Category: ท่องเที่ยว

  • นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาทางออก “ฝ่าวิกฤติ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่”

    โดย 3 โจทย์ใหญ่บนโต๊ะหารือ คือ หนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs และการขาดสภาพคล่องในระบบ ซึ่งนายกฯ ขอความร่วมมือจากธนาคารในการ “อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด” ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น พร้อมย้ำว่า “ถ้าเงินใหม่ไม่เข้า เงินเก่าก็จะหายไปด้วย” ขณะเดียวกันยังต้องประเมินความเสี่ยงควบคู่ไปกับการเลือกปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้านทีมเศรษฐกิจมองว่า ต้องไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ของประเทศ ผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่
    • เพิ่มมูลค่าภาคท่องเที่ยว–บริการ และ Medical Wellness
    • ยกระดับภาคเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงราคาพืชผล
    • ดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ไฮเทค รองรับการลงทุนใหม่

    เอกนิติ ระบุว่า โจทย์คือการทำ Quick Big Win – ฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะการทำให้ SMEs มีสภาพคล่องและยืนได้ในยุคแข่งขันสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้จริง

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังตั้งทีมทำงานเฉพาะกิจ แก้ปัญหาเงินบาทแข็ง เงินทุนไหลเข้า และ ‘เงินเทา’ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the dots) เพื่อจัดการปัญหาอย่างตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

    สรุป การขับเคลื่อนครั้งนี้คือการผสานนโยบายการเงิน-การคลัง ให้ระบบธนาคารเป็นฟันเฟืองสำคัญ ‘อัดสภาพคล่อง’ สู่ผู้ประกอบการ พร้อมกับการยกระดับเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ไทยฟื้นเร็ว แข็งแรง และมั่นคงในสายตานานาชาติ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q9B41IHtbhg2sb0ecCPKc

  • 11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น 2568 เช็กให้ชัวร์ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น ไม่งั้นอาจโดนจับ!

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น 2568 เช็กให้ชัวร์ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น ไม่งั้นอาจโดนจับ!

    22/09/68

    |

    อ่านแล้ว 2 ครั้ง

        การเตรียมตัวไป เที่ยวญี่ปุ่น นอกจากเรื่องเสื้อผ้า แพลนท่องเที่ยว และเอกสารสำคัญแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนมักลืมนึกถึงก็คือ ยาประจำตัว ค่ะ แต่รู้หรือไม่ว่า มียาหลายชนิดที่ญี่ปุ่นห้ามนำเข้าเด็ดขาด แม้จะเป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไปในประเทศไทยก็ตาม วันนี้พี่หมี TQM จะพาทุกคนไปดูว่า 11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น มีอะไรบ้าง ทำไมญี่ปุ่นถึงเข้มงวดกับเรื่องนี้ และหากจำเป็นต้องพกยาติดตัวไปควรทำอย่างไร เพื่อให้ทริปเที่ยวของคุณปลอดภัย ไร้ปัญหาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

    ทำไมญี่ปุ่นถึงเข้มงวดกับการนำเข้ายา?

        ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีกฎหมายเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่อง ยาเสพติดและสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท รัฐบาลญี่ปุ่นจัดให้สารบางชนิด เช่น ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) และยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เป็น สารควบคุมที่ห้ามนำเข้า หากฝ่าฝืนอาจถูก ยึดยา ปรับเงิน หรือถูกดำเนินคดีทันที แม้ว่ายาเหล่านี้จะมีขายทั่วไปในไทย และหลายคนใช้เป็นประจำ เช่น ยาแก้หวัด ลดน้ำมูก แก้แพ้ หรือยาแก้ท้องเสีย แต่พอเข้าสู่ญี่ปุ่นก็กลายเป็นของผิดกฎหมายทันที

    • เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
      เช่น ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ที่สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตยาเสพติดได้

    • เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน
      ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสุขภาพสังคมโดยรวม จึงเข้มงวดกับยาที่มีฤทธิ์แรง แม้จะเป็นยาที่ขายทั่วไปในไทย

    • เพราะมาตรฐานยาแตกต่างกัน
      ยาที่ไทยอนุญาตให้ขาย อาจจัดเป็นสารควบคุมหรือยาต้องห้ามในญี่ปุ่น เช่น Lomotil ที่เคยขายในไทยแต่ถูกยกเลิกแล้ว

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น (อัปเดตปี 2568)

        ตามประกาศจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว และ อย. ของไทย ได้ยืนยันว่า มียาทั้งหมด 11 รายการที่ห้ามนำเข้าญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

    กลุ่มที่ 1: ยาแก้หวัดที่มีส่วนผสม ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine)

        สารนี้มักอยู่ในยาแก้คัดจมูกหรือยาแก้แพ้หลายชนิด มีฤทธิ์หดหลอดเลือด ทำให้จมูกโล่ง แต่ก็เป็นสารควบคุมเข้มงวดในญี่ปุ่น

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น

    ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) คืออะไร?

    • เป็นสารที่ใช้แพร่หลายใน ยาแก้หวัด ลดน้ำมูก แก้แพ้ และไซนัส

    • ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือดที่โพรงจมูก ช่วยให้หายใจโล่งขึ้น

    • ปัญหาคือ สามารถนำไปใช้ผลิตเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า/ไอซ์) ได้

    • ญี่ปุ่นจึงจัดเป็น สารควบคุมพิเศษ แม้จะใช้เพื่อรักษาอาการทั่วไปก็ตาม

        นี่คือเหตุผลหลักที่คนไทยมักพลาด เพราะคิดว่าเป็นแค่ “ยาแก้หวัดธรรมดา” แต่จริง ๆ แล้วเป็นยาเสพติดตามกฎหมายญี่ปุ่น

    ตัวอย่างยา:

    • TYLENOL COLD

    • SUDAFED

    • ADVIL COLD & SINUS

    • ACTIFED

    • DRISTAN COLD / รุ่น “No Drowsiness”

    • DRISTAN SINUS

    • DRIXORAL SINUS

        ยากลุ่มนี้เป็นที่นิยมในอเมริกาและยุโรป แต่ถ้าพกเข้าญี่ปุ่น จะถูกยึดและอาจถูกดำเนินคดีทันที

    กลุ่มที่ 2: ยาแก้หวัดที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย

        แม้คนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นชื่อ แต่บางคนที่ซื้อจากต่างประเทศอาจเผลอพกติดตัวไป

    ตัวอย่างยา:

    • NYQUIL
    • NYQUIL LIQUICAPS
    • VICKS INHALER

        โดยเฉพาะ VICKS INHALER ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบเดียวกับที่ขายในไทย แต่จริง ๆ รุ่นที่ถูกห้ามคือสูตรต่างประเทศที่มีส่วนผสมต้องห้าม

    กลุ่มที่ 3: ยาแก้ท้องเสียที่ถูกยกเลิกในไทย

    ตัวอย่างยา:

    • LOMOTIL (มีส่วนผสม Diphenoxylate + Atropine)

        ยาตัวนี้เคยใช้บรรเทาอาการท้องเสีย แต่ปัจจุบันถูกจัดเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 และห้ามนำเข้าในญี่ปุ่นเด็ดขาด

    11 ยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น

    กฎการพกยาประจำตัวเข้าญี่ปุ่น

    หากคุณจำเป็นต้องพกยาประจำตัวติดไปญี่ปุ่น ควรทำตามข้อแนะนำดังนี้

    • อย่าแกะยาออกจากแผงบรรจุภัณฑ์ ต้องคงสภาพเดิมไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้

    • พกไม่เกินปริมาณที่ใช้ได้ 30 วัน กรณีเป็นยาสำหรับใช้เอง

    • เตรียมใบรับรองแพทย์ (ภาษาอังกฤษ) โดยเฉพาะยาที่แพทย์สั่งจ่าย

    • หากจำเป็นต้องใช้ยาที่เข้าข่าย “ควบคุมพิเศษ” เช่น ยาแก้ปวดที่มี Fentanyl หรือ Pethidine ต้องทำเรื่อง ขออนุญาตจากรัฐบาลญี่ปุ่นล่วงหน้า

    • ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการญี่ปุ่น (MHLW) ที่เว็บไซต์: www.mhlw.go.jp

    กฎการพกยาประจำตัวเข้าญี่ปุ่น

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนำยาเข้าญี่ปุ่น

    Q : ถ้ามียาที่แพทย์สั่ง สามารถนำเข้าญี่ปุ่นได้ไหม?

    A : ได้ แต่ต้องมี ใบรับรองแพทย์ภาษาอังกฤษ และปริมาณไม่เกิน 30 วัน หากเกินต้องขออนุญาตล่วงหน้า

    Q : ถ้าพก VICKS INHALER แบบไทยไป จะผิดไหม?

    A : VICKS INHALER ที่ขึ้นบัญชีห้ามเป็นรุ่นที่จำหน่ายต่างประเทศ แต่เพื่อความสบายใจควรหลีกเลี่ยงการนำเข้าญี่ปุ่น

    Q : ถ้านำเข้ายาที่ห้าม จะโดนอะไรบ้าง?

    A : คุณอาจถูก ยึดยา ปรับเงิน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายญี่ปุ่น ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นถูกกักขังได้

        การไป เที่ยวญี่ปุ่นปี 2568 นอกจากการเตรียมเสื้อผ้าและแผนการเดินทางแล้ว เรื่อง การพกยา ก็สำคัญมาก เพราะมีกฎหมายเข้มงวด หากพกยาใน 11 รายการยาห้ามนำเข้าญี่ปุ่น ติดตัวไป อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ถึงขั้นถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้น ก่อนเดินทางควรตรวจสอบ รายชื่อยาต้องห้าม เอกสารที่เกี่ยวข้อง และข้อกำหนดของญี่ปุ่น ให้ครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อความมั่นคงตลอดการเดินทาง แนะนำให้ทำ ประกันเดินทางต่างประเทศ ควบคู่ไปด้วย เพราะช่วยคุ้มครองทั้งค่ารักษาพยาบาล อุบัติเหตุ และเหตุไม่คาดคิดต่าง ๆ ทำให้คุณเดินทางได้อย่างมั่นใจเต็มที่ หากกำลังวางแผนทริปญี่ปุ่น ลองเข้าไป เช็กเบี้ยประกันเดินทางต่างประเทศ กับ TQM ไว้ล่วงหน้า รับรองว่าคุ้มค่าและพร้อมรองรับทุกสถานการณ์

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก www.hfocus.org

    เช็คราคาแผนประกัน

    กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

    ข้อมูลการเดินทาง

    บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tqm.co.th/articles/%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7/11%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IDOJI_IiUEJmqUeBA9hVB

  • ผู้ว่าการ ททท.ชี้เงินบาทแข็งค่า กระทบอัตราแลกเปลี่ยน ฉุดรายได้ท่องเที่ยวลง 15-17%

    ผู้ว่าการ ททท.ชี้เงินบาทแข็งค่า กระทบอัตราแลกเปลี่ยน ฉุดรายได้ท่องเที่ยวลง 15-17%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 กันยายน 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อต้นปีอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มต้นที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าเงิน สวนทางกับประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น ที่อ่อนค่า 6.22 เปอร์เซ็นต์ จีนอ่อนค่า 2.65 เปอร์เซ็นต์ และเวียดนามอ่อนค่า 3.38 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ ททท.ประเมินผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเงินเป็นเงินบาท จะได้จำนวนเงินน้อยลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทยสูงขึ้น เช่น ราคาห้องพัก โรงแรม ร้านอาหาร และค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวอาจดูแพงขึ้น ทำให้ความน่าสนใจของไทยลดลง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ จะทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 15-17 เปอร์เซ็นต์ จากการที่ต่างชาติมองว่าการเดินทางเข้าไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ทั้งค่าอยู่ ค่ากิน จากงบประมาณที่วางไว้ ทำให้มีการใช้จ่่ายเพิ่มขึ้น บางคนหนีไปเที่ยวประเทศค่าเงินถูกกว่าไทย แถมคนไทยที่พอจะมีเงินก็หนีไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามที่มีค่าเงินอ่อนกว่าไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000090653&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Z3MvN4ZAj0zG5cu1hVkK

  • ความหวังใหม่ท่องเที่ยว-กีฬา ! “อรรถกร” นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ก้าวสู่บทพิสูจน์ – INN News

    ความหวังใหม่ท่องเที่ยว-กีฬา ! “อรรถกร” นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ก้าวสู่บทพิสูจน์ – INN News

    รัฐบาลชุดใหม่แต่งตั้ง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ปี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ เร่งจัดเตรียมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

    การเมืองไทยเปลี่ยนหน้าอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ความสนใจไม่ได้อยู่เพียงแค่การจัดโผเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคงเท่านั้น

    แต่สังคมยังคงจับจ้องไปที่กระทรวง ซึ่งเชื่อมโยงกับ “หัวใจประชาชน” อย่าง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่วันนี้ได้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นักการเมืองรุ่นใหม่วัยเพียง 41 ปี ก้าวขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หรือ “เบนซ์” เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2527 ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของนายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีต สส.ฉะเชิงเทรา หลายสมัย

    ปัจจุบัน นายอรรถกร สมรสกับ ณัฐญาน์ เลิศเลาห์กุล มีบุตรร่วมกัน 1 คน ส่วนกีฬาที่ชื่นชอบคือ ฟุตบอล และ กอล์ฟ  โดยทีมฟุตบอลที่เชียร์คือทีมลิเวอร์พูล

    จบการศึกษา ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ (Communication Arts) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโท Marketing Management จาก Middlesex University ประเทศอังกฤษ

    เส้นทางการเมืองของนายอรรถกร นายอรรถกร เป็น สส. มาแล้ว 3 สมัย และเคยผ่านตำแหน่งสำคัญมาแล้ว ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงรองประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร และมีผลงาน โดยถือเป็นคนที่แรกๆ ที่ยกเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” ขึ้นมาพูดอย่างจริงจังในสภา พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา

    วันนี้ นายอรรถกร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน และมีภารกิจเร่งด่วนที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2025 นี้

    แม้พึ่งรับตำแหน่ง แต่ก็มีงานต่างๆที่รอการแก้ไข ทั้งงบประมาณ การบริหารจัดการสนาม และการสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการแข่งขัน และปัญหาอีกมากมายที่คาราคาซังมาจากรัฐบาลชุดก่อน

    ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการในเวลาไม่ถึง 90 วันก่อนการแข่งขันซีเกมส์ ต้องรอดูกันว่า รมว.กีฬา ป้ายแดงท่านนี้จะหาทางแก้อย่างไร

    สำหรับการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 ติดตามรับชมและส่งแรงเชียร์ให้ทีมชาติไทย คว้าชัยและเขียนหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ไปด้วยกัน

    การได้รัฐมนตรีหนุ่มวัย 41 ปี นำความหวังใหม่มาสู่สองเสาหลัก ทั้ง ท่องเที่ยว และ กีฬา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงวิจารณ์ว่าประสบการณ์ของเขาอาจยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความสดใหม่และมุมมองทันสมัยอาจเป็น ไพ่ใบสำคัญ ที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่

    เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ใช่เพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ แต่คือสมรภูมิที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สมาคมกีฬา ไปจนถึงแฟนบอลแฟนกีฬา “อรรถกร ศิริลัทธยากร” จะสามารถยืนระยะ และแปลงความคาดหวังให้กลายเป็นผลงานจริงได้หรือไม่ นี่คือคำถามใหญ่ที่สังคมกำลังรอคำตอบ

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_937529/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DIylP48-A7TBp088eIAfW

  • ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.

    ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.


    ธรรมนัส,ท่องเที่ยว,ทูตจีน

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้มีคำเชิญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ร่วมหารือความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวไทยจีน ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนศุกร์นี้เวลา 18:00 น และจะจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่รองนายกรัฐมนตรีด้วย ในการพบปะหารือครั้งนี้ จะมีวาระที่สำคัญคือ

    – การเชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเยือนประเทศจีน ช่วงปลายเดือนตุลาคมศกนี้ โดยจะไปเยือนกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้หรือกวางโจวหรือเสฉวน

    – การหารือความร่วมมือและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน และความร่วมมือในการปราบปราม ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคาม ต่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศร่วมกัน

    – การฟื้นฟูคณะกรรมการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าไทยจีน ที่มีระดับรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k8tl_eqdN9PSkwedUgJD4

  • ปายจัดอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    ปายจัดอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    ปายจัดอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา’ หวังยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

    กก.เปิดการฝึกอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา’ ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อพัฒนาศักยภาพภาคประชาชนให้สามารถช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและบุคลากรด้านกีฬาได้ หวังสร้างเครือข่ายเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา

    วันที่ 22 ก.ย. 68 ที่โรงแรมเบลล์ วิลล่า รีสอร์ท ปาย อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดร.วนิดา พันธุ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม ‘อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา’ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีอาสาสมัครเข้ารับการอบรมจำนวน 40 คน

    นางเกษราภรณ์ วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของภาคประชาชนในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา ให้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว นักกีฬา และบุคลากรทางการกีฬา รวมถึงการร่วมจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาและนันทนาการในพื้นที่ได้

    โครงการนี้มุ่งหวังที่จะสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นให้กับอาสาสมัครทุกคน เพื่อให้เป็นเครือข่ายที่มีคุณภาพในการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างมีมาตรฐาน และเป็นการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qd08r0dwY8kacntRrTdvw

  • “การท่องเที่ยวไทเป” ลุยหน้าบุกตลาดอาเซียน ยกทัพอินฟลู ฯ ตะลุยเที่ยวสัมผัสเสน่ห์อันเปี่ยมล้นของกรุงไทเป

    “การท่องเที่ยวไทเป” ลุยหน้าบุกตลาดอาเซียน ยกทัพอินฟลู ฯ ตะลุยเที่ยวสัมผัสเสน่ห์อันเปี่ยมล้นของกรุงไทเป

    ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ที่เดินทางมากรุงไทเปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำนักงานสารสนเทศและการท่องเที่ยว เทศบาลนครไทเป จึงได้เชิญอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ รวม 8 กลุ่ม มาร่วมออกเดินทางท่องเที่ยวในกรุงไทเป พร้อมบันทึกประสบการณ์และถ่ายทอดเสน่ห์อันหลากหลายของกรุงไทเปผ่านมุมมองของพวกเขาในรูปแบบวิดีโอ Ulfa Alhanif Muslichah ผู้นำด้านการท่องเที่ยวชาวมุสลิมจากอินโดนีเซีย ชื่นชมบรรยากาศความเป็นมิตรต่อชาวมุสลิมของกรุงไทเปอย่างมาก ขณะที่คู่รักอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยอย่าง Travels Again เที่ยวแล้วเที่ยวอีก ก็ประทับใจกับบรรยากาศแสนโรแมนติกของงาน “เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง” ส่วน Eric และ Chris อินฟลูเอนเซอร์ชาวเวียดนาม ได้ถ่ายทอดความงดงามของกรุงไทเปผ่านสายตาคนรุ่นใหม่ โดยหวังว่าวิดีโอเหล่านี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเยือนกรุงไทเปมากยิ่งขึ้น

    หลังจากที่ได้เยือนไทเปแกรนด์มัสยิด (Taipei Grand Mosque) Ulfa Alhanif Muslichah ถึงกับเอ่ยปากชื่นชมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับชาวมุสลิมในไทเปว่า “กรุงไทเปเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมุสลิมอย่างแท้จริง นอกจากจะมีสถานที่ละหมาดครบครัน ยังมีร้านอาหารฮาลาลมากมาย ทำให้การกินอยู่ในเมืองนี้สะดวกสบายอย่างมาก” ส่วน Kentang Idaman (Viviannzi) อินฟลูเอนเซอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ก็ประทับใจในบรรยากาศของไทเปที่ผสานความเป็นดั้งเดิมและความทันสมัยได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการได้ชมทิวทัศน์ตึกไทเป 101 ในยามค่ำคืนจากดาดฟ้า Dream Plaza

    ส่วนทางด้านตลาดประเทศไทยก็ได้มีการสะท้อนรสนิยมการท่องเที่ยวที่ต่างกัน ระหว่างแบบครอบครัวและแบบคู่รัก Tam Story อินฟลูเอนเซอร์สายครอบครัว ได้พาครอบครัวเที่ยววัดหลงซานและวัดขงจื๊อเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมของไต้หวัน จากนั้นก็ได้ไปแช่น้ำพุร้อนที่เป่ยโถว เพลิดเพลินกับบ่อน้ำพุร้อนสำหรับครอบครัว และยังได้ลงมือทำพายสับปะรดของฝากยอดนิยมของกรุงไทเป โดยพวกเขากล่าวว่า “ช่วงเวลาที่ได้ท่องเที่ยวกับครอบครัวในกรุงไทเปนั้นพิเศษและน่าประทับใจมาก” ส่วนคู่รักอินฟลูเอนเซอร์ Travels Again เที่ยวแล้วเที่ยวอีก ก็ได้ตระเวนชิมคาเฟ่สุดชิคที่ย่านซินจงซาน และบาร์ย่านซินอี้ อีกทั้งยังได้รับประสบการณ์สุดประทับใจในยามค่ำคืนแสนโรแมนติกในงาน “เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง”

    ด้านตลาดฟิลิปปินส์ The Poor Traveler อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ก็ชื่นชมกับความสะดวกของระบบคมนาคมในกรุงไทเป หลังจากได้ไปเยือนอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน เขากล่าวว่า “เพียงเดินทางจากใจกลางกรุงไทเปไม่นาน ก็สามารถสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามระดับอุทยานแห่งชาติได้แล้ว การเดินทางที่นี่สะดวกมาก ๆ” ด้าน Krisell Lumagui อินฟลูเอนเซอร์สายครอบครัว ก็ได้พาลูกเที่ยวสวนสนุกสำหรับเด็กและสวนสัตว์ไทเป พร้อมแบ่งปันความประทับใจว่า “ลูกๆตื่นเต้นและสนุกกับสถานที่ท่องเที่ยวมาก ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัวอย่างครบครัน ทริปนี้ทำให้ทั้งครอบครัวตกหลุมรักกรุงไทเปเลยค่ะ”

    สำหรับฝั่งตลาดเวียดนาม ทางสำนักงาน ฯ ได้เชิญ Eric และ Chris สองอินฟลูเอนเซอร์ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในไต้หวันมาร่วมสำรวจกรุงไทเปและถ่ายทอดไทเปผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่  Chris เล่าว่า ทุกครั้งที่ได้ไปย่านหย่งคังจะมีสิ่งใหม่ ๆ ให้ค้นพบเสมอ ทั้งของอร่อยอย่างน้ำแข็งไสมะม่วง บะหมี่เนื้อ และเสี่ยวหลงเปา ส่วนบาร์ในย่าน East District และอุโมงค์ลับใน The Grand hotel ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ห้ามพลาด ขณะที่ Eric แนะนำมุมลับสำหรับถ่ายรูปอย่าง Taipei Water Park, POPOP Taipei และศูนย์ดนตรีไทเป (Taipei Music Center) ซึ่งช่วยให้แฟนคลับเวียดนามรู้จัก “ที่ลับ ๆ” ของกรุงไทเปที่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่เคยรู้ ผ่านการเล่าเรื่องแบบฉบับคนท้องถิ่น ซึ่งพวกเขาสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่าแฟน ๆ ชาวเวียดนามอยากมาเที่ยวกรุงไทเปอย่างล้นหลาม

    นอกจากนี้ เพื่อขยายผลการประชาสัมพันธ์ สำนักงานสารสนเทศและการท่องเที่ยว เทศบาลนครไทเป ยังได้ลงโฆษณากลางแจ้งในย่านใจกลางเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ไทย และอินโดนีเซีย พร้อมติดตั้งป้าย LED ขนาดใหญ่ ในย่าน BGC ของมะนิลา ย่านการค้าสยามในกรุงเทพฯ และย่านธุรกิจจาการ์ตา พร้อมกันนี้ยังผสมผสานเอกลักษณ์บนพาหนะท้องถิ่น เช่น รถตุ๊กตุ๊กของไทย และรถจี๊ปนีย์ของฟิลิปปินส์ เพื่อทำโฆษณาเคลื่อนที่ ทำให้การโปรโมทออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์และการโปรโมทออฟไลน์ผสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มเสน่ห์ของกรุงไทเปในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

    สำนักงาน ฯ ระบุว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสี่แห่งถือเป็นตลาดสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทเป การเชิญอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหลากหลายประเภทมาเยือน สัมผัส และถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวด้วยตนเองในครั้งนี้ สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวให้หันมาสนใจเสน่ห์อันหลากหลายของกรุงไทเปได้สำเร็จ ในอนาคต สำนักงาน ฯ จะยังคงใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเจาะกลุ่ม ผสานกับอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เพื่อการโปรโมทอย่างแม่นยำและแลกเปลี่ยนเชิงลึก พร้อมเดินหน้าสร้างการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลายและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงไทเปในระดับนานาชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และทำให้กรุงเทไทเปกลายเป็นเมืองแรกในเอเชียที่นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) อยากมาเยือนมากที่สุด


    คำบรรยายภาพ 1: Ulfa Alhanif Muslichah อินฟลูเอนเซอร์ชาวอินโดนีเซีย เพลิดเพลินกับการเดินเล่นที่ Xinzhongshan Linear Park และย่านการค้ารอบข้างจนลืมเวลา

    คำบรรยายภาพ 2: Travels Again อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย ทึ่งกับสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุที่จัดแสดงใน National Palace Museum


     
    คำบรรยายภาพ 3: Tam Story อินฟลูเอนเซอร์ครอบครัวชาวไทย ใช้เวลาพักผ่อนแสนสบายที่ท่าเรือกวนตู้และสวนริมน้ำกับครอบครัวอย่างมีความสุข

    คำบรรยายภาพ 4: Chris อินฟลูเอนเซอร์ชาวเวียดนาม พาแฟน ๆ ร่วมเที่ยวกรุงไทเปผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่


     
    คำบรรยายภาพ 5: สื่อโฆษณากลางแจ้งของกรุงไทเปเผยแพร่ในย่านสยาม ใจกลางกรุงเทพฯ


     
    คำบรรยายภาพ 6: การประชาสัมพันธ์เชิงเคลื่อนที่โดยผสานโฆษณากลางแจ้งไว้กับรถตุ๊กตุ๊กของไทย วิ่งไปทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มการมองเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652832&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33v_zLkT9WuZMIwB0CExPB

  • กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาในเขตพัฒนา การท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมเบลล์ วิลล่า รีสอร์ท ปาย อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดร.วนิดา พันธุ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี เปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวต้อนรับและมี นางเกษราภรณ์ วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและกำกับ กล่าวรายงาน โดยมี อาสาสมัครเข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 40 คน

    นางเกษราภรณ์ วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ในนามคณะทำงานในการจัดการฝึกอบรมหลักสูตร กล่าวว่า อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา

    สืบเนื่องจาก ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้กองมาตรฐาน และกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ดำเนินกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยุธรรมล้านนา ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของภาคประชาชนเพื่อเป็นอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีการสร้างองค์ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องให้แก่อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งหวังให้สามารถช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว นักกีฬา บุคลากรทางการกีฬา รวมทั้งสามารถร่วมจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาและนันทนาการในพื้นที่ได้ โดยกำหนด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3775146/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pZQ5BVQf9USyOOMYRYAaL

  • ภาคเอกชนสงขลา”โวย”ด่านสะเดาทำงาน”อืด”นักท่องเที่ยวรอนาน 3 ชม.ร้อง”สว.”ช่วยนำปัญหาเข้าสภา | เดลินิวส์

    ภาคเอกชนสงขลา”โวย”ด่านสะเดาทำงาน”อืด”นักท่องเที่ยวรอนาน 3 ชม.ร้อง”สว.”ช่วยนำปัญหาเข้าสภา | เดลินิวส์

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลาเปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียและภาคเอกชน จ.สงขลา ว่านักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวจำนวนมากด่านสะเดา ต้องใช้เวลาข้ามด่านนานเฉลี่ยคนละ 3 ชั่วโมง เหตุเกิดมาอีกหลายปี มีนักท่องเที่ยวโวยวาย เพราะนักท่องเที่ยวหลายสิบรายเป็นลมล้มพับคาด่านฯ และนักท่องเที่ยวบางครอบครัวรอไมไหวต้องขนสมาชิกกลับประเทศ

    นายไชยยงค์เปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมานานแล้วหลายปีมาแล้ว ที่ต้องเจอกับภาพนักท่องเที่ยวแออัดที่ด่านสะเดา คนยืนรอเข้าแถวนานหลายชั่วโมงเพื่อเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับพี่น้องคนไทย กลับมาทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวชัดเจน หน่วยงานระดับมีอำนาจควรเข้ามาแก้ไขไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม

    นายไชยยงค์เปิดเผยว่าส่วนกลางไม่เคยแก้ไขใดๆเลย แต่ลำพังให้หน้างานแก้ไขอย่างเดียวคงไม่สามารถทำได้ เรื่องนี้ต้องแก้ที่โครงสร้างของระบบ สิ่งที่ถูกต้อง คือ กรมศุลกากรควรให้ความสำคัญกับคนไม่น้อยไปกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องสินค้า เพราะปัจจุบันรูปแบบการท่องเที่ยวมันเปลี่ยนไปมาก

    นายไชยยงค์เปิดเผยว่า กรมศุลกากรควรปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำรถยนต์เข้ามาท่องเที่ยวให้เป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อลดการจราจรที่แออัด นอกจากอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ยังสร้างความ โปร่งใส เท่าเทียม ให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนอีกด้วย ดังเช่นกับที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ดำเนินการแก้ไขการยื่นเอกสาร ตม.6 เป็นออนไลน์แล้ว แก้ปัญหาได้มากเลยทีเดียว

    “มีอีกหลายคนที่ทนกับเรื่องนี้ไม่ได้ รัฐบาลกลางไม่ควรมองนักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นของตาย อะไรที่เห็นปัญหาแล้วไม่แก้ไข จะรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ที่เป็นคนนอกวงการการเมือง หวังว่าจะเข้าใจและจะให้ความสำคัญกับแก้ปัญหาให้กับการท่องเที่ยวของไทย จะได้นำเสนอเรื่องเข้าสภา และคาดหวังว่าการท่องเที่ยวไทยจะหลุดพ้นจากบ่วงปัญหานี้ที่หมักมานานเสียที ขอฝากให้นัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ซึ่งเป็นคนนอก นายอนุทิน ชาญวีรกุล สะสางปัญหานี้” นายไชยยงค์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5134266/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J1F2oXFjIyX0pSsz0Tq6_

  • MOTHER มั่นใจรายได้โตทะลุเป้า H2/68 สัญญาณดีรับคนละครึ่ง เปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง-ปักธงรุกออนไลน์ : อินโฟเควสท์

    MOTHER มั่นใจรายได้โตทะลุเป้า H2/68 สัญญาณดีรับคนละครึ่ง เปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง-ปักธงรุกออนไลน์ : อินโฟเควสท์

    นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง [MOTHER] เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 68 คาดรายได้โตทะลุเป้า 10% จากการขยายสาขาใหม่ ซึ่งในช่วงที่เหลือคาดเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในพื้นที่ท่องเที่ยว รวมทั้งยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    โดยในไตรมาส 2/68 SSSG โต 7.54% จากการฟื้นตัวของสาขาในแหล่งท่องเที่ยว และสาขาที่เคยได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างถนนได้กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่แนวโน้มครึ่งปีหลังเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรกและเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง (House Brand) เพื่อสร้างอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) ที่สูงขึ้น จากปัจจุบันที่มีน้ำดื่มบรรจุขวด แบรนด์ “Mother Marche” และกระดาษเช็ดปาก “โอริ” ทั้งนี้สินค้า House Brand สามารถทำกำไรได้สูงถึง 20-25% เทียบกับสินค้าทั่วไปที่อยู่ระดับ 15-20% ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา OEM เพื่อผลิตสินค้าเพิ่มเติม โดยจะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจะพัฒนาระบบการขายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างจริงจัง โดยคาดว่าจะเริ่มจัดตั้งทีมและดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2569 เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

    สำหรับแผนงานในปี 69 บริษัทยังมุ่งเน้นกลยุทธ์การขยายสาขา โดยมีแผนจะขยายสาขาใหม่อีก 3-5 แห่ง แต่ทั้งนี้จะประเมินตามสภาวะเศรษฐกิจควบคู่กันไป ซึ่งจะเริ่มขยายออกไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยปักหมุดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่

    ล่าสุดบริษัทยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดให้บริการ Mother Supermarket สาขาใหม่ “เหนือคลอง ใกล้โรงพยาบาลเหนือคลอง” อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เป็นสาขาลำดับที่ 22 ที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน และเป็นสาขาที่ 2 ในอำเภอเหนือคลอง ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ใกล้โรงพยาบาลเหนือคลองและสถานที่ราชการต่าง ๆ ไม่ไกลจากสนามบินนานาชาติกระบี่และท่าเรือแหลมกรวด จุดขึ้นเรือไปยังเกาะจำ พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนในพื้นที่ 90% และนักท่องเที่ยว 10%

    Mother Supermarket สาขา “เหนือคลอง ใกล้โรงพยาบาลเหนือคลอง” มีขนาดพื้นที่ 500 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ขายสินค้าประมาณ 300 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่จอดรถรองรับลูกค้า ครบครันด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและของสดคุณภาพกว่า 1,000 รายการ พื้นที่ภายในร้านได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้กระจกโปร่งแสงรับแสงธรรมชาติลดการใช้ไฟฟ้าและผนัง Isowall ช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการตกแต่งภายในที่อบอุ่นสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ Mother Supermarket ได้อย่างลงตัว

    นายเอกพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาขาใหม่ใช้งบลงทุน 7 ล้านบาท คาดว่าจะคืนทุนภายใน 4 ปี และสามารถสร้างรายได้ทันที 6-7 ล้านบาทในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมต่อปีอยู่ที่ 20-30 ล้านบาท

    สำหรับทิศทางธุรกิจช่วงปลายปี บริษัทคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 3/68 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น การเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ในเดือนตุลาคม และการเตรียมปลดล็อกช่วงเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่ง MOTHER มองว่าเป็นอานิสงส์โดยตรงต่อธุรกิจค้าปลีกในชุมชนและช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวเพิ่มเติม

    ส่วนแผนการขยายธุรกิจยังคงเดินหน้าเปิดสาขาใหม่อีก 1 แห่ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยของชุมชน เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไฮซีซั่นเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8L0IQ2XRZSF5J0Q1AN2A7YEY4CR7GL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fjEPoGpb3_Cig0KQnDi7i