Category: ท่องเที่ยว

  • คนแห่พิชิต “ภูกระดึง” เปิดวันแรก มีนักท่องเที่ยวขึ้นสัมผัสธรรมชาติเกือบ 300 คน

    คนแห่พิชิต “ภูกระดึง” เปิดวันแรก มีนักท่องเที่ยวขึ้นสัมผัสธรรมชาติเกือบ 300 คน

    คนแห่พิชิต “ภูกระดึง” จ.เลย เปิดฤดูกาลท่องเที่ยววันแรก มีนักท่องเที่ยวขึ้นสัมผัสธรรมชาติเกือบ 300 คน พบคุณยายวัย 77 ปี เผยมาแล้ว 29 ครั้ง

    หลังจาก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ได้ทำพิธีเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดภูกระดึง อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นพักแรมบนยอดเขา 8 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤษภาคม และปิดฟื้นฟูธรรมชาติ 4 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงกันยายน นั้น

    ล่าสุด เมื่อเวลา 8.00 น. ของวันนี้ (2 ตุลาคม 2568) นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เปิดเผยว่า ปีนี้แม้ยังมีฝนตกลงมา แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับนักท่องเที่ยว วันแรก มีนักท่องเที่ยวมากัน 284 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย เห็นได้จากคุณยาย อายุ 77 ปี เดินทางมาจาก จ.อุบลราชธานี มาปีนภูกระดึงแล้ว 29 ครั้ง มาเกือบทุกปี ด้วยความรักธรรมชาติของภูกระดึง

    อช.ภูกระดึง เปิดการท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดภูกระดึง เป็นเวลา 8 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤษภาคม และปิดการท่องเที่ยวเป็นเวลา 4 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายน ของทุกปี ส่วนลูกหาบนั้นชายหาบได้ประมาณ 60 กก. หญิง 30 กก. /เที่ยว ขณะนี้มีลูกหาบ 175 คน เปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 5 ตุลาคม ก็จะปิดรับสมัคร ค่าบริการ 30 บาทต่อกิโล ส่วนเสลี่ยงหามนักท่องเที่ยว น้ำหนักไม่เกิน 70 กก. เที่ยวละ 4,000 บาท น้ำหนักเกินนั้น 5,000 บาท น้ำหนักเกิน 90 กก. ไม่รับบริการ

    ขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในความสะดวกและความปลอดภัย เพราะแต่ละจุดท่องเที่ยวจะมี เจ้าหน้าที่บินโดรนสำรวจ ก่อนถึงจะนำ นทท.ไป-กลับ เราบล็อกจุดเสี่ยงกับช้างป่า ดูแลตลอดเส้นทางไม่ให้ นทท.ไปกันเอง ส่วนน้ำตกเปิดเฉพาะน้ำตกถ้ำใหญ่เท่านั้นในช่วงนี้ และจำกัดน้ำตกอื่น ๆ ที่เป็นจุดเสี่ยงกับช้างป่าและความลื่นจากฝนที่ตก ก่อนจะเดินทางท่องเที่ยวจะมีการบินโดรนสำรวจพื้นที่ก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว 

    อีกทั้งยังจัดร้านอาหาร สินค้าที่ระลึก เต็นท์พักแรม ห้องน้ำ ห้องสุขาพร้อมตลอดจนน้ำใช้น้ำดื่มไม่ขาดแคลน หน่วยพยาบาลในเบื้องต้น จนท.รักษาความปลอดภัย รถเคลื่อนที่เร็ว อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2886543&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WjXuXk74UNplXhDp-WmMt

  • พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษาฯ ม.อ.คว้ารางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษาฯ ม.อ.คว้ารางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย | เดลินิวส์

    พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษาฯ ม.อ.คว้ารางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    รองผู้อำนวยการฯ เข้ารับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 ประเภท “รางวัลแห่งความยั่งยืน” (Thailand Tourism Sustainability Awards) จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5167293/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qkxM1LGHLRTm3S0qBd5s8

  • ข่าวดี! อบรมฟรี 9 หลักสูตร พัฒนาทักษะแรงงานท่องเที่ยวพังงา

    ข่าวดี! อบรมฟรี 9 หลักสูตร พัฒนาทักษะแรงงานท่องเที่ยวพังงา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา ร่วมกับจังหวัดพังงา และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา จัดโครงการ “พัฒนาศักยภาพแรงงานอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับการท่องเที่ยวคุณภาพตามมาตรฐาน” เปิดรับสมัครแรงงานในภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมการฝึกอบรม ฟรี รวม 9 หลักสูตร เพื่อยกระดับทักษะ เพิ่มโอกาส และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับแรงงานในพื้นที่

    นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า จังหวัดพังงามีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่น ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ทำให้มีชาวต่างชาติไปท่องเที่ยวจำนวนมาก ประกอบกับรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานแรงงานด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างบริการที่มีคุณภาพและยั่งยืน สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา จึงร่วมกับจังหวัดพังงา และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา จัดทำโครงการ “พัฒนาศักยภาพแรงงานอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับการท่องเที่ยวคุณภาพตามมาตรฐาน” เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านการพัฒนาคน สร้างแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมั่นคง ซึ่งโครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้แรงงานภาคการท่องเที่ยวและผู้สนใจได้เข้าร่วมการฝึกอบรม ฟรี รวม 9 หลักสูตร เน้นการเรียนรู้แบบ “ลอง–เรียน–รู้” ด้วยภาคปฏิบัติจริง ใช้เวลาเพียง 5 วัน (30 ชั่วโมง) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้ไปปรับใช้ในการทำงานจริง ยกระดับทักษะ เพิ่มโอกาส และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

    นายภัทรวุธ กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 9 หลักสูตร ได้แก่ 1) นักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก 2) การนวดอโรม่า 3) ภาษาจีนกลางเพื่อการท่องเที่ยวและบริการ 4) ภาษาเยอรมันเพื่อการสื่อสาร 5) พนักงานดูแลเรือ 6) การซ่อมบำรุงเครื่องยนต์เรือสปีดโบ๊ท (Out Board) 7) ช่างซ่อมเครื่องยนต์เหล็กเพื่อการเกษตร 8) ช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก และ 9) เทคนิคการสร้างสื่อมัลติมีเดียเพื่อการท่องเที่ยว โดยทุกหลักสูตรเป็นการอบรมที่ออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งงานบริการ ภาษา งานช่าง และเทคโนโลยี เพื่อให้แรงงานไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา สมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัดในแต่ละหลักสูตร สามารถสมัครได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScH_E5quyB3-QkFuJaR9G6Mea7HRcE4pGyqklUnelmJ_mdYHg/viewform

    “ขอย้ำว่าทุกหลักสูตรเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มพูนทักษะเพื่อรองรับงานด้านการท่องเที่ยว และผู้ที่สมัครจะต้องเข้ารับฝึกอบรมที่จังหวัดพังงา สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา โทร. 099 438 1114 รีบสมัครนะครับก่อนเต็ม” นายภัทรวุธ กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961315&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GASPCrX63SZ2M106VE4Nz

  • เช็กกำหนดการ สัมผัสลมหนาว “ภูกระดึง” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวพิชิตยอดเขาแล้ว

    เช็กกำหนดการ สัมผัสลมหนาว “ภูกระดึง” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวพิชิตยอดเขาแล้ว

    สิ้นสุดการรอคอยสำหรับนักเดินทางสายธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ได้เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวและพักแรมบนยอดเขาอย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปสัมผัสความงดงามของธรรมชาติและอากาศที่เย็นสบายตลอด 8 เดือนเต็ม โดยมีกำหนดการดังนี้

    เปิดฤดูกาลพิชิตยอดภูกระดึง: ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569

    ปิดฤดูกาลเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน ของทุกปี

    บรรยากาศในพิธีเปิดวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีนายศุภฤกษ์ น้อยสุวรรณ นายอำเภอภูกระดึง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและการท่องเที่ยวมากมาย ท่ามกลางนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มารอพิชิตยอดเขาเป็นกลุ่มแรกๆ ของปี

    ภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า “ภูกระดึงพร้อมมอบประสบการณ์สุดประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวบนพื้นที่ยอดเขาที่กว้างใหญ่กว่า 60 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของหน้าผาอันงดงาม น้ำตกที่ชุ่มฉ่ำ ทุ่งหญ้ากว้างไกล ป่าสน และพันธุ์ไม้ดอกนานาชนิดที่หาชมได้ยาก”

    ด้านนายอำเภอภูกระดึงได้เน้นย้ำว่า “ภูกระดึงคือสมบัติทางธรรมชาติที่ล้ำค่า จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวทุกคนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ ด้วยการงดใช้โฟมและพลาสติก และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ความงดงามของภูกระดึงคงอยู่คู่กับเราไปอย่างยั่งยืน”

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในปีนี้ ทางอุทยานฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่พัก ร้านค้า บริการลูกหาบ และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินกับการผจญภัยและเก็บเกี่ยวความทรงจำอันน่าประทับใจกลับไปอย่างเต็มที่ เตรียมฟิตร่างกายและจัดกระเป๋าให้พร้อม แล้วไปพบกันบนยอดภูกระดึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2886596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s09HNjgccovtxUbqUAw8B

  • ทีเส็บ-ททท. จับมือแคมเปญ

    ทีเส็บ-ททท. จับมือแคมเปญ

    วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

    สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รุกตลาดไมซ์พรีเมี่ยม ผ่านแคมเปญความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ TAT x TCEB ‘Thailand Power Up’ ร่วมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกจูงใจผู้จัดงานประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลทั้งตลาดระยะใกล้ (Short Haul) และระยะไกล (Long Haul) ตั้งแต่ตอนนี้ถึงกรกฎาคมปีหน้า จับมือร่วมเป็นเจ้าภาพ inVOYAGE Global 2026 ในไทย รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมโรดโชว์ต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมตลาดการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล เสริมสร้างระบบนิเวศไมซ์ของไทย และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางพรีเมี่ยมของการจัดงานไมซ์ชั้นนำระดับโลก คาดหมายดึงนักเดินทางเข้าประเทศไทยได้กว่า 65,000 คน รายได้ประมาณการ 4,290 ล้านบาท

    แคมเปญ TAT x TCEB ‘Thailand Power Up’ เป็นความร่วมมือระหว่าง ทีเส็บ และ ททท.

    โดย ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือนี้หลังจากร่วมแถลงข่าวต้อนรับงาน Amway Leadership Seminar – Bangkok ที่ Amway China จะเข้ามาจัดในกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม – เมษายนปีหน้า พร้อมผู้ร่วมงานจากจีนกว่า 10,000 คน

    ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ ททท. ครั้งนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของทีเส็บในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศไมซ์ของไทยให้เติบโตและให้การสนับสนุนจากทั้งสองฝ่ายเกิดประโยชน์สูงสุดกับเจ้าของงานจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้การจัดงานในประเทศไทยประสบความสำเร็จทั้งในด้านผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment – ROI) และผลตอบแทนเชิงประสบการณ์ (Return on Experience – ROX) สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้พร้อมมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ความร่วมมือที่ทรงพลังนี้ไม่เพียงแค่สนับสนุนการจัดงานเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันให้ระบบนิเวศไมซ์ของไทยมีความยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากลบนพื้นฐานที่ประเทศไทยมีความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐานและบริการมาตรฐานโลกควบคู่ไปกับการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจโอกาสการลงทุนใหม่ๆ และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ

    แคมเปญ TAT x TCEB ‘Thailand Power Up’ ให้การสนับสนุนผู้จัดงานประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลขององค์กรจากต่างประเทศในการจัดงานในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการสนับสนุนคือ ต้องเป็นงานประชุมหรือกิจกรรมเดินทางเพื่อเป็นรางวัลที่มีผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 100 คนจากตลาดระยะไกล (ยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และโอเชียเนีย) หรือ 200 คนจากตลาดระยะใกล้ (เอเชีย) และมีการพำนักอย่างน้อย 4 คืนในประเทศไทย สถานที่จัดงานต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทย และ/หรือผ่านมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard (TMVS) และต้องติดต่อประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนการจัดงาน

    การสนับสนุนแบ่งเป็นสองรูปแบบ ทั้งการสนับสนุนในรูปตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ของที่ระลึกที่ผลิตโดยชุมชน การต้อนรับที่สนามบินด้วยบริการ MICE Premium Lane การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ

    การให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย การจัดการแสดง และ/หรือการต้อนรับแบบไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานและแสดงถึงเอกลักษณ์ของไทย  ความร่วมมือระหว่างทีเส็บ และ ททท. ยังครอบคลุมถึงการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน inVOYAGE Global 2026 ซึ่งเป็นงานสร้างเครือข่ายและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลที่เน้นกลุ่มลักซ์ชัวรีโดยเฉพาะ จัดโดยผู้จัดจากสหราชอาณาจักร ทั้งสองหน่วยงานยังมีแผนการตลาดร่วมผ่านกิจกรรมโรดโชว์ในตลาดสำคัญและตลาดศักยภาพ เพื่อเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้วางแผนจัดงานและกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นองค์กรต่าง ๆ เข้ากับผู้ประกอบการของไทย เช่น โรงแรม สถานที่จัดงาน และผู้ให้บริการที่นำเสนอประสบการณ์อันมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างของประเทศไทยโดยตรง

    ในส่วนของงาน inVOYAGE Global 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 เมษายน 2569 ที่โรงแรม เดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพฯ โดยเป็นเวทีที่รวมผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรมไมซ์ระดับอาวุโส 200–300 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 มาจากสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ อีกร้อยละ 20 มาจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา โปรแกรมการจัดงานประกอบด้วย งานเลี้ยงต้อนรับ กิจกรรมสร้างเครือข่าย การเจรจาแบบนัดหมายล่วงหน้า การอบรม ไปจนถึงการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น การเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของไทยในตลาดการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล เชื่อมต่อกับผู้ซื้อระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ แสดงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืนอันเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศไมซ์และการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ

    สำหรับกิจกรรมเชิงรุก ทีเส็บ และ ททท. ได้จัดทำแผนโรดโชว์ร่วมในปี 2569 ครอบคลุมตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจมูลค่าสูงให้กับผู้ประกอบการไมซ์ของไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ก้บเครือข่ายไมซ์ไทยและวางตำแหน่งทางการตลาดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายระดับชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างความสำเร็จให้ก้บการจัดงานนานาชาติในประเทศไทย โดยมีกำหนดจัดโรดโชว์ร่วมกันในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ เยอรมนี สหราชอาณาจักร รัสเซีย และคาซัคสถาน

    “ความร่วมมือระหว่าง ทีเส็บ และ ททท. ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงดูดกลุ่มนักเดินทางไมซ์ระดับพรีเมียม การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยยกระดับการตลาดและการสร้างแบรนด์ของไทยในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่ความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้นในการดึงงานและสร้างความไว้วางใจจากทั้งนักเดินทางไมซ์และผู้จัดงานนานาชาติได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถดึงนักเดินทางเข้าประเทศไทยได้กว่า 65,000 คน รายได้เข้าประเทศประมาณการ 4,290 ล้านบาท” ดร. ศุภวรรณ กล่าว

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/918307&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lvS4JD5FXJT2BHP22FmXq

  • ททท. ขานรับนโยบายรัฐมนตรีท่องเที่ยวเดินเครื่องเต็มกำลัง เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

    ททท. ขานรับนโยบายรัฐมนตรีท่องเที่ยวเดินเครื่องเต็มกำลัง เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

    ททท. ขานรับนโยบายรัฐมนตรีท่องเที่ยวเดินเครื่องเต็มกำลัง เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ


    2/10/2568 | 81 |

    วันนี้ (2 ตุลาคม 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งเดินหน้ากระตุ้นท่องเที่ยวไทย มอบนโยบาย Big Impact Act Fast ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งดำเนินการมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และมุ่งโฟกัสตลาดหลัก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ พร้อมเสริมมาตรการสร้างความปลอดภัยด้วยแนวคิด “เที่ยวไทยมั่นใจ ปลอดภัยทุกย่างก้าว” ในการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น พร้อมรับฟังอุปสรรคและมุ่งขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหา สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ ททท.พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์มิติด้านการท่องเที่ยวในการจัดงานแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ ในโอกาสเดียวกันนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ททท. ร่วมให้การต้อนรับรมว.กก. อย่างอบอุ่น ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนโยบายสำคัญ Big Impact Act Fast ได้แก่ 1) เน้นย้ำการขับเคลื่อนและส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าหมายเชิงนโยบายให้ท้าทายยิ่งขึ้นภายในเวลา 4 เดือน โดยให้ความสำคัญกับ 7 ตลาดที่มีประสิทธิภาพเป็นลำดับแรก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้กำหนดมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย และเน้นการสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่เป็นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง 2) Travel Safe, Worry Free เสริมความมั่นใจ ปลอดภัยทั่วไทย ด้วยศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษารัสเซีย โดยมีฟังก์ชันสำหรับแจ้งเหตุ สอบถามข้อมูล และปุ่ม SOS ที่เชื่อมต่อไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุในทุกจังหวัด 3) Smart Safety, Smart Tourism ใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยใช้ระบบ AI Detect ช่วยตรวจสอบและสแกนใบหน้า เชื่อมโยงข้อมูลหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติการณ์เสี่ยงก่ออาชญากรรม ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนไทย 4) Thailand Together บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพร้อมให้การต้อนรับและรองรับการท่องเที่ยวสำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย โดยมอบหมาย ททท. เข้าสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์การจัดงานฯ ควบคู่กับการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงในพื้นที่ต่าง ๆ  ตลอดจนขอให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นเจ้าบ้านและเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย 

    มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว เสริมสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพการบริการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/428466&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdcSW9ExieVbz1b8qXtWz

  • เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    เมื่อชาวบ้านเป็นเจ้าของตลาด: บทพิสูจน์ CBT ไทยที่ไม่ต้องพึ่งงบรัฐ 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมพักผ่อนหรือการสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวแบบ Community-Based Tourism (CBT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ หัวใจของความสำเร็จคือการหาอัตลักษณ์ชุมชนให้ได้ “อัตลักษณ์ไม่ได้มาจากแค่ทรัพยากรในชุมชนอย่างเดียว แต่อาจมาจากจิตวิญญาณของคนในชุมชน ทัศนคติ หรือวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ต้องดึงออกมาสื่อสารให้ได้ถ้าจะทำ CBT” ดร.ศิวศักดิ์ ปานสุขุม อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025)

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่รอดอย่างแท้จริง คือการพัฒนาในแบบที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของ” และพึ่งพาตนเองได้

    ในงาน SX2025  มีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    พัทลุง: จากวัชพืชสู่พืชเศรษฐกิจ

    จังหวัดพัทลุงโดดเด่นด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณีศึกษาจาก Varni Craft แสดงให้เห็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว-งานสานกระจูด พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช

    จากเสื่อกระจูดใบละร้อย เราพัฒนาให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้หลักพัน” มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้ก่อตั้ง Varni Craft กล่าว เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อชุบชีวิตหัตถกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหาย ด้วยการต่อยอดดีไซน์และงานปัก กระเป๋ากระจูดกลายเป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัยที่ส่งออกไปฝรั่งเศส สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ความสำเร็จไม่ได้หยุดแค่สินค้า Varni Craft เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนสานกระจูด ทำเวิร์กชอป และซึมซับวิถีชีวิตท้องถิ่น ต่อมาขยายสู่ Varni Stay โฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากกระจูดทั้งหมด พร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ล่องเรือชมควายน้ำในทะเลน้อย ชมบัวแดงนับล้านดอก และถอนกระจูดกับชาวบ้าน

    แต่เส้นทางไม่ราบรื่น มนัทพงศ์ยอมรับว่าช่วงแรกหาช่างสานที่มีฝีมือยากมาก “เราต้องฟื้นฟูทักษะคนรุ่นเก่าที่เลิกสานไปนานแล้ว และสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนัก” นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูก ทำให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง

    ปทุมธานี: เมื่อเยาวชนเป็นตัวเชื่อม

    ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่และการศึกษาชุมชนนี้เริ่มพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2561 จากโครงการ OTOP นวัตวิถี โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

    สิ่งที่ทำให้ชุมชนนี้แตกต่างคือบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เข้ามาช่วยออกแบบ One Day Trip สร้าง Storytelling และพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ทำให้ชุมชนปรับตัวหลังวิกฤตโควิด-19 และขยายฐานนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

    “ในห้องเรียนเราได้เรียนแต่ทฤษฎี แต่การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ได้คุยกับพ่อแม่ชาวบ้าน เพิ่ม soft skills คนรุ่นใหม่ก็สนใจในเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและสินค้าหัตถกรรมมากขึ้น” สรศักดิ์ กลับวิลา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าว

    รุ่งนภา แก้วธรรม กำนันตำบลคลองสาม และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 16 เล่าว่า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่กล้าพบปะนักท่องเที่ยว “แต่พอได้สัมผัสจากเด็กๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพิ่มประสบการณ์ ตอนนี้ชาวบ้านรับแขกได้เอง และพึ่งพาตนเองได้”

    ความท้าทายที่เผชิญ คือการดึงคนรุ่นใหม่กลับมาอย่างต่อเนื่อง อัจฉรา ศรีลาชัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ชี้ว่ายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ “อาจเริ่มจากการสื่อสารง่ายๆ เพราะกำนันรุ่งนภายอมรับว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้อาจขายของไม่ได้”

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการพึ่งพามหาวิทยาลัยมากเกินไป “พอโครงการจบ นักศึกษากลับไป ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้” ทำให้ต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างทีมงานรุ่นใหม่ในชุมชนให้แข็งแรง

    ราชบุรี: Zero Waste ที่ทำได้จริง

    ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น ชื่อ “โอ๊ะป่อย” มาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า “พักผ่อน” และที่นี่กลายเป็นพื้นที่พักใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน

    สิ่งที่ทำให้ตลาดแตกต่างคือการผสาน ศรัทธา–สิ่งแวดล้อม–ชุมชน เข้าด้วยกัน ไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรมตักบาตรพระบนแพล่องน้ำ ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ตลาดยังยึดแนวคิด Zero Waste Market มีการแยกขยะ รีไซเคิล และใช้ระบบกองทุนชุมชน โดยไม่พึ่งงบประมาณจากภาครัฐ

    “เจ้าของกิจการเป็นคนในชุมชน ไม่มีคนจากพื้นที่อื่น มีคนในพื้นที่กลับมาเปิดคาเฟ่ เปิดที่พัก” ผู้ใหญ่บี-ภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานตลาดโอ๊ะป่อย กล่าว ทุกคนในตลาดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกมุมกลายเป็นจุดเช็กอินได้เองโดยไม่ต้องสร้างฉากเสริม

    ผู้ใหญ่บีภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อย่างการแต่งกายและภาษาภายในตลาด ที่สำคัญคือการจัดการที่เข้มแข็งและมีกติกากลางที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน

    แต่ความท้าทายก็มี โดยเฉพาะการจัดการความคาดหวังและการแข่งขันภายใน “มีคนอยากเข้ามาขายของเยอะ แต่พื้นที่จำกัด บางคนรู้สึกไม่เป็นธรรม” ภัทรพงศ์ กล่าว รวมถึงการจัดการขยะในช่วงเทศกาลที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา

    เพชรบุรี: เมื่อลูกหลานกลับบ้าน

    ตลาดจามจุรี บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตลาดริมน้ำที่เริ่มจากความสมัครใจของชุมชน โดยใช้ที่ดินส่วนตัวทำตลาดร่วมกัน ชุมชนที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปขยะเปียกเป็นปุ๋ย การแยกขยะอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถูกนำมาพูดคุยและแก้ไขกันทุกสัปดาห์ ทำให้เกิด “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้มแข็ง

    รายได้จากตลาดไม่ได้ทำให้คนเพียงอยู่รอด แต่ยังดึงเยาวชนกลับบ้าน ช่วยครอบครัวดูแลร้านค้า และปลูกฝังความรักในท้องถิ่นให้รุ่นใหม่เห็นคุณค่าของชุมชน

    “เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา เวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรหรือยังให้เขาอยากกลับบ้าน อย่างพ่อแม่ที่เปิดร้าน ก็ได้ลูกหลานกลับมาในวันหยุดมาช่วยพ่อแม่ที่ร้าน เราก็ได้ลูกหลานกลับมา” สุเทพ พิมพ์ศิริ  ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ภายใต้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือ) กล่าว

    อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

    ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สรุปว่า ปัญหาย่อมมีเพราะยังมีช่องว่างในชุมชน และคนที่ไม่เข้าใจกฎระเบียบ

    “คนในพื้นที่แรกๆ อาจอึดอัดกับกฎกติกา แต่เราต้องมีธรรมนูญที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืน เพราะการทำตลาดคือเน้นการมีส่วนร่วม ต้องสร้างการเอื้อต่อกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน”

    อุปสรรคหลักที่ทั้งสี่ชุมชนเผชิญ ได้แก่

    1. 1. การสืบทอดทักษะและคนรุ่นใหม่ – คนหนุ่มสาวมักเลือกไปทำงานในเมือง เห็นว่าได้เงินเร็วกว่า ทำให้ต้องสร้างแรงจูงใจทั้งรายได้และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
    2. 2. การพึ่งพาแหล่งสนับสนุนภายนอก – หลายชุมชนพึ่งพามหาวิทยาลัยหรือภาครัฐในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนหากแหล่งสนับสนุนถอนตัว
    3. 3. การจัดการความคาดหวังภายในชุมชน – เมื่อเห็นความสำเร็จ คนจำนวนมากอยากเข้าร่วม ทำให้เกิดแรงกดดันในการจัดสรรพื้นที่และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
    4. 4. ภาระการจัดการสิ่งแวดล้อม – ความสำเร็จนำมาซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องคิดระบบจัดการขยะ จราจร และการรองรับที่ไม่ทำลายบรรยากาศดั้งเดิม

    ถอดบทเรียนจากสี่ชุมชน

    แม้พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี จะมีวิธีการพัฒนาและเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสะท้อนหัวใจของการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกัน

    • ชุมชนเป็นเจ้าของ – คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงผู้ตาม
    • สิ่งแวดล้อมคือฐานราก – การจัดการที่คำนึงถึงธรรมชาติทำให้การท่องเที่ยวมีคุณค่าแท้จริง
    • การส่งต่อสู่รุ่นใหม่ – เยาวชนและคนรุ่นใหม่คือตัวเชื่อมอนาคต
    • การพึ่งพาตนเองและเครือข่ายสนับสนุน – การพึ่งพาตนเองทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่เครือข่ายจากภายนอกช่วยต่อยอดได้

    ทั้ง 4 กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการทำงานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายชุมชนของไทย พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี พิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ศรัทธา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

    ท้ายที่สุด การเดินทางที่ยั่งยืนคือการเดินทางที่ทุกฝ่าย นักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่างได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน

    พบกับแรงบันดาลใจเหล่านี้ได้ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่  5 ตุลาคม 2458 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

    ติดตามข่าวสารและกิจกรรม SX ได้ทาง FB : SUSTAINABILITY EXPO , www.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/871972/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AGW9Fb-05dVe3wgMZGZNy

  • เส้นทางท่องเที่ยว ‘ล้านช้าง-แม่โขง’ เชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดสัญจรแล้วในยูนนาน

    เส้นทางท่องเที่ยว ‘ล้านช้าง-แม่โขง’ เชื่อมจีน-ไทย-ลาว เปิดสัญจรแล้วในยูนนาน

    คุนหมิง, 2 ต.ค. (ซินหัว) — สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของแคว้นปกครองตนเองสิบสองปันนา กลุ่มชาติพันธุ์ไท เผยว่าบริการเรือขนส่งนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง เปิดสัญจรอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธ (1 ต.ค.) ในสิบสองปันนา มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

    เรือลำแรกออกเดินทางจากท่าเรือจิ่งหง ซึ่งเป็นท่าเรือทางน้ำระดับชาติที่ตั้งอยู่ในเมืองจิ่งหงของสิบสองปันนา และมุ่งหน้าสู่ท่าเรือกวนเล่ย เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการเดินทางขาออก จากนั้นจึงล่องไปตามแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และเดินทางถึงท่าเรือเชียงแสนในไทย หมุดหมายนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวตามเส้นทางน้ำที่เชื่อมโยง 6 ประเทศสายนี้

    เส้นทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศนี้ครอบคลุมหลายจุดหมาย ได้แก่ สิบสองปันนาของจีน เชียงรายและเชียงใหม่ในไทย และแขวงหลวงพระบางในลาว กำหนดการเดินทาง 5 วัน 4 คืน ถือเป็นประสบการณ์การเดินทางที่ผสานรวมทรัพยากรการท่องเที่ยวจากจีน ลาว และไทยเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น โดยใช้เครือข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงกันทั้งทางน้ำ ทางถนน ทางอากาศ และทางรถไฟ

    สำนักฯ ระบุว่าแผนงานในอนาคตประกอบด้วยการเร่งพัฒนาตลาดการท่องเที่ยว การเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวล้านช้าง-แม่โขงที่หลากหลายมากขึ้น และการส่งเสริม “วงจรการท่องเที่ยวทองคำ” ที่มีชีวิตชีวามากขึ้นในภูมิภาค โครงการริเริ่มเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพลังให้กับการสร้างชุมชนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค

    (แฟ้มภาพซินหัว : เรือไฟล่องไปตามแม่น้ำโขงในแขวงหลวงพระบางของลาว วันที่ 18 ต.ค. 2024)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3784523/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30-sI5gi0m-hE3JRBv8cs3

  • นักท่องเที่ยว แห่สัมผัสไอหมอก วังน้ำเขียว ท่องเที่ยวธรรมชาติ ดูกระทิงป่า เที่ยวน้ำตก นอนกางเต็นท์ กำลังได้รับความนิยม | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยว แห่สัมผัสไอหมอก วังน้ำเขียว ท่องเที่ยวธรรมชาติ ดูกระทิงป่า เที่ยวน้ำตก นอนกางเต็นท์ กำลังได้รับความนิยม | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยว แห่สัมผัสไอหมอก วังน้ำเขียว ท่องเที่ยวธรรมชาติ ดูกระทิงป่า เที่ยวน้ำตก นอนกางเต็นท์ กำลังได้รับความนิยม

    • เผยแพร่ : 02/10/2025 11:50

    นักท่องเที่ยว แห่สัมผัสไอหมอก วังน้ำเขียว ท่องเที่ยวธรรมชาติ ดูกระทิงป่า เที่ยวน้ำตก นอนกางเต็นท์ กำลังได้รับความนิยม

    วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณจุดสกัดเขาสูงเขาแผงม้า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแพงม้า บ้านคลองทราย ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดชื่นอากาศดี และที่สำคัญที่สุดยังมีไอหมอก ภายหลังฝนตกลงมาในพื้นที่ สร้างความตื่นเต้นให้กับนักท่องเที่ยวที่ใช้วันธรรมดามาท่องเที่ยวในพื้นที่ดูธรรมชาติ ช่วงหน้าฝน

    โดยเฉพาะบริเวณเขาแผงม้า ซึ่งเป็นอันซีนกรีนไทยแลนด์ของอำเภอวังน้ำเขียว ที่ได้ชื่อว่าเป็นซาฟารีกระทิง ที่นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นกระทิงตัวเป็นๆ ได้ในระยะไม่ไกลมาก โดยมองผ่านกล้องส่อง ในช่วงนี้ กระทิงจะออกมากินหญ้าต้นอ่อนเป็นจำนวนมากเพราะได้รับอิทธิพลจากฝนตกส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับความนิยมในพื้นที่เป็นอย่างมาก

    ด้าน นายมงคลศิลป์ ลีนะกนิษฐ์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว และ ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรอำเภอวังน้ำเขียว เปิดเผยว่า เดือนตุลาคม เป็นต้นไป ถือได้ว่าเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของอำเภอวังน้ำเขียว ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาทิ น้ำตกม่านฟ้า ผาเก็บตะวัน ผารักษ์สลักใด ชมกระทิงเขาแผงม้า อ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพง หรือแม้แต่การกางเต็นท์นอนชมทะเลหมอกในยามเช้า ตามลานกางเต็นท์ต่างๆ

    โดยทางสมาคมการท่องเที่ยววังน้ำเขียว ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ที่สนใจการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ต้องห้ามพลาดที่จะต้องมาเที่ยวในช่วงนี้ และที่สำคัญที่สุดผลไม้ชื่อดังของอำเภอวังน้ำเขียว อย่างพุทรานมสด กำลังออก ค่ะขอบคุณมากค่ะ ผลผลิต เพื่อให้นกท่องเที่ยวสามารถซื้อนำไปเป็นของฝากได้ อีกด้วย

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    568

    ปก web ส่ง ฮ. ลำเลียงถุงยังชีพ

    ชมรมร้านอาหารโคราชเตรียมอาหารรสเด็ด พร้อมต้อนรับการแข่งขันกีฬานักเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) “ย่าโม โคราชเกมส์” ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 20-30 ตุลาคมนี้

    “นายกฯอนุทิน” ตอบกระทู้ เหตุถนนสามเสนทรุด บอกเสียใจทำให้ปชช.ได้รับผลกระทบ ยืนยันไม่แทรกแซงการตรวจสอบ

    ผู้ว่าฯ ลำพูน สั่งแก้ไขเร่งด่วน น้ำเซาะถนนพัง บ้านฝั่งหมิ่น-บ้านป่าตองหลวง

    “บิ๊กเล็ก” ลั่นกองทัพพร้อมตอบโต้เด็ดขาดกัมพูชายั่วยุ แจงข่าวเก่าต้นปี 68 จีนเคยจัดส่งอาวุธไปเขมร

    “บิ๊กเล็ก” ชี้หากยกเลิก MOU43 ใช้กลไกคณะอื่นได้ ระบุผบ.เหล่าทัพยังไม่ให้ความเห็น ลุ้น 10 ต.ค.พร้อมใช้กำลังขับเขมรพ้นหนองจาน

    จ.น่าน ประชุมคณะทำงาน “อารยสถาปัตย์” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1339475&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw387cR-MPOWi6Ixux5TM9zC

  • “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม” คว้ารางวัลแห่งความยั่งยืน “ททท.” ตอกย้ำแลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม” คว้ารางวัลแห่งความยั่งยืน “ททท.” ตอกย้ำแลนด์มาร์กท่องเที่ยว

    ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งพัฒนาและบริหารงานโดย บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ได้รับ “รางวัลแห่งความยั่งยืน” ประเภทแหล่งท่องเที่ยว จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568 ที่จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่มอบขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคมในระดับมากกว่า 90%

    นายประสิทธิ์ เลาหวิรภาพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจในประเทศ EGCO Group กล่าวว่า การได้รับรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทในการดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน โดยศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมมุ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านไฟฟ้าและพลังงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชน ตัวอย่างเช่น การจัดกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์ประจำปีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังผสมผสานการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของชุมชนชาวขนอมเข้ากับการเรียนรู้ด้านพลังงานอย่างกลมกลืน รวมถึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้องถิ่น

    ก่อนหน้านี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้ผ่านการประเมินเกณฑ์ STGs STAR ระดับสูงสุด 5 ดาว ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของ ททท. ในการผลักดันยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคมและชุมชน สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

    ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2562 จากการปรับปรุงโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 1 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเรือลอยน้ำแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานและการผลิตไฟฟ้า โดยจัดแสดงนิทรรศการถาวร 7 โซน ครอบคลุมประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตพลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของโรงไฟฟ้าและชุมชน ปัจจุบันมีผู้เข้าชมเฉลี่ยปีละ 15,000 คน

    สำหรับการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จัดโดย ททท. ทุก 2 ปี ตั้งแต่ปี 2539 เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล โดยการประกวดครั้งที่ 15 ปี 2568 มีผู้ได้รับรางวัลรวม 151 รางวัล และมีการมอบรางวัลแห่งความยั่งยืนครั้งแรกจำนวน 69 รางวัล ทั้งนี้ ในปี 2566 ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเคยได้รับเกียรติบัตรในประเภทแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้มาแล้ว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/786538&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_2BWlPgJTqjDECYXDRBjl