความทรงจำที่ชัดเจน ข้าวเหนียวดอกดินมีสีม่วงอ่อนละเมียด ไม่จัดจ้านแบบสีจากดอกไม้อื่น ให้กลิ่นอ่อน ๆ คล้ายพืชป่า เมื่อจับคู่กับของเคียง—น้ำพริกผัก หรือตำรับเหนือ—ยิ่งเด่น นักสื่อสารอาหารบอกว่า ความพิเศษอยู่ที่ความ “ชั่วครั้งชั่วคราว” (ephemeral) ของวัตถุดิบ มันไม่มาให้คิดทุกวัน จึงบังคับให้ “รอคอย” และทำให้ทุกครั้งที่ได้กิน กลายเป็นเหตุการณ์พิเศษของครัวบ้าน ครัวชุมชน และนักเดินทาง

    เสียงสะท้อนจากชุมชน “หาอย่างสบายใจ ขายอย่างพอดี กินอย่างขอบคุณธรรมชาติ”

    คำเล่าจากผู้สูงวัยในชุมชนมักลงท้ายคล้ายกัน—“ของดีจากป่ากินได้ปีละครั้ง อย่าเก็บหมด อย่าเก็บเล่น” คนรุ่นใหม่เสริมต่อว่า การขายออนไลน์ช่วยเพิ่มรายได้ แต่ก็ต้อง “เล่าให้หมด” ว่าเก็บอย่างไร ทำไมถึงแพงกว่าข้าวเหนียวทั่วไป เพื่อให้ผู้ซื้อ “ซื้อเรื่อง” และ “ซื้อระบบนิเวศ” ไปพร้อมกับสินค้าหนึ่งห่อ ในบางหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มทำ “แบรนด์หมู่บ้าน” ใส่ป้ายแหล่งที่มา วันทำ วันเก็บ ลงบนซอง เพื่อให้เกิดความภูมิใจร่วมกันและถือเป็น “สัญญากับป่า” แบบไม่เป็นทางการ

    โอกาสและการบ้านภาครัฐ มาตรฐานปลอดภัย-การตลาด-การเรียนรู้

    ฝ่ายสาธารณสุขท้องถิ่นและพัฒนาชุมชนสามารถเสริมพลังให้ฤดูดอกดิน เช่น

    • อบรมสุขลักษณะขั้นตอนการต้มคั้นสี/การหุง/การบรรจุ เพื่อให้จำหน่ายได้มั่นใจขึ้น
    • สนับสนุนฉลากชุมชนที่ระบุ “ที่มา-วิธีเก็บ-ข้อควรระวัง” และคำแนะนำผู้แพ้ง่าย/กลุ่มเปราะบาง
    • จัดเทศกาลเล็ก ๆ เชื่อม “ตลาด-ท่องเที่ยว-การเรียนรู้” ในช่วงสั้น ๆ ของฤดู พร้อมกำหนดโควตาการเก็บในพื้นที่เปราะบาง
    • ประสานเขตป่า อปท. และผู้นำชุมชน ทำแนวทาง “เก็บยั่งยืน” ที่สื่อสารง่าย เช่น โปสเตอร์/คลิปสั้นในตลาด

    ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ “เศรษฐกิจฤดูกาล” เติบโตคู่กับการคงอยู่ของทรัพยากร

    ทำอย่างไรให้ “ดอกดิน” อยู่กับพะเยาไปอีกนาน

    ข่าวดีคือ ปัจจุบันยังมี “ดอกดิน” โผล่ให้เห็นในหลายหย่อมป่าของดอกคำใต้และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อฝนชุ่มและป่าพร้อม แต่เส้นทางสู่ความยั่งยืนต้องเริ่มวันนี้—ตั้งแต่ผู้เก็บ ผู้ขาย ผู้ซื้อ ไปจนถึงหน่วยงานดูแลป่า ทุกคนมีบทบาทร่วมกัน ความหอมสีม่วงหนึ่งห่อที่ซื้อมาวันนี้จึงอาจมี “ราคาจ่าย” ของระบบนิเวศที่ควรรับรู้และดูแลร่วมกัน

    สำหรับผู้มาเยือนพะเยา—ถ้าอยากลิ้มรสข้าวเหนียวดอกดินแท้ ๆ—ให้ถามหาต้นทาง ถามวิธีเก็บ ถามช่วงฤดู และพร้อมจ่าย “ราคาแห่งความยั่งยืน” ที่ช่วยให้ชุมชนตั้งราคาอย่างยุติธรรม ฤดูหน้าจึงยังมีเรื่องเล่าและรสชาติเดิมรออยู่

    ท้ายที่สุด ดอกดินไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ หากเป็น “นาฬิกาฤดูกาล” ของผู้คน เป็นบทพิสูจน์ว่าความอุดมของป่ายังหายใจ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าความอร่อยที่แท้จริง ต้องไม่ทำร้ายบ้านของมันเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/phayao-dok-din-sticky-rice-local-economy-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oR8_NJJmG0mRiTxHwT-Bd

  • จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม | TOPNEWS

    จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม | TOPNEWS

    จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม

    • เผยแพร่ : 21/09/2025 20:53

    วันที่ 21 กันยายน 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับรายงานหลังจากปรากฏตามสื่อโซเชียลหลายๆสื่อ ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงข่าวพื้นที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ได้มีบุคคลนำสีสเปรย์พ่นบนลานสามกษัตริย์ ด้วยถ้อยคำหยาบคายพาดพิงเจ้าหน้าที่เทศกิจ เทศบาลนครเชียงใหม่ นั้น จึงได้สั่งการให้สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามผู้ก่อเหตุ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการทำลายทัศนียภาพที่สวยงาม และอนุสาวรีย์สามกษัตริย์นั้น ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ที่นักท่องเที่ยวและประชาชน มาท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเสียหาย

    พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร รอง ผกก.สืบสวนฯ ,พ.ต.ท.พูนศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี สว.สส.ฯ,พ.ต.ต.วุฒิไกร ทาหอม สว.สส.ฯ พร้อมด้วยชุดสืบสวน เร่งสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ต่อมา วันนี้ (21 ก.ย.2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่(ชุดเหยี่ยวดำ) จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ และตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด จนทราบว่า วันที่ 19 ก.ย.68 เวลา 19.09 น.ได้มีชายไทย จำนวน 1 คน เดินมายังที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นได้ใช้สีสเปรย์ที่พกพามาด้วยพ่นสีใส่บริเวณลานสามกษัตริย์จำนวนหลายจุด และขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

    ซึ่งจากการตรวจข้อมูลจากกล้องวงจรปิด จึงทราบทราบตัวชายผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ คือ นายพีรวัฒน์ อายุ 31 ปี ที่อยู่ ถ.สุเทพ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ จึงได้เชิญตัวนายพีรวัฒน์ฯ มายัง สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อสอบถามโดยนายพีรวัฒน์ฯ รับว่าเป็นคนก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยมูลเหตุเกิดจากที่เจ้าหน้าที่เทศกิจได้ยึดอุปกรณ์เล่นสเก็ตบอร์ดของนายพีรวัฒน์ฯ ไป

    5211

    ต้นไม้เก่าแก่

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนนำบัลเล่ต์ “ความฝันในหอแดง”บุกเวทีไทย

    ซีพีตอกย้ำพลังองค์กรแห่งนวัตกรรม วันที่สามงาน “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” สุดคึกคัก ไฮไลต์เสวนา “Where Are the Women in Innovation – Why It Matters” ปลุกพลังผู้นำหญิง จุดประกายอนาคตแห่งความเท่าเทียม

    ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ปล่อยปลานักล่า เพิ่มสมดุลให้ระบบนิเวศของแหล่งน้ำ

    กิจกรรมการประกวด TO BE NUMBER ONE DANCERCISE ระดับจังหวัด “TO BE NUMBER ONE DANCERCISE NSN 2025 ครั้งที่ 2”

    จับแล้ว!!! สภ.เมืองเชียงใหม่ ติดตามตามวัยรุ่นพ่นสีสเปรย์ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ ให้ผู้ก่อเหตุทาสีปรับสภาพดังเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1324349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31U9M89Sr3pw1UZdXfyvQs

  • ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    ททท.ปักหมุดการจัดงานโรดโชว์ ในนครอิสตันบูล สาธารณรัฐตุรกี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 และในกรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ ในวันที่ 17 ก.ย. 2568  โดยนำผู้ประกอบการไทย ร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ เพื่อเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจาก 2 ประเทศนี้เที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ในปี 2568 ททท.ตั้งเป้านักท่องเที่ยวจากตรุกีและโปแลนด์ รวมกว่า 370,000 คน เที่ยวไทย สร้างรายได้ 21,485 ล้านบาท

    ตุรกี เป็นตลาดที่เติบโตแข็งแกร่ง ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวตุรกีเที่ยวไทย 103,692 คน เพิ่มขึ้น 50 % และปีนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 ก.ย. 2568 นักท่องเที่ยวตุรกีเข้าไทยอยู่ที่ 84,509 คน เพิ่มขึ้น 24.01 % และคาดว่าตลอดปีนี้ 2568 ตั้งเป้าไว้ที่ราว 120,000 คน สร้างรายได้ราว 6,600 ล้านบาท ซึ่งนักท่องเที่ยวตุรกีที่เดินทางออกต่างประเทศทั้งหมด 11.4 ล้านคน มาไทยคิดเป็นสัดส่วน 1% แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการขยายตลาดอีกมาก

    นางสาวนันทาศิริ รณศิริ ผู้อำนวยการททท.สำนักงานโรม กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ เนื่องจากคนตุรกียังมองไทยว่ามีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ทั้งในแง่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วัฒนธรรม และความหลากหลายของสินค้าและบริการ ประกอบกับความสะดวกในการเดินทางเข้าไทย โดยเตอร์กิช แอร์ไลน์ส บินตรงเส้นทางอิสตันบูล-กรุงเทพฯ 21 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในตารางการบินฤดูหนาวนี้ (เริ่ม 31 ต.ค. 2568) และตารางบินฤดูร้อน ( 29 มี.ค.- 24 ต.ค. 2569)  ทั้งยังมีเที่ยวบินตรงจากอิสตันบูล สู่ภูเก็ต 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ การบินไทย เปิดเที่ยวบินตรง 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ช่วงตารางการบินฤดูหนาวนี้นอกจากนี้ตุรกียังเป็นศูนย์กลางการบินที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปต่อเครื่องมายังไทยได้สะดวก

    ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    รวมถึงนโยบายยกเว้นการตรวจลงตรา ซึ่งตั้งแต่ 15 ก.ค. 2567 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวตุรกีได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเป็นระยะเวลาสูงสุด 60 วัน จากเดิม 30 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเที่ยวไทยระยะยาวมากขึ้น โดยชอบทะเลและชายหาด การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    แม้เศรษฐกิจในตุรกีชะลอตัว ค่าเงินลีรา อ่อนค่าลงกว่า 40 % ตั้งแต่ปี 2556 และผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศสูงกว่า 80 %โดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม แต่นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อยังคงแสดงความสนใจในการเดินทางมาไทยอย่างต่อเนื่อง

    เนื่องจากททท.มุ่งเจาะตลาดกลุ่มกำลังซื้อสูง เน้นเซ็กเม้นต์ กลุ่มครอบครัวและเด็ก กลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 24-25 ปี กลุ่มโซโล ทราเวลเลอร์ กลุ่มเซ็กเม้นต์ใหม่ คือ กลุ่มดิจิทัลโนแมด  กลุ่ม GEN Z และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

    ขณะที่การแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง อย่างอียิปต์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(เดินทางระยะใกล้) และ มัลดีฟส์ (เดินทางระยะไกล) ต่างพยายามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวตุรกี  โดยเสนอขายสินค้าท่องเที่ยวประเภท Beach & Sun ที่ใกล้เคียงกับไทย และมีนโยบาย Visa Free รวมถึงระยะเวลาการเดินทางที่สั้นกว่า และข้อจำกัดซึ่งตุรกีกำหนดให้นักท่องเที่ยวสามารถลาเพื่อท่องเที่ยวสูงสุดได้ไม่เกิน 9 วัน และวันหยุดประจำปี สูงสุดไม่เกิน 7 วันต่อครั้ง  

    นันทาศิริ รณศิริ

    แต่ททท.ก็รุกส่งเสริมการตลาดต่อเนื่อง ซึ่งคนตุรกี ชอบทะเลและชายหาด การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยนอกจากการเดินทางมาเที่ยวเมืองหลัก อย่าง กรุงเทพ ภูเก็ต พัทยา เกาะพีพี เกาะสมุย เป็นหลักแล้ว ททท.ก็มองที่จะเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวไปยังนครศรีธรรมราช เน้นโปรโมทการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดที่นิยมค้นหาข้อมูลและจองการเดินทางผ่านช่องทางออนไลน์ การใช้กลยุทธแอร์ไลน์โฟกัส การขยายตลาดไปยังนักท่องเที่ยวกลุ่มสตรี กลุ่มฮันนีมูน และกลุ่มที่ชอบกีฬา โดยเฉพาะมวยไทย และนักท่องเที่ยว LGBTQ+

    ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    ขณะที่สาธารณรัฐโปแลนด์ นางสาวชลลดา สิทธิวรรณ ผู้อำนวยการททท.สำนักงานปราก เผยว่า โปแลนด์จัดอยู่ในตลาดดาวรุ่งของไทย มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปี 2567 นักท่องเที่ยวโปแลนด์เดินทางเข้าประเทศไทย  180,772 คน ขยายตัวสูง 49 % และสร้างรายได้ 9,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28 % แนวโน้มนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 ก.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยราว 142,912 คน เพิ่มขึ้น 30 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และคาดว่าตลอดปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวโปแลนด์ เที่ยวไทยสูงถึง 253,000 คน สร้างรายได้ราว 14,885 ล้านบาท

    ชลลดา สิทธิวรรณ

    โปแลนด์แม้จะอยู่ในยุโรปตะวันออก แต่เศรษฐกิจโปแลนด์เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในสหภาพยุโรป (อียู) ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีกำลังใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น คาดการณ์ GDP Growth ของโปแลนด์ในปี 2568 อยู่ที่ +3.2% และปี 2569 ที่ +3.1% ความต้องการแพ็คเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร (All Inclusive Packages) โดยไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ยังคงสามารถพัฒนาแพ็คเกจเหล่านี้ได้

    อีกทั้งภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของคนโปแลนด์ยังแข็งแกร่ง ในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ (Exotic Destination) และมีความคุ้มค่าในการใช้จ่าย รวมถึงการขยายระยะเวลาการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับนักท่องเที่ยวโปแลนด์ จากเดิมสูงสุด 30 วัน เป็น 60 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2567 เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเดินทางที่ยาวนานขึ้น

    ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวโปแลนด์ มีความสนใจที่จะมาท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดแถบชายฝั่งทะเลภาคใต้และกรุงเทพมหานคร นิยมเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ส่วนใหญ่จะเดินทางเป็นคู่รักและครอบครัว และมักจะเดินทางระยะไกล 1 ครั้งต่อปี และเดินทางระยะสั้น 2 ครั้งต่อปี ช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยวหลักของนักท่องเที่ยวโปแลนด์ คือ ช่วงวันคริสต์มาส (ธันวาคม) และวันปีใหม่ (มกราคม) ซึ่งสอดคล้องกับวันหยุดยาวของประเทศ 

    อย่างไรก็ตามแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากโปแลนด์มายังประเทศไทย แต่นักท่องเที่ยวชาวโปแลนด์สามารถเดินทางผ่านเมืองศูนย์กลางการบินต่างๆ ได้ เช่น ดูไบ (สายการบิน Emirates), อิสตันบูล (Turkish Airlines), โดฮา (Qatar Airways), เวียนนา (Austrian Airlines) และแฟรงก์เฟิร์ต (Lufthansa)ในการเชื่อมต่อการเดินทางเข้าไทยได้

    ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    รวมถึงการเดินทางผ่านเครื่องบินเช่าเหมาลำ โดยล่าสุด บริษัท เรนโบว์ (Rainbow) จากโปแลนด์ จะเพิ่มที่นั่งอีก 7,000 ที่นั่งในช่วงไฮซีซันนี้ และขยายเวลาให้บริการถึงเดือนเมษายน ทำให้สามารถเจาะตลาดช่วงสงกรานต์ได้ และปีนี้มีการเพิ่มเส้นทางบินเช่าเหมาลำใหม่ 2 เส้นทางจากโปแลนด์ คือ เมืองพอซแนน-กรุงเทพฯ และเมืองคาโตวิเซ-ภูเก็ต

    ส่วนกลยุทธ์ในการทำตลาดททท.จะร่วมมือกับ Travel Agent และ OTA: สร้างความเชื่อมั่นและทำให้ประเทศไทยอยู่ในตัวเลือกการค้นหาอยู่เสมอ โดยเน้นทำโปรโมชันร่วมกับบริษัทขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นในการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ การสื่อสารการตลาดเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Consumer Marketing)  ใช้โซเชียลมีเดียและ Influencer ในการสื่อสาร

    ททท.รุกโรดโชว์ “ตุรกี-โปแลนด์” ปั้มทัวริสต์ 3.7 แสนคนเที่ยวไทย

    อีกทั้งในโอกาส ททท. สำนักงานกรุงปราก (เช็ก) ครบรอบ 10 ปี ททท. มีแผนจะจัดงาน Thai Street Fest ในช่วงฤดูร้อน (ประมาณสิงหาคม) เพื่อสร้างการรับรู้และนำเสนอวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะอาหาร ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนท้องถิ่น

    นักท่องเที่ยวโปแลนด์ จึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง การโรดโชว์ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการโปรโมทศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวไทย พร้อมการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและโปแลนด์ การต่อยอดการจัดกิจกรรม Thai Fest ที่เป็นความร่วมมือของสถานเอกอัครราชทูตไทย ททท. และหน่วยงานทีมประเทศไทย ในโปแลนด์ ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมาช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นโอกาสที่จะกระตุ้นให้ Tour Operator ในโปแลนด์ขายแพ็คเกจมาไทยเพิ่มขึ้น ในช่วงฤดูหนาวนี้

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,133 วันที่ 21 – 24 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639359&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eOBBflhtQmh8t8CqGd3xM

  • สลด! นักวิ่งหญิง 20 กม.วูบดับกลางงาน “สะออน RUN 2025”

    สลด! นักวิ่งหญิง 20 กม.วูบดับกลางงาน “สะออน RUN 2025”

    ภูมิภาค

    สลด! นักวิ่งหญิง 20 กม.วูบดับกลางงาน “สะออน RUN 2025”

    วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สลด! เหลืออีก 1 กม.ถึงเส้นชัย นักวิ่งหญิงล้มฟุบเสียชีวิต สามีเล่าน้ำตาคลอ ภรรยายิ้มโบกมือเหมือนสั่งลาครั้งสุดท้าย

    วันที่ 21 กันยายน 2568 ที่ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม หลังองค์พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์กชื่อดัง มีการจัดกิจกรรม “วิ่งสะออน RUN 2025” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพริมฝั่งโขง โดยมีนักวิ่งจากหลายจังหวัดเข้าร่วมกว่า 2,000 คน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 4 กิโลเมตร, 10 กิโลเมตร และ 20 กิโลเมตร

    ระหว่างการแข่งขัน นางวัชรา ศรีนวล อายุ 45 ปี ชาว จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาล รพ.เต่างอย เข้าร่วมวิ่งระยะ 20 กิโลเมตร หมายเลขเสื้อ 1415 ขณะเหลือเพียง 1 กิโลเมตรจะถึงเส้นชัย เกิดอาการหน้ามืดล้มฟุบหมดสติ บริเวณหน้าสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด เจ้าหน้าที่พยาบาลรีบเข้าช่วยทำ CPR แต่ไม่พบสัญญาณชีพ ก่อนนำส่ง รพ.นครพนม และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์สันนิษฐานเบื้องต้นอาจเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว

    ญาติและเพื่อนร่วมวิ่งต่างเศร้าโศก โดยพี่ชายเผยผู้ตายมีโรคประจำตัวไทรอยด์แต่ทานยาสม่ำเสมอ ก่อนวันวิ่งเพิ่งกลับจากส่งลูกทำงานที่กรุงเทพฯ จึงอาจพักผ่อนไม่เพียงพอ ด้าน ด.ต.อเนก ศรีนวล อายุ 52 ปี สามี เล่าว่าก่อนออกจากบ้าน ภรรยายิ้มและโบกมือบ๊ายบายเหมือนสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย ยิ่งทำให้สะเทือนใจเมื่อมาพบร่างไร้ลมหายใจ

    สำหรับกิจกรรม “สะออน RUN 2025” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อีสานนี้มีดีมากมาย” มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพริมฝั่งโขง ผ่านบรรยากาศยามเช้าเคล้าสายหมอกและวัฒนธรรมสองฝั่งโขง มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้ม ทั้งการตรวจร่างกายและทีมแพทย์กู้ชีพพร้อมดูแลตลอดเส้นทาง

    ว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้เดินทางมาแสดงความเสียใจ พร้อมยืนยันว่าผู้จัดวางแผนด้านความปลอดภัยไว้แล้ว เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ay5Z73JYR9zjhtGhP393H

  • คณะกรรมาธิการวุฒิสภาฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ระดมสมองพัฒนาการท่องเที่ยว

    คณะกรรมาธิการวุฒิสภาฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ระดมสมองพัฒนาการท่องเที่ยว

    21 กันยายน 2568 18:04 น. ญาณภัทร ศิลปะขจร ข่าวทั่วไทย

    วันที่ 21 ก.ย.68 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา พร้อมที่ปรึกษา นำโดย นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 1 ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานในพื้นที่ หวังยกระดับการท่องเที่ยวให้ก้าวหน้าและยั่งยืน

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมี นางสาวสรียา บุญมาก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกาญจนบุรี เป็นตัวแทนร่วมให้ข้อมูล, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด, ตำรวจท่องเที่ยว, การรถไฟแห่งประเทศไทย, เทศบาลเมืองกาญจนบุรี และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี

    คณะกรรมาธิการฯ ได้สำรวจแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างครบถ้วน เริ่มจาก สะพานข้ามแม่น้ำแคว และ สกายวอล์ค แลนด์มาร์กใหม่ริมแม่น้ำ ต่อด้วยกิจกรรม ล่องแพชมจุดกำเนิดแม่น้ำแม่กลอง และเดินทางด้วย รถไฟสายประวัติศาสตร์ ไปยัง ถ้ำกระแซ และ น้ำตกไทรโยคน้อย นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชม เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เพื่อศึกษาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

    หนึ่งในภาพความประทับใจคือที่สถานีรถไฟกาญจนบุรี คณะฯ ได้พบกับนักท่องเที่ยวจากอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จำนวน 2 คันรถบัสที่มาเดินทางด้วยรถไฟสายเดียวกัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความนิยมของเส้นทางนี้ได้เป็นอย่างดี

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่คณะกรรมาธิการฯ จะได้นำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652723&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yQlFhomE08fZ8gH1aEeHi

  • ฮาวาย ครองแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ 2 ปีซ้อน อากาศดี-เศรษฐกิจท่องเที่ยวโตแรง!

    ฮาวาย ครองแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ 2 ปีซ้อน อากาศดี-เศรษฐกิจท่องเที่ยวโตแรง!

    แม้ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กับรัฐฮาวาย เพราะเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่รัฐฮาวายครองตำแหน่งแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ จากการจัดอันดับของ WalletHub ในปี 2025

    สำหรับรายงานของ WalletHub ได้วิเคราะห์ทั้ง 50 รัฐในสหรัฐฯ โดยพิจารณาจาก 30 ตัวชี้วัดสำคัญ และแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย, สภาพแวดล้อมในการทำงาน, และชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งฮาวายสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างไร้ข้อกังขาด้วยคะแนนรวมสูงถึง 65.50 คะแนน

    ในเบื้องหลังของการจัดอันดับ ฮาวายได้อันดับ 3 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย, ตามด้วยอันดับ 16 ในด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน, และอันดับ 13 ในด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Chip Lupo นักวิเคราะห์จาก WalletHub ให้ความเห็นว่า ไม่แปลกที่ฮาวายจะคว้าอันดับหนึ่ง เพราะเป็นเมืองที่มีอากาศดีตลอดทั้งปี ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ค่อยมีปัญหาภาวะซึมเศร้า เศรษฐกิจก็ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ทำให้อัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำ รายได้เฉลี่ยก็ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้คนมีความกังวลทางการเงินน้อยมาก

    อีกทั้งข้อมูลยังเผยให้เห็นว่า ชาวฮาวายมีระดับความพึงพอใจในชีวิตสูงที่สุดในสหรัฐฯ และมีอัตราภาวะซึมเศร้าต่ำเป็นอันดับ 2 ของประเทศ นอกจากนี้ ผู้ใหญ่กว่า 85% ยังระบุว่า สุขภาพของตนอยู่ในเกณฑ์ดีหรือดีกว่า ซึ่งนับเป็นอันดับที่ 10 ของสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น ฮาวายเป็นรัฐที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในประเทศ และมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่า 7.5 หมื่นดอลลาร์ต่อปี สูงเป็นอันดับสองของสหรัฐฯ

    แม้จะเป็นรัฐที่ผู้คนมีความสุขที่สุด แต่ฮาวายก็ยังมีความท้าทายอยู่ จากการศึกษาประจำปีของ CNBC ที่จัดอันดับ America’s Top States for Business พบว่า แม้ฮาวายจะได้คะแนนคุณภาพชีวิตสูงถึง 173 จาก 265 คะแนน และได้เกรดรวม B แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงในด้านการดูแลเด็กและระบบสาธารณสุข

    นอกจากนี้รายงานของ WalletHub ในปี 2025 ยังรายงานว่า มีรัฐอื่นๆ ที่มีคะแนนความสุขสูงไม่แพ้กัน โดยแมริแลนด์รักษาตำแหน่งรองแชมป์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่สองติดต่อกันด้วยคะแนนรวม 64.13 คะแนน และเมื่อพิจารณาในแต่ละมิติ แมริแลนด์ได้อันดับ 3 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย แต่คะแนนด้านสภาพแวดล้อมการทำงานและชุมชนและสิ่งแวดล้อมกลับลดลงจากปีก่อน

    Chip Lupo อธิบายถึงการลดลงของอันดับในมิติสำคัญนี้ว่า อาจเป็นเพราะแมริแลนด์เป็นรัฐที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางไปทำงานนอกรัฐ และใช้เวลาในการเดินทางนาน ทำให้สภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่ในเกณฑ์กลางๆ อย่างไรก็ตาม แมริแลนด์กลับมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 7.5 หมื่นดอลลาร์ มากที่สุดในประเทศ โดยค่าครองชีพโดยรวมยังคงใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของสหรัฐฯ

    ในขณะเดียวกัน แคลิฟอร์เนีย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย แต่กลับหลุดจากอันดับ 10 รัฐที่มีความสุขที่สุดในปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ แคลิฟอร์เนียสามารถไต่กลับมาติดอันดับ 7 ได้สำเร็จ โดยได้อันดับ 4 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย และอันดับ 11 ในด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่กลับได้อันดับต่ำมากในด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน โดยได้เพียงอันดับ 45 เท่านั้น

    Lupo ชี้ว่าในแคลิฟอร์เนียมีกิจกรรมมากมายให้ทำ และผู้คนก็มีความภาคภูมิใจในชุมชนสูง แต่เศรษฐกิจนอกเมืองใหญ่กลับไม่ค่อยแข็งแรงนัก เพราะผู้คนมีรายได้น้อย ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงเช่นเดียวกับในเมืองใหญ่ และยังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเขามองว่าหากคะแนนด้านนี้ดีขึ้น แคลิฟอร์เนียอาจติดอันดับ Top 5 ได้อย่างไม่ยาก

    สรุป 10 เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา ประจำปี 2025

    1. ฮาวาย
    2. แมริแลนด์
    3. เนบราสกา
    4. นิวเจอร์ซีย์
    5. คอนเน็กติกัต
    6. ยูทาห์
    7. แคลิฟอร์เนีย
    8. นิวแฮมป์เชียร์
    9. แมสซาชูเซตส์
    10. ไอดาโฮ

    ในการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายองค์ประกอบ ทั้งสุขภาพกายและใจ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละรัฐต้องให้ความสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในภาพรวม

    ภาพ: Yi-Chen Chiang/Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hawaii-happiest-city-america-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G-L5yPKAHJFvr9qxL2gif

  • พบปะ หารือเพื่อความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการศึกษาและวิจัยฯ

    พบปะ หารือเพื่อความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการศึกษาและวิจัยฯ

    พบปะ หารือเพื่อความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการศึกษาและวิจัยฯ

    21 Sep 68

    เมื่อวันพุธที่ 17 กันยายน 2568 ดร.กรวรรณ สังขกร หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยนักวิจัยของศูนย์ฯ และให้การต้อนรับบุคลากรจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ (สอวช.)

    ในโอกาสนี้ ได้พบปะ หารือเพื่อเป็นการนำไปสู่ความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการศึกษาและวิจัยด้านการท่องเที่ยวระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศในอนาคต

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3774296/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TU_FSjOgd1_OaxnLOOC21

  • แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    แพทย์คาดสาเหตุดับ ผู้ช่วยพยาบาล ล้มฟุบหมดสติ กลางงานวิ่งดัง

    21 ก.ย. 2568 ที่บริเวณ ด้านหลังองค์พญาศรีสัตตนาคราช ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม ได้มีการจัดกิจกรรม “วิ่งสะออน RUN 2025” เพื่อหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพริมฝั่งโขง โดยมีนักวิ่งจากหลายจังหวัดเดินทางมาร่วมรายการวิ่งดังกล่าว เพื่อสัมผัสบรรยากาศการวิ่งยามเช้า

    สำหรับการวิ่งแบ่งออก 3 ระยะคือ 4 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร และระยะ 20 กิโลเมตร มีจุดสตาร์ทและเส้นชัยที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช โดยเริ่มปล่อยขบวนนักวิ่ง ตั้งแต่เวลา 04.00 น. มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย รวมทั้งรถ 1669 โรงพยาบาลนครพนม พร้อมรถจักรยานยนต์ชุดเคลื่อนที่เร็ว อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และความปลอดภัยแก่นักวิ่ง ที่มารวมงาน กว่า 2 พันคน

    มีรายงานว่าเกิดเหตุสลดขึ้น โดย นางวัชรา อายุ 45 ปี ชาว ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาล โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จ.สกลนคร ซึ่งลงวิ่งระยะทาง 20 กิโลเมตร เกิดอาการหน้ามืด และหมดสติล้มลงกับพื้น หลังวิ่งกลับตัวเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นชัย ที่เหลือระยะทางอีก 1 กิโมตร

    เจ้าหน้าที่พยาบาลเห็นเหตุการณ์ รีบเข้าช่วยเหลือทำ CPR และนำขึ้นรถ Ambulance ส่งโรงพยาบาลนครพนมทันที แต่นางวัชรา หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว แพทย์สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจาก “ภาวะหัวใจล้มเหลว”

    พี่ชายของผู้เสียชีวิต ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย เปิดเผยว่า น้องสาวมีโรคประจำตัว คือโรคไทรอยด์ แต่ทานยาสม่ำเสมอ มาวิ่งกับเพื่อนรวม 9 คน ขับรถยนต์มานอนที่โรงแรมในตัวเมือง 1 คืน แต่อาจพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะเพิ่งกลับมาจากไปส่งลูกเข้าทำงานที่กรุงเทพฯ

    ดาบตำรวจเอนก อายุ 52 ปี ตำรวจประจำ สภ.เต่างอย สามีผู้เสียชีวิต หลังทราบข่าวร้าย จึงรีบเดินทางมา ที่ รพ.นครพนม เมื่อเห็นร่างภรรยานอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ ถึงกับปล่อยโฮออกมาทันที พร้อมกับเผยว่า ก่อนภรรยาจะออกจากบ้าน คล้ายเป็นลางสังหรณ์ ได้ส่งยิ้มและโบกมือให้ เหมือนจะสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย และตอนเช้าประมาณตีห้าตนก็ทักไลน์ว่า “ตื่นหรือยัง” แต่ภรรยาไม่เปิดอ่านไลน์ กระทั่งมาทราบจากญาติว่าภรรยาวูบหมดสติเสียชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/607683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vfyCGMjvhz3fE9g4A0VDV

  • ประชาชน-ภาคธุรกิจ ให้กำลังใจทหารฐานชำราก ย้ำทวงคืน 17 จุดก่อนเปิดด่าน

    ประชาชน-ภาคธุรกิจ ให้กำลังใจทหารฐานชำราก ย้ำทวงคืน 17 จุดก่อนเปิดด่าน

    ประชาชน-ภาคธุรกิจ ร่วมให้กำลังใจทหารชายแดนตราดฐานชำราก ย้ำทวงคืน 17 จุดที่ถูกรุกล้ำ ไม่ยอมให้เปิดด่านหากแผ่นดินไทยยังไม่กลับคืนมา!

    เวลา 09.30 น. วันที่ 21 ก.ย. 2568 ประชาชนกลุ่มรักชาติ จากจังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมด้วยสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวตราด สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า สมาคมกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด รวมกว่า 200 คน เดินทางไปยังกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 535 บ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เพื่อให้กำลังใจทหารพราน มอบสิ่งของ มอบปูน มอบยางรถยนต์ และร่วมทำกระสอบทรายช่วยทำบังเกอร์ให้กับทหารพรานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน

    หลังจากเดินทาง ทั้งหมดได้นำสิ่งของ เครื่องดื่ม อาหารแห้ง มามอบให้กับทหารจำนวนมาก โดยทหารพรานทุกนายแต่งกายอยู่ในความพร้อมรบ ส่วนอาสากู้ภัยฯได้นำยางรถเก่ากว่า 300 เส้น มามอบให้เพิ่มเติมให้กับฐานฯ เพื่อทำเป็นแนวบังเกอร์ ขณะมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นำปูนจำนวน 40 ลูก มามอบให้ เพื่อก่อสร้างเป็นบังเกอร์

    จากนั้นประชาชนทั้งหมดได้ร่วมตัวกัน ถือธงชาติ ถือป้ายที่มีข้อความว่า “ทวงคืน แผ่นดินไทย 17 จุด” หรือ “17 จุด เป็นของไทย ไม่ใช่ของเขมร” พร้อมร้องเพลงชาติไทย เพื่อแสดงสัญลักษณ์รักชาติ รักทหาร เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้ว ทหารพรานได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจพร้อมประกาศว่า จะรักษาดินแดนไทยไม่ให้เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

    ด้านนางอิศรา อิงคเพียงกุล แกนนำกลุ่มดังกล่าว เปิดเผยว่า การเดินทางมาในครั้งนี้เกิดจากการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวของชาวจังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และเพื่อมาสังเกตการณ์สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนให้เห็นด้วยตาตนเอง เพื่อคลายข้อสงสัยและรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง วันนี้เรามาด้วยกำลังใจที่เต็มร้อย ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารของเรา ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา พวกเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือและสู้ไปด้วยกัน

    ขณะที่ นายวิชิต สุกระสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด พร้อมสมาชิกที่เดินทางไกลจากเกาะช้างมาที่บ้านชำราก กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้นยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง ทำให้เกิดความกังวลในการเดินทางมายังจังหวัดตราด แต่ยืนยันว่าผลกระทบยังไม่รุนแรงมากนัก และต้องการสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวทุกคนว่าจังหวัดตราดยังคงมีความปลอดภัยสูง ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวอย่ากังวลใจในเรื่องนี้ เพราะทหารได้ช่วยดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และสถานการณ์ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีความวุ่นวาย ขอให้นักท่องเที่ยวสบายใจได้ว่าเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราดได้อย่างปลอดภัยครับ

    นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวแล้ว เป้าหมายสำคัญของการมาในครั้งนี้คือการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร โดยภาคเอกชนยืนยันว่าจะคอยให้การสนับสนุนในสิ่งที่สามารถทำได้ ขอส่งกำลังใจให้เต็มที่ อะไรที่เราสนับสนุนได้ เราก็จะช่วยอย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้หรืออาหารที่จำเป็น พวกเราพร้อมจะร่วมมือกันทำให้ดีที่สุด

    RELATED

    TOP สังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/257512/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sdTdFqcEPUr4ae_xPzBuA