Category: ท่องเที่ยว

  • ธรรมนัส ดันนโยบายควิกวิน เร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงภายใน 4 เดือน ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้งแง่คุณสมบัติ

    ธรรมนัส ดันนโยบายควิกวิน เร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงภายใน 4 เดือน ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้งแง่คุณสมบัติ

    วันนี้ (23 กันยายน) ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงคำแถลงนโยบายในส่วนกระทรวงต่างๆ ที่พรรคกล้าธรรมรับผิดชอบ โดยระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ให้ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ประสาน เพื่อนำไปรวมกันกับของรัฐบาล  

    สำหรับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ก่อนหน้านี้ได้ให้นฤมล และ อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดูแลมาอย่างต่อเนื่อง นโยบายจะเร่งทำในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ อันไหนที่ทำแล้วหย่อนยานก็จะกลับมาทำใหม่ แต่ระยะเวลาของรัฐบาลที่เป็นระยะสั้น เราคงต้องทำโครงการ Quick Win ที่เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ ยางพารา กิโลกรัมละ 100 บาท ก็ต้องกลับมาทำให้ได้ รวมทั้งข้าว มัน และสินค้าทุกประเภท 

    ร.อ. ธรรมนัสเปิดเผยด้วยว่า ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้ จะไปหารือกับทูตจีน ในเรื่องของการประสานภาคการท่องเที่ยว ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขณะนี้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยน้อยมาก ถือเป็นภาระที่พรรคกล้าธรรม จะต้องทำให้เป็นรูปธรรม

    ส่วนตั้งเป้าหรือไม่ว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากน้อยเพียงใดในระยะ 4 เดือน ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องทำ และถือเป็นหน้าตาของเราคือการจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นภายในปลายปีนี้ ขณะนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ต้องเร่งประชุม และวันพรุ่งนี้ (24 กันยายน) จะเรียกประชุมนายกสมาคมกีฬาทุกประเภท เพื่อมอบนโยบายและถามความต้องการ ในการจัดการแข่งขันซีเกมส์ที่เราเป็นเจ้าภาพ 

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหายไป ทั้งประเทศจีน ฝั่งยุโรป และเอเชีย สิ่งสำคัญคือการดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้ได้ นี่คืองานที่ท้าทาย ในกรอบระยะเวลา 4 เดือน จะต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน  

    ส่วนการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านในวันแถลงนโยบายรัฐบาล อาจจะมีการอภิปรายคุณสมบัติรัฐมนตรีด้วยนั้น ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องรับทราบและยอมรับให้ได้ คือการเป็นรัฐบาลเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านอยากจะพูดอะไรเขาก็พูด เรามีหน้าที่ชี้แจงให้ครบ อย่าไปแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน เขาถามอะไรมาก็ตอบให้ตรงคำถาม

    “ผมอยู่ในการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 ปีซ้อน รวมทั้ง สว. อีก 4 ครั้ง และการตั้งกระทู้ถามในเรื่องสาระสำคัญ เราก็พร้อมตอบในสิ่งที่ตอบให้เกิดความกระจ่าง อย่าไปคิดมาก การเมือง” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

    ร.อ. ธรรมนัสระบุด้วยว่า อย่าไปพูดว่าพรรคไหนเป็นสายล่อฟ้าหรือไม่เป็น เราก็เตรียมของเราให้พร้อมในการตอบคำถามที่เขาอยากจะรู้ อยากจะถาม เราก็พร้อม 

    ส่วนรัฐบาลปัจจุบันจะอยู่เกิน 4 เดือนหรือไม่นั้น ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเซ็น MOA กับพรรคประชาชนไว้ นายกรัฐมนตรีจะต้องแก้ปัญหา ส่วนเราในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล พรรคกล้าธรรมจะทำในสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบให้ดีที่สุด พร้อมเป็นลมใต้ปีกของนายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่สมบูรณ์แบบเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนในกรอบเวลาที่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thammanat-quick-win-policy-4-months/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hgpTFHlCOehvtrGDCKK30

  • “จเรตำรวจ” ผลักดัน 2 สมาชิกคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ข้ามชาติ กลับไปรับโทษประเทศต้นทาง  | TOPNEWS

    “จเรตำรวจ” ผลักดัน 2 สมาชิกคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ข้ามชาติ กลับไปรับโทษประเทศต้นทาง  | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 23/09/2025 18:46

    จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดชลบุรี

    “จเรตำรวจ” ผลักดัน 2 สมาชิกคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ข้ามชาติ กลับไปรับโทษประเทศต้นทาง  – Top News รายงาน

    จเรตำรวจ

    เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 มีรายงานว่า พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะ เดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี (ช่วงระหว่างวันที่ 20-23 กันยายน 2568) พร้อมกันนี้ได้ทำการผลักดัน ส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ 2 ราย กลับไปรับโทษยังสาธารณรัฐเกาหลี

    โดยผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย เป็นผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมพร้อมผู้ต้องหาทั้งหมด 19 ราย ที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 เปิดปฏิบัติการจับกุมและทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายคิมดูซง กงสุลตำรวจสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยฝ่ายภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ร่วมผลักดันผู้ต้องหากลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้อง มารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป โดยผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีอีก 17 คนนั้น ได้ถูกผลักดันส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังสาธารณรัฐเกาหลีไปก่อนหน้านี้แล้ว

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. ได้รับการประสานจาก คุณลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือชายสัญชาติเกาหลี อายุ 31 ปี หลังบิดาในประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า บุตรชายถูกบังคับให้ทำงานและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมเตรียมถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวรับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลเบื้องต้น บริเวณซอยชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ที่บ้านหลังหนึ่งโดยปลอดภัย

    สถานทูตจีนฉลอง 76 ปีวันชาติ

    5

    รวบ 2 ไกด์ต่างชาติเถื่อน เปิดทัวร์เกาะพะงันไร้ใบอนุญาต

    ตรังแถลงจัดใหญ่ “เทศกาลไหว้พระจันทร์”

    สาธารณสุขชุมพรระดม อสม. ติวเข้มรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หวังลดป่วย-ลดเสียชีวิต

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘หุ่นยนต์นักศึกษา’ ตัวแรกของจีนเข้าเรียนการละครเซี่ยงไฮ้

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เมืองริมคลองประวัติศาสตร์จีนตกแต่งแสงสีดึงดูดนักท่องเที่ยว

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หุ่นยนต์จีนโชว์ ‘ตีลังกากลับหลังขาเดียว’ สำเร็จครั้งแรก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1326799&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W1SVi1CKmO70KnJVutOoN

  • กลุ่มเซ็นทรัล ผนึก ททท. ปลุกไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก อัดบิ๊กอีเวนต์และแคมเปญปลายปี รับกระแสท่องเที่ยวฟื้นตัว

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึก ททท. ปลุกไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก อัดบิ๊กอีเวนต์และแคมเปญปลายปี รับกระแสท่องเที่ยวฟื้นตัว

    วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.03 น.

    กลุ่มเซ็นทรัล เผยสัญญาณท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรง ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ต้นปีที่ใช้บริการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจในเครือพุ่งเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบปีก่อน ตอกย้ำศักยภาพ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะจากจีน รัสเซีย ตะวันออกกลางและอินเดีย สะท้อนถึงพลังการจับจ่ายที่กลับมาสร้างความคึกคักให้แก่อุตสาหกรรมค้าปลีกและการท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ปัจจุบัน 5 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.–14 ก.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้วทะลุ 22.9 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าช่วงไฮซีซันปลายปีนี้จะมีนัก ท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกลเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักนี้ กลุ่มเซ็นทรัลในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการของไทย จึงเดินหน้าจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผนึกกำลังจัดแคมเปญการตลาด บิ๊กอีเวนต์ และกิจ กรรมระดับโลก ครอบคลุมทุกธุรกิจในเครือ ทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าและโรงแรมทั่วประเทศ ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีเพื่อสร้าง “แม่เหล็กการท่องเที่ยว” ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและครบวงจร

    ไฮไลต์ความพิเศษจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล และ ททท. ในช่วงปลายปี ศูนย์การค้าเซ็นทรั ในเครือเซ็นทรัลพัฒนา เซ็นทรัลพาร์ค และเซ็นทรัลกระบี่ แลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทยที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดย เซ็นทรัล พาร์ค มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ที่ครบทุกมิติ สืบสานความเป็น Legendary Landmark พร้อม Roof Park 7 ไร่ พื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองใหญ่ที่สุดในไทย เห็นวิวสวนแบบ 180 องศา พร้อมยกระดับเป็น Culinary Landmark แห่งใหม่ของเอเชีย ขณะที่ เซ็นทรัล กระบี่ ศูนย์การค้าต้นแบบสร้างแรงบัน ดาลใจสู่การอนุรักษ์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็น The First Sustainable-Lifestyle Shopping Centre เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการ 24 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้ เซ็นทรัลกระบี่ถือเป็นการส่งเสริมนโยบายของททท. ที่จะผลักดันโครงการ “Krabi Prototype” สร้างให้กระบี่เป็นเมืองต้นแบบสีขียวและความยั่งยืนระดับโลก

    ตลอดเดือนตุลาคม ร่วมกับ ททท. จัดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival เทศกาลที่ส่งเสริมวัฒนธรรมที่สำคัญของอินเดียซึ่งเป็นตลาดศักยภาพสูงผ่านกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ รวมทั้งร่วมสนับสนุนงาน Nihao Month มอบ WelcomePackage ให้ส่วนลดพิเศษจากร้านค้ากับนักท่องเที่ยวจีน พร้อมกับจัดทำแคมเปญพิเศษ Chinese Golden Week Celebration ในศูนย์การค้าทัวริสต์มอลล์ทั่วประเทศ

    centralwOrld Bangkok Countdown 2026 งานเคานต์ดาวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซีย!  จัดเต็มโชว์พิเศษจากไลน์อัพศิลปินชื่อดังมากมายที่จะมามอบความสุขส่งท้ายปี คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและต่างชาติกว่า 300,000 คน

    แคมเปญ The World’s Great Celebration ใน 43 ศูนย์การค้าทั่วประเทศที่จะสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สู่การเป็น World-class Destination เตรียมจัดเมกะอีเวนต์และโปรโมชั่นทั่วประเทศ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้ายยิ่งใหญ่ ได้รับความร่วมมือจาก ททท.สนับสนุนการทำต้นคริสต์มาส “Local Pride” ชูเสน่ห์อัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่งานคราฟต์หนึ่งเดียวในโลกที่เน้นการนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดมานำเสนอที่น่าประทับใจ สามารถชมความงดงามของต้นคริสต์มาส Local Pride ได้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 8 สาขาทั่วประเทศคือ เซ็นทรัลมหาชัย, ศาลายา, ชลบุรี, โคราช, เชียงราย, เชียงใหม่แอร์พอร์ต, สุราษฎร์ธานี และกระบี่

    ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล ห้างเซ็นทรัล เตรียมฉลองครบรอบ 78 ปี แห่งความผูกพันอันงดงามด้วยเทศกาลดอกไม้สุดยิ่งใหญ่แห่งปีกับซิกเนเจอร์อีเวนต์ Central 78th Anniversary เนรมิตห้างเซ็นทรัลชิดลม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์อันเปี่ยมด้วยสีสันผ่านงานศิลปะแห่งดอกไม้ ส่งมอบความประทับใจทุกเรื่องราวพร้อมผลิบานไปด้วยกัน

    ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ผนึกกำลังกับ ททท.จัดแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Diwali 2025” ฉลองเทศกาลดิวาลี เทศกาลแห่งแสงสว่างที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมอินเดีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่

    นอกจากนี้ ในแคมเปญ “Nihao Month” มอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้านักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 ต้อนรับช่วงเทศกาล Golden Week เตรียมทั้งคูปองส่วนลดและของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ณ สาขาเซ็น ทรัลเวิลด์ พัทยา ภูเก็ต และป่าตอง (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

    โรบินสันไลฟ์สไตล์ เตรียมจัดงาน กินเจ ครบรอบ 200 ปี เมืองภูเก็ต ในเดือนตุลาคม เพื่อผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ไทยสู่ระดับสากล ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขาถลาง พร้อมมอบสิทธิพิเศษแก่ชาวต่างชาติด้วยโปรโมชั่น “Shop Here Get More!! only at Robinson Lifestyle” ณ โรบิน สันไลฟ์สไตล์ สาขาฉลอง

    ซูเปอร์สปอร์ต มอบโปรโมชั่นส่วนลด 10% ไม่มีขั้นต่ำ ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 มาใช้จ่ายราว 80,000 คน โดยแบรนด์ยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ Nike, Adidas, Skechers, Crocs, และ Fila

    ท็อปส์ มองเห็นโอกาสในการทำการตลาดและสร้างยอดขายจากแนวโน้มการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการที่ท็อปส์อย่างต่อเนื่อง จากฐานข้อมูล Tourist Card ตั้งแต ต้นปีจนถึงกรกฎาคม 2568 พบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการท็อปส์เพิ่มขึ้นกว่า 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน มียอดขายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเติบโตกว่า 24.6% และพบพฤติกรรมการจับจ่ายถี่ขึ้นเฉลี่ย 2.3 ครั้งต่อเดือน เพิ่มขึ้น 3% ด้วยแนวโน้มของการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยว ท็อปส์จึงเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกต่อเนื่อง โดยเร่งเดินหน้าขยายสาขาในแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติม สื่อสารแบรนด์ในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงโดยตรง ควบคู่กับการผนึกกำลังกับพันธมิตรในเครือเพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็ง แกร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงเทศกาลเพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกและน่าจดจำ พร้อมคัดสรรสินค้าและบริการตรงใจนักท่องเที่ยวรวมถึงของฝากก่อนเดินทางกลับ

    โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา ในครึ่งปีแรก เซ็นทาราต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ากระแสการท่องเที่ยวจะยิ่งคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง จากแรงส่งของแคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดย ททท. ที่มุ่งชูเสน่ห์ไทยในแต่ละภูมิภาค เพื่อตอบรับกระแสนี้เซ็นทาราจึงนำเสนอโปรโมชั่น “Suite Heaven” มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษเหนือระดับสำหรับห้องพักประเภท Premium Suite และ Villa เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 พร้อมสิทธิ์เข้าพักได้ถึง 31 มี นาคม 2569 นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่น “Linger for Longer ยิ่งพักนาน ยิ่งคุ้ม” เพื่อกระตุ้นการเข้าพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ พร้อมมอบความคุ้มค่าและประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจ

    ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เตรียมสานต่อความยิ่งใหญ่อีกครั้งในช่วงเทศกาลปลายปีกับซิกเนเจอร์ บิ๊กอีเวนต์ “CENTRAL EMBASSY LET’S CELEBRATE 2026” ที่พร้อมสร้างความตื่นตา ตื่นใจครั้งใหม่จากครีเอทีฟสตูดิโอชื่อดังระดับโลกมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยังคงไว้ซึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับแคมเปญและสิทธิพิเศษเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ

    ร้านวิสาหกิจเพื่อสังคม Good Goods (กุ๊ดส์ กุ๊ดส์) เชิญสัมผัสเสน่ห์สินค้าชุมชนไทยภายใต้แบรนด์ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของไทยที่ครองใจนักท่องเที่ยว มาพร้อมคอลเลกชันใหม่ดีไซน์ร่วมสมัยที่ยังคงสะท้อนเอกลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงดงาม พร้อมโฉมใหม่ของร้านสาขาที่ 8 ในคอนเซ็ปต์ Modern Craft ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค

    อัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กรและความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลภาคภูมิ ใจที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ ททท. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างครบวงจร ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐ กิจไทย ทั้งการจัดอีเวนต์ระดับเวิลด์คลาสและแคมเปญการตลาด การมอบประสบการณ์เหนือระดับในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมในเครือตลอดจนการเชื่อมโยงวิถีชุมชนเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการอันเป็นเอกลักษณ์จากแต่ละภูมิภาค”

    ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาดบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า “ภาพรวมการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวในครึ่งปีแรกเริ่มกลับมาเป็นบวก ปัจจุบันเห็นสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้น เราจึงมุ่งต่อยอดบรรยากาศเชิงบวกนี้ สู่ช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นไฮซีซัน ห้างร้านในเครือเซ็นทรัล รีเทล มากกว่า 3,000 สาขาทั่วประเทศจัดเตรียมแคมเปญและอีเวนต์พิเศษรับเทศกาลสำ คัญทั้งโกลเด้น วีค ดีวาลี และคริสต์มาส เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายประเทศและสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่”

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนเติบโตในทุกมิติ ข้อมูลจาก Chinese E-Wallet Partner อย่าง Alipay และ WeChat Pay พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาใช้บริ การและจำนวนธุรกรรมการซื้อสินค้าและบริการผ่าน e-Wallet เพิ่มขึ้นกว่า 10% เทียบกับปี 2024 ขณะที่การใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยเฉพาะในทำเลสำคัญอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลภูเก็ตและเซ็นทรัลพัทยาที่เติบโตเกิน 50% สะท้อนถึง ‘Quality Traffic’ ที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวฟื้นตัวใกล้เคียงปี 2019 หรือประมาณ 90% นอกจากนักท่องเที่ยวจีนเรายังขยายฐานไปสู่ตลาดใหม่ที่มีกำ ลังซื้อสูงอย่างตะวันออกกลาง ผ่านความร่วมมือกับ Fazaa Card ซึ่งเป็นโครงการ CRM ที่ใหญ่ที่สุดของ UAE ทำให้เซ็นทรัลพัฒนาสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าพรีเมียมต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 4 คาดว่ายอดการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน มาเลเซีย อินเดีย อเมริกา รัสเซีย อังกฤษ ตะวันออกกลาง เป็นต้น”

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Partnership 360 องศา ผนึกกำลังกลุ่มเซ็นทรัล จัดกิจ กรรมส่งเสริมตลาดรับบรรยากาศท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาคึกคัก โดยเสนอ  Grand Privilege มอบสิทธิประโยชน์และดีลพิเศษครอบคลุมธุรกิจในเครือทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าและโรงแรมทั่วประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์เหนือระดับให้แก่นักท่องเที่ยวพร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายปลายปีรองรับไฮซีซันที่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งตลาดใกล้และไกลเดินทางเข้าไทยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าเพิ่มเเรงส่งต่อเนื่องด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ภายใต้โครงการ Nihao Month ระหว่าง 20 ก.ย.–31 ธ.ค. เพียงแสดงหนังสือเดินทางจีนก็รับสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมาย ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็น “Quality Destination” จุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวมาสร้าง Grand Momentที่ไทย ด้วยความอบอุ่น ปลอดภัยและเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว”

    เราเชื่อมั่นว่าพลังความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน นำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทย และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยโดดเด่นในเวทีโลกอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/916130&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h-O_HjwSLX970-qjgYz3U

  • DMT เข้าสู่ไฮซีซั่นท่องเที่ยว! รถแน่น…รายได้พุ่ง! – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DMT เข้าสู่ไฮซีซั่นท่องเที่ยว! รถแน่น…รายได้พุ่ง! – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เข้าสู่เดือนตุลาคมยาวไปจนถึงสิ้นปี….ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยว  บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (DMT) ยิ้มรอเลยละคร่า! รับแรงหนุนจากการเดินทางเข้า-ออกเมือง และเที่ยวบินที่คึกคัก โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมสนามบินดอนเมือง ที่นักเดินทางใช้กันเป็นประจำ …ยิ่งรถแน่นบนโทลเวย์เท่าไหร่ รายได้ก็ยิ่งไหลเข้า DMT แบบเต็มๆ ไม่ต้องลุ้น! ใครมีหุ้นติดพอร์ตสบายใจหายห่วง รับเงินปันผลกันยาวๆ จร้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/23/580359/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h1f_7tk_hc9JK7YOWR-VO

  • ตำรวจท่องเที่ยวบุกโรงแรมเมืองพัทยา เจอหญิงผิวสีขายบริการทางเพศ | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยวบุกโรงแรมเมืองพัทยา เจอหญิงผิวสีขายบริการทางเพศ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5139679/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NRNS3I9tYgSE1VTMK9gjW

  • ก.ท่องเที่ยวฯ ชวนเที่ยวไทยปลายปี สัมผัสประเพณี 4 ภาค

    ก.ท่องเที่ยวฯ ชวนเที่ยวไทยปลายปี สัมผัสประเพณี 4 ภาค

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชวนประชาชนเที่ยวไทยช่วงปลายปี (ตุลาคม – ธันวาคม) สัมผัสมนต์เสน่ห์ประเพณีจาก 4 ภาค ที่สะท้อนเอกลักษณ์และสีสันเฉพาะตัวของแต่ละถิ่น

    ภาคเหนือ – ส่องฟ้าลอยโคมสู่ความสุขในงานประเพณียี่เป็ง จ.เชียงใหม่
    ภาคใต้ – ผสมผสานวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยนกับความเชื่อท้องถิ่น จ.ภูเก็ต
    ภาคอีสาน – ช่วงเทศกาลบุญ สนุกสนาน และศรัทธากับประเพณีผีตาโขน จ.เลย
    ภาคกลาง – นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสิริมงคล กับประเพณีนมันการองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย และสนุกสนานไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000090869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DPi-igx-Nw626tD-xHWA8

  • ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมเปิดจุดบริการวัดโสธร กำราบเหลือบสร้างความเดือดร้อนรำคาญหน้าวัด

    ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมเปิดจุดบริการวัดโสธร กำราบเหลือบสร้างความเดือดร้อนรำคาญหน้าวัด

    วันอังคาร ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.45 น.

    วันที่ 23 ก.ย.68 เวลา 11.00 น. พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 (พัทยา) กก.2 บก.ทท.1 ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวเปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เดิมนั้นมีชุดปฏิบัติการที่ พัทยา เกาะล้าน และบางแสน ในปีนี้ได้มาเปิดชุดปฏิบัติการอีก 1 แห่งที่ จ.ฉะเชิงเทรา บริเวณหน้าวัดโสธรวรามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของ จ.ฉะเชิงเทรา

    โดยมีภารกิจในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั่วทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ที่จะเน้นในด้านวิธีการมากกว่าการใช้กำลังคน แม้จะมาตั้งจุดอยู่ที่บริเวณพื้นที่นี้ก็จริง แต่จะรับผิดชอบไปในทุกอำเภอทุกแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ ดังนั้นทีมงานที่มาอยู่ที่นี่จะสร้างเครือข่ายภาคประชาชนและมวลชน และจะทำงานร่วมกับตำรวจท้องที่ในทุกโรงพัก (สภ.) เช่น สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณวัดสมานรัตนาราม พระพิฆเนศ (องค์ยืน) ที่ อ.คลองเขื่อน หรือตลาดคลองสวน 100 ปี

    ซึ่งจุดต่างๆทั้งหมด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะเข้าไปดูแล บริหารจัดการด้านความปลอดภัยโดยทำงานร่วมกันกับ ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ซึ่งจะเป็นงานเฉพาะด้านการท่องเที่ยว จึงมีเวลาที่จะเข้าไปดูให้ได้ลึกถึงสาเหตุและแก้ปัญหาในแต่ละเรื่องอย่างลึกซึ้งกว่าทาง จนท.ตำรวจภูธรในพื้นที่ และเชื่อว่าจะสามารถส่งเสริมกการท่องเที่ยวของ จ.ฉะเชิงเทรา ให้ได้รับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ทั้งชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และการฉ้อโกงเอารัดเอาเปรียบ ที่จะต้องลดน้อยลงหลังจากที่ ตร.ท่องเที่ยวได้เข้ามาอยู่ที่นี่

    โดยมาตรการเร่งด่วนนั้น เมื่อได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่แล้ว จะเริ่มจากการร่วมกันจัดระเบียบในเรื่องของการค้าขาย การจอดรถที่บริเวณหน้าวัดโสธร ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยในเบื้องต้นและลดการฉ้อโกง ลดการรบกวน ลดการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ลดด้านอาชญากรรม เช่น การลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งที่ผ่านมานั้นถือว่าดีขึ้นมากแล้ว หลังจากที่ทางวัดได้มีการปรับภูมิทัศน์ใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินการเบื้องต้นที่ทำในเรื่องเหล่านี้

    ส่วนเรื่องต่อมานั้น คือ เรื่องวงจรการท่องเที่ยวของทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วยการเดินทาง สถานที่พัก สินค้าและบริการ รวมถึงตัวสถานที่ท่องเที่ยว ในส่วนของการเดินทางนั้นจะทำเครือข่ายร่วมกับการเดินทางสาธารณะของทั้งจังหวัด ทั้งท่ารถและรถรับจ้าง กลุ่มบริษัทรถให้เช่าและรถรับเหมาที่จะเข้าไปทำความรู้จักและทำความเข้าใจในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ส่วนของสถานที่พักนั้นจะเริ่มเข้าไปทำความรู้จักกับโรงแรมและที่พักให้เป็นเครือข่ายสำคัญในการร่วมมือกัน ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

    เมื่อมีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้สามารถเรียกใช้บริการตำรวจท่องเที่ยวได้ ตัวอย่างเรื่องสินค้าและบริการ เช่น เรื่องของการขายของปลอม การขายของเกินราคา ของด้อยคุณภาพ หรือการสร้างความเดือดร้อนรำคาญในเรื่องของการเชียร์ของจนเสียบรรยากาศการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องค่อยๆ เริ่มเข้าไปทำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อผู้ประกอบการ โดยใช้กฎหมายในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายเข้าไปเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันด้วย หรือมีการบังคับใช้กฎหมายในบางส่วน

    ซึ่งจุดปฏิบัติการตำรวจท่องเที่ยวที่บริเวณด้านหน้าวัดโสธรแห่งนี้ ได้เริ่มเปิดทำการมาแล้วประมาณ 10 วัน โดยมี จนท.มาประจำการแล้วจำนวน 3 นาย และจะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์สายด่วนและหมายเลขโทรศัพท์รวมถึงแอปพลิเคชันของตำรวจท่องเที่ยว เพื่อให้ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ได้ทราบ รวมถึงจะมีการติดหมายเลขโทรศัพท์ของ จนท.ตำรวจที่มาเข้าเวรในแต่ละวัน เอาไว้ที่บริเวณด้านหน้าจุดบริการด้วย

    หาก จนท.ออกไปปฏิบัติงานตรวจจุดแก้ไขปัญหาระงับเหตุ หรือพบปะมวลชนภายนอก จะสามารถติดต่อกันได้ตลอด 24 ชม. โดยคาดว่าจะมีการเปิดจุดบริการแห่งนี้อย่างเป็นทางการ ตามที่คาดหมายไว้นั้น คือ ในช่วงของการจัดงานนมัสการหลวงพ่อโสธรหรืองานประจำปีของ จ.ฉะเชิงเทรา ในช่วงกลางเดือน 12 (ต.ค.-พ.ย.) 2568 นี้ พ.ต.ท.ต่อลาภ กล่าว

    ด้าน นางปวีณวรรณ นิลกำแหง ผอ.สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า การที่มีหน่วยงานตำรวจท่องเที่ยวเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว จะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวได้มากขึ้น รวมถึง ปชช.ที่สัญจรผ่านสามารถโทรศัพท์ประสานขอความช่วยเหลือได้ ที่หมายเลข 1155 ตำรวจท่องเที่ยว ที่จะสามารถช่วยเหลือได้ในทุกกรณีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

    ส่วนปัญหาการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น การเรียกโบกรถไปจอดที่บริเวณหน้าวัดโสธรนั้น เป็นปัญหาที่จะต้องช่วยกันในหลายๆ หน่วยงานในพื้นที่ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในบริเวณจุดนี้ และการที่มีตำรวจท่องเที่ยวเข้ามานั้น ก็ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย โดยจะต้องมีการบูรณาการร่วมกันทั้งตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา รวมถึงนโยบายของทางจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราด้วย ซึ่งคิดว่าปัญหาน่าจะลดน้อยลง นางปวีณวรรณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447539&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12GU0Hq22UpPkwecNVdolM

  • เบื้องลึก “Wellness Complex” ไทย สู่อนาคต “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต”

    เบื้องลึก “Wellness Complex” ไทย สู่อนาคต “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต”

    แนวคิด “Wellness Complex” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างรีสอร์ตหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งสุขภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน

    เป้าหมายคือการวางประเทศไทยในฐานะ “เมืองแห่งคุณภาพชีวิต” ที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับผู้มาเยือน

    ข้อมูลล่าสุดของสถาบันสุขภาพโลก (GWI) ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจะมียอดเงินหมุนเวียน 817,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2566 และขยายตัวเป็น 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2568 เป็นผลมาจากที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพก่อนป่วย รวมทั้งการรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Care) ตลอดจนการเสริมภูมิต้านทาน ซึ่งในภาพรวมธุรกิจกลุ่มนี้มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8.1% ต่อปี

    ไทยอันดับ 24 ของโลก

    ข้อมูลล่าสุดจากสถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute หรือ GWI) ฉบับรายงานเฉพาะประเทศไทย พบว่าธุรกิจบริการด้านสุขภาพทั้งสินค้าและบริการส่งเสริมสุขภาพมีมูลค่า 40,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท ไทยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก จาก 218 ประเทศ เป็นอันดับที่ 9 ของเอเชียแปซิฟิก

    นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายในกิจกรรมและบริการด้านสุขภาพ เฉลี่ยในไทยประมาณ 1,735 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 60,650.60 บาทต่อทริป ส่วนของธุรกิจสปามีการเติบโตอยู่ที่ 9.4% มูลค่ารวม 1.598 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 55.93 พันล้านบาท โดยสปาทางการแพทย์ (Medical Spa) เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 22%

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เคยระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำนวน 13.5 ล้านคน มากเป็นอันดับ 15 ของโลก คาดว่าในปี 2568 จะแซงปี 2562 ก่อนโควิดระบาด ซึ่งมีจำนวน 15 ล้านคน มากเป็นอันดับ 7 ของโลก

    6 เสาหลัก พิมพ์เขียวของเมืองสุขภาพ

    เบื้องหลังแนวคิด Wellness Complex คือการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยมี 6 เสาหลักสำคัญ เป็นเหมือนรากฐานของ “เมืองคุณภาพชีวิต” ได้แก่ เอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งอำนวยความสะดวก กิจกรรม แหล่งท่องเที่ยวข้างเคียง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และศาสตร์บำบัด 

    เสาหลักเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่โดดเดี่ยว หากแต่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม ยกตัวอย่างเช่น ชีวาศรม (Chiva-Som) ที่หัวหิน ซึ่งไม่เพียงนำเสนอโปรแกรมสุขภาพ แต่ยังเป็นศูนย์กลางระดับโลกที่ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานสากล หรือกมลายา (Kamalaya) ที่เกาะสมุย ซึ่งเปลี่ยนภูมิทัศน์ริมทะเลให้กลายเป็นพื้นที่ฟื้นฟูทั้งกายและใจ รวมถึง RAKxa Wellness ที่บางกระเจ้า ซึ่งเน้นการแพทย์บูรณาการและการปรับโปรแกรมให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคล

    ดัชนีคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    สิ่งที่ทำให้ Wellness Complex ไม่ใช่แค่รีสอร์ตสุขภาพ คือการมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตใน 4 มิติหลัก ได้แก่ สมรรถภาพทางกาย ที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูแข็งแรง ความแข็งแกร่งทางใจ ที่ลดความเครียดและฟื้นฟูสมดุลอารมณ์ คุณภาพชีวิตโดยรวม ที่เชื่อมโยงกับความสุขทางสังคม และ สุขภาพสิ่งแวดล้อม ที่ตระหนักว่ามนุษย์กับธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากกัน ผลลัพธ์ทั้งสี่นี้จึงไม่เพียงตอบโจทย์การพักผ่อนระยะสั้น แต่ยังส่งผลระยะยาวต่อความสุขของผู้มาเยือน และสอดคล้องกับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

    “นวัตกรรม” หัวใจการพัฒนาเมืองอัจฉริยะสุขภาพ

    จุดแข็งของไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่วัฒนธรรมหรือธรรมชาติ หากแต่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะด้านสุขภาพ (Smart Wellness City) เช่น การใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพและ Telemedicine การออกแบบ โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล จากการตรวจพันธุกรรม ไปจนถึงการ ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อย่างการบำบัดสมุนไพรไทยที่ผนวกเข้ากับหลักการแพทย์ตะวันตก สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพบริการ แต่ยังสร้างความแตกต่างที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้

    หากมองไปที่ Wellness Complex ในยุโรปหรืออเมริกา เช่น Lanserhof ในเยอรมนี หรือ SHA Wellness Clinic ในสเปน เราจะเห็นการมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์และการฟื้นฟูแบบปัจเจก ขณะที่ไทยนำเสนอมิติที่แตกต่างออกไป คือการเน้น “ความสัมพันธ์ทางสังคม” ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่ได้รับเพียงการฟื้นฟูร่างกาย แต่ยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัว ทำงานศิลปะร่วมกัน หรือเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน

    สิ่งเหล่านี้คือ “หัวใจ” ที่ทำให้ประสบการณ์ Wellness แบบไทยไม่เหมือนใคร เพราะไม่ได้ดูแลเฉพาะตัวบุคคล แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ๆ และเติมเต็มชีวิตในเชิงอารมณ์และสังคม

    ตัวอย่างระดับโลกที่ไทยเทียบเคียงได้

    หากมองในระดับสากล ตัวอย่างเช่น Lanserhof (เยอรมนี) ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เชิงป้องกัน SHA Wellness Clinic (สเปน) ที่ผสานการแพทย์สมัยใหม่กับโภชนาการ หรือ Six Senses (มัลดีฟส์–ภูเก็ต–ฟิจิ) ที่ใช้ธรรมชาติเป็นหัวใจของการบำบัด ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Wellness Complex ในแต่ละประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะ แต่สิ่งที่ไทยกำลังสร้างคือ “เอกลักษณ์แบบไทย” ที่ผสานทั้งภูมิปัญญา นวัตกรรม และความอบอุ่นทางสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นนำไปศึกษาและต่อยอด

    5 อันดับ Wellness Complex/Retreat ชื่อดังในไทย

    1. RAKxa Wellness & Medical Retreat – บางกระเจ้า, สมุทรปราการ

    จุดเด่น: เป็น Wellness & Medical Retreat ระดับโลก ตั้งอยู่ใน “คุ้งบางกระเจ้า” หรือที่รู้จักกันว่า “ปอดกรุงเทพฯ”

    บริการหลัก: โปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Wellness) โดยใช้ การแพทย์ผสมผสาน ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย เช่น การตรวจ DNA, โภชนาการเฉพาะบุคคล, การนวดแผนไทย, สมาธิบำบัด และ IV Therapy

    จุดแข็ง: ใช้แนวคิด Integrative Medicine เป็นแกนหลัก ผสานวิทยาศาสตร์การแพทย์กับภูมิปัญญาไทย

    2. Kamalaya Wellness Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี

    “กมลายา” มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง “อาณาจักรแห่งดอกบัว” 

    จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ชีวิตของสองสามีภรรยาผู้ก่อตั้งคือ John Stewart ที่ใช้เวลา 16 ปีในเทือกเขาหิมาลัย (Himalayas) ศึกษาเรื่องจิตวิญญาณและการเยียวยาในชุมชนพระธุดงค์ ส่วน Karina มีพื้นฐานการรักษาด้านการแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine) และสนใจศาสตร์การแพทย์เชิงบูรณาการ (integrative medicine)

    จุดเด่น: ทำเลตั้งอยู่บนเนินเขามีถ้ำเก่าแก่ซึ่งเคยใช้ปฏิบัติธรรม เชื่อมโยงทั้งจิตวิญญาณและธรรมชาติ

    บริการหลัก: โปรแกรมดีท็อกซ์, การจัดการความเครียด, Art Therapy, Meditation, Yoga, ฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม

    จุดแข็ง: เน้นการเยียวยาจิตใจและพลังงานชีวิต ได้รับรางวัล Wellness Destination ระดับโลกหลายสมัย

    3. Chiva-Som International Health Resort – หัวหิน, ประจวบคีรีขันธ์

    จุดเด่น: หนึ่งใน Wellness Resort ระดับตำนานของไทยที่เปิดมากว่า 25 ปี ได้รับรางวัล World’s Best Destination Spa หลายปีซ้อน

    บริการหลัก: โปรแกรมโภชนาการ การฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ ฟิตเนส โยคะ และ Medical Wellness เช่น Hydrotherapy และ Physiotherapy

    จุดแข็ง: เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม Wellness Tourism ของไทย และยังเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรด้าน Wellness ระดับนานาชาติ

    4. Anantara Spa & Wellness – กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต และหลายสาขา

    จุดเด่น: แบรนด์ไทยที่ขยายไปทั่วโลก แต่ในไทยมีหลายโลเกชันที่กลายเป็น Wellness Hub ผสานบริการสปาเข้ากับการท่องเที่ยวหรูหรา

    บริการหลัก: สปาทรีตเมนต์ที่ใช้สมุนไพรไทย, การนวดแผนไทยประยุกต์, โปรแกรม Detox & Wellness แบบครบวงจร

    จุดแข็ง: การยกระดับภูมิปัญญาสปาไทยสู่มาตรฐานโรงแรมหรูระดับโลก

    5. Absolute Sanctuary – เกาะสมุย, สุราษฎร์ธานี

    จุดเด่น: โด่งดังในฐานะ “Wellness Fitness Resort” สำหรับผู้ที่อยากรีบูตร่างกายด้วย โยคะ, Pilates และฟิตเนส

    บริการหลัก: โปรแกรม Weight Management, Detox, Yoga Retreats, โภชนาการสุขภาพ และ Life Coaching

    จุดแข็ง: ได้รับการยกย่องจาก CNN Travel ว่าเป็นหนึ่งใน “Top Yoga Retreats in Asia” และเหมาะกับคนรุ่นใหม่/นักท่องเที่ยวสาย Active

    ที่มา:

    https://link.springer.com/

    https://bmcpsychology.biomedcentral.com/

    www.thailandprivilege.co.th

    Home

    กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/730836&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G4cIq81JdT_DEArFVO6n3

  • ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    ยอดสะสมต่างชาติเที่ยวไทย 23.4 ล้านคน “มาเลเซีย” ยังครองแชมป์ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 68 รวมทั้งสิ้น 23,450,122 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,082,938 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,380,339 คน จีน 3,301,185 คน อินเดีย 1,711,381 คน รัสเซีย 1,244,626 คน และเกาหลีใต้ 1,105,186 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (15-21 ก.ย.) นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ก่อนการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในเดือนต.ค. ส่งผลให้ภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 496,986 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 68,333 คน หรือ 12.09% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 70,998 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 101,376 คน จีน 70,678 คน อินเดีย 44,813 คน เกาหลีใต้ 23,590 คน และญี่ปุ่น 23,271 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.32% และ 5.59% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 29.29% 17.29% และ 9.74% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (22-28 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวก่อนมีวันหยุดในต้นเดือนต.ค.ในประเทศจีน การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H68QiX1y-id2N8tQ2q6-H

  • โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว! กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    ธุรกิจ

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว! กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    จากผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม เดือนส.ค.2568” ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 13-30 ส.ค.2568 มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 104 แห่ง พบว่าธุรกิจ “โรงแรม” ส่วนใหญ่กว่า 36% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ประเมินว่าจำนวน “ลูกค้าต่างชาติ” (ไม่รวมลูกค้าจีน) ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า เฉพาะ “ลูกค้าจีน” ที่ปกติแล้วจะเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่าครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการโรงแรมกว่า 57% ประเมินว่าจะลดลงจากครึ่งปีแรก โดยเกือบ 1 ใน 4 มองว่าน่าจะลดลงมากกว่า 15% ขณะที่ผู้ประกอบการ 10% คาดลูกค้าจีนจะลดลง 11-15%

    ผู้ประกอบการ 43% คาดด้วยว่า “ลูกค้าไทย” ในครึ่งปีหลังจะลดลงเมื่อเทียบครึ่งปีแรก โดย 9% ของผู้ประกอบการทั้งหมดประเมินว่าลูกค้าไทยจะลดลงมากกว่า 20% ขณะที่ 20% คาดลดลง 11-20% อีก 14% คาดลดลงไม่เกิน 10%

    สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมคาดว่า “ลูกค้าต่างชาติ” (รวมจีน) จะลดลง เป็นเพราะประเด็น “ความกังวลด้านความปลอดภัย” (Safety Concern) รองลงมาคือประเด็นราคาค่าใช้จ่ายในประเทศคู่แข่งน่าดึงดูดกว่าไทย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง แหล่งท่องเที่ยวไทยไม่น่าดึงดูด และไม่มีโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวใหม่ๆ

    ส่วนสาเหตุที่คาดว่าลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มขึ้น ปัจจัยหนุนอันดับแรกคือ “แหล่งท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพเทียบกับภูมิภาค” รองลงมาคือ ประเด็นความกังวลด้านความปลอดภัยที่เริ่มคลี่คลายลง ผลดีจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว ราคาค่าใช้จ่ายในไทยคุ้มค่ากว่าคู่แข่ง และรายได้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ลูกค้าต่างชาติที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเป็น “กลุ่มตลาดระยะไกล” (Long-haul) อาทิ ยุโรป และสหรัฐ ที่เลือกพักในโรงแรมระดับ 4 ดาว โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคใต้ที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าดึงดูด สะท้อนจากเริ่มเห็นยอดจองห้องพักล่วงหน้าผ่านแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) และบริษัททัวร์ติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ดังกล่าวระบุถึง “อัตราการเข้าพัก” เฉลี่ยเดือนส.ค.2568 อยู่ที่ 62% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในทุกระดับดาว และเกือบทุกภูมิภาค ตามการเข้าสู่ช่วง “Summer Holiday” ของหลายประเทศในยุโรป ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือนก.ย.68 อยู่ที่ 54%

    เมื่อดูเป็นรายภูมิภาค พบว่าภาคเหนือในเดือนส.ค. อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 44% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 41% ของเดือนก่อนหน้า ส่วนภาคตะวันออกอยู่ที่ 63% เพิ่มขึ้นจาก 58% ขณะที่ภาคกลาง 69% เพิ่มจาก 67% และภาคใต้ 55% ลดลงเล็กน้อยจาก 56%

    โรงแรมไทยคาด ‘ลูกค้าจีน’ ครึ่งปีหลังหดตัว!  กังวลความปลอดภัย-ค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    เทียนประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวเดือนส.ค. ที่ผ่านมาได้อานิสงส์จากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025” ใน 4 จังหวัดหลัก กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต สอดคล้องกับแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” โดยภาครัฐคาดว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศกว่า 8,400 ล้านบาท กระจายรายได้ไปในส่วนต่างๆ และกระตุ้นการจองที่พัก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    สมาคมฯ หวังว่าภาครัฐจะเดินหน้าส่งสริมภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวข้องต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวการเดินทาง เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมืองหลัก กระจายรายได้ไปในเมืองอื่นๆ สำคัญสุดคือ การสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเพิ่มขึ้น

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่ต้องการจากภาครัฐ คือ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ เช่น เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก เมืองรอง การอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว อาทิ ขยายระยะเวลามาตรการวีซ่าฟรี และพัฒนาช่องทางการจองพักออนไลน์ ส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาของรัฐและเอกชน เพิ่มจำนวนสิทธิของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง พัฒนาระบบลงทะเบียนให้มีความเสถียร เข้มงวดในการคัดกรองนักท่องเที่ยวขาเข้า เพื่อเพิ่มจานวนนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ควบคุมจำนวนโรงแรมเปิดใหม่ให้พอดีกับอุปสงค์ เพื่อลดปัญหาซัพพลายล้นตลาด และแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทย อาทิ ค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม และเพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว

    2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนค่าพลังงาน และควบคุมการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน 3.มาตรการด้านการเงิน มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 4.มาตรการด้านแรงงาน พัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานต่างชาติให้เสถียร และ 5.มาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1199904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kHHhgPh_VPzTQnh0kdHFO