Category: ท่องเที่ยว

  • “บ้านสวนน้อยชมจันทร์”แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปลูกพืช ผัก เก็บขายสร้างรายได้ชุมชน | เดลินิวส์

    “บ้านสวนน้อยชมจันทร์”แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ปลูกพืช ผัก เก็บขายสร้างรายได้ชุมชน | เดลินิวส์

    นางเจนธิชา ชัยชาญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า บ้านสวนน้อยชมจันทร์ หมู่ที่ 9 บ้านวังซอง ตำบลท่าพล อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานเชิงท่องเที่ยว ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 สศท.12 ได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและจัดทำแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2557 และพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ โดยใช้หลักลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้วิธีธรรมชาติและทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด บนพื้นที่ 19 ไร่ เพาะปลูกข้าว พืชผัก และผลไม้ รวมถึงมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมีนางสาววิจิตรา กระทู้ เป็นเจ้าของสวน ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำการเกษตรอินทรีย์มากว่า 10 ปี มีความเชี่ยวชาญและใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต จึงสามารถรักษาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าได้อย่างต่อเนื่องจนได้รับรางวัลชนะเลิศเกษตรกรสาขาไร่นาผสมระดับจังหวัด และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ระดับภาคเหนือ อีกทั้ง ยังเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนวังซองรวมใจรักษ์ มีพื้นที่ทำการเกษตรกว่า 200 ไร่ โดยทำในรูปแบบผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ โคกหนองนาโมเดล และเกษตรอินทรีย์

    ด้านการดำเนินงานของบ้านสวนน้อยชมจันทร์ตามแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ พบว่า พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ 19 ไร่ แบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 8 ไร่ ได้แก่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ และข้าวหอมมะลิแดง ผลผลิตแปรรูปเป็นข้าวสาร 2,400 กิโลกรัม/ปี สร้างรายได้รวม 200,000 บาท/ปี สวนผักและผลไม้ 6 ไร่ ได้แก่ แครอท ผักสลัด มะเขือเทศ ฝรั่ง มะม่วง มะยงชิด พุทรา และมะขามเปรี้ยว สร้างรายได้รวม 90,000 บาท/ปี พื้นที่เลี้ยงสัตว์ (ไก่ไข่) 1 ไร่ ผลผลิต 3,750 ฟอง/ปี สร้างรายได้ 18,750 บาท/ปี สระน้ำ 4.5 ไร่ และพื้นที่อยู่อาศัย 0.5 ไร่ อีกทั้งยังมีสินค้าแปรรูป ได้แก่ เก๊กฮวยอบแห้ง ที่สามารถสร้างรายได้ 50,000 บาท/ปี นอกจากนี้ บ้านสวนน้อยชมจันทร์ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศนั่งพักผ่อนในคาเฟ่ ศึกษากิจกรรมการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบอินทรีย์ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ทั้งสดและแปรรูปภายในฟาร์ม ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากทุกกิจกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 358,750 บาท/ปี คิดเป็นกำไร 179,375 บาท/ปี      

    การจำหน่ายผลผลิตทั้งผลสดและแปรรูป แบ่งเป็น จำหน่ายภายในฟาร์มโดยตรง ออกบูท ห้างสรรพสินค้า Lotus’s และทางออนไลน์ อาทิ Facebook “บ้านสวนน้อยชมจันทร์ Natural Farming” ซึ่งนอกจากการจำหน่ายผลผลิตแล้ว ยังเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนวังซองรวมใจรักษ์ อาทิผักเคล กระเทียม เก๊กฮวย และน้ำมันสกัดเย็น ทั้งรูปแบบการรับซื้อมาจำหน่ายภายในร้าน และการนำผลผลิตมาเพื่อฝากขายนับว่าเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชนและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ในการประชาสัมพันธ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย ทั้งนี้ ในแต่ละปีบ้านสวนน้อยชมจันทร์ มีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และผู้สนใจ เข้ามาศึกษาดูงานประมาณ 800 คน/ปี  ท่านที่สนใจเรียนรู้แนวทางเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน พร้อมกับท่องเที่ยวเชิงเกษตรมาร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงที่ “บ้านสวนน้อยชมจันทร์” ติดต่อได้ที่ น.ส.วิจิตรา กระทู้ เจ้าของสวน โทร 09 5124 0202 หรือ ติดตามข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook “บ้านสวนน้อยชมจันทร์ Natural Farming”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5143961/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uvw3PXQv5P3JB4h4ePb4C

  • MINT ครึ่งหลังงบสุดแจ่ม ท่องเที่ยว-ดอกเบี้ยหนุน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    MINT ครึ่งหลังงบสุดแจ่ม ท่องเที่ยว-ดอกเบี้ยหนุน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – MINT โดย บล.พาย ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36.00 บาทผลประกอบการใน 2H25 เติบโตสูงกว่าใน 1H25 เนื่องจากมีแนวโน้มได้รับผลบวกจากภาวะดอกเบี้ยขาลง ต่อเนื่อง

    ขณะที่ใน Q4/25 โรงแรมหลักในไทยที่ปิดปรับปรุงจะกลับมาเริ่มเปิดให้บริการช่วงเดือนพฤศจิกายน ประกอบกับอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศมัลฟหัลดีฟส์ใหม่ทยอยหนุน Occupancy เติบโตแข็งแกร่ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/25/581055/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qO46MHfl2s4jToSKWQT2k

  • ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ วูบ  ททท.คาดปีนี้ 33.4 ล้านคน ‘บาทแข็ง’ ฉุดไฮซีซัน

    ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ วูบ ททท.คาดปีนี้ 33.4 ล้านคน ‘บาทแข็ง’ ฉุดไฮซีซัน

    “ททท.” ประเมินแนวโน้มล่าสุดคาดการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยปี 68 มีจำนวน 33.4 ล้านคน ลดลง 6% หลังตลาดเอเชียตะวันออกหดตัวแรง เฉพาะ “จีน” ติดลบกว่า 35% อาเซียนหายไป 8% เผยได้ตลาดระยะไกล-อินเดียประคองสถานการณ์ ย้ำไทยต้องเร่งปรับภาพลักษณ์ให้สดใหม่รับมือแข่งขันเพื่อนบ้าน ลุยอัดบิ๊กอีเวนต์ไฮซีซัน ไตรมาส 4 ปลุกมู้ด ด้าน “ส.อ.ท.” ชี้ส่งออกและท่องเที่ยวไทยเสียเปรียบคู่แข่งเรื่อง “ค่าเงิน” ฝันระยะยาวอยากเห็นทัวริสต์ 70 ล้านคน ปั๊มรายได้ 20-25% ของจีดีพี

    • “ททท.” ประเมินแนวโน้มล่าสุดคาดการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยปี 68 มีจำนวน 33.4 ล้านคน ลดลง 6%
    • หลังตลาดเอเชียตะวันออกหดตัวแรง เฉพาะ “จีน” ติดลบกว่า 35% อาเซียนหายไป 8% เผยได้ตลาดระยะไกล-อินเดียประคองสถานการณ์ 
    • ย้ำไทยต้องเร่งปรับภาพลักษณ์ให้สดใหม่รับมือแข่งขันเพื่อนบ้าน ลุยอัดบิ๊กอีเวนต์ไฮซีซัน ไตรมาส 4 ปลุกมู้ด 
    • ด้าน “ส.อ.ท.” ชี้ส่งออกและท่องเที่ยวไทยเสียเปรียบคู่แข่งเรื่อง “ค่าเงิน” ฝันระยะยาวอยากเห็นทัวริสต์ 70 ล้านคน ปั๊มรายได้ 20-25% ของจีดีพี

    รัฐบาลเคยตั้งเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 39-40 ล้านคนในปี 2568 ใกล้เคียงปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด ก่อนจะปรับเป้าหมายลดลงเหลือ 35.5 ล้านคนเท่ากับปี 2567 หลังเผชิญปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย จากกรณี ซิงซิง นักแสดงชาวจีนหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อต้นปี และยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือน มี.ค. จนถึงกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา สะเทือนความเชื่อมั่นด้านการเดินทางอย่างต่อเนื่อง

    รายงานล่าสุดของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 2568 มีจำนวนสะสม 23,450,122 คน ลดลง 7.44% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    นางสาวรุ่ง กาญจนวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในงานแถลงแนวทางและนโยบายของ ททท. เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วานนี้ (24 ก.ย.) ว่า ททท.คาดการณ์ล่าสุดว่าตลอดปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 33.4 ล้านคน ลดลง 6% เทียบกับปีที่แล้ว จากการลดลงของนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ติดลบ 25% ขณะที่อาเซียนติดลบ 8% ส่วนภูมิภาคที่ยังเติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ เพิ่มขึ้น 15%, ยุโรป เพิ่มขึ้น 15%, อเมริกา เพิ่มขึ้น 8%, โอเชียเนีย เพิ่มขึ้น 8% และตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้น 4%

    “ททท. คาดการณ์รายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้น่าจะลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว เป็นอัตราใกล้เคียงกับการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

    ไทยต้องปรับภาพลักษณ์สดใหม่สู้คู่แข่ง

    สำหรับความท้าทายของภาคการท่องเที่ยวไทย พบว่าประเด็นความปลอดภัยและข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชายังคงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีประเด็นแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมและการบริการไม่ได้มาตรฐาน ขาดโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยว และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป

    ขณะที่การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านและจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ที่สำคัญ พบว่าประเทศจีนกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง เพราะราคาไม่แพง มีสินค้าและบริการหลากหลาย มีแหล่งท่องเที่ยวสดใหม่ สะอาด ปลอดภัย มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ได้ดีมากขึ้น

    ส่วนเวียดนาม เป็นคู่แข่งสำคัญอีกรายที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จากการใช้กลยุทธ์ตัดราคา ประกอบมีแหล่งท่องเที่ยวแบบมนุษย์สร้าง (Man-made Attraction) มาเสริมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ 

    ทางด้านญี่ปุ่น คู่แข่งตลอดกาลของไทย ได้วางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวตลาดบนหรือไฮเอนด์ ขณะที่ไทยวางตำแหน่งเจาะตลาดกลางค่อนบน

    “ประเทศไทยในตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเก่าในสายตานักท่องเที่ยว จึงถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ในปี 2569 ด้วยแนวคิด นิว ไทยแลนด์ (New Thailand) เพื่อให้ประเทศไทยดูสดใหม่มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังชูแนวคิด Value over Volume เน้นทั้งมิติคุณภาพ คุณค่า ปลอดภัย และยั่งยืน”

    ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ วูบ  ททท.คาดปีนี้ 33.4 ล้านคน ‘บาทแข็ง’ ฉุดไฮซีซัน

    ททท. อัดบิ๊กอีเวนต์ไตรมาส 4 ปลุกมู้ดเที่ยว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ช่วงไฮซีซันไตรมาส 4 ของปีนี้ถือเป็นความหวังของภาคท่องเที่ยวไทย โดย ททท.เตรียมจัดเทศกาลและอีเวนต์ เช่น มหาลอยกระทง จ.สุโขทัย นาน 2 สัปดาห์, การแข่งขันอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก ซึ่งอยากผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของมาราธอนระดับโลก ตีคู่กับเบอร์ลินและโตเกียว, งานวิจิตร เจ้าพระยา ขยายระยะเวลาจัดงานเป็นประมาณ 45 วัน เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงโค้งท้ายปี รวมถึงไฮไลต์อย่างงานเคานต์ดาวน์ 2026

    โดยให้ความสำคัญกับทุกตลาดเพื่อผลักดันกระแสการเดินทางให้ได้มากที่สุด โดยได้จัดโครงการหนีห่าว มันธ์ (Nihao Month) ประกอบด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์และแคมเปญทางการตลาดต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย. จนถึงปลายปีนี้เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้เฉพาะโกลเด้นวีคหยุดยาววันชาติจีน 1 ต.ค. คาดว่าตลอดระยะเวลา 13 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. -8 ต.ค. 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทย 25,000-30,000 คน/วัน รวมไม่น้อยกว่า 200,000 คน และอาจแตะ 300,000 คน สร้างรายได้สะพัดด้านการท่องเที่ยวประมาณ 10,000 ล้านบาท 

    นอกจากนี้ยังเตรียมจัดเทศกาลดิวาลีเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่อินเดียอีกด้วย

    ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ วูบ  ททท.คาดปีนี้ 33.4 ล้านคน ‘บาทแข็ง’ ฉุดไฮซีซัน

    ด้านตลาดในประเทศมีแนวคิดจะจัดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” สนับสนุนให้คนไทยที่ส่วนใหญ่มักท่องเที่ยวด้วยตัวเอง หันมาใช้บริการบริษัททัวร์ เน้นนำเสนอแพ็กเกจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่เห็นแล้วว้าว อาทิ ทัวร์อาหาร ทัวร์สายศรัทธา และทัวร์สายสุขภาพ ทั้งนี้ต้องขอหารือเพิ่มเติมกับนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และขอพิจารณาเงื่อนไขโครงการนี้และดูงบประมาณที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” วงเงิน 1,750 ล้านบาท ซึ่งมีการจองสิทธิหมดทั้ง 5 แสนสิทธิแล้ว เนื่องจากตอนนี้เงินบาทแข็งค่า กำลังดึงดูดคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ

    เอกชนฝันทัวริสต์ต่างชาติทะลักไทย 70 ล้านคน

    ททท. และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ยังได้จัดงานเสวนาหัวข้อ “ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับรัฐบาลไทย” วานนี้ (24 ก.ย.) โดยมีผู้บริหารของภาคเอกชน 3 สภา ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ สทท. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น ด้วยประเทศไทยพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของจีดีพี แบ่งเป็นรายได้จากภาคการส่งออก 60% และภาคการท่องเที่ยวอีกกว่า 10% ซึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักทั้ง 2 กำลังกังวลกับเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น

    “หากเทียบกับเมื่อต้นปี 2568 ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% แต่ถ้าเป็นช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้นกว่า 17% แล้ว ส่งผลต่อต้นทุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก เมื่อปี 2562 ก่อนโควิด มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.9 ล้านคน สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท รวมตลาดไทยเที่ยวไทยด้วยมีรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ของจีดีพี เราอยากเห็นท่องเที่ยวต่างชาติงเข้าไทย 70 ล้านคนเหมือนที่ฝรั่งเศสทำได้ และมีรายได้ 20-25% ของจีดีพี เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศแข็งแกร่งมากขึ้น”

    ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ วูบ  ททท.คาดปีนี้ 33.4 ล้านคน ‘บาทแข็ง’ ฉุดไฮซีซัน

    ท่องเที่ยวไทยเสียเปรียบ “ค่าเงิน”

    ส่วนในช่วง 4 เดือนนับจากนี้ก่อนยุบสภา แม้ไตรมาส 4 จะตรงกับช่วงไฮซีซัน แต่การที่ไทยกำลังเสียเปรียบเรื่องค่าเงิน ขณะที่คู่แข่งหลักอย่างญี่ปุ่น มีปัจจัยเงินเยนอ่อนค่า อีกทั้งญี่ปุ่นมีภาพลักษณ์สะอาดและปลอดภัย อาหารอร่อย ไปแล้วชอปปิงสนุกกว่าเดิมเพราะเยนอ่อน คนจีนแห่ไปเที่ยวญี่ปุ่นสูงมาก ขณะที่เวียดนามก็มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไปเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ พร้อมประกาศว่าจะเป็นปีที่เวียดนามมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามามากที่สุด สวนทางกับไทยที่มีผลกระทบจากปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย และข่าวเชิงลบต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัว

    ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ วูบ  ททท.คาดปีนี้ 33.4 ล้านคน ‘บาทแข็ง’ ฉุดไฮซีซัน

    วอนรัฐบาลใหม่หนุนลดต้นทุนแข่งขัน

    สำหรับข้อเรียกร้องจากภาคเอกชน อยากขอให้รัฐบาลช่วยลดต้นทุนต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันย้ายฐานการผลิตจากจีนและประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีการค้าสหรัฐ เข้ามาในไทยรวมถึงประเทศในภูมิภาคเดียวกันเป็นฐานการผลิตแทน โดยปัจจุบันไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้านในเรื่องต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าทำให้สิ่งที่ต้องการเรียกร้องจากภาครัฐคือ หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคผลิตและภาคท่องเที่ยวบริการ จะต้องทำให้ต้นทุนของประเทศดีด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่มองไม่เห็น คือกฎหมายที่มีอยู่แสนกว่าฉบับ เพราะกฎหมายที่ไม่เป็นคุณได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ จำเป็นต้องปรับแก้กฎหมายให้ทันกับโลกในปัจจุบัน

    ด้านต้นทุนทางการเงิน ดอกเบี้ยต้องไม่สูง โดยเฉพาะกับธุรกิจเอสเอ็มอีที่เปราะบาง อยากได้เงินทุนสูง แต่เข้าถึงยาก ก็ต้องช่วยเหลือเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้น 7.6% ถือว่าสูงและน่ากังวลมาก ขณะที่กำลังซื้อในต่างจังหวัดก็เหือดแห้ง นี่คือจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

    “บางกลุ่มบอกว่าบาทแข็งมีประโยชน์ ทำให้ซื้อพลังงานนำเข้ามาได้ถูกลง สามารถใช้จ่าย และลงทุนได้ถูกลง แต่มองว่าอาจพูดผิดเวลาไปหรือไม่ เพราะเวลานี้ต้องเป็นโหมดการหารายได้เข้าประเทศ ทำให้ค่าเงินบาทต้องอยู่ระดับเหมาะสม 34-35 บาทต่อดอลลาร์” นายเกรียงไกรกล่าว

    ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ วูบ  ททท.คาดปีนี้ 33.4 ล้านคน ‘บาทแข็ง’ ฉุดไฮซีซัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1200299&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06ArkENyqLIUYXAHOvG2pH

  • อนุทินแบ่งงาน​ 6 รองนายกรัฐมนตรี ​บวรศักดิ์ ​คุม​กฎหมาย-ยุติธรรม​-​คดีพิเศษ…

    อนุทินแบ่งงาน​ 6 รองนายกรัฐมนตรี ​บวรศักดิ์ ​คุม​กฎหมาย-ยุติธรรม​-​คดีพิเศษ…

    วานนี้ (24 กันยายน) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​นัดพิเศษ ที่มี อนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ มีมติแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี​ 6 คน​ ประกอบด้วยดังนี้

    1. พิพัฒน์​ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลกระทรวงคมนาคม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงพลังงาน​,สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์​แห่งชาติ,​ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    2. โสภณ​ ซารัมย์​ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านสังคม​ กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​, กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานสำนักปลัด, สำนักนายกรัฐมนตรี, สถาบันนโยบายที่ดินแห่งชาติ​, สำนักงานบริหารจัดการที่ดิน​ (องค์การมหาชน)​, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ​ และคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ

    3. บวรศักดิ์​ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี​ ด้านกฎหมาย​ กำกับดูแล​กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม, สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา​, สำนักงานราชบัณฑิตยสภา,​ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คณะกรรมการคดีพิเศษ​ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด​

    4. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแลกระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรี ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ)

    5. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการจะกำกับดูแลคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ, คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ, คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ, คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนา, การกีฬาแห่งชาติ, คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

    6. สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม

    ส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) รวมทั้งกำกับดูแลสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

    ศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท. (จำกัดมหาชน)

    นภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแล สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

    สันติ ปิยะทัต สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-assigns-roles-to-6-deputy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06tGXXNwTATiuZBE0RZti4

  • ตร.ท่องเที่ยว รวบหนุ่มรัสเซียกร่างแย่งอาชีพ ลักลอบให้เช่ามอเตอร์ไซค์บนเกาะพะงัน

    ตร.ท่องเที่ยว รวบหนุ่มรัสเซียกร่างแย่งอาชีพ ลักลอบให้เช่ามอเตอร์ไซค์บนเกาะพะงัน

    ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบหนุ่มรัสเซีย กร่างแย่งอาชีพ เปิดธุรกิจให้เช่ารถมอเตอร์ไซค์เถื่อน ยึดของกลาง มูลค่าครึ่งล้าน

    25 กันยายน 2568 – เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) สั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ประสาน สภ.เกาะพะงัน,ตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน , นปภ สุราษฏร์ธานี,ร่วมจับกุม นายทิโมเฟย คาเรียจิน (Mr. Timofei Kariagin) อายุ 30 ปี สัญชาติรัสเซีย บริเวณซอยไม่มีชื่อตรงข้ามร้าน Deli Devi หมู่ 5 ตำบลเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ 10 คัน พร้อมทั้ง โดยแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต (รถเช่า)” และ “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน”

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดีว่า มีชายชาวต่างชาติลักลอบเปิดธุรกิจให้เช่ารถจักรยานยนต์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าว พบชายลักษณะคล้ายชาวรัสเซียกำลังสอนหญิงสาวชาวต่างชาติขับขี่รถจักรยานยนต์ เมื่อตรวจสอบเอกสารพบว่าชายคนดังกล่าวคือนายทิโมเฟยฯ ซึ่งถือวีซ่านักท่องเที่ยว

    จากการสอบสวน หญิงสาวชาวต่างชาติให้ข้อมูลว่าได้ติดต่อเช่ารถผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp โดยเพื่อนชาวอิสราเอลแนะนำมา และมีการตกลงราคาค่าเช่าวันละ 400 บาท หรือเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งนายทิโมเฟยฯ จะไม่เก็บเงินมัดจำหรือหนังสือเดินทาง และใช้วิธีนำรถไปจอดไว้ตามจุดต่างๆ พร้อมส่งพิกัดให้ลูกค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่

    นายทิโมเฟยฯ ยอมรับสารภาพว่าได้ลักลอบทำธุรกิจให้เช่ารถจักรยานยนต์มานานกว่า 6 เดือนแล้ว โดยมีรายได้สูงถึง 150,000 บาทต่อเดือน และยังได้ดัดแปลงรถบางคันให้มี 4 ล้อ เพื่อให้ลูกค้าชาวอิสราเอลซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงขับขี่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเขา

    จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายทิโมเฟยฯ และตรวจยึดรถจักรยานยนต์ทั้งหมดที่ซุกซ่อนไว้เป็นของกลาง ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/867537/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08h1cmRUU1XUp0yDCslWtl

  • อช.ดอยสุเทพ-ปุย เริ่มเก็บค่าบริการ “เส้นทางเทรล” 1 ต.ค. นี้

    อช.ดอยสุเทพ-ปุย เริ่มเก็บค่าบริการ “เส้นทางเทรล” 1 ต.ค. นี้

    อช.ดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ เริ่มเก็บค่าบริการท่องเที่ยว-เส้นทางเทรล 1 ต.ค.นี้ โดยถนนหลักขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพและวัดผาลาดยังฟรี คนไทย 20 บาท ต่างชาติ 100 บาท รับเฉพาะเงินสด เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและช่วยเหลือฉุกเฉิน

    วันนี้ (25 ก.ย.2568) อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ เตรียมปรับมาตรการเก็บค่าบริการในแหล่งท่องเที่ยวและเส้นทางเดินเทรลเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 เป็นต้นไป

    นายธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ย้ำว่า นักท่องเที่ยวที่ใช้ถนนสายหลักขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และวัดผาลาด ยังคงเข้าฟรี ไม่มีการเก็บค่าบริการ 

    การเก็บค่าบริการครั้งนี้ครอบคลุมเส้นทางศึกษาธรรมชาติผาลาด น้ำตกห้วยแก้ว น้ำตกวังบัวบาน-ผาเงิบ ดอยหัวหมู หรือยอดดอยปุย และบ้านพักสวนสน เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมรับผิดชอบทรัพยากรที่ใช้ และนำรายได้มาดูแลพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

    อัตราค่าบริการจะเท่ากับอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ คือ คนไทยผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท รายได้ร้อยละ 5 คืนสู่ชุมชนรอบอุทยานฯ อีกร้อยละ 20 ใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และรองรับภารกิจฉุกเฉิน เช่น ค้นหาผู้หลงป่าและช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ

    ที่มา : อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

    ที่มา : อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

    ที่มา : อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

    การเก็บค่าบริการรับเฉพาะเงินสด เนื่องจากอุทยานฯ ยังไม่สามารถเปิดบัญชีรับโอนโดยตรงได้ นักท่องเที่ยวที่ชำระเงินจะได้รับบัตรเข้าอุทยานเป็นหลักฐาน และมีคณะกรรมการอย่างน้อย 9 คนตรวจนับเงินทุกครั้งก่อนส่งต่อกรมอุทยานฯ เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต

    แม้ผู้ประกอบการค้าบริเวณน้ำตกห้วยแก้วกังวลว่านักท่องเที่ยวอาจลดลง แต่เมื่อพิจารณาแล้ว อัตราค่าบริการไม่สูงมาก และเป็นเพื่อการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์ ถือเป็นการช่วยกันรักษาสมบัติของประเทศให้ยั่งยืน

    อ่านข่าวอื่น :

    เร่งอุดช่องว่างอุโมงค์ถนนทรุด “อนุทิน” ขอโทษ ปชช.ย้ำเอาผิดแพ่ง-อาญาเข้มงวด

    “ชัชชาติ” ยันมาตรฐานสากล ใช้กระสอบทรายอุดช่องอุโมงค์ป้องกันดินสไลด์เพิ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356908&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e67AeLUT4BHZnaO4twz8d

  • ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมดีลโรงแรมกว่า 200 แห่ง

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมดีลโรงแรมกว่า 200 แห่ง

    บ่ายนี้ (18 กันยายน 2568) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ“ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยมีนางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานฯ พร้อมด้วยนายนิธี  สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมงานฯ ภายในงาน ททท. เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation พร้อมนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” พร้อมเติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า 

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมดีลโรงแรมกว่า 200 แห่ง

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360o เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมดีลโรงแรมกว่า 200 แห่ง

    นายนิธี  สีแพร  รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing ซึ่ง ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย 

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมดีลโรงแรมกว่า 200 แห่ง

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชมชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมดีลโรงแรมกว่า 200 แห่ง

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา   รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%, วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย

    ททท. เปิดตัวแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมดีลโรงแรมกว่า 200 แห่ง

    อย่าพลาดโอกาสดี ๆ กับโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1672 Travel Buddy 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/pr-news/economy-business/pr-news/378967192&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38GC7SqZgVKTtRe0fDa2SH

  • สภาสูงดัน ‘กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง’ สุดลิ่มหวังปิดตำนานโคตรโครงการ!

    สภาสูงดัน ‘กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง’ สุดลิ่มหวังปิดตำนานโคตรโครงการ!

    สว.-ปธ.กมธ.ท่องเที่ยวฯ ดันสุดตัว ‘กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง’ เผยได้ข่าวจ่อเซ็นMOU อัดแอปพลิเคชั่นต่างชาติจองที่พัก เอาเปรียบคนไทย

    25 ก.ย.2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการเปิดเวทีสัมมนา Tourism Synergy พลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมีนายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยนายจำลอง อนันตสุข โฆษกคณะกรรมาธิการฯ นางประทุม วงศ์สวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ และคณะเข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง

    ​นายพิศูจน์ กล่าวว่า การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่อุตสาหกรรม แต่คือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ และเป็นเวทีสะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยสู่สายตาชาวโลก แต่หัวใจสำคัญที่ต้องเร่งทำคือ การสร้างรายได้ให้กลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่ปล่อยให้รายได้กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่

    ​”เราต้องยกระดับของฝาก สินค้าชุมชน ให้มีแพ็คเกจจิ้งที่สวยงาม มีเรื่องราว (Story) ที่น่าสนใจ สร้างกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว นี่คือการต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริง”นายพิศูจน์กล่าว

    ​จากนั้น นายพิศูจน์ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงที่เป็นแนวคิดมากว่า 20 ปี ซึ่งไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

    “ผมทราบมาว่า ขณะนี้มีการเตรียมทำ MOU ระหว่าง อพท. และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงธรรมชาติที่สวยงามได้ง่ายขึ้น โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ นี่คือเรื่องสำคัญที่เราต้องผลักดันให้เกิด”

    ​ประธาน กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา ยังกล่าวถึงปัญหาใหญ่ที่กัดกินอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นั่นคือ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติ เนื่องจากหลายแพลตฟอร์มที่ทุกคนรู้จักดี ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายและกติกาภาษีของไทย โดยพบการขายห้องพักในราคาที่เอาเปรียบผู้ประกอบการในประเทศอย่างมหาศาล เรื่องนี้ต้องรีบแก้ไขอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อสร้างความสมดุลในตลาด ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างภาคภูมิใจ

    ​นอกจากนี้ นายพิศูจน์ยังได้ย้ำถึงภัยเงียบจาก “ข่าวด้านลบ” ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งสามารถทำลายความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวได้ในพริบตา จึงเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันสร้างระบบการสื่อสารข้อเท็จจริงที่รวดเร็วและทันสมัย เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของประเทศต้องเสียหาย

    ​สำหรับเวทีสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวการบรรยายพิเศษ หัวข้อ TOURISM SYNERGY สำคัญอย่างไร

    นอกจากนี้ยังมีนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวบรรยายในหัวข้อการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย ถือเป็นการระดมสมองครั้งสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาผงาดบนเวทีโลกอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/867526/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F4Z4X0z-Mfi1lxEatEcgP

  • ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)แถลงนโยบายและแผนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างรายได้และการจ้างงานให้แก่ชุมชน และเป็นพลังสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    การดำเนินงานร่วมกันระหว่าง ททท. และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อยอดศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล

    โดยนโยบายและแผนการดำเนินงานตลอดจนทิศทางการสื่อสารการตลาดในประเทศและต่างประเทศของ ททท. ล้วนมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการ การสร้างนวัตกรรมการท่องเที่ยว และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ทั้งนี้ ภายในงานแถลงนโยบายและแผนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประกอบด้วย การแถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยและอัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 โดย รศ.ผกากรอง เทพรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย การแถลงแนวทางและนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    โดย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ร่วมนำเสนอทิศทางการสื่อสารการตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ และ นางสาวรุ่ง กาญจนวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน ททท. ร่วมนำเสนอแนวทางและนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    พร้อมด้วยเสวนา “ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับรัฐบาลไทย” โดย นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ TAT CONNEX แพลตฟอร์มออนไลน์ในรูปแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์เข้าด้วยกัน เพื่อร่วมสร้างสรรค์เนื้อหาทางการท่องเที่ยว เสริมประสิทธิภาพการตลาดและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า ททท. กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ใหม่เพื่อผลักดัน “การท่องเที่ยว–การค้า–การลงทุน” ให้เป็นกลไกเดียวกัน แนวคิด “Partnership 360°” หรือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือรอบด้าน ทั้งจากผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง ภาคอุตสาหกรรมการค้าและการลงทุน รวมถึงผู้ที่อยู่นอกวงการท่องเที่ยวที่อาจยังไม่มีบทบาทในวันนี้ แต่มีศักยภาพช่วยขับเคลื่อนในวันข้างหน้า

    ปี 2568 ททท.เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “Amazing Thailand: Grand Tourism & Sports Year” นับเป็นครั้งแรกที่ผนึกกำลังอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมกีฬา ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” โดยหวังให้กิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระจายรายได้ไปสู่เมืองหลักและเมืองรอง ขยายระยะเวลาการพำนัก และเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    อย่างไรก็ตาม ททท. ตระหนักว่าภาคการท่องเที่ยวไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายระลอก เช่น ข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น โดยเฉพาะตลาดจีน เหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยว รวมถึงภัยธรรมชาติอย่างโคลนถล่มในเชียงใหม่–เชียงรายซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบร้อยปี

    นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ที่ตอกย้ำความกังวลของนักเดินทาง ตลอดจนเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่อาจกลายเป็น “Grand Negative Moments” และสร้างผลกระทบซ้ำซ้อนต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม

    เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ททท.จึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนสื่อสารด้วย “เสียงเดียวกัน” ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สมาคมโรงแรม และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจและลดสัญญาณรบกวนจากข่าวลบ ขณะเดียวกันยังเดินหน้าสร้างระบบรับมือภัยพิบัติและมาตรการความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว พร้อมกำหนดกลไกตอบสนองเชิงรุกเมื่อเกิดวิกฤต

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    แม้เผชิญปัจจัยเสี่ยง แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ “เสน่ห์ของไทย” และความนิยมของนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวซ้ำ ในสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ซึ่งเป็นฐานความเชื่อมั่นที่ช่วยพยุงรายได้ระยะยาว ททท.มุ่งใช้ความร่วมมือแบบ 360 องศาและการขับเคลื่อนผ่านกีฬา อาหาร และอีเวนต์ เพื่อยกระดับรายได้จากการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงไปยังเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน สร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอนาคต

    “เสน่ห์” ของประเทศไทยว่าเป็น Soft Power สำคัญที่ต้องบริหารอย่างจริงจังเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในยุคที่ภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์และออฟไลน์เริ่มสวนทางกัน จุดแข็งดั้งเดิมของไทยคือรอยยิ้ม อัธยาศัยไมตรี และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ที่ประเทศอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ แต่ในโลกดิจิทัล หากไทยขาดการสื่อสารเชิงบวก ภาพลักษณ์ที่ขาดเสน่ห์อาจถูกคู่แข่งขยายและนำไปใช้ต่อจนสร้างผลกระทบเชิงลบมหาศาลต่อประเทศ

    เสน่ห์ของไทยไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนอยากกลับมาอีก ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย กิจกรรมการท่องเที่ยว หรืออัตลักษณ์ประจำจังหวัด ททท. จึงต้องทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งให้กลายเป็นจุดขายที่ชัดเจน โดยออกแบบการนำเสนอผ่านแนวคิด Must See, Must Try, Must Buy, Must Smile และ Must Stay ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ สินค้าแฟชั่นผ้าไทย งานคราฟต์ และสินค้าชุมชนที่มีเอกลักษณ์

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการยกระดับเทศกาลและประเพณีท้องถิ่นให้กลายเป็น Signature Thailand และก้าวสู่การเป็น International Event ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก การจัดงานระดับโลกในประเทศไทยจะไม่เพียงดึงแฟนคลับหรือกลุ่มผู้ติดตามเข้ามาเท่านั้น แต่ยังช่วยยืนยันมาตรฐานการจัดอีเวนต์ระดับสากลของไทย เช่นเดียวกับที่การนำมิชลินไกด์เข้ามาเคยสร้างผลกระทบเชิงบวกมหาศาลให้กับวงการอาหารไทย

    ในด้านอาหาร ททท. ยังคงทำงานต่อเนื่องกับมิชลินเพื่อยกระดับมาตรฐานและใช้เครือข่ายการตลาดระดับโลกช่วยโปรโมท ขณะเดียวกันก็กำลังเจรจากับแพลตฟอร์มจีน “Meituan” เพื่อนำ Black Pearl Restaurant Guide เข้ามาในไทยภายในปีนี้หรือปีหน้า หากสำเร็จ ไทยจะมีทั้ง Michelin และ Black Pearl เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าอาหารไทยในสายตานักท่องเที่ยว ทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกล

    ผู้ว่าการ ททท. ยอมรับว่า แม้นโยบายการท่องเที่ยวของไทยจะยึด Value over Volume หรือมุ่งคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศจำเป็นต้องดึงทั้งคุณค่าและจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาพร้อมกัน แนวทางคือการออกแบบกิจกรรมที่ตอบโจทย์ได้ทั้งตลาดมวลชนและตลาดเฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งถือเป็นช่วงกอบโกย

    ททท.ผนึก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

    ช่วง 3–4 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ถือเป็นจังหวะสำคัญในการกอบโกยนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ โดย ททท. ร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมกิจกรรมและแคมเปญขนาดใหญ่เพื่อรองรับทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ สำหรับตลาดภูมิภาค ททท.วางเป้าหมายให้ภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่และสงขลา สตูล นราธิวาส ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เป็นประตูหลักรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย

    ขณะที่ภาคอีสานอย่างอุบลราชธานี หนองคาย และนครพนม จะรองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว ส่วนจันทบุรีและตราดก็มีแผนจะต่อยอดกิจกรรมการท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย โดย ททท.จะทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ “GI Trail & Tour Running” เชื่อมสินค้า GI เข้ากับเส้นทางท่องเที่ยว โดยจะเริ่มต้นนำร่องใน 5 จังหวัดก่อนขยายทั่วประเทศ

    ในตลาดต่างชาติ อินเดียและจีนถูกวางเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ฝั่งอินเดีย ททท.จะจัดงานเทศกาลดีปาวลีใหญ่ครั้งแรกที่คลองมานะ กรุงเทพฯ พร้อมดีปาวลีวีคในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตอินเดีย

    ส่วนตลาดจีนจะเน้นช่วงโกลเด้นวีค 26 กันยายนถึง 8 ตุลาคม รวม 12 วัน ซึ่งฝ่ายแผนของ ททท.คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 180,000 คน แต่เราคาดว่า คิดว่าน่าจะเกิน 200,000 คน โดยตั้งเป้าว่าควรจะได้นักท่องเที่ยวจีนอย่างน้อยวันละ 20,000 คน ซึ่งรวมแล้วประมาณ 240,000 คน

    โดยเราได้รับงบกระตุ้นตลาดจีนแล้วและเริ่มใช้งานเมื่อราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งความร่วมมือกับ OTA แพ็กเกจ incentive และกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์ โดยในวันที่ 6 ตุลาคมจะจัดงาน Amazing Thailand Mid-Autumn Festival เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ยังมีอีเวนต์ใหญ่ที่วางเป้าให้ไทยเป็นเวทีระดับโลก ได้แก่ Amazing Thailand Marathon ที่มุ่งสู่การเป็น “World Capital Marathon” ควบคู่กับเบอร์ลินและโตเกียว แม้จะต้องใช้เวลาอีก 2–3 ปี โดยปีนี้ยังได้ Eliud Kipchoge มารับบทแบรนด์แอมบาสเดอร์ และสมเด็จพระราชินีจะทรงร่วมวิ่งด้วย สำหรับเทศกาลลอยกระทง ปีนี้ ททท.จะยกระดับงานใหญ่ที่สุโขทัยจากเดิมจัดเพียง 2–3 วัน ขยายเป็นราว 2 สัปดาห์ เชื่อมกับเทศกาลวิจิตรลอยกระทง ส่วนงาน “วิจิตรเจ้าพระยา” ก็ถูกขยายระยะเวลาจัดกว่า 45 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสัมผัสวิถีไทย พร้อมรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวกระจายการพักไปจังหวัดรอบนอก ไม่จำกัดแค่กรุงเทพฯ

    ในด้านตลาดในประเทศ โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม เมืองหลักเต็มภายในไม่กี่วัน เมืองรองเต็มภายในไม่ถึง 1 เดือน ขณะนี้ ททท.เตรียมผลักดัน “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เพื่อให้บริษัททัวร์สร้างแพ็กเกจใหม่ทั้งระยะใกล้และระยะไกล เจาะกลุ่มคนไทยที่มักจะค้นหาข้อมูลแล้วเดินทางเอง โดยหวังสร้างโมเมนต์การเดินทางและประสบการณ์ใหม่ ๆ มาทดแทนแรงจูงใจจากค่าเงินบาทแข็งที่กระตุ้นให้คนไทยออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

    ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว พร้อมขอบคุณสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และสมาคมท่องเที่ยวที่ร่วมกันผลักดันให้ไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงโค้งสุดท้ายของปีได้ตามเป้าหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639689&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y4-Oy8QS-sPr5VztnKOTQ

  • ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” พร้อมเปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ วู้ดดี้–วุฒิธร, โอ๊ต–อัครพล สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo Economy และลิเดีย ศรัณย์รัชต์–แมทธิว ดีน และครอบครัว สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว Multi-Generation ทั้งนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่กำกับโดย นายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการเดินทางท่องเที่ยวไทย 

    พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนการเดินทางผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  รวบรวมดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ให้นักท่องเที่ยว “สบายใจ สบายกระเป๋า” เติมเต็มความสุขและสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าไม่รู้ลืม เพื่อมุ่งกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า 

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปี 2568-2569 นี้ ททท. ตั้งใจยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การให้ความสำคัญเชิงคุณค่าอย่างแท้จริง โดยมุ่งทำตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าตลอด Customer Journey จึงได้ดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” 

    ฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์

    โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการใช้จ่ายสูงและต้องการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าในความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่ม Multi Generation ครอบครัวหลายช่วงวัยที่เดินทางสร้างความทรงจำร่วมกัน และกลุ่ม Solo Economy นักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อตอบสนองแรงบันดาลใจและคุณค่าของเวลา 

    รวมถึงได้วางกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมใช้ Celebrity & Influencer Marketing เพื่อขยายพลังการสื่อสารและสร้างกระแสรับรู้นำไปสู่การกระตุ้นการเดินทางในเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมเมืองน่าเที่ยว 

    พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการจัดกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษร่วมกับพันธมิตรภายใต้กลยุทธ์ Partnership 360 องศา เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    นายนิธี  สีแพร  รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า โครงการนี้ ททท. ต่อยอด Key Idea จากเทรนด์ Self Love ที่ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเอง ฟังเสียงหัวใจ และมองหาประสบการณ์ที่เติมเต็มความสุขผ่านการเดินทาง ผสานเข้ากับกลยุทธ์ Celebrity Marketing 

    ททท. ได้คัดเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่ม Solo Economy ซึ่งมีตัวแทนคือ คุณวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล สื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์การเดินทางเชิงคุณค่าและการดูแลตัวเอง (Self Love) 

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    อีกทั้งยังเป็นกระบอกเสียงแทนกลุ่ม LGBTQ+ ที่สะท้อนถึงความหลากหลาย ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตตามเสียงหัวใจอย่างสง่างาม

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    ขณะที่กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนคือ คุณลิเดีย ศรัณย์รัชต์-คุณแมทธิว ดีน และครอบครัว ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของการเดินทางที่เติมเต็มชีวิต ค้นพบมุมมองใหม่และร่วมกันสร้าง “Grand Moment” อันทรงคุณค่าผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย 

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    แคมเปญนี้ถูกจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาด้วยฝีมือการกำกับของนายจิรัฐพงศ์ รัชชระเสวี ที่เน้นการสื่อสาร Emotional Marketing สร้างความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ทุกคนกลับมาฟังเสียงของตัวเองและคนที่เรารัก แล้วพาตัวเองไปยังสถานที่ที่เราอยากไป สัมผัสความสุขและทำกิจกรรมที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กลับคืนมาอีกครั้ง 

    ททท.เปิดแคมเปญ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม มัดรวมดีลสุดคุ้ม 200 โรงแรมทั่วไทย

    นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการ ออกแบบเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com  เป็นศูนย์รวมโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 200 ราย ครอบคลุมทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การเดินทาง 

    นักท่องเที่ยวสามารถจองง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพียงเลือกโรงแรมที่สนใจ และกรอกโค้ด HAPPYNOW2025 เลือกวันที่เข้าพัก ระบบจะพาเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรงและรับการยืนยันทางอีเมลได้ทันที

    โปรโมชั่นสุดพิเศษนี้ เตรียมเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    ตัวอย่างโปรโมชั่นและแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มจากพันธมิตรและผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรมศรีพันวา รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ส่วนลด 20%, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป เครือโรงแรมระดับ 5 ดาวในพัทยา ส่วนลด 15%, ศาลา ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เครือโรงแรมและรีสอร์ทสไตล์บูทีค ส่วนลด 15%

    วารานา กระบี่ Wellness Center กับประสบการณ์บำบัดด้วยน้ำแบบเฉพาะตัวรวมถึงธนาคารน้ำธรรมชาติแห่งแรกของไทย ส่วนลด 10%, จรัสภาวัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ รีสอร์ตหรูหัวหินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล World Luxury Award, ศิลาวดี  พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย หนึ่งในพูลวิลล่าวิวสวยที่สุดของไทย, โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, เคป ดารา รีสอร์ท, ใบหยก กรุ๊ป ส่วนลด 20% และโรงแรม Mida Hospitality Group ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และอีกมากมาย

    โปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จองง่าย คุ้มค่า สบายใจ สบายกระเป๋า และพร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำให้กับคุณและคนที่คุณรัก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw059FW5EYrWQFZiD5NVZBa0