Category: ท่องเที่ยว

  • เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

    เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

    พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

    เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

    คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

    จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

    สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

    สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

    สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

    มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

    ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

    เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

    ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

    พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

    แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

    ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

    เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

    มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

    สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

    สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

    ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

    ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

    ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

    ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

    ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

    ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

    เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

    สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-governor-songkran-safety-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-a4zaJjsFmLto6AXURw3h

  • ทรูเร่งอัปเครือข่าย 5G รับพฤติกรรมใหม่ อยู่บ้าน-เที่ยวใกล้มากขึ้น

    ทรูเร่งอัปเครือข่าย 5G รับพฤติกรรมใหม่ อยู่บ้าน-เที่ยวใกล้มากขึ้น

    เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 รอบนี้อาจไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งการลดทริปไกล หันเที่ยวใกล้บ้าน หรือใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น 

    ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เริ่มปรับกลยุทธ์รองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมมากขึ้น แทนการโฟกัสเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวหลักเหมือนในอดีต

    s__81035708_0

    จาก “เที่ยวไกล” สู่ “กระจายตัว”

    ข้อมูลจากทรูสะท้อนว่า เทศกาลปีนี้ผู้ใช้งานไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะเมืองท่องเที่ยว แต่กระจายไปหลายพื้นที่มากขึ้น เช่น

    • ถนนสายหลัก และจุดพักรถ
    • สถานีน้ำมัน และจุดชาร์จ EV
    • ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่ในเมือง
    • การใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่เพิ่มขึ้น

    โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ คาดว่าคนจำนวนหนึ่งจะเลือก “อยู่เมือง” มากขึ้น ทั้งเดินห้าง ดูหนัง หรือทำกิจกรรมในร่มแทนการเดินทางไกล :contentReference[oaicite:1]{index=1}

    5 จุดสำคัญที่เครือข่ายต้องรองรับหนัก

    ทรูระบุว่าได้เตรียมขยายโครงข่าย 5G และ 4G ครอบคลุม 5 พื้นที่หลักทั่วประเทศ ได้แก่

    • แหล่งท่องเที่ยว และวัด
    • จุดเล่นน้ำสงกรานต์
    • สนามบิน สถานีขนส่ง และรถไฟ
    • ถนนสายหลักระหว่างจังหวัด
    • จุดพักรถ สถานีน้ำมัน และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า

    สะท้อนว่าการใช้งานดิจิทัลไม่ได้ลดลง แต่ “ย้ายที่” และ “กระจายตัว” มากขึ้น

    s__81035751_0

    ใช้ AI มาช่วยจัดการโหลดแบบเรียลไทม์

    หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้คือระบบ AI บริหารเครือข่ายระดับ Autonomous Network ซึ่งสามารถสิ่งต่างๆ คือ

    • คาดการณ์การใช้งานล่วงหน้า
    • กระจายโหลดในพื้นที่คนหนาแน่น
    • ลดสัญญาณรบกวนแบบอัตโนมัติ
    • ปรับค่าระบบแบบเรียลไทม์

    รวมถึงการเสริมโครงข่ายภาคสนาม เช่น รถสถานีฐานเคลื่อนที่ (COW) และเสาสัญญาณชั่วคราวในพื้นที่อีเวนต์ขนาดใหญ่

    s__81035764_0

    กรุงเทพฯ ยังเป็นจุดใช้งานหลัก

    แม้คนบางส่วนจะออกต่างจังหวัด แต่จุดเล่นน้ำหลักในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น เช่น

    • ถนนข้าวสาร
    • สีลม
    • สยามสแควร์
    • งานเทศกาลดนตรี เช่น S2O และ SIAM Songkran

    ภาพรวมปี 2569 ชัดเจนว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ได้ลดลง แต่มีความ “ยืดหยุ่น” มากขึ้น ทั้งคนที่เดินทางและคนที่อยู่บ้าน และนี่คือเหตุผลที่ผู้ให้บริการต้องปรับเกม จากการ “อัดสัญญาณจุดใหญ่” ไปสู่การ “กระจายคุณภาพเครือข่ายทั่วประเทศ” ให้รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้ใช้งานยุคนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1623610/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UOfkE5GO-e-SMW6WUFKFe

  • ‘ตรัง’เดินหน้า’Sports City’ มุ่งยกระดับเมืองกีฬา สู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงกีฬาอันดามัน

    ‘ตรัง’เดินหน้า’Sports City’ มุ่งยกระดับเมืองกีฬา สู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงกีฬาอันดามัน

    นายณรงค์ โสภารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดตรัง เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในการแถลงข่าวกิจกรรมกีฬาส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเมืองกีฬา (TRANG SPORTS CITY) เพื่อประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมกีฬาในระดับมาตรฐาน พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักกีฬาจากทั่วประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยมี รองผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง เลขานุการชมรมกีฬาแบดมินตันแห่งจังหวัดตรัง เลขานุการคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเทควันโด นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดตรัง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง 

    ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตตรัง ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดตรัง ร่วมแถลงข่าว

    สำหรับประเด็นในการแถลงข่าวประกอบด้วย การแข่งขันกีฬาเรือพายชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 สนามที่ 1 การแข่งขันกีฬาแบดมินตัน รายการ Trang Yonex Open 2026 การแข่งขันกีฬาเทควันโด รายการ TRANG SPORTS CITY SOUTHERN TAEKWONDO CHAMPIONSHIP ประจำปี 2569 4 การแข่งขันกีฬาชิงชนะเลิศจังหวัดตรัง ประจำปี 2569 กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาทางน้ำ จังหวัดตรัง ประจำปี 2569 และศักยภาพความพร้อมของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตตรัง และ โรงเรียนกีฬา จังหวัดตรัง ในการส่งเสริม สนับสนุน กิจกรรมกีฬา เพื่อพัฒนาจังหวัดเมืองกีฬา 

    ขณะที่นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนจังหวัดตรังให้เป็นเมืองกีฬาว่า จังหวัดตรังมีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรทางการกีฬา สนามกีฬาที่ได้มาตรฐาน และศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทันสมัย โดยกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้โครงการ TRANG SPORTS CITY จะเน้นไปที่การจัดมหกรรมกีฬาหลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้งกีฬามวลชน กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sport Tourism) การใช้ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาช่วยพัฒนานักกีฬาในพื้นที่ให้มีศักยภาพระดับสากล การบูรณาการเศรษฐกิจ เชื่อมโยงกิจกรรมกีฬาเข้ากับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อาหาร และที่พัก เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน  “การเป็น Trang Sports City ไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่คือการสร้างวัฒนธรรมให้ชาวตรังรักการออกกำลังกาย และใช้กิจกรรมกีฬาเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดตรัง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดอย่างยั่งยืน” 

    นายทรงกลด สว่างวงศ์ กล่าว

    ภายหลังการแถลงข่าว จังหวัดตรังเตรียมปักหมุดกิจกรรมกีฬาสำคัญที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปีงบประมาณ เพื่อตอกย้ำสถานะการเป็นเมืองกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการจัดงานที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงและสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/978310/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNR9LLUkz0MYrnDXXMqcW

  • “เจ้าท่า”เตรียมพร้อม! ปชช.เดินทาง-ท่องเที่ยวทางน้ำ “ช่วงสงกรานต์2569” คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำทั่วปท.

    “เจ้าท่า”เตรียมพร้อม! ปชช.เดินทาง-ท่องเที่ยวทางน้ำ “ช่วงสงกรานต์2569” คุมเข้มความปลอดภัยทางน้ำทั่วปท.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rWqroLCeR7UhVlUmQrCVN

  • บุกร้าน “ร้านเต้าหู้ดำแม่เล็ก” ชิมเมนู “เต้าหู้ดำ” เมนูขึ้นชื่อของร้าน

    บุกร้าน “ร้านเต้าหู้ดำแม่เล็ก” ชิมเมนู “เต้าหู้ดำ” เมนูขึ้นชื่อของร้าน

    ท่องเที่ยวแบบสายกิน ชิมเมนู “เต้าหู้ดำ” เมนูขึ้นชื่อ “ร้านเต้าหู้ดำแม่เล็ก” จ.ราชบุรี

    เอาใจสายกินกับ “ร้านเต้าหู้ดำแม่เล็ก” ของดีเมืองโพธาราม จ.ราชบุรี ความอร่อยของเต้าหู้ดำที่อยู่คู่เมืองโพธารามกว่า 50 ปี มาดูกันว่าร้านนี้นอกจากเมนู “เต้าหู้ดำ” ยังมีเมนูอะไรอีกที่น่าลองและสามารถซื้อกลับเป็นของฝากได้

    “ร้านเต้าหู้ดำแม่เล็ก” เป็นร้านของแม่เล็ก ปัจจุบันถูกยกให้ลูกชายและครอบครัวมาดำเนินการต่อ เป็นร้านเต้าหู้ดำแบบดั้งเดิมร้านเดียวในประเทศไทย ยอดขายเต้าหู้ดำอยู่ที่ 600 แผ่นต่อวัน ขายตั้งแต่ ตี 4 ถึง 18.00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด

    นอกจากเมนู “เต้าหูดำ” ที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของทางร้านแล้ว ยังมีเมนู กาน่าฉ่าย ทำจากผักกาดดองและลูกกาน่า กุ๋นเจียงไส้หัวไชเท้า นำไปทอดให้กรอบ ขายดีและหมดเร็วมาก เต้าหู้เนื้อคัสตาร์ด กรอบนอกและเนื้อนุ่มเป็นคัสตาร์ด เมนูทั้งหมดนี้สามารถซื้อกลับเป็นของฝาก และซื้อกลับไปทอดต่อที่บ้านได้ด้วยราคาสบายกระเป๋า

    ใครที่ชอบกินเต้าหู้ ควรมาเที่ยวเมืองโพธารามและมาชิม “เต้าหู้ดำร้านแม่เล็ก” สักครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/272963&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R8b_f_mtO_QMrVGDwQ0Ce

  • ‘ศุภจี’ แจงดราม่าอภิปรายเที่ยวไทย 365 วัน  คนละเรื่องปัญหาฝุ่น PM 2.5

    ‘ศุภจี’ แจงดราม่าอภิปรายเที่ยวไทย 365 วัน คนละเรื่องปัญหาฝุ่น PM 2.5

    ‘ศุภจี’ ยันรัฐบาลให้ความสำคัญแก้ปัญหา PM 2.5 ชี้การอภิปรายเน้นชูจุดขายท่องเที่ยว ไม่เสียกำลังใจแม้ถูกเข้าใจผิด

    10 เม.ย. 2569 เวลา 14.43 น. ณ อาคารรัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากการอภิปรายเรื่องการท่องเที่ยวไทย 365 วัน ที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยระบุว่าทั้งสองเรื่องมีความสำคัญแต่เป็นคนละมิติกัน

    ย้ำให้ความสำคัญปมแก้ปัญหา PM 2.5 แต่ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่

    นางศุภจีระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นเรื่องวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีหน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไขโดยตรงที่ต้นทาง อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายเมื่อคืนที่ผ่านมา ตนต้องการสื่อสารในมิติของ “การท่องเที่ยว” ผ่านปฏิทิน 365 วัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความสวยงามและมีจุดท่องเที่ยวที่สามารถไปได้ตลอดทั้งปีในทุกฤดูกาล

    “ฝุ่นไม่ใช่เฉพาะแค่ที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ก็มี ต่างจังหวัดก็มี ก็ต้องไปแก้ปัญหาต้นทาง ซึ่งเราพูดกันคนละเรื่อง มิติเรื่องท่องเที่ยวเป็นมิติหนึ่งที่เราต้องทำเพราะเป็นแหล่งรายได้ ยืนยันว่าเรื่องฝุ่นสำคัญมากและต้องแก้ไข แต่ตอนนั้นตนพูดเรื่องท่องเที่ยว” นางศุภจี กล่าว

    ไม่ท้อหลังถูกเข้าใจผิด พร้อมทำความเข้าใจคนยุคใหม่

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกหลังเกิดความเข้าใจผิด นางศุภจียืนยันว่า ไม่เสียกำลังใจ พร้อมวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารของคนในปัจจุบันอาจเลือกฟังเพียงช่วงสั้นๆ ทำให้ได้รับเนื้อหาไม่ครบถ้วนตามที่ต้องการสื่อสารทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

    ทั้งนี้ นางศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองมีหน้าที่ในการทำงานและอธิบายข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจต่อไป เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนประเทศทั้งในด้านการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740786&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bQXA-YP24T8UNbJ7kx3V_

  • “ศุภจี” ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ หลังเจอดราม่าท่องเที่ยว 365 วัน-ราคามะพร้าว รับฟังทุกฝ่าย

    “ศุภจี” ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ หลังเจอดราม่าท่องเที่ยว 365 วัน-ราคามะพร้าว รับฟังทุกฝ่าย

    “ศุภจี” แจงดราม่าอภิปรายเที่ยวไทย 365 วัน คนละเรื่องแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่ายหัวไม่เสียกำลังใจ หลังคนเข้าใจผิด บอกคนสมัยนี้อาจฟังน้อย แจงราคามะพร้าว รับฟังทุกฝ่าย แม้ราคา 10 บาทก็ยังไม่พอใจ ชี้ ราคาอาจตกบ้าง ตามคุณภาพ-ปริมาณ

    วันที่ 10 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีดราม่าจากการอภิปรายเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่อาจจะทำให้เที่ยวจังหวัดหนึ่งใน 365 วันไม่ได้ว่า เรื่องฝุ่น PM 2.5 เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไข และมีคณะที่ดูแลอยู่ แต่การอภิปรายเมื่อคืน มีการพูดถึงหัวข้อเรื่องการท่องเที่ยว และก็พูดถึงการท่องเที่ยวที่เป็นปฏิทิน 365 วัน ว่าในแต่ละวันประเทศไทยมีความสวยงามในทุกฤดูกาล เพราะฉะนั้นในแต่ละวัน 365 วัน ไปเที่ยวได้ตลอดเวลา ซึ่งในช่วงที่มีฝุ่นพิษก็มีบางคนที่เข้าใจผิด อย่างเช่น เชียงใหม่ ไปตอนนี้ก็เที่ยวไม่ได้ ตนนั้นเข้าใจ เพราะตอนนี้ต้องแก้ไขเรื่องฝุ่น ก็มีคณะที่ต้องแก้ไข และให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันวิกฤต ไม่ใช่แค่เรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว เพราะคนที่อยู่ในพื้นที่ก็ต้องมีคุณภาพชีวิตดี มีอากาศที่สะอาด แต่ในขณะเดียวกันเรื่องการท่องเที่ยวมีจุดอื่น ๆ ที่เราจะสามารถทำเป็นปฏิทินได้ทั้งปี เพราะฉะนั้นที่ตนจะพูด คือพูดเรื่องการท่องเที่ยว แต่คนยกประเด็นฝุ่น ซึ่งเป็น 2 เรื่องที่ต้องทำประสานกันไปในแต่ละมุมที่ต่างมิติกัน

    “ไม่ได้พูดเลยว่าฝุ่นไม่เกี่ยวนะ อยู่ไปเถอะ ไม่ใช่เลย ฝุ่นไม่ใช่เฉพาะแค่ที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ก็มี ต่างจังหวัดก็มี ก็ต้องไปแก้ปัญหาต้นทาง ซึ่งก็จะมีหน่วยงาน มีกระทรวงที่ดูแล เพราะเราพูดกันคนละเรื่อง มิติเรื่องท่องเที่ยวก็เป็นมิติหนึ่ง เราก็ต้องพยายามทำ เพราะการท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดรายได้ ก็ฝากแล้วกัน ช่วยอธิบายให้เข้าใจว่าไม่ใช่พูดว่าไม่สำคัญ เรื่องฝุ่นสำคัญค่ะ สำคัญมาก และต้องแก้ไข แต่ตอนที่แต๋มพูดเรื่องท่องเที่ยว”

    เมื่อถามว่า เสียกำลังใจหรือไม่หลังคนเข้าใจสิ่งที่สื่อสารผิด นางศุภจีกล่าวว่า ไม่เลย เพราะในความเป็นจริงแล้วเรื่องของการฟัง หากฟังสั้น ๆ ก็จะได้เนื้อหาไปอย่างหนึ่ง แต่หากฟังตั้งแต่ต้นจนจบก็คงจะเข้าใจ ซึ่งคนสมัยนี้อาจจะไม่ได้ฟังเยอะ อาจจะฟังน้อย เราก็มีหน้าที่อธิบาย มีหน้าที่ทำงาน

    แจงราคามะพร้าว รับฟังทุกฝ่าย แม้ราคา 10 บาทก็ยังไม่พอใจ

    นางศุภจี ยังกล่าวถึงที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. พรรคประชาชน วิจารณ์ถึงการชี้แจงเรื่องราคามะพร้าวที่บอกว่าราคาขึ้นไปถึง 7 บาทแล้วแต่แท้จริงราคายังอยู่แค่ 3 บาท จึงขอให้นางศุภจี ฟังเสียงเกษตรกรมากกว่าข้าราชการ

    โดยนางศุภจี ชี้แจงว่า ได้ฟังอย่างรอบด้าน ไม่ว่าราคา 3 บาทหรือ 7 บาท ก็ยังไม่พอใจ เพราะมันสามารถราคาสูงได้มากกว่านี้ และหากไปฟังที่ได้ลุกขึ้นชี้แจงเมื่อวานนี้ (9 เม.ย. 69) ในการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าว ไม่ได้แก้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงคุณภาพของแพ็กเกจ ซึ่งในปีนี้เรามีผลผลิตมะพร้าวออกมาจำนวนมาก ราคาอาจจะตกลงบ้าง

    ส่วนประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพก็ด้อยลง หากมะพร้าวคุณภาพด้อย ตกเกรด ราคาก็ไม่ดี ซึ่งไม่ว่าราคามะพร้าวจะอยู่ที่ 3 บาท 7 บาท หรือ 10 บาท ก็ต้องยอมรับว่ามีคนขายได้ในราคา 10 บาทด้วย แต่ในความเป็นจริงอยากได้ราคาที่มากกว่านี้ ก็ต้องแก้ที่ระบบ แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว เพราะเป็นปัญหาที่สะสมกันมานาน ดังนั้นต้องไปเน้นในเรื่องของการแปรรูป และการรับฟัง ก็ต้องรับฟังทั้งหมด รวมไปถึงดูแลการควบคุมการผลิต

    “หากถามว่ามะพร้าวราคา 3 บาทมีหรือไม่ก็อาจจะมีเป็นมะพร้าวที่อยู่บนต้น หรือมะพร้าวที่ตกคุณภาพ ส่วนราคา 7-10 บาท ก็อาจจะมีแต่ยังไม่พอใจ จึงอยากขอให้ช่วยกันสื่อสารผ่านสื่อมวลชนให้เกิดความเข้าใจ” นางศุจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926003&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OjtWeh_dk7cazgY1poreg

  • รัฐบาลเตรียมลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ-แยกกีฬาออก ตั้งเป้าปั้นวงการกีฬาไทย

    รัฐบาลเตรียมลดฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ-แยกกีฬาออก ตั้งเป้าปั้นวงการกีฬาไทย

    วันนี้ (10 เมษายน) ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) พิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงว่าในคำแถลงนโยบายด้านกีฬาและการท่องเที่ยว คีย์เวิร์ด คือ สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับการท่องเที่ยว จากการเน้นปริมาณสู่การสร้างมูลค่าสูง จากนี้ถ้าพูดถึงนักท่องเที่ยวจะไม่ใช้คำว่าจำนวนกี่คน แต่จะใช้คำว่ารายได้ที่มีต่อประเทศกี่บาท

    ทั้งนี้ รัฐบาลชุดนี้จะทำการปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การท่องเที่ยวไปอยู่กับการบริหารจัดการกับวัฒนธรรม และแยกกีฬา โดยจะใช้ชื่อว่ากระทรวงกีฬาอย่างชัดเจน เชื่อว่าทุกคนเห็นในทิศทางเดียวกันว่าการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน การขายวัฒนธรรมอัตลักษณ์ของความเป็นไทย คือหมุดหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางมาประเทศไทย และแน่นอนว่าการแยกกีฬาออกไป จะทำให้ความชัดเจนของกีฬามีทิศทางมากขึ้น สามารถพัฒนานักกีฬาเป็นนักกีฬาอาชีพได้อย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ ต้องขอบคุณศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลการท่องเที่ยว ในการพัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน เที่ยวได้ทั้งปี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในนโยบาย รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยที่คนในชุมชนได้รับประโยชน์ และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลรักษาอย่างยั่งยืน แต่ทำอย่างไรจะให้ชุมชนได้รายได้อย่างแท้จริง การจัดสรรงบประมาณเป็นรายหัวที่จะลงไปในพื้นที่ คือนักท่องเที่ยวไปชุมชนไหนมากรายได้ก็ต้องกระจายไปสู่ชุมชนนั้นตามรายหัว จะเป็นอีกนโยบายที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดำเนินการ รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยการสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว

    สุรศักดิ์ กล่าวว่า การสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยจะยกระดับเมืองน่าเที่ยวเป็นอีกนโยบายสำคัญ ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์โลกปัจจุบันค่าครองชีพ และค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น จะต้องรณรงค์ให้คนไทยเที่ยวไทยให้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยมุ่งเน้นการขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟหรือรถที่ต้องใช้ร่วมกันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นนโยบายที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะขับเคลื่อนและผลักดัน

    สุรศักดิ์ กล่าวถึงนโยบายฟรีวีซ่าด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยเปิดฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว 90 กว่าประเทศ โดยพักพิงในประเทศประเทศไทยได้ 60 วัน ช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายตรวจลงตราได้เก็บข้อมูลและศึกษาถึงแนวทาง พบว่า นักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 9 วัน นานที่สุดคือ 21 วัน และนักท่องเที่ยวที่เที่ยว 1-3 วัน คิดเป็น 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการฯจึงมีแนวทางชัดเจนว่าการทบทวนระยะเวลาในการให้ฟรีวีซ่าที่สามารถอยู่ได้ 60 วัน จำเป็นจะต้องลดจำนวนวันเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว

    “ทุกท่านทราบดีว่าการอยู่นานเกินไปเริ่มไม่ใช่นักท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเริ่มมาแย่งงานคนไทย มีนอมินีในบางประเด็นในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น การศึกษาครั้งนี้ระบุชัดว่าการที่จะลดเหลือ 30 วันจะไม่กระทบนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนคนที่อยู่เกิน 30 วัน มีวีซ่า DTV สามารถอยู่ได้ถึง 180 วัน รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ศึกษาเบื้องต้นกับกระทรวงการต่างประเทศ จะทบทวนเรื่องนี้เพื่อจำกัดเวลาให้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และไม่เพียงแค่จำกัดเวลา ท้ายที่สุดประเทศต่างๆที่เคยได้ฟรีวีซ่าจะต้องมีการพิจารณาทั้งหมดทุกประเทศว่าประเทศไหนยังคงเหมาะสมอยู่” สุรศักดิ์ กล่าว

    สุรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนด้านกีฬารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของตนจะต้องเปลี่ยนสนามที่ร้างให้ใช้งานได้ แน่นอนว่ายังมีปัญหานอกจากเรื่องงบประมาณยังมีเรื่องการถ่ายโอนซึ่งจะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง เชื่อว่ารัฐมนตรีหลายท่านที่ผ่านมาไม่มีใครสบายใจเรื่องนี้ ดังนั้น เป็นข้อที่ตนจะต้องทำให้ได้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นอกจากนี้ ตนยังเห็นด้วยกับการพิจารณาโครงสร้างการสนับสนุนเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา ซึ่งเป็นความตั้งใจของตน และกระทรวงที่จะทำเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬา มีนักข่าวถามตนว่าอยากจัดรายการกีฬาใหญ่ๆในประเทศไทยหรือไม่ แน่นอนว่ารัฐมนตรีทุกคนอยากจัดทั้งหมด เพราะถ้ายิ่งจัดก็ยิ่งเป็นเครดิต แต่ต้องดูความคุ้มค่าหลายเรื่องถ้าไม่คุ้มก็ต้องพิจารณาให้ดีในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-free-visa-30-days-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A4MWOO094WEHcFyoZVvQq

  • สมุทรสงคราม ยกระดับท่องเที่ยว เตรียมเปิด One Stop Service กลางเมืองแม่กลอง | เดลินิวส์

    สมุทรสงคราม ยกระดับท่องเที่ยว เตรียมเปิด One Stop Service กลางเมืองแม่กลอง | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้าน Mix&Me café’ and restaurant by บ้านพระครูติ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม นายนิทรารัตน์ แพทย์วงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและที่ปรึกษาสภาฯ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยมีคณะกรรมการและที่ปรึกษาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการเตรียมจัดตั้งจุดบริการนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยจะตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางรถไฟข้างโรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญใกล้ตลาดร่มหุบ และเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากสัญจรผ่านในแต่ละวัน

    รูปแบบของจุดบริการ เป็นบูธขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2.5 เมตร ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน ภายในจะให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวอย่างครบถ้วน ทั้งเส้นทางท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ วิถีชุมชน และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวแนะนำ (Route) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวในการวางแผนเดินทาง

    นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ เช่น แผ่นพับ และรูปแบบออนไลน์ผ่าน QR Code ที่สามารถสแกนเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้ทันที รองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

    ไม่เพียงเท่านั้น จุดบริการแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีฉุกเฉิน เช่น หลงทาง ตกรถ หรือประสบปัญหาระหว่างการเดินทาง โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    อีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการเป็นศูนย์รวมบริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ และบริการเดินทางรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมราคาค่าบริการให้เป็นธรรม สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย และป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีรายได้เสริม โดยสนับสนุนให้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทาง พร้อมทั้งจัดอบรมทักษะภาษาอังกฤษและการเป็นมัคคุเทศก์เบื้องต้น เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการในท้องถิ่น ทั้งนี้ จุดบริการดังกล่าวจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่จิตอาสาคอยให้บริการอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้

    นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้งพื้นที่จำหน่ายของฝาก “ของดีเมืองแม่กลอง” บริเวณอาคารวราปลาทู ใกล้กับปั้มน้ำมันเชลล์ ถนนทางเข้าเมือง เขตเทซบาลเมืองสมุทรสงคราม เพื่อส่งเสริมสินค้าในท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5769628/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d6Q5TXrst82QzhuvidZ-H

  • อยุธยาพร้อม! เปิดฉาก ‘สาดน้ำกับช้าง’ สุดตระการตา ชวนแต่งชุดไทยเล่นสงกรานต์ สื่อทั่วโลกแห่ทำข่าว | เดลินิวส์

    อยุธยาพร้อม! เปิดฉาก ‘สาดน้ำกับช้าง’ สุดตระการตา ชวนแต่งชุดไทยเล่นสงกรานต์ สื่อทั่วโลกแห่ทำข่าว | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 10 เม.ย. ที่บริเวณวงเวียนศาลหลักเมือง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา วังช้างอยุธยาแลเพนียด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอยุธยา นำโดยนายเรียงทองบาท มีพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนายมานัส ทรัพย์มีชัย อุปนายกสมาคมฯ และนายกิตติภพ คงทอง เลขานุการสมาคมฯ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยนางนิตยา เมธีวุฒิกร รองผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท) สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันจัดกิจกรรม”เที่ยอยุธยามหาสงกรานต์สาดน้ำกับช้าง2569” โดยจัดให้มีการแต่งชุดไทยสาดน้ำกับช้าง มีรถบรรทุกน้ำของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา นำน้ำมาร่วมด้วย บรรยกาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศที่เดินทางมาเก็บภาพเพื่อไปเผยแพร่ทั่วโลก

    นายเรียงทองบาท เปิดเผยว่า สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ได้จัดให้มีการเล่าน้ำสงกรานต์กับช้าง ซึ่งจัดขึ้นบริเวณหน้าสำนักงานททท.พระนครศรีอยุธยา ถนนศรีสรรเพชญ์ วันที่ 13-15 เมษายน 2569 โดยจะมีช้างมาร่วมพ่นน้ำกับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งวัน ซึ่งภาพของช้างเล่นน้ำสงกรานต์ปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นให้มีการสื่อสารถึงความเป็นไทย ด้วยการแต่งชุดไทยเล่นน้ำสงกรานต์

    นางนิตยา เปิดเผยว่า ปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา โดยนายณัฐปคัลภ์ อัครวิชญ์ ผ.อ.ททท.พระนครศรีอยุธยา ได้ให้ความสำคัญของการเผยแพร่ภาพของช้างเล่นน้ำกับช้าง แสดงถึงประเพณีไทย และภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวอยุธยาที่มีช้างเป็นตัวนำ อีกทั้งยังสนับสนุนการแต่งไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์สุรชัย ศรีบุปผา หรือครูมด ผู้อำนวยการบ้านรำไทย นำชุดไทยมาให้นักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำกับช้างได้แต่งกันวันละ 300 ชุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นับเป็นสีสันที่น่าสนใจในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5769333/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YAmZOVg2CuTi2EVzHsk5H