Category: ท่องเที่ยว

  • ประธาน กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ร่วมงาน “เกาะช้างเทรล 2025” | เดลินิวส์

    ประธาน กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ร่วมงาน “เกาะช้างเทรล 2025” | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5156391/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lttuxozCVu53l8bYuRTby

  • คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2568 พบสัญญาณชะลอตัวในภาคการบริโภคของภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้การส่งออกและการท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกและภายในประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเริ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น รถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ในเดือนสิงหาคมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.8% และ 0.3% ตามลำดับ อีกทั้งยังลดลงจากเดือนก่อนหลังขจัดปัจจัยฤดูกาลที่ 3.0% และ 4.8%
     

    “รายได้เกษตรกรที่แท้จริงลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมปรับลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนความไม่มั่นใจของประชาชนที่ยังวิตกต่อภาวะเศรษฐกิจ ภาระค่าครองชีพ และความตึงเครียดในต่างประเทศ” นายพรชัยกล่าว

    ภาคการลงทุนภาคเอกชนยังคงทรงตัว โดยปริมาณนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 23.6% จากปีก่อน และขยับขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดอื่นสะท้อนภาพตรงกันข้าม เช่น ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ลดลง 10.5% จากปีก่อน และ 8.5% จากเดือนก่อน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศหดตัว 8.0% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน

    ในส่วนของการส่งออก สศค. รายงานว่า ยังคงเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 โดยมีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อน ขณะที่สินค้าสำคัญยังเติบโตดี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 44.1%  แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 37.0% และเครื่องจักรกล เพิ่มขึ้น 10.2% นอกจากนี้ ยังพบการเติบโตในหมวดอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 26.1% กุ้งสดและแช่แข็ง เพิ่มขึ้น 7.0% และไก่สดแช่เย็น/แช่แข็ง เพิ่มขึ้น 1.3%
     

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่อาจเริ่มส่งผลกระทบกับสินค้าบางหมวด ทำให้การเติบโตของการส่งออกเริ่มชะลอลง รวมถึงทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจกระทบเศรษฐกิจในระยะต่อไป” นายพรชัย กล่าว 

    ในด้านอุปสงค์จากต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดือนสิงหาคมมีจำนวน 2.58 ล้านคน ลดลง 12.8% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน (หลังปรับฤดูกาล) สะท้อนการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ตรงข้ามกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังเติบโตดี โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อน และ 2.4% จากเดือนก่อนหน้า

    ในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% จากปีก่อน แต่ลดลง 5.7% จากเดือนก่อน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงเล็กน้อยจาก 86.6 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 86.4 ในเดือนสิงหาคม โดยมีแรงกดดันจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ความไม่สงบในชายแดน และอุทกภัยหลายพื้นที่ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.7 เพิ่มขึ้นจาก 51.9 ในเดือนก่อนหน้า

    “ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจลุกลามและกระทบห่วงโซ่อุปทาน” นายพรชัย กล่าว

    ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 0.79% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 64.5% ต่อ GDP ยังคงอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงถึง 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาวะเศรษฐกิจโลกในเดือนสิงหาคมยังขยายตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมของโลก (Global Composite PMI) อยู่ที่ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจาก 52.5 จุดในเดือนก่อน ดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 50.9 จุด จาก 49.7 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศเริ่มปรับลดลงตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชะลอ

    สำหรับภาวะตลาดการเงินไทย นายพรชัยเปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิถึง 9,678.50 ล้านบาท และยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยในเดือนกันยายน 2568 แสดงสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศซึ่งซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท แม้ลดลงจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท แต่ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย 

    ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิ 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ยังคงมียอดขายสุทธิที่ 5,739.65 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติแม้ยังขายสุทธิในตลาดหุ้น 9,083.11 ล้านบาท แต่แรงขายลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง 21,736.88 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 28,977.56 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังตึงตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731125&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mQE6XA8UonbNFuy-isG5P

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว อานิสงส์ ‘ส่งออก’-‘ท่องเที่ยวในประเทศ’ หนุน ส่วนบริโภคภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติสัญญาณแผ่ว พร้อมจับตาใกล้ชิดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ-ทิศทางค่าเงินบาท-นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    29 ก.ย. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ส.ค. 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% โดยการส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.4% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -12.8% ส่วนภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8% และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -0.3 ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ส.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ส.ค. 2568 อยู่ที่ -0.79% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/870021/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k78fLgBcjeEfznG6RsJH7

  • ไทยแพ้เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพราะเจอกับ

    ไทยแพ้เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพราะเจอกับ

    ช่วงนี้มีคนพูดถึงบ่อยๆ เรื่องนักท่องเที่ยวจีนและชาติอื่นๆ เลือกที่จะไม่มาเที่ยวไทย แล้วมุ่งไปที่เวียดนามมากกว่า 

    ผมจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนจีนยังบอกผมว่า “จะไปเที่ยวเวียดทำไม ประเทศนี้เหมือนจีนไปหมด”

    นั่นก็จริง เพราะเวียดนามเหมือนกับ “จีนน้อย” เป็นเงาของจีนแทบทุกอย่าง ไม่มีอะไรตื่นตาเหมือนเมืองไทย ซึ่งราวกับเป็น “แดนพิศวง” ในสายตาคนจีน

    แต่แล้วตอนนี้คนจีนกลับลดการมาไทย แล้วไปเติมจำนวนที่เวียดนามแทน

    ตัวเลขกระทรวงการคลังเวียดนามแสดงให้เห็นว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 14 ล้านคน เพิ่มขึ้น 21.7% จากปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้ นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนมากกว่า 3.5 ล้านคน คิดเป็น 25.4% เพิ่มขึ้น 44.3% จากปีก่อนหน้า 

    เทียบกับ ข้อมูลขอกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยในช่วง 7 เดือนแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ก.ค. 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยจำนวนสะสม 19 ล้านคน ลดลง 6.35% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นักท่องที่ยวจีนเข้าไทย 2.6 ล้านคน 

    ยังไม่พอ สถิติจากกรมการท่องเที่ยวสิงคโปร์ระบุว่า สิงคโปร์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ 2.3 ล้านคนในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ยังมีอีก การท่องเที่ยวมาเลเซียรายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นแตะ 2.18 ล้านคนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 35.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่ายอดรวมของทั้งปีในปีที่แล้วแล้ว

    ดังนั้น มีแต่ไทยเท่านั้นที่ถดถอย

    ตัดภาพกลับมาที่เวียดนาม เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศจีน ฝ่าม แทง  บิญ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเยือนเวียดนามจะเกิน 6 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้

    เขามั่นใจกับอนาคตเข้าขนาดนั้น 

    ส่วนเมืองไทย “รัฐบาล” ก็ชั่วคราว ปีหน้าก็ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ เพราะกว่าจะมีรัฐบาลไหมก็คงจะปาเข้าไปกลางปีแล้ว ถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่ากัมพูชาจะก่อกวนด้วยการยิงใส่ไทยไปอีกกี่ครั้ง

    ด้วยสาเหตุเหล่านี้ล่ะมั้ง ที่ทำให้เวียดนามที่แม้จะไม่ได้มีนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ให้คนจีนด้วยซ้ำ แต่คนจีนก็ยังแห่กันเข้าไป

    ส่วนไทยประเคนฟรีวีซ่าให้จีนมาเป็นปีแล้ว แต่คนจีนกลับเข้ามาน้อยลง ส่วนสิงคโปร์กับมาเลเซียกับได้อานิสงส์จากเรื่องนี้ มองดูแล้วคิดไม่ออกว่าผลของไทยกับเพื่อนบ้านมันจะสวนทางกันได้ยังไง? 

    เหตุผลที่คนจีนเลือกเวียดนามนั้นก็ว่ากันไปต่างๆ นานา บางคนถึงกับบอกว่า เวลาไปจีนแล้วออกด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จะถามคนจีนเซ้าซี้ว่า “ไปเมืองไทยทำไม” ราวกับว่าต้องการถ่วงไม่ให้มาไทย

    เรื่องนี้ผมก็เจอเองกับตัว แต่มันไม่ใช่การขัดขวางคนจีนไม่ให้มาไทย หากแต่เป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐจีนเพื่อตรวจให้ละเอียดว่าคนของตัวเองจะไปเมืองไทยเพื่อหวังจะทำอะไรมิบังควรหรือไม่ เช่น เป็นพวกทุนเทา หรือแอบไปเป็นสแกมเมอร์ 

    เรื่องนี้ดีต่อไทยชัดๆ 

    หลายๆ คนเห็นว่าข้อหลักๆ ที่ทำให้คนจีนไม่อยากจะมาไทยก็คือ หนึ่ง คนจีนกลัวปัญหาสแกมเมอร์ (คือกลัวถูกลักพาตัวไปทำงานทาสตามประเทศเพื่อนบ้านเรา) 

    และ สอง ของกินของใช้บ้านเราแพงจนไม่ใช่ “ประเทศถูกๆ” ในสายตานักท่องเที่ยว บวกกับค่าเงินบาทแข็งเอาๆ 

    ข้อสองนี้ ท่าจะมีน้ำหนักเอาการ กระทั่งมีคำพูดในหมู่คนจีนว่า “เที่ยวไทยแพงกว่าไปญี่ปุ่นเสียอีก” 

    คำกล่าวนี้จะยิ่งมีน้ำหนัก เพราะเกาหลีใต้กำลังจะให้ฟรีวีซ่ากับคนจีน แม้คนเกาหลีจะเหยียดและดูแคลนคนจีนแค่ไหน แต่ตอนนี้เกาหลีต้องการเงินจากทัวร์จีนที่สุด

    คนจีนไปเที่ยวเกาหลีใต้ก็ไม่ใช่น้อย และเกาหลีใต้ก็แพงไม่ใช่น้อย แต่ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดึงคนจีนเข้าไปเที่ยว 

    คู่แข่งของไทยเพิ่มมาแล้วอีกหนึ่ง

    ส่วนในไทยนั้นไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรดีขึ้นเลย เพราะผมได้ยินทั้งคนต่างชาติบ่น และได้ยินคนไทยบ่นเองว่า ของกินของขึ้นแพงขึ้นมาก จนกระทั่งเรียกร้องให้รัฐบาลเอาใจใส่กันบ้าง

    โปรดทราบว่าค่าใช้จ่ายสำหรับเที่ยวในประเทศไทยสูงกว่าเวียดนามประมาณ 30%

    และยุทธศาสตร์ของเวียดนามก็แหลมคมมาก เพราะช่วงไม่กี่ปีมานี้เวียดนามโปรโมทเมืองต่างๆ ของตนว่ามีราคาถูกที่สุดในโลกจากการจัดอันดับโดยสถาบันต่างๆ 

    นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะ “ของแพง” คือสิ่งที่จะเป็นตัวปรับ ‘โครงสร้างการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ อันมีคนจีนเป็นแรงขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนี้

    นั่นคือ ไทยจะถดถอย เวียดนามจะรุ่งเรือง มาเลเซียกับสิงคโปร์ก็แซงไทยไปแล้ว

    แม้สิงคโปร์และมาเลเซียจะแพงกว่าไทย แต่เพราะ “ความปลอดภัย” ของทั้งสองประเทศมีน้ำหนักมากกว่าไทย กรณีนี่ถือเป็นข้อยกเว้น

    เรื่องของแพงเราจะพูดกันต่อไป แต่เรามาลองวิเคราะห์เรื่องความปลอดภัยกันดูก่อน ที่ผมบอกว่าเป็นเพราะข้อแรก คือ คนจีนระแวงเรื่องสแกมเมอร์ นั่นใช่หรือไม่?

    อาจเป็นไปได้ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งก็คือ คนจีนไม่ชอบ “ความโกลาหล”  หากมีความโกลาหลพวกเขาจะไม่ยอมไปเฉียดกายเข้าไปใกล้ 

    ประเทศไทยนั้นวุ่นวายไปหมด ทั้งการเมืองก็ไม่นิ่ง การสงครามก็ไม่สงบ การฉ้อโกงก็มีอยู่ทุกหนแห่ง โดยที่ไม่มีการ “ปลอบประโลม” ทัวร์จีนให้คลายความกังวลเรื่องพวกนี้เลย

    ตรงกันข้ามกับเวียดนามที่มีการเมืองนิ่ง บ้านเมืองปลอดภัยและสะดวกพอๆ กับไทยแล้ว ที่สำคัญอาหารไม่แพง 

    แต่นั่นเป็นภาพลวงตาเหมือนกัน เพราะเรื่องสแกมเมอร์นั้น ผมจะบอกให้ว่าตอนนี้เวียดนามเป็นแหล่งที่คนจีนถูกลักพาตัวหรือใช้เป็นช่องทางเข้าไปในแดนสแกมเมอร์ในกัมพูชา อาจจะมากกว่าไทยเสียอีก เพราะพรมแดนไทยกับกัมพูชานั้นถูกปิดลงแล้ว

    ข่าวในจีนมีเรื่องนี้หลายๆ กรณีต่อสัปดาห์เพียงแต่ไมได้เอยคำว่า “เวียดนาม” แต่เอ่ยว่าหากไปจากชายแดนจีนในมณฑลใกล้ๆ เวียดนาม แสดงว่าเวียดนาม “เริ่มไม่ปลอดภัย” เพียงแต่เวียดนามยังโชคดีที่สังคมจีนยังไม่สังเกตในเรื่องนี้

    ผมคาดว่าเพราะคนจีนเพ่งเล็งมากที่เมียนมา กัมพูชา และไทยมากกว่าหากจะพูดถึงการ “ลักพาตัวไปเป็นทาสสแกมเมอร์”

    แน่นอน ไทยก็ยังมีกรณีแบบนี้จากการเปิดโปงโดยสำนักข่าว Reuters เพียงแต่เหยื่อไม่ใช่คนจีน แต่เป็นคนนานาชาติ โดยผู้ประสานงานหลอกลวงคือ “เจ้าหน้าที่รัฐ” บางกลุ่ม

    เรื่องนี้ก็อีก หากรัฐบาลปล่อยให้ “ข้าราชการใต้ดิน” หากินแบบนี้ไปเรื่อยๆ ต่อให้มี อนุทิน ชาญวีรกูล พูดจีนได้สิบสำเนียง หรือมี “อนุทินอีกสิบร่าง” ไปต้อนรับทัวร์จีนถึงสนามบินก็ไม่มีทางที่ชาวต่างชาติจะอุ่นใจ

    ต้องล้างบางมันลูกเดียวครับ นั่นคือกำจัดต้นตอของความเสื่อมถอยเสียก่อน (คนกลัวความปลอดภัยและกลัวของแพง) จากนั้นค่อยส่งเสริมความน่าเที่ยวของไทยกันใหม่ เอาให้เพื่อบ้านลอกการบ้านเราไม่ทันไปเลย

    แต่บอกเลยว่าไม่ง่าย

    กลับมาที่เรื่องต้นทุนการเที่ยว มีคนบอกผมว่า เหตุที่คนจีนมาเที่ยวไทยน้อยลง ไม่ใช่เพราะไปเวียดนามมากขึ้น แต่เพราะ “เงินไม่พอเที่ยว” ต่างหาก เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี

    แม้จะบอกอย่างนี้ก็ยังเกี่ยวกับเรื่องต้นทุนเที่ยวที่ถูกกว่าไทยอยู่ดี

    แน่นอนว่า ผมเชื่อว่าการเลือกเวียดนามเหนือไทย เป็นการเลือกเที่ยวที่ใหม่ๆ มากกว่า กระนั้นก็ตาม คนจีนก็อยากจะมาซ้ำไทยหลายครั้งเหมือนกัน แต่ซ้ำไม่ไหว เนื่องจากงบน้อยลง ในเมื่อเวียดนามมีสภาพที่เอื้อต่อการเที่ยวมากขึ้น และคนจีนมากมายยังไม่เคยไป จึงหันไปเที่ยวเวียดนามกันก่อน ในทำนอง “ลองดู” 

    หากเศรษฐกิจจีนดีขึ้น โอกาสที่คนจีนจะมาเที่ยวซ้ำไทยก็จะมากขึ้น คนจีนงบน้อยที่ไม่เคยมาไทยก็จะสามารถซื้อทัวร์ได้

    แต่เพราะเศรษฐกิจจีนไม่ดีเอาเลย สังเกตได้จากร้านอาหารต่างๆ ปิดกันระนาว โดยเฉพาะเชนร้านอาหารใหญ่ๆ ยังไปไม่รอด นั่นแสดงว่าคนจีนลดการใช้จ่ายลง เพราะการกินข้าวนอกบ้าน ถือเป็นดัชนีชี้วัดอย่างหนึ่ง

    แต่ใจก็อยากเที่ยวนอกอยู่ เพราะแม้จะเงินน้อยลงแต่ก็ยังอยากจะมีไลฟ์สไตล์เดิมๆ ดังนั้นเที่ยวที่ไหนถึงจะคุ้มที่สุดและประหยัดสุด ก็ย่อมเป็นเวียดนาม ณ เวลานี้ 

    เวียดนามเป็นเงาน้อยๆ ของจีน แต่มันก็ยังถือเป็น “ต่างประเทศ” และคุ้มค่าในการไป ส่วนเกาหลีใต้ก็เคยมีฉายาว่า “จีนน้อย” แต่คนจีนก็อยากไป ส่วนหนึ่งเพราะกำแพงด้านวีซ่าถูกทำลายลงแล้ว

    ของใหม่ย่อมดีกว่า “ฟรีวีซ่าไทย” ที่ได้แต่กินบุญเก่า ไม่มีอะไรหวือหวา แถมแพงอีกต่างหาก

    ผมจึงเชื่อว่าหากไม่สามารถแก้ทัศนะที่ว่า “เมืองไทยเที่ยวไม่คุ้มราคา” หรือว่า “ไม่มีเงื่อนไขใหม่ๆ ที่น่าสนใจ” คนจีนก็จะไม่กล้ามาไทยไปเรื่อยๆ แต่เรื่องนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะรากเหง้าคือปัญหาเศรษฐกิจในจีนเอง

    ทั้งหมดนี้คือ ‘การปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ของการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ 

    ประเทศไทยรู้ตัวหรือยัง? 

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – (ภาพประกอบข่าว) แฟนบอลเวียดนามสวมผ้าคาดศีรษะขณะเดินทางมาถึงสนามราชมังคลากีฬาสถาน ก่อนการแข่งขันฟุตบอลอาเซียน อิเล็กทริก คัพ 2024 รอบชิงชนะเลิศ นัดที่สอง ระหว่างไทยกับเวียดนาม ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 (ภาพโดย Chanakarn LAOSARAKHAM / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35966&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bKba1swss4_bVbxbffhZA

  • 10 เทรนด์การท่องเที่ยว ที่ต้องรู้ในปี 2026

    10 เทรนด์การท่องเที่ยว ที่ต้องรู้ในปี 2026

    10 เทรนด์การท่องเที่ยว ที่ต้องรู้ในปี 2026


    29/09/2568 | 92 |

    หมดยุคการจองทัวร์ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกำลังออกแบบทริปของพวกเขาเองโดย Ai หมดยุค ‘ทัวร์ชะโงก’ เพราะนักท่องเที่ยวกำลังต้องการใช้เวลามากขึ้นในการท่องเที่ยว และจะเป็นอย่างไรเมื่อ ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป
    .
    #TATAcademy พาทุกคนจับตา 10 เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยวโลก เพื่อหาโอกาสในการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวให้มากขึ้น และยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปอีกขั้น
    .
    1. Coolcation Travel
    เมื่ออากาศร้อนทำให้จุดหมายในการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ในอนาคต ชายหาด ทะเล จะไม่ใช่สิ่งที่นักท่องเที่ยวเลือก แต่จะเป็นการมองหาป่าไม้ ภูเขา ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์แทนนั่นเอง
    .
    2. Slow Travel
    นักท่องเที่ยวอยากสัมผัสถึงแก่นแท้ของสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านการใช้เวลาในสถานที่แห่งนั้น เพื่อซึบซับวัฒนธรรม ความรู้สึก บรรยากาศ พวกเขาจะให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวแบบ 1 สัปดาห์เต็มในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มากกว่าการตะลอนเที่ยวในเมืองใหญ่ 
    .
    3. Solo Travel 
    การท่องเที่ยวแบบคนเดียวเปรียบเสมือนสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถแสดงออกความเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องผูกมัดกับใคร แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็กำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย หรือการต้อนรับที่อบอุ่น
    .
    4. Off-Season Travel
    นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเริ่มที่จะออกเดินทางในช่วง Off-Season มากขึ้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและความไม่สะดวกสบายตอนท่องเที่ยว รวมถึงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสและเข้าถึงประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ 
    .
    5. Foodie Travel
    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นไปที่อาหารท้องถิ่นที่โดดเด่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น รวมไปถึงยังมองหาโอกาสในการสร้างประสบการณ์ด้านการทำอาหารด้วยตนเองที่น่าตื่นเต้นอีกด้วย
    .
    6. Hyper-per son al ised Travel
    นักท่องเที่ยวยุคใหม่จะออกแบบทริปด้วยตนเองผ่าน Social Media และ Ai พวกเขากำลังมองหาทางเลือกที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ การเก็บข้อมูลและการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ จึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว
    .
    7. Ai Fellow Travel
    ในอนาคต Ai อาจจะช่วยวางแผนการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้นในทริป ช่วยอัปเดตแบบ Real-time เกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวในจุดต่าง ๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบครบวงจรซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี 
    .
    8. Holistic Travel 
    การเดินทางและการท่องเที่ยวจะต้องเป็นสิ่งที่เติมพลังให้ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ นักท่องเที่ยวจะมองหาจุดหมายปลายทางที่มีกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านสุขภาพของพวกเขาด้วย อาทิ การออกกำลังกายท่ามกลางป่า การมีคอร์สอาหาร Healthy เป็นต้น 
    .
    9. Value Driven Travel 
    สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากออกเดินทางตามหาอีกครั้งคือ สิ่งที่มีค่าและหาได้ยาก และไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชมแต่อยากเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเหล่านั้นด้วยตัวเอง นอกจากนั้นพวกเขายังมองหาการเดินทางที่สะท้อนถึงคุณค่ากลับมายังตัวเองอีกด้วย
    .
    10. Low-Carbon Luxury Travel
    การผนวกเข้ามาของกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ Luxury จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น โดยพวกเขาจะมองหา ‘Luxury Packaged’ ที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน อาทิ การมี carbon-tracking ใน package เป็นต้น 
     

    ที่มา : ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว – TAT Academy


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/427567&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oJ3nJQl0TbXAQsD9xvdU1

  • ระทึก!! รถนักท่องเที่ยวหลงตกทางเบี่ยง เส้นทางท่องเที่ยว กลอเซโล | TOPNEWS

    ระทึก!! รถนักท่องเที่ยวหลงตกทางเบี่ยง เส้นทางท่องเที่ยว กลอเซโล | TOPNEWS

    นายก อบต.แม่สามแลบ เตือน นักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางท่องเที่ยวกลอเซโล ให้เพิ่มความระมัดระวัง ระบุ ไม่ชินทางอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากทางแคบ ช่วงนี้ฝนตกหนัก ถนนลื่นร่องลึกทางถูกน้ำกัดเซาะเสี่ยงอันตราย

    วันที่ 29 กันยายน 2568 นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ เปิดเผยว่า มีรถยนต์นักท่องเที่ยวได้เกิดอุบัติเหตุ รถไหลลงข้างทาง เนื่องจากจะเบี่ยงหลบดินสไลด์ไหล่ทาง ช่วงระหว่าง บ้านกลอเซโล – บ้านกอมูเดอ ชาวบ้านไปช่วยกันดึงออกมาได้ด้วยความปลอดภัย โดยช่วงนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาว เพื่อสัมผัสบรรยากาศทะเลหมอกกลอเซโล ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศเป็นอย่างมาก

    แต่ปีนี้เนื่องจากมีพายุฝน เข้ามาต่อเนื่องทำให้ถนนในการสัญจรได้รับผลกระทบ และได้รับความเสียหาย จากพายุฝนดังกล่าว ทำให้ถนนถูกน้ำกัดเซาะ ร่องลึก มีดินสไลด์ไหล่ทางเส้นทางจราจรแคบ บางช่วงร่องลึก และลื่นมาก หากไม่ชินเส้นทางอาจจะเกิดอันตรายได้

    ที่ผ่านมาทาง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ได้ร่วมกับชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเดินทางเข้า – ออก ได้ชั่วคราว และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ได้ประสานขอความอนุเคราะห์ เครื่องจักรในการปรับเกลี่ย บดอัดลูกรัง จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการเข้ามาดำเนินการแก้ไข

    ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ จึงขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว และประชาชนผู้ใช้เส้นทางเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1335467&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jbj9X5PHxLc358aXS2ocd

  • ดัชนีเชื่อมั่น SMEs Q4/68 คาดโตต่อเนื่อง อานิสงส์นโยบายกระตุ้นศก.-ไฮซีซั่นท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่น SMEs Q4/68 คาดโตต่อเนื่อง อานิสงส์นโยบายกระตุ้นศก.-ไฮซีซั่นท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs คาดการณ์ไตรมาส 4/68 ขยายตัวจากไตรมาส 3/68 รับอานิสงส์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวชาวไทย-ต่างชาติ ช่วงไฮซีซั่น โดย SME D Bank พร้อมหนุนพาผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำพิเศษคงที่ 3% ต่อปี ตลอด 3 ปีแรก คว้าโอกาสเติบโตได้เต็มศักยภาพ

    นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยถึงผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ SMEs ต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ไตรมาส 3/2568 และคาดการณ์อนาคต” จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม จำนวน 500 ราย พบว่า ภาพรวมคาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นไตรมาส 4/68 ผู้ประกอบการ SMEs มีมุมมองต่อแนวโน้มธุรกิจปรับตัวดีขึ้น

    ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SMEs ไตรมาส 4/68 เพิ่มขึ้นเป็น 80.6 จากไตรมาสก่อน (3/68 ระดับ 67.1) เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ผ่านนโยบายภาครัฐที่เชื่อว่าจะมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ผลักดันให้เกิดการลงทุนและขยายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ภาคการท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมั่นขยายตัวต่อเนื่อง จากการเข้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SMEs ไตรมาส 4/68 ปรับเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันตก สูงสุดที่ 90.0 รองลงมา กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 86.9 และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 81.8 และดัชนียังปรับเพิ่มขึ้นทุกประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะบริการท่องเที่ยว การผลิต และก่อสร้าง สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568

    ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ SMEs ไตรมาส 3/68 อยู่ระดับ 67.1 ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน (2/68 ระดับ 57.3) เนื่องจากได้แรงส่งจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง ปี 68” ส่งผลให้จำนวนคำสั่งซื้อ/การให้บริการ และผลประกอบการขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อย (Micro) มีความเชื่อมั่นสูงขึ้นกว่ากลุ่มอื่น เพราะได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อภายในประเทศ เกิดการกระจายรายได้สู่กลุ่ม Micro มากขึ้น สอดคล้องกับธุรกิจ บริการท่องเที่ยว ที่โดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับสาขาอื่น

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังมีความกังวลเรื่องการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูก จากจีน เวียดนาม และอินเดีย กระทบต่อการดำเนินธุรกิจจากการถูกแย่งส่วนแบ่งตลาด และต้องลดราคาสินค้า เพื่อแข่งขัน

    สำหรับความต้องการกู้สินเชื่อ SMEs ในไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งความต้องการกู้สินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน และเพื่อลงทุนในธุรกิจ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 42.2% เพิ่มขึ้นจาก 21.2% ในไตรมาสก่อน โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว มีความต้องการกู้เพิ่มขึ้นมากที่สุด ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมพร้อม เพื่อรองรับการฟื้นตัวของช่วงฤดูท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เช่นเดียวกับกลุ่ม Micro ที่ต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น 

    • เตรียม Soft Loan สนับสนุน SMEs รองรับท่องเที่ยวไฮซีซั่น

    นายพิชิต กล่าวด้วยว่า จากความต้องการดังกล่าวของผู้ประกอบการ SME D Bank พร้อมให้การสนับสนุน โดยจัดเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล ไว้สนับสนุน SMEs ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว นำไปลงทุน, ขยาย, ปรับปรุง รองรับการท่องเที่ยวไฮซีซั่น เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ คว้าโอกาสให้กับธุรกิจเติบโตได้เต็มศักยภาพ ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษคงที่ 3% ต่อปี ตลอด 3 ปีแรก ได้แก่

    1. สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1.5 ล้านบาท

    2. สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท

    3. สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532901&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19NigRBrl5mbtrZ6XtGjWY

  • จับตาดัชนีเชื่อมั่น SME ไตรมาส4 โตไม่หยุด นโยบายรัฐ-ท่องเที่ยวหนุน ดันยอดขายฟื้น

    จับตาดัชนีเชื่อมั่น SME ไตรมาส4 โตไม่หยุด นโยบายรัฐ-ท่องเที่ยวหนุน ดันยอดขายฟื้น

    ภาคธุรกิจ SME มีแนวโน้มสดใสต่อเนื่องในช่วงปลายปี จากอานิสงส์นโยบายภาครัฐและแรงซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่เข้าสู่ฤดูกาลไฮซีซั่น ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ประกอบการในทุกภาคและทุกกลุ่มธุรกิจ

    นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากการสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ SMEs ต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ” ไตรมาส 3/2568 และคาดการณ์ไตรมาส 4/2568 โดย ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว. ร่วมกับสำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้นเป็น 80.6 จุด จาก 67.1 จุด ในไตรมาสก่อน

    “ผู้ประกอบการคาดการณ์ว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น จากแรงหนุนของมาตรการรัฐที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ที่ช่วยเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ” นายพิชิต กล่าว
     

    จับตาดัชนีเชื่อมั่น SME ไตรมาส4 โตไม่หยุด นโยบายรัฐ-ท่องเที่ยวหนุน ดันยอดขายฟื้น ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นไตรมาส 4/2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันตกสูงสุดที่ 90.0 จุด รองลงมาคือ กรุงเทพฯ–ปริมณฑล 86.9 จุด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 81.8 จุด รวมถึงเพิ่มขึ้นในทุกประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ บริการท่องเที่ยว การผลิต และก่อสร้าง

    สำหรับไตรมาส 3/2568 ดัชนีอยู่ที่ 67.1 จุด ปรับขึ้นจาก 57.3 จุด ในไตรมาส 2/2568 โดยได้รับแรงส่งจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง ปี 68” ซึ่งช่วยให้ยอดขายและบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดย่อย (Micro) ที่ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อในประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการแข่งขันจาก สินค้าราคาถูกจากจีน เวียดนาม และอินเดีย ที่อาจกระทบต่อยอดขายและส่วนแบ่งตลาด

    ในด้านความต้องการสินเชื่อ SMEs ไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยกว่า 42.2% ของผู้ตอบแบบสำรวจมีแผนกู้สินเชื่อเพื่อทุนหมุนเวียนและการลงทุน เพิ่มขึ้นจาก 21.2% ในไตรมาสก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและ Micro-SME
     

    นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า SME D Bank พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ คงที่ 3% ตลอด 3 ปีแรก ได้แก่

    • สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาท
    • สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท
    • สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท

    นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/731119&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UHlcxqIv7_0BEy9Y60LFu

  • แอตต้ารุกเข้มดึงไต้หวันเที่ยวไทย จับมือ ททท.ยกทัพผู้ประกอบการลุยเจรจาธุรกิจลุ้นโตตามเป้า

    แอตต้ารุกเข้มดึงไต้หวันเที่ยวไทย จับมือ ททท.ยกทัพผู้ประกอบการลุยเจรจาธุรกิจลุ้นโตตามเป้า

    ที่กรุงไทเป ไต้หวัน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำกรุงไทเป และสมาคมท่องเที่ยวของไต้หวัน จัดกิจกรรม “Roadshow to Taiwan” เป็นเวทีเจรจาธุรกิจ (B2B) ให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรม และธุรกิจเสริมความงาม จากประเทศไทย จำนวน 60 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรายใหม่ยังไม่เคยทำตลาดนักท่องเที่ยวไต้หวัน นำผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการท่องเที่ยวไทยที่แปลกใหม่ ทั้งใน กรุงเทพฯ สมุทรปราการ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ระยอง และกาญจนบุรี รวมถึงรายการท่องเที่ยวอื่น ๆ มาเสนอขายให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไต้หวัน โดยตรง ณ รร.แกรนด์ โฮเต็ล กรุงไทเป ระหว่าง วันที่ 24 – 26 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวไต้หวัน เข้าร่วมงานเจรจาธุรกิจขายทัวร์เที่ยวประเทศไทย มากกว่า 350 ราย

    นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาอาวุโสสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวไต้หวันที่เดินทางเที่ยวไทยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย. 68) อยู่ที่ 700,000 คน โดยในช่วงที่เหลือของปี 2568 (ต.ค.-ธ.ค.) คาดว่าจะมีชาวไต้หวันเดินทางท่องเที่ยวไทยเฉลี่ยเดือนละ 100,000 คน หรืออาจจะเฉียดเป้า 1 ล้าน แต่ก็จะต้องพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ 1 ล้านคน ยอมรับว่ามีความท้าทายแต่เป้าหมายก็คือเป้าหมาย ดังนั้นการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและนำเสนอสินค้า แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวไต้หวัน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ประชุมกับสมาคมท่องเที่ยวของไต้หวันก็จะพยายามให้นักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางท่องเที่ยวไทยเท่ากับปี 2567 มีจำนวน 1.08 ล้านคน โดยสิ่งที่ท้าทายคือปีนี้ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวไต้หวันถึง 1 ล้านคน

    “อย่างไรก็ดี เรื่องคอลเซ็นเตอร์ยังเป็นข้อกังวลของนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาจีนรวมถึงตลาดไต้หวัน เพราะคนไต้หวันก็โดนหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศเมียนมาโดยใช้เป็นทางผ่าน และความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวไต้หวันอาจมาเที่ยวไทยไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้นการบ้านที่รัฐบาลใหม่ที่จะเร่งทำหลังเข้ารับตำแหน่งคือการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่น โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องประกาศออกมาให้ชัดเจนว่าจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร และสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีออกไปว่าประเทศไทยปลอดภัย นั่นคือการสร้างฮาร์ดพาวเวอร์และซอฟต์พาวเวอร์ที่แท้จริง”

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวเสริมว่า นักท่องเที่ยวไต้หวันมีความชอบและไลฟ์สไตล์คล้ายกับคนไทย ชอบไปคาเฟ่เพื่อถ่ายรูป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเจนซี (Gen Z) ชอบอยู่เมืองใหญ่เป็นหลัก เช่น เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพราะมีสายการบินบินตรง ส่วนกลุ่มที่เดินทางไกล ๆ ไปเมืองอื่นๆ ก็จะเป็นกลุ่มครอบครัวและเดินทางท่องเที่ยวกับบริษัท ถ้ามีเวลาในช่วงวันหยุดก็จะไปทะเลของไทย ซึ่งทะเลที่คนไต้หวันชอบ เช่น ระยอง พัทยา ภูเก็ต ส่วนเชียงใหม่เป็นการท่องเที่ยวเชิงโซโลไลฟ์ ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมล้านนา

    “เป้าหมายนักท่องเที่ยวไต้หวัน 1 ล้านคน มีโอกาสทำได้ ซึ่งการเดินทางมาไต้หวันครั้งนี้ นอกจากนำผู้ประกอบการไทยมาพบผู้ประกอบการไต้หวันแล้ว ยังเป็นการอัดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว โดยเตรียมเสนอให้ ททท. สนับสนุนค่าโฆษณาให้ผู้ประกอบการรายละ 5 แสน และผู้ประกอบการรายละ 5 แสน เป็น 1 ล้านบาท/ต่อราย ซึ่งที่ผ่านมาเราก็เคยทำและจะทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าเขาได้ประโยชน์ ยอมรับว่าไต้หวันส่วนใหญ่ก็ยังไปญี่ปุ่นเป็นหลักเพราะมันใกล้เดินทางง่าย”

    ขณะที่ น.ส.สาริมา จินดามาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.ไทเป กล่าวว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน จะไม่ได้มีจำนวนมากมายเท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากไต้หวันมีประชากรเพียง 23 ล้านคน แต่ชาวไต้หวันที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ในแต่ละปี มีมากถึง 9.8 ล้านคน และแต่ละคน มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวขั้นต่ำ 50,000 บาท ต่อทริป ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยเฉพาะ กลุ่มคนทำงานหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในไต้หวัน นิยมเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อพักผ่อนฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจหลังจากทำงานหนักมาตลอดทั้งเดือนมากขึ้น

    “นอกจากนี้ เทรนด์การท่องเที่ยวของชาวไต้หวันก็เปลี่ยนไป นิยมการท่องเที่ยวแบบไพรเวทกรุ๊ป การท่องเที่ยวในรูปแบบแฟมิลี่ทัวร์มากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มเหล่านี้ ต้องการการบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูง โรงแรมที่พัก อาหารชั้นเลิศ และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ทุกเพศทุกวัยสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ปลอดภัย ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่สนใจตลาดนักท่องเที่ยวไต้หวันจะต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ของชาวไต้หวัน หากทำได้ เป้าหมายที่จะได้นักท่องเที่ยวไต้หวัน 1.2 ล้านคนในสิ้นปี 2568 นี้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยก็สามารถเป็นจริงได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2885495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MZucOcM2XYda1SW0u3ULj

  • อุทัยธานี หนุนส่งเสริมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ สัมผัสวิถีชุมชน ต้องมนต์เสน่ห์ “ส้มซ่า” บ้านดอนกลอย | เดลินิวส์

    อุทัยธานี หนุนส่งเสริมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ สัมผัสวิถีชุมชน ต้องมนต์เสน่ห์ “ส้มซ่า” บ้านดอนกลอย | เดลินิวส์

    ที่ จ.อุทัยธานี ดร.นิศาชล โทแก้ว อาจารย์ภาควิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทาลัยรามคำแหง กทม.ซึ่งเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกับคนในชุมชน ได้ให้การต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวคณะแรกที่มาเยือนบ้านดอนกลอย ต.ดอนกลอย อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี

    โดยจุดที่ 1 นำคณะนักท่องเที่ยว ไปที่วัดดอนกลอย ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ มีอายุ 500 กว่าปี เพื่อกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อจู ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดฯ พร้อมกับศึกษาประวัติศาสตร์ของวิหารเก่าแก่ของทางวัด มีอายุ กว่า 100 ปี ซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ในการสวดมนต์ของพระสงฆ์ ปัจจุบันตกอยู่ในสภาพรกร้าง ผุพัง มีต้นโพธิ์ต้นขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุม โดยรากได้ชอนไชไปทั่วผนังของวิหาร จนกลายเป็นภาพความงดงามทางธรรมชาติ แปลกตาราวกับเป็นดินแดนน่าทึ่งสุดอัศจรรย์หรือเป็นอเมซิ่ง ไทยแลนด์ ( Amazing Thailand)  สร้างความสนใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับบันทึกภาพไว้เป็นความทรงจำที่ดี จากนั้นได้กราบไหว้ขอพรหลวงพ่อจู เพื่อขอพรเป็นสิมงคลชีวิต

    จุดท่องเที่ยวที่ 2 เป็นสวนส้มซ่า ผลไม้พื้นถิ่นที่บ้านของนายสุนทร สายเพชร วัย 85 ปี บ้านทุ่งใหญ่ ต.ทุ่งพึ่ง อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี ได้กล่าวให้นักท่องเที่ยวฟังว่า มีอาชีพทำนาและยังเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน มีอยู่วันหนึ่งได้ไปประชุมที่ว่าการอำเภอ ได้มีคนมาบอกว่า อยากรวยให้ปลูกส้มซ่า ต่อไปราคาจะแพง จึงได้คิดไตร่ตรอง ตัดสินใจปลูกส้มซ่าบริเวณโดยรอบๆบ้าน บนเนื้อที่ 8 ไร่ ปลูกไว้จำนวน 100 กว่าต้น แต่ละต้นให้ผลผลิตแล้ว โดยปลูกกระชายพืชสมุนไพรเป็นพืชแซมระหว่างต้น ปกติส้มซ่า จะให้ผลผลิตและสามารถเก็บผลได้ในราวเดือน มิ.ย.-ก.ย ของทุกปี

    แต่ปีนี้ฝนดีและมาเร็ว ทำให้ผลผลิตออกเร็ว ในแต่ละปี จะมีพ่อค้ามารับซื้อผลสดถึงบ้านและต้องทำการเก็บผลผลิตเอง โดยจะขายให้ผลละ 1 บาท เท่านั้น แต่พ่อค้าจะนำไปขายอีกทอดหนึ่ง ด้วยการนำไปมัดรวมกันเป็นพวงๆ ละ 5 ผล ขายในราคา 20 บาท  ในแต่ละปี จะขายผลผลิตส้มซ่า ได้เป็นเงิน 50,000 บาท ซึ่งมีรายได้ดีกว่าทำนาข้าวเสียอีก เมื่อก่อนช่วงปลูกใหม่ๆ มีแต่คนหัวเราะเยาะ  ปลูกอะไรไม่ปลูกมาปลูกส้มซ่า แต่สุดท้ายสามารถลบคำสบประมาทได้ เพราะมีรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

    จากนั้นนักท่องเที่ยวทั้งหมดได้ร่วมกันสอยผลส้มซ่า เพื่อซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน พร้อมกับลิ้มรสส้มซ่าจิ้มกับกะปิหวานและดื่มน้ำส้มซ่าคั้น กันอย่างสุดฟิน สร้างความเพลิดเพลิน สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยว ต่างเป็นที่ชื่นชอบ เพราะนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังได้สนุกกับการสอยส้มซ่า อีกด้วย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดี

    จุดท่องเที่ยวที่ 3 เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมสะแกกรัง ม.ที่ 3 บ้านดอนกลอย ต.ดอนกลอย อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำส้มซ่ามาทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่าย จนเป็นที่ฮือฮา โดยมีนางมธุรส หุ่นหล่อ ประธานกลุ่มฯ ได้มาให้การต้อนรับพร้อมกับกล่าวว่า ส้มซ่าปลูกมากในชุมชนและตำบลใกล้เคียง จึงนำผิวส้มซ่า มาทำผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย สเปรย์กันยุง สามารถฉีดพ่นที่ตัวป้องกันยุงได้ มีกลิ่นหอมสดชื่น สามารถไล่แมลงได้ ไม่มีอันตราย เพราะไม่ได้ใช้สารเคมี  ก้านไม้หอมส้มซ่า จะใช้วางไว้ในห้องนอน อยู่ได้นาน 1 เดือน จะให้กลิ่นหอมของดอกไม้และกลิ่นหอมของผิวส้มซ่าจางๆ ช่วยผ่อนคลาย แนะนำวางไว้ในห้องนอน  นอกจากนี้ยังมียาดมส้มซ่า สควอชส้มซ่า ส้มซ่ามาร์เลด ส้มซ่ากะปิหวาน สำหรับช่องทางการตลาด จะใช้เพจ “หอมสะแกกรัง” ติดต่อสื่อสารและเผยแพร่

    ด้าน ผศ.ดร. อนุ สุราช อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสมาท่องเที่ยวถือเป็นชุมชนที่น่าสนใจมาก ได้ไปเที่ยวที่วัด ที่มีความเก่าแก่ ชมโบราณสถานที่มีความสำคัญกับท้องถิ่น อายุ 100 ปี ร่วมทำบุญ กราบไหว้ขอพรหลวงห่อจู ได้ท่องเที่ยวสวนส้มซ่า ที่หาชมได้ยาก เป็นอะไรที่แปลกใหม่ ได้เก็บผลผลิตด้วยตนเอง และจุดสุดท้ายเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมสะแกกรัง ที่ได้นำเอาเปลือกส้มซ่า มาทำผลิตภัณฑ์หลายตัว เป็นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่ชุมชนมาต่อยอด สร้างรายได้

    ส่วนดร.นิศาชล เปิดเผยว่า ได้เข้ามาทำการวิจัยภายใต้ชื่อ โครงการแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวเมืองสมุนไพร จ.อุทัยธานี  เนื่องจากเป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ต้องการให้อาจารย์ออกมาสู่ชุมชน เพื่อให้บริการทางด้านวิชาการ

    ในชุมชนแห่งนี้ มีการปลูก “ส้มซ่า” กันมากถือว่าเป็นจุดเด่น จึงได้ออกแบบเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ ประกอบด้วย จิตใจ อารมณ์ สังคมและจินตนาการ ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ขึ้นและที่ผิวส้มซ่า มีน้ำมันหอมระเหย เรียกว่า “ลิโมนีน” เป็นสารช่วยกระตุ้นต้านการอักเสพและใช้ในการสูดดม จึงได้ต่อยอดการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ มีทั้งไลน์สินค้าและบริการขึ้น กิจกรรมนี้ชุมชนจะเป็นผู้บริหารจัดการกันเอง และวันนี้เป็นวันแรกที่ได้ทดลองสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นในชุมชน หวังว่าโครงการนี้จะสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5155657/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OJeGiD9epqx22T4eORofq