Category: ท่องเที่ยว

  • “วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน | เดลินิวส์

    “วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน | เดลินิวส์

    นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) จากการลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ เพื่อศึกษารูปแบบและจัดทำแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของนางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจฯ พบว่า บ้านม่วงคำเป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 200 ปี มีรากฐานการทำเกษตรแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยในปี 2550 ได้เริ่มต้นทำฟาร์มวนเกษตรและก่อตั้งโป่งแยงฟาร์ม และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรร่วมกับชุมชน ก่อนจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นทางการในปี 2562 ปัจจุบันวิสาหกิจฯ มีสมาชิก 30 ราย พื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานรวมกว่า 30 ไร่ผลิตพืชผักและไม้ผล เช่น คะน้า เคล มะเขือเทศ แมคคาเดเมีย และอะโวคาโด ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS)

    ด้านสถานการณ์ผลิตและตลาดสินค้าอินทรีย์ของวิสาหกิจฯ พบว่า เกษตรกรจะปลูกไม้ผลและพืชผักอินทรีย์สับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดปี ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดทุกเดือนประมาณ 2,000 กิโลกรัม/เดือน ราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 50 – 100 บาท/กิโลกรัม สำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้า แบ่งเป็น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในพื้นที่ ร้อยละ 30 , ลูกค้าประจำทั้งขายปลีกขายส่ง ร้อยละ 40 , การออกบูธ ร้อยละ 15 และนำไปประกอบอาหารให้กับนักท่องเที่ยว ร้อยละ 15 ซึ่งจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เฉลี่ย 13,000 บาท/เดือน

    วิสาหกิจฯ ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยพัฒนาพื้นที่เป็นโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน (ASEAN Homestay Standard) โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม สร้างรายได้ให้คนในชุมชนผ่านการถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม และองค์ความรู้ด้านการเกษตร การท่องเที่ยวในพื้นที่ดำเนินตามแนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Travel)  และ Zero Waste” โดยเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็นศูนย์ เช่น การท่องเที่ยวโดยใช้รถโดยสารของชุมชน การรับประทานอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ การใช้พลังงานสะอาดในที่พัก และการแปรรูปของเสียจากอาหารเป็นปุ๋ยหมัก โดยมีโป่งแยงฟาร์มเป็นศูนย์กลางกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ด้านวนเกษตรอินทรีย์

    สำหรับโปรแกรมการท่องเที่ยวมี 2 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรมครึ่งวัน ราคา 750 บาท/ราย และโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ราคา 1,800 บาท/ราย นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรม Workshop และการถ่ายทอดความรู้ อาทิ ชมแปลงผักอินทรีย์ ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ร่วมทำอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ ร้อยสร้อยจากลูกแมคคาเดเมีย จักสาน และทำเทียนไหว้พระจากขี้ผึ้งธรรมชาติ ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2,000 คน เข้าร่วมกิจกรรม เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ แวะเที่ยวคาเฟ่ หรือ แวะพักที่โฮมสเตย์ในช่วงที่มีการจัดงานคอนเสิร์ต ทั้งนี้ รายได้รวมจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยววิถีเกษตร รวมถึงการจ้างงานในชุมชน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนไม่ต่ำกว่า 6.1 ล้านบาท/ปี

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ Soft Power และ Storytelling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและความยั่งยืน แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน พร้อมทั้งรักษาสมดุลของธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ โทร 09 5691 0707 Facebook : Muang Kham Zero Waste และ Pong Yang Farm หรือ สอบถามข้อมูลผลการศึกษา ได้ที่ สศท.1 โทร 053 121 318 หรืออีเมล [email protected]     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5159360/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1McOP1kbfnfrCeSUPf7yvh

  • “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    ถ้าซานฟานซิสโกของสหรัฐอเมริกามี “โกลเดนเกต” (Golden Gate Bridge)

    ใน “กุ้ยโจว” ของจีน ก็กำลังจะมี “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” (Hua Jiang Xia Gu Da Qiao)

    และนี่กำลังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใน “มณฑลกุ้ยโจว” สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เปิดให้บริการแล้ว เมื่อ 28 กันยายนที่ผ่านมา และจะเป็นสะพานภูเขาที่ยาวที่สุด และเป็นสะพานภูเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วย นับได้ว่า จะเป็นสะพานอันดับหนึ่งของโลก ทั้งแนวนอน และแนวตั้ง ด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 625 เมตร และช่วงสะพานข้ามสองฝั่ง 1,420 เมตร จึงถือเป็นช่วงสะพานข้ามภูเขาที่ยาวที่สุดในโลก และถือเป็นสะพานที่สูงและความกว้างอันดับหนึ่ง

    โดยสะพานแห่งนี้ ได้ใช้เวลาในการสร้างเพียง 3 ปีเท่านั้น และยังประสบความสำเร็จทางเทคโนโลยีหลายประการ ทั้งการออกแบบเพื่อต้านลมแรง และการก่อสร้างในที่สูง ที่เป็นต้นแบบการก่อสร้างสะพานในภูเขาในทั่วโลก โดยได้รับสิทธิบัตรเทคโนโลยีหลายด้านในมาตรฐานการก่อสร้างสะพานระดับชาติ

    “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” อยู่ในมณฑลกุ้ยโจว เมืองอันชุ่น (AnShun) ซึ่งในกุ้ยโจว ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา ดังนั้น สะพานในหลาย ๆ แห่ง จะเชื่อมระหว่างภูเขา กับภูเขา และเน้นไปในการคมนาคม แต่สะพาน “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” แห่งนี้จะเป็น “สะพานครบวงจรแห่งแรกของจีน” ที่นอกจาก จะใช้ประโยชน์เพื่อการคมนาคมแล้ว ยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย

    ด้วยภูมิประเทศรอบ ๆ สะพานฮัวเจียง ที่มีภูเขาล้อมรอบมีความสวยงาม ดังนั้น บนสะพานแห่งนี้ จึงได้จัดชุดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ผสมผสาน ทั้งการเดินสะพานชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม, ชมวิวทิวทัศน์มุมสูงจากคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนยอดสะพาน Clound top Cafe แบบ 360 องศา, มีกิจกรรมการกระโดดบันจี้จั้มพ์, การปีนผา, การชมม่านน้ำขนาดยักษ์ความยาว 300 เมตรที่ตั้งกลางสะพาน ติดตั้งด้วยระบบเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงวัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงทางด้านธรณีวิทยา ที่มีการค้นพบฟอสซิวในยุคไทรแอสซิก และยังจะมีโรงแรมสำหรับบริการนักท่องเที่ยวกว่า 80 ห้องด้วย ซึ่งในโรงแรมก็จะมีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องประชุม ร้านอาคารแบรนด์ต่าง ๆ

    จึงนับได้ว่า “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” แห่งนี้ จะเป็นสะพานครบวงจร ที่ผสมผสานระหว่างสะพานเพื่อชมวิวทิวทัศน์ ทัศนียภาพที่สวยงาม และสะพานเพื่อการท่องเที่ยว และการกีฬาในประเทศจีน และจะเป็นสะพานที่เปิดประตูสู่การท่องเที่ยวทางตอนใต้ของกุ้ยโจวอันดับ 1 และจะเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวแบบบูรณาการอันดับ 1 ของประเทศจีนด้วย

    คัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์ :: รายงานจากมณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378967438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h2DH5BZqtZogv7BoqyY6s

  • ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ระดับ 92.13 หดตัว 4.198% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ 57.19%

    “ดัชนีฯ เดือนสิงหาคมรับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูง กระทบความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงหดตัว หลังผู้ผลิตรายใหญ่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หยุดซ่อมบำรุงประจำปี และนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว” นายภาสกร กล่าว

    ปัจจัยกดดัน ได้แก่

    • เงินบาทแข็งค่าในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกัน
    • อุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว โดยในเดือน ส.ค.68 ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ (MPI) หดตัว 8.09% เมื่อเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ลดลงและกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว
    • ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค.68 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจาก 86.6 ในเดือน ก.ค.68 จากข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ
    • นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ เป็นต้น

    ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    • การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 11.2% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 7.9%
    • การลงทนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวในเดือน ส.ค.68 ไทยมีทุนจดทะเบียนรวม 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.38% จากปีก่อน ขณะที่ BOI อนุมัติโครงการใหม่ 4 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยชั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
    • มาตรการรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายจาก 1.75% เหลือ 1.50% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.74% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน ท่อเหล็กกล้า และเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนของผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุง สำหรับท่อเหล็กกล้า ผู้ผลิตขยายตลาดในประเทศและหาลูกค้าใหม่ ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อย ตลาดขยายตัวมากกว่าปีก่อนที่คำสั่งซื้อมีอย่างจำกัด
    • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.14% จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก ตามการขยายตัวของระบบ AI ระบบคลาวด์ และ Data Center ส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.42% จาก PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.98% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่
    • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.09% จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเนื่องจากอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ
    • เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำแร่และน้ำดื่มบรรจุขวดประเภทอื่นๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.58% จากเครื่องดื่มรสผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มกาแฟสำเร็จรูป เป็นหลัก จากปัญหาการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และจากปัญหาเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตบางรายทำให้ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้

    แนวโน้มเดือนก.ย. ทรงตัว

    ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ก.ย.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยภายในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณปกติจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์

    ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทย ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น

    ดัชนีปริมาณสินค้านำเข้า ส่งสัญญาณปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและดัชนีราคาส่งออก ส่งสัญญาณขยายตัว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศภาพรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องจากภาคการผลิตที่ยังคงซบเซา และคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามจากการส่งออกสินค้าทุนและสินค้าเกษตรที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลง

    “ดัชนีฯ เดือนกันยายนมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมยังสอดคล้องกับเดือนสิงหาค …จะพิจารณาปรับเป้าดัชนีฯ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากเดิม” นายภาสกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533302&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R1PMzvzj_yQGTlyHHtJKP

  • รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป มีความยินดีที่จะประกาศว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวทั้ง 4 แห่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโรงแรมชั้นนำของพัทยา ในรางวัล Trip.Best ประจำปี 2568 จาก Trip.com แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำระดับโลก การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป ในการมอบบริการที่ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานสากล พร้อมสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำให้แก่ผู้เข้าพักทุกท่าน

    อันดับที่ได้รับ:

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    • รอยัล วิง สวีท แอนด์ สปา – อันดับ 3 ของประเภทโรงแรมหรูในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ แกรนด์ โฮเต็ล – อันดับ 5 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ บีช เทอเรซ – อันดับ 7 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ บีช โฮเต็ล – อันดับ 12 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา

    “ผมและทีมงานรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการรักษามาตรฐานสูงสุดด้านการบริการ ความสะดวกสบาย คุณภาพ สไตล์ และความพึงพอใจของผู้เข้าพัก อันดับที่ได้รับยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าพักในเครือรอยัล คลิฟ และสะท้อนถึงความโดดเด่นของเราในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” กล่าวโดย คุณวิทนาถ วรรธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป

    Trip.Best เป็นการจัดอันดับประจำปีโดย Trip.com โดยใช้ข้อมูลจาก AI ช่วยในการวิเคราะห์ รีวิวจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แนวโน้มการจอง และความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่น่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางชั้นนำระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ปมีพื้นที่ส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติกว่า 100 ไร่ พร้อมวิวทะเลสีครามอันงดงามของอ่าวไทยแบบพาโนรามา เพลิดเพลินไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สระว่ายน้ำ 7 สระ รวมถึงสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ริมหน้าผา 2 ชั้นที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สปอร์ตคลับสุดหรู มาพร้อมสนามเทนนิส สนามพิคเคิลบอล และห้องสควอช สปาเพื่อสุขภาพการันตีด้วยหลากหลายรางวัล ห้องอาหารนานาชาติ คิดส์คลับ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นและแพ็คเกจที่จะทำให้ประสบการณ์ของท่านน่าจดจำ และพิเศษสุด

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.royalcliff.com, www.facebook.com/royalcliff และ www.instagram.com/royalcliff


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12751859&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JK2Y1_b1DtlQyYAOaE8tJ

  • ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ระดับ 92.13 หดตัว 4.198% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ 57.19%

    “ดัชนีฯ เดือนสิงหาคมรับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูง กระทบความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงหดตัว หลังผู้ผลิตรายใหญ่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หยุดซ่อมบำรุงประจำปี และนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว” นายภาสกร กล่าว

    ปัจจัยกดดัน ได้แก่

    • เงินบาทแข็งค่าในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกัน
    • อุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว โดยในเดือน ส.ค.68 ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ (MPI) หดตัว 8.09% เมื่อเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ลดลงและกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว
    • ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค.68 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจาก 86.6 ในเดือน ก.ค.68 จากข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ
    • นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ เป็นต้น

    ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    • การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 11.2% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 7.9%
    • การลงทนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวในเดือน ส.ค.68 ไทยมีทุนจดทะเบียนรวม 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.38% จากปีก่อน ขณะที่ BOI อนุมัติโครงการใหม่ 4 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยชั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
    • มาตรการรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายจาก 1.75% เหลือ 1.50% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.74% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน ท่อเหล็กกล้า และเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนของผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุง สำหรับท่อเหล็กกล้า ผู้ผลิตขยายตลาดในประเทศและหาลูกค้าใหม่ ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อย ตลาดขยายตัวมากกว่าปีก่อนที่คำสั่งซื้อมีอย่างจำกัด
    • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.14% จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก ตามการขยายตัวของระบบ AI ระบบคลาวด์ และ Data Center ส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.42% จาก PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.98% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่
    • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.09% จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเนื่องจากอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ
    • เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำแร่และน้ำดื่มบรรจุขวดประเภทอื่นๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.58% จากเครื่องดื่มรสผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มกาแฟสำเร็จรูป เป็นหลัก จากปัญหาการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และจากปัญหาเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตบางรายทำให้ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้

    แนวโน้มเดือนก.ย. ทรงตัว

    ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ก.ย.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยภายในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณปกติจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์

    ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทย ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น

    ดัชนีปริมาณสินค้านำเข้า ส่งสัญญาณปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและดัชนีราคาส่งออก ส่งสัญญาณขยายตัว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศภาพรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องจากภาคการผลิตที่ยังคงซบเซา และคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามจากการส่งออกสินค้าทุนและสินค้าเกษตรที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลง

    “ดัชนีฯ เดือนกันยายนมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมยังสอดคล้องกับเดือนสิงหาค …จะพิจารณาปรับเป้าดัชนีฯ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากเดิม” นายภาสกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8T0IQCB55XZ2GFVSF9JSGWYC67AKL8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zdz66gOwyGS3HPsA2rdR9

  • ชวนเที่ยว “เฉิงตู” ตุลาคมนี้ ร่วมฉลองวันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วง

    ชวนเที่ยว “เฉิงตู” ตุลาคมนี้ ร่วมฉลองวันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วง

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู

    เมื่อสายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดพา นครเฉิงตู เมืองที่หลอมรวมเสน่ห์อันยาวนานนับพันปีเข้ากับความทันสมัยอย่างกลมกลืน ได้เตรียมเปิดม่านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจหลากหลายรูปแบบ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วงอันงดงาม

    เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติจีนควบคู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในเดือนตุลาคมนี้ นครเฉิงตูเตรียมจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวกว่า 300 รายการ ครอบคลุมทั้งเทศกาลศิลปะ งานเฉลิมฉลอง และการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด รวมถึงเปิดเส้นทางท่องเที่ยวตามธีมที่หลากหลาย พร้อมมอบบัตรกำนัลที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวรอบที่สอง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านหยวน เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในเส้นทางท่องเที่ยวที่ยากจะมีโอกาสได้สัมผัส พร้อมดื่มด่ำกับเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของนครเฉิงตู ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งอุทยาน” ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์

    สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นต้นไป นครเฉิงตูจะแปรเปลี่ยนเป็นสวรรค์ของคนรักศิลปะ โดยจะมีการจัดเทศกาลระดับชาติสองงานใหญ่ ได้แก่ เทศกาลศิลปะจีน ครั้งที่ 14 และงานประกาศรางวัลระฆังทองจีน ครั้งที่ 15 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเชิดชูความสำเร็จสูงสุดในวงการศิลปะของจีน ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรมระดับท้องถิ่นอีกหลายรายการ อาทิ เทศกาลดนตรีนานาชาติเฉิงตู “ฤดูใบไม้ร่วงในหรงเฉิง” ครั้งที่ 31, เทศกาลดนตรีคลาสสิกจีน-ฝรั่งเศส ณ เมืองไป๋ลู่ และการแสดงละครเวทีสองนคร เฉิงตู-ฉงชิ่ง เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายของโลกศิลปะ ตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกอันไพเราะ ไปจนถึงบทเพลงร่วมสมัยที่ได้รับความนิยม

    เทศกาลดนตรีพื้นบ้านถนนอวี่หลิน จะบรรเลงบทเพลงที่ชวนให้ผู้ฟังหวนรำลึกถึงความทรงจำอันงดงามของเมือง ขณะเดียวกัน เทศกาลเพลงประสานเสียงชนบท ประจำปี 2568 “เหนือท้องทุ่งแห่งความหวัง” จะร่วมขับขานท่วงทำนองอันไพเราะให้ก้องกังวานไปทั่วชนบท นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการศิลปะและการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อีกกว่า 40 รายการ รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ต ละครเวที และดนตรีอีกกว่า 60 รายการ ทำให้ทั่วทั้งเมืองอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะและวัฒนธรรมตลอดทั้งฤดูกาล

    นครเฉิงตูจะจัดเทศกาลวัฒนธรรมหลากหลายในมุมมองใหม่ที่สร้างสรรค์ ภายใต้ธีม “เฉลิมฉลองสองเทศกาล” (วันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์) โดยเตรียมจัดกิจกรรมฉลองวันหยุดมากกว่า 100 รายการ อาทิ เทศกาลสื่อสร้างสรรค์และวัฒนธรรมดิจิทัลนานาชาติเฉิงตู ประจำปี 2568 ที่จะผสานทรัพย์สินทางปัญญาของเกมชื่อดัง “Honor of Kings” เข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่อาคารแฝดเทียนฝู่จะกลายเป็นผืนผ้าใบขนาดใหญ่สำหรับการแสดงแสงสี “ร้อยเรียงบทกวีบนดวงเดือน” ที่ตีความบทกวีคลาสสิกผ่านงานทัศนศิลป์ร่วมสมัย ส่วนงานสัปดาห์ มิวนิก อ็อกโทเบอร์เฟสต์ เทียนฝู่ คาร์นิวัล จะนำเสนอสีสันความสนุกสนานสไตล์เยอรมัน ขณะเดียวกัน งานคาร์นิวัลทะเลสาบตงอัน และเทศกาล “กั๋วเฉา” (China-Chic) ณ ย่านศิลปะตงเจียว เมมโมรี จะผสมผสานวัฒนธรรมพื้นบ้านดั้งเดิมเข้ากับเทรนด์ร่วมสมัยอย่างลงตัว นักท่องเที่ยวที่เดินเที่ยวไปตามย่านต่าง ๆ ของเมืองจะได้ตื่นตาตื่นใจในทุกย่างก้าว พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตแบบ “สโลว์ไลฟ์” ที่กลมกลืนไปกับความคึกคักของนครเฉิงตู

    เสน่ห์ของฤดูใบไม้ร่วงในนครเฉิงตูอยู่ที่ความงดงามของธรรมชาติที่ผสานกับภูมิทัศน์เมืองอย่างลงตัว สำหรับฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ นครเฉิงตูได้เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวจำนวน 40 เส้นทาง ภายใต้แนวคิด “แสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม” ครอบคลุมประสบการณ์หลากหลายถึง 8 รูปแบบ ตั้งแต่การชมดอกไม้ตามฤดูกาลในชนบท ชมทิวทัศน์ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะจากระยะไกล ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแสงสีในเมือง เดินป่าท่ามกลางธรรมชาติ เดินเล่นใต้แนวต้นแปะก๊วยสีทองอร่าม ตั้งแคมป์ใต้แสงดาว ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นสูตรต้นตำรับ ไปจนถึงสำรวจย่านกลางคืนอันคึกคัก เส้นทางเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติอันงดงามเข้ากับเขตเมืองที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของนครเฉิงตู เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่หลงใหลในความเงียบสงบของธรรมชาติ และผู้ที่มองหาจังหวะชีวิตอันมีสีสันในเมือง

    เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นครเฉิงตูเตรียมมอบบัตรกำนัลที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวรอบที่สอง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านหยวน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ อาทิ “ท่องเที่ยวเฉิงตูผ่านการแสดง นิทรรศการ และการแข่งขัน” ตลอดจนมอบชุดของขวัญส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เฉลิมฉลองสองเทศกาล เฉิงตูส่งคำอวยพร” ทั้งนี้ นครเฉิงตูติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำของจีนหลายแพลตฟอร์ม โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ออสเตรเลีย เวียดนาม แคนาดา สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

    ที่มา: สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8T0PR6QV34LIA77HYEEY44RDL8E9Q8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h9oSUSAzNBqkQaGPTb9xs

  • &

    &

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “GREENeration ฟัง ฟิน กรีน เจเนอเรชั่น” อีเวนต์สีเขียวที่ผสานการ เรียนรู้-ลงมือทำ-แบ่งปัน โดยเชิญ อลัน จินวุค ไทย และเน็กซ์ จากวง “BUS because of you i shine” ในฐานะศิลปินและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ มาร่วมเล่าประสบการณ์การเดินทางและมุมมองการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ พร้อมการพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจกับอินฟลูเอนเซอร์สายกรีน Konggreengreen และกิจกรรมเวิร์คชอปสร้างสรรค์มากมาย ณ อาคารพิพิธภัณฑ์พระราม 9 อพวช. คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ททท. จัดกิจกรรม “GREENeration ฟัง ฟิน กรีน เจเนอเรชั่น” ขึ้น จากความเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวทุกเจนเนอเรชั่นจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จึงออกแบบงานให้อยู่ในรูปแบบกรีนอีเวนต์ เป็นพื้นที่ที่ผสานกิจกรรม “เรียนรู้-ลงมือทำ-แบ่งปัน” ไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้สัมผัสว่าการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ไฮไลต์สำคัญของงาน ททท. ได้เชิญศิลปิน อลัน จินวุค ไทย และเน็กซ์ จากวง “BUS because of you i shine” มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งในฐานะศิลปินและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่มีประสบการณ์ท่องเที่ยวสัมผัสความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวไทย มีโอกาสทำกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการรักษาทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม ทำให้สามารถแบ่งปันมุมมอง แนวคิด และแรงบันดาลใจสู่แฟนคลับและผู้เข้าร่วมงานในทุกเจนเนอเรชั่นได้

    โดยนอกจากการพูดคุยแล้ว ศิลปินฯ ยังได้ร่วมทำกิจกรรมสร้างแท่นฟื้นฟูปะการังกึ่งบ้านปลา ภายใต้การดูแลของ อาจารย์วิกรม ช่างสาน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางทะเล โรงเรียนพลูตาหลวงวิทยา จังหวัดชลบุรี และ อาจารย์อินทร บุณยรัตพันธุ์ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลไทยให้กลับมาสวยงามและเป็นบ้านที่ปลอดภัยของสัตว์น้ำ

    ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ทั้งความรู้และความสนุกไปพร้อมกัน อาทิ เวิร์กช็อปเพ้นต์กระถางต้นไม้ ทำพวงกุญแจจากวัสดุรีไซเคิล D.I.Y. ยาดมสมุนไพร ชมนิทรรศการเกี่ยวกับแท่นฟื้นฟูปะการังกึ่งบ้านปลาและขยะทะเล และเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมภายในพิพิธภัณฑ์พระราม 9 รวมถึงการบริจาคฝาขวดน้ำเพื่อนำไปรีไซเคิล และการส่งต่อสิ่งของสภาพดีให้ผู้อื่น อีกทั้งยังมีโซนอาหารที่คัดสรรจากชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผู้ประกอบการที่สอดคล้องแนวคิดรักษ์โลก รวมถึงเวทีเสวนาจาก คุณก้อง ชณัฐ วุฒิวิกัยการ (Konggreengreen) อินฟลูเอนเซอร์สายกรีน ที่มาแบ่งปันแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบที่ทำได้ง่ายใกล้ตัว

    ททท. เชื่อว่ากิจกรรม “GREENeration ฟัง ฟิน กรีนเจเนอเรชั่น” จะไม่เพียงสร้างรอยยิ้มและความทรงจำที่ดีแก่ผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังเป็นพลังเล็กๆ ที่ส่งต่อแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบให้ขยายวงกว้าง เกิดแรงบันดาลใจในการรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านทุกเจนเนอเรชั่น และช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0d9qrlyj5z7k0vgoq0bj7mjzn8189h&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nss28-lE9LnN-PW6BDpvg

  • “นายกฯ อนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ลั่นเร่งแก้ 5 ปัญหาเร่งด่วน มุ่งสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “นายกฯ อนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ลั่นเร่งแก้ 5 ปัญหาเร่งด่วน มุ่งสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109488&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yMH4tLdbtrhN6VMyuGh1P

  • Golden week จีน ดันรายได้สะพัด 1 หมื่นล้านต่อวัน หนุนหุ้นท่องเที่ยวคึกคัก

    Golden week จีน ดันรายได้สะพัด 1 หมื่นล้านต่อวัน หนุนหุ้นท่องเที่ยวคึกคัก

    กลับเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทย เป็นที่น่าจับตาว่าในช่วงหยุดยาว “วันชาติจีน” ปี 68 นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยมากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับประเด็นด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย-เงินบาทแข็งค่า การแข่งขันในภูมิภาค และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนจีนที่เปลี่ยนแปลงไป

    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามประเด็นที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ในช่วง Golden Week หยุดยาววันชาติจีน กว่า 13 วัน ซึ่งนับตั้งแต่ 26 ก.ย. – 8 ต.ค. จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 25,000 – 30,000 คนต่อวัน คิดเป็นรายได้สะพัดกว่า 1 หมื่นล้านบาท หนุนจากโครงการ ‘Nihao Month’ ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติของจีน

    นอกจากนี้ ททท. ยังเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวต่างๆ เช่น โครงการ Trusted Thailand , โครงการ Summer Blast กระตุ้นการเดินทางเข้ามาเป็นหมู่คณะของนักท่องเที่ยวชาวจีน และกิจกรรม Chinese Passport Privilege การมอบสิทธิพิเศษ Grand Privilege ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเดินทางมาไทย

    ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานของ ททท. ที่คาดว่าในช่วง Golden Week 13 วัน จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 25,000 – 30,000 คนต่อวัน ทางฝ่ายประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาไทยในเดือน ก.ย. 68 คาดหดตัวราว 2 หลัก (Double digit) เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินเข้าไทยทั้งปี 68 คาดเท่ากับ 4.23 ล้านคน ลดลง 37.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า คาดสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงวันชาติจีน (China Golden Week) วันที่ 26 ก.ย. – 8 ต.ค. 68 หยุดยาวรวม 13 วัน ปีนี้ตรงกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ คาดว่านักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยประมาณ 2 แสนคน ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 262,000 คน

    แม้จำนวนลดลงแต่สัญญาณการเดินทางแบบรายวันเริ่มฟื้นตัว จากยอดจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจีนจองล่วงหน้าประมาณ 15 – 40 วัน นิยมเดินทางเป็นกลุ่มเล็กจำนวนไม่เกิน 9 คน

    โดยหากไทยสามารถรักษาความเชื่อมั่นในความปลอดภัย ความสะดวกในการเดินทาง และสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายได้ ก็ยังมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวแรงในช่วงปลายปี และตรุษจีน 69 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดของนักท่องเที่ยวจีน

    ในมุมฝ่ายวิจัยอัตราการลดลงข้างต้นที่ 24% ถือว่ามีพัฒนาการจากช่วง 28 ก.ค. – 21 ก.ย. 68 (ลบเฉลี่ย 36% ต่อสัปดาห์) ประกอบกับตัวเลขยอดจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าสูงขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงมองว่าอัตราติดลบของนักท่องเที่ยวจีนมาไทยน่าจะทยอยติดลบในอัตราต่ำลงในช่วงไตรมาส 4/68

    ขณะเดียวกันหากเทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า ค่าเฉลี่ยรายวันนักท่องเที่ยวจีนมาไทย ช่วง Golden week ข้างต้นอยู่ที่ 1.5 หมื่นคนต่อวัน สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ 1.2 หมื่นคนต่อวัน

    ทั้งนี้ คาดกำไรปกติหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวงวดไตรมาส 4/68 จะเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไทย เป็นบวกต่อ AOT, CENTEL, ERW และ THAI รวมถึงธุรกิจร้านอาหารอย่าง CENTEL และ MINT เนื่องจากเป็นช่วงเฉลิมฉลอง ผสานมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศภาครัฐ

    โดยเลือก CENTEL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ จากแนวโน้มกำไรปกติปี 69 ที่เติบโตเด่นกว่ากลุ่มฯ ตามด้วย MINT (สลับขึ้นมาแทน ERW) เพราะ Upside และ PER ที่ 15 เท่า น่าสนใจในมุม Valuation เมื่อเทียบกับโรงแรมอื่น

    นอกจากนี้ ยังมองว่า THAI หลังราคาปรับฐานจน PER อยู่ที่ 12 เท่า ใกล้เคียงสายการบินในภูมิภาค Asia Pacific แล้ว เป็นอีกตัวที่น่าสนใจในช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวไทย

    3 หุ้นเด่น รับท่องเที่ยวฟื้น

    ด้าน บริษัท หลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เผยมุมมองต่อการท่องเที่ยวไทยว่า ภาพรวมภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วง 6 เดือนแรกปี 68 โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนก.ค. – ส.ค. กลับมาเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

    ขณะที่ยอดจองล่วงหน้านั้น มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ปี 68 จะยังเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน แต่สัญญาณเชิงนโยบายและการเน้นตลาดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงทำให้แนวโน้มปี 69 – 70 ดีขึ้น ตามลำดับ หากไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากระทบเพิ่มเติม

    มุมมองนโยบายจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยุทธศาสตร์ The New Thailand 2026 จะเน้นการสร้างคุณค่า (value-driven) มากกว่าปริมาณ โดยโฟกัสตลาดกำลังซื้อสูง เช่น ตะวันออกกลางและยุโรป ผ่านการเพิ่มเที่ยวบินตรง รวมถึง Wellness, Medical และ Sport tourism

    จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยมองว่าจะเป็นอานิสงส์เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม บริการด้านสุขภาพ และสายการบิน เป็นต้น

    • CENTEL : เห็นการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด โดย Maldives มี occupancy ดีขึ้นจาก 20% ในไตรมาส 2/68 เป็น 39% ในไตรมาส 3/68 และคาด 40 – 50% ในไตรมาส 4/68 ขณะที่โรงแรมในไทย RevPar ขยายตัว 5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ในไตรมาส 3/68 หนุนจากสมุย หาดใหญ่ และพัทยาที่เพิ่งรีโนเวต และร้านอาหารคง outperform ด้วยยอดขายต่อสาขา (SSSG) ขยายตัวประมาณ 2 – 3% ในเดือน ก.ค. – ส.ค. ที่ผ่านมา
    • SPA : เดินหน้าสู่ S-curve ใหม่ด้วย Wellness destination ที่หาดนาจอมเทียน เปิดปี 70 ตั้งเป้าผู้ใช้บริการ 200 คน/วัน อีกทั้งยังขยายสาขาใหม่อีก 10 แห่งในปี 68 รองรับ Wellness tourism
    • AAV : ในระยะสั้นยังเผชิญความเสี่ยง โดยลดเป้าหมายฝูงบินปีนี้เหลือ 60 ลำ (จาก 62 ลำ แม้ไตรมาส 4/68 จะได้แรงหนุนจากไฮซีซันแต่การแข่งขันสูงและดีมานด์อ่อนยังเป็นข้อจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/640168&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VFsvKgtzmvtW5TKHvMT0-

  • ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยส.ค.68ขยายตัว

    ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยส.ค.68ขยายตัว

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่  ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ -1.8% และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -3.0% และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ -10.8%

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7  ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 23.6% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 0.1%

    มูลค่าการส่งออกในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ ยุทธปัจจัย พบว่าขยายตัว 5.4% การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ -12.8% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -1.0% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 6.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.4%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.6% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -5.7% สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ -0.79% อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ส่งออกช่วยพยุงศก.หลังการท่องเที่ยวชะลอตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw118K_NBV8UDCSJzsNbxVob