Category: ไอที

  • เปิดปฏิทินท่องเที่ยวแม่กลอง อัดแน่นงานวัฒนธรรม-อีเวนต์ใหญ่ตลอดปี 69 | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบางช้าง ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) นางสาวปิ่มรัก หลักทอง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมจัดทำร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจำปี 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรวมกว่า 30 คน ร่วมประชุมหารือ

    ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามได้รับข้อสั่งการจากนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) สมุทรสงคราม ให้รวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและการจัดทำร่างปฏิทินในภาพรวมของจังหวัด เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในการวางแผนเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ประชุมได้ร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามประจำปี 2569 มีกิจกรรมสำคัญเช่น เดือนมกราคม งานเปิดสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ภายในบริเวณวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมือง พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร งานอัมพวาน้อมใจภักดีศรีศกใหม่ ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ และเทศบาลตำบลอัมพวา และงานอรุณบุญบางน้อย (ตักบาตรปีใหม่ทางน้ำ) ที่ตลาดน้ำบางน้อย, เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลส้มโอขาวใหญ่และของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 2 ที่อุทยาน ร.2 และจดทะเบียนสมรส ที่สถานีรถไฟแม่กลอง

    เดือนมีนาคม มหกรรมว่าวไทยกลางแม่น้ำ ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ประเพณีแห่พระทางน้ำที่วัดพระยาญาติ มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี และฤดูกาลท่องเที่ยวหยอดหอยหลอด, เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ของหน่วยงานต่างๆ และงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดปากสมุทร พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองและทำบุญเมืองจังหวัด ที่ศาลหลักเมือง งานตะวันรอนดอนหอยหลอด, เดือนพฤษภาคม ประเพณีไทยทรงดำที่วัดใหม่บางปืน และงานแม่ไม้มวยไทย รำลึก อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก, เดือนมิถุนายน งานกาชาดจังหวัด, เดือนกรกฎาคม งาน SAMUTSONGKHRAM CITY OF GASTRONOMY แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ อำเภอบางคนที และขบวนผ้าป่าซาเล้งที่วัดดอนมะโนรา, เดือนสิงหาคม งานเชิดชูดุริยกวี 5 แผ่นดิน หลวงประดิษฐไพเราะ, เดือนกันยายน ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ และประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งที่วัดศรัทธาธรรม, เดือนตุลาคม ฤดูชมนกนางนวลที่ดอนหอยหลอด งานสืบสานประเพณีปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดปราโมทย์ งานกวนกระยาสารทที่ตลาดน้ำท่าคา, เดือนพฤศจิกายน งานลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ลอยกระทงสไลเดอร์ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และกระทงโคมสายที่ตลาดน้ำบางน้อย และเดือนธันวาคม เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด และมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวา เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และวางแผนกิจกรรมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5444306/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37iksiV4S7fpnfeAVcFxDZ

  • เปิดปฏิทินท่องเที่ยวแม่กลอง อัดแน่นงานวัฒนธรรม-อีเวนต์ใหญ่ตลอดปี 69 | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบางช้าง ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) นางสาวปิ่มรัก หลักทอง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมจัดทำร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจำปี 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรวมกว่า 30 คน ร่วมประชุมหารือ

    ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามได้รับข้อสั่งการจากนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) สมุทรสงคราม ให้รวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและการจัดทำร่างปฏิทินในภาพรวมของจังหวัด เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในการวางแผนเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ประชุมได้ร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามประจำปี 2569 มีกิจกรรมสำคัญเช่น เดือนมกราคม งานเปิดสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ภายในบริเวณวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมือง พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร งานอัมพวาน้อมใจภักดีศรีศกใหม่ ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ และเทศบาลตำบลอัมพวา และงานอรุณบุญบางน้อย (ตักบาตรปีใหม่ทางน้ำ) ที่ตลาดน้ำบางน้อย, เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลส้มโอขาวใหญ่และของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 2 ที่อุทยาน ร.2 และจดทะเบียนสมรส ที่สถานีรถไฟแม่กลอง

    เดือนมีนาคม มหกรรมว่าวไทยกลางแม่น้ำ ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ประเพณีแห่พระทางน้ำที่วัดพระยาญาติ มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี และฤดูกาลท่องเที่ยวหยอดหอยหลอด, เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ของหน่วยงานต่างๆ และงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดปากสมุทร พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองและทำบุญเมืองจังหวัด ที่ศาลหลักเมือง งานตะวันรอนดอนหอยหลอด, เดือนพฤษภาคม ประเพณีไทยทรงดำที่วัดใหม่บางปืน และงานแม่ไม้มวยไทย รำลึก อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก, เดือนมิถุนายน งานกาชาดจังหวัด, เดือนกรกฎาคม งาน SAMUTSONGKHRAM CITY OF GASTRONOMY แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ อำเภอบางคนที และขบวนผ้าป่าซาเล้งที่วัดดอนมะโนรา, เดือนสิงหาคม งานเชิดชูดุริยกวี 5 แผ่นดิน หลวงประดิษฐไพเราะ, เดือนกันยายน ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ และประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งที่วัดศรัทธาธรรม, เดือนตุลาคม ฤดูชมนกนางนวลที่ดอนหอยหลอด งานสืบสานประเพณีปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดปราโมทย์ งานกวนกระยาสารทที่ตลาดน้ำท่าคา, เดือนพฤศจิกายน งานลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ลอยกระทงสไลเดอร์ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และกระทงโคมสายที่ตลาดน้ำบางน้อย และเดือนธันวาคม เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด และมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวา เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และวางแผนกิจกรรมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5444306/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37iksiV4S7fpnfeAVcFxDZ

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 9 ราย (17 ธันวาคม 2568)

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยผลการประชุม อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 12/2568 ซึ่งมีมติอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย โดยแบ่งตามสายงานประกอบด้วย

    • ครูเชี่ยวชาญ 2 ราย
    • ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ 3 ราย
    • รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญอีก 2 ราย

    สำหรับการอนุมัติในครั้งนี้พิจารณาผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดผู้ที่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะและผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจ ดังนี้

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZKgUfugagAtE_pqlQQgQ-

  • เปิดปฏิทินท่องเที่ยวแม่กลอง อัดแน่นงานวัฒนธรรม-อีเวนต์ใหญ่ตลอดปี 69 | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบางช้าง ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) นางสาวปิ่มรัก หลักทอง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมจัดทำร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจำปี 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรวมกว่า 30 คน ร่วมประชุมหารือ

    ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามได้รับข้อสั่งการจากนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) สมุทรสงคราม ให้รวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและการจัดทำร่างปฏิทินในภาพรวมของจังหวัด เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในการวางแผนเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ประชุมได้ร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามประจำปี 2569 มีกิจกรรมสำคัญเช่น เดือนมกราคม งานเปิดสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ภายในบริเวณวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมือง พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร งานอัมพวาน้อมใจภักดีศรีศกใหม่ ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ และเทศบาลตำบลอัมพวา และงานอรุณบุญบางน้อย (ตักบาตรปีใหม่ทางน้ำ) ที่ตลาดน้ำบางน้อย, เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลส้มโอขาวใหญ่และของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 2 ที่อุทยาน ร.2 และจดทะเบียนสมรส ที่สถานีรถไฟแม่กลอง

    เดือนมีนาคม มหกรรมว่าวไทยกลางแม่น้ำ ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ประเพณีแห่พระทางน้ำที่วัดพระยาญาติ มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี และฤดูกาลท่องเที่ยวหยอดหอยหลอด, เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ของหน่วยงานต่างๆ และงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดปากสมุทร พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองและทำบุญเมืองจังหวัด ที่ศาลหลักเมือง งานตะวันรอนดอนหอยหลอด, เดือนพฤษภาคม ประเพณีไทยทรงดำที่วัดใหม่บางปืน และงานแม่ไม้มวยไทย รำลึก อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก, เดือนมิถุนายน งานกาชาดจังหวัด, เดือนกรกฎาคม งาน SAMUTSONGKHRAM CITY OF GASTRONOMY แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ อำเภอบางคนที และขบวนผ้าป่าซาเล้งที่วัดดอนมะโนรา, เดือนสิงหาคม งานเชิดชูดุริยกวี 5 แผ่นดิน หลวงประดิษฐไพเราะ, เดือนกันยายน ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ และประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งที่วัดศรัทธาธรรม, เดือนตุลาคม ฤดูชมนกนางนวลที่ดอนหอยหลอด งานสืบสานประเพณีปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดปราโมทย์ งานกวนกระยาสารทที่ตลาดน้ำท่าคา, เดือนพฤศจิกายน งานลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ลอยกระทงสไลเดอร์ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และกระทงโคมสายที่ตลาดน้ำบางน้อย และเดือนธันวาคม เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด และมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวา เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และวางแผนกิจกรรมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5444306/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37iksiV4S7fpnfeAVcFxDZ

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 9 ราย (17 ธันวาคม 2568)

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยผลการประชุม อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 12/2568 ซึ่งมีมติอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย โดยแบ่งตามสายงานประกอบด้วย

    • ครูเชี่ยวชาญ 2 ราย
    • ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ 3 ราย
    • รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญอีก 2 ราย

    สำหรับการอนุมัติในครั้งนี้พิจารณาผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดผู้ที่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะและผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจ ดังนี้

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZKgUfugagAtE_pqlQQgQ-

  • เปิดปฏิทินท่องเที่ยวแม่กลอง อัดแน่นงานวัฒนธรรม-อีเวนต์ใหญ่ตลอดปี 69 | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบางช้าง ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) นางสาวปิ่มรัก หลักทอง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมจัดทำร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจำปี 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรวมกว่า 30 คน ร่วมประชุมหารือ

    ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามได้รับข้อสั่งการจากนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) สมุทรสงคราม ให้รวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและการจัดทำร่างปฏิทินในภาพรวมของจังหวัด เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในการวางแผนเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ประชุมได้ร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามประจำปี 2569 มีกิจกรรมสำคัญเช่น เดือนมกราคม งานเปิดสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ภายในบริเวณวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมือง พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร งานอัมพวาน้อมใจภักดีศรีศกใหม่ ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ และเทศบาลตำบลอัมพวา และงานอรุณบุญบางน้อย (ตักบาตรปีใหม่ทางน้ำ) ที่ตลาดน้ำบางน้อย, เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลส้มโอขาวใหญ่และของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 2 ที่อุทยาน ร.2 และจดทะเบียนสมรส ที่สถานีรถไฟแม่กลอง

    เดือนมีนาคม มหกรรมว่าวไทยกลางแม่น้ำ ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ประเพณีแห่พระทางน้ำที่วัดพระยาญาติ มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี และฤดูกาลท่องเที่ยวหยอดหอยหลอด, เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ของหน่วยงานต่างๆ และงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดปากสมุทร พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองและทำบุญเมืองจังหวัด ที่ศาลหลักเมือง งานตะวันรอนดอนหอยหลอด, เดือนพฤษภาคม ประเพณีไทยทรงดำที่วัดใหม่บางปืน และงานแม่ไม้มวยไทย รำลึก อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก, เดือนมิถุนายน งานกาชาดจังหวัด, เดือนกรกฎาคม งาน SAMUTSONGKHRAM CITY OF GASTRONOMY แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ อำเภอบางคนที และขบวนผ้าป่าซาเล้งที่วัดดอนมะโนรา, เดือนสิงหาคม งานเชิดชูดุริยกวี 5 แผ่นดิน หลวงประดิษฐไพเราะ, เดือนกันยายน ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ และประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งที่วัดศรัทธาธรรม, เดือนตุลาคม ฤดูชมนกนางนวลที่ดอนหอยหลอด งานสืบสานประเพณีปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดปราโมทย์ งานกวนกระยาสารทที่ตลาดน้ำท่าคา, เดือนพฤศจิกายน งานลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ลอยกระทงสไลเดอร์ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และกระทงโคมสายที่ตลาดน้ำบางน้อย และเดือนธันวาคม เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด และมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวา เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และวางแผนกิจกรรมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5444306/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37iksiV4S7fpnfeAVcFxDZ

  • ในหลวง-ราชินี ประเทศไทย ประธานประเทศลาว – ภริยา เปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรมสองฝั่งโขง

    ในหลวง-ราชินี ประเทศไทย ประธานประเทศลาว – ภริยา เปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรมสองฝั่งโขง


    26/12/2568 | 26 |

    ในหลวง-ราชินี ประเทศไทย ประธานประเทศลาว – ภริยา เปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรมสองฝั่งโขง

    บทสรุป
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยาประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยสะพานนี้มีขนาด 2 ช่องจราจร ความยาว 1,350 เมตร พร้อมอาคารด่านพรมแดนสำหรับกระบวนการข้ามแดน และถนนเชื่อมต่อโครงข่ายของทั้งสองฝั่ง แนวคิดในการออกแบบโครงสร้างสะพานได้มีการนำ “แคน” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่น มาใช้ในการกำหนดรูปแบบทางสถาปัตยกรรม สะท้อนให้เห็นถึงความสนุก รื่นเริง ความเป็นมิตรไมตรี ความคุ้นเคย และความเป็นกันเองในวัฒนธรรมของไทยและ สปป.ลาว ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยเปิดทำการตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. ทุกวัน ซึ่งจะช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างไทย – สปป.ลาว ในฐานะมิตรประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงการเดินทางสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถเข้าถึงการเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยระบบการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ 
    รายละเอียด
        (25 ธ.ค. 68) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยาประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 
        การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2562 อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) ดำเนินโครงการก่อสร้างฯ ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2562 ได้อนุมัติการจัดทำและลงนามร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยการก่อสร้างสะพานมิตรภาพ
    ไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง สปป.ลาว ได้ลงนามความตกลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ณ จังหวัดบึงกาฬ ประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญของร่างความตกลงฯ ดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดขอบเขตทางกฎหมายที่จำเป็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ การใช้ การบริหาร และการบำรุงรักษาสะพาน ซึ่งกรรมสิทธิ์ในโครงสร้างสะพานของภาคี
    จะแบ่งกันที่จุดกึ่งกลางของสะพานหลัก (Main Bridge) และไม่กระทบถึงเส้นเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีพรมแดนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีแม่น้ำโขงเป็นเขตแดน ระยะทางกว่า 955 กิโลเมตร การสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองประเทศ จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางและขนส่งระหว่างกัน 
    รูปแบบของสะพาน เป็นสะพานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร ความยาว 1,350 เมตร พร้อมอาคารด่านพรมแดนสำหรับกระบวนการข้ามแดน และถนนเชื่อมต่อโครงข่ายของทั้งสองฝั่ง ซึ่งได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และนายพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในขณะนั้น เป็นประธานร่วมในพิธีฯ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิธีดังกล่าว สะพานแห่งนี้เป็นสะพานระหว่างประเทศแห่งแรกของไทยที่มีการติดตั้งระบบเฝ้าติดตามพฤติกรรมของสะพาน (Bridge Health Monitoring System) เพื่อตรวจสอบและติดตามพฤติกรรมของสะพานระหว่างการใช้งานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แนวคิดในการออกแบบโครงสร้างสะพานได้มีการนำ “แคน” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่น มาใช้ในการกำหนดรูปแบบทางสถาปัตยกรรม 
    สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงที่ส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งสินค้า และการสัญจรของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้านการขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง
    ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5  (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยเปิดทำการตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. ทุกวัน ซึ่งบุคคลหรือยานพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยหรือออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตามเส้นทางคมนาคมทางบกจากพรมแดนถึงที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองบึงกาฬ
    ปัจจุบันประเทศไทยกับ สปป.ลาว มีสะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมโยงระหว่างประเทศแล้ว จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย – เวียงจันทน์) สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม – คำม่วน) สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ – ห้วยทราย) และสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) ที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างไทย – สปป.ลาว ในฐานะมิตรประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/459281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xWZkoWpsbs0wHxQpUMbQO

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าปฏิบัติการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง เปิดเวทีระดมพลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศกว่า 150 ราย ร่วมยกระดับศักยภาพ เสริมทักษะความรู้เชิงลึกครบทุกมิติ ทั้งกระบวนการสืบสวน จับกุม และสอบสวนดำเนินคดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามในพื้นที่ต่างๆ อย่างเข้มข้น เหมาะสม และมียุทธศาสตร์ ล่าสุดส่งชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่ทันที ลุยกวาดล้างสินค้าปลอมย่านศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ จับกุมเพิ่ม 7 คดี รวบของกลาง 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ มีรูปแบบซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่อาจยึดติดกับวิธีการเดิมได้อีกต่อไป กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย
    ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรอบด้าน มีความแม่นยำ ฉับไว และเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นระบบ พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันและรับมือกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มอบหมาย นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในการเปิดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น นนทบุรี โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาศักยภาพการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามรวมกว่า 150 ราย โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึก การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดี ตลอดจนแนวทางการตรวจสอบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมความพร้อมและทักษะในการปฏิบัติงานปราบปรามให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด การสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมด้วยวิทยากรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นในหัวข้อต่างๆ อาทิ สถานการณ์การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ การตรวจสอบและแยกแยะสินค้าของจริงและสินค้าปลอม แนวทางการสืบสวนและขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดจากผู้ขายสินค้าละเมิด รายย่อยไปยังเครือข่ายสินค้าละเมิดรายใหญ่ (แหล่งต้นน้ำ) กระบวนการพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาของพนักงานอัยการ เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ทั้งต่อเจ้าของสิทธิ ผู้ใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา และประชาชนทั่วไป

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งมั่นพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นกวาดล้างในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ทั้งแหล่งเก็บสินค้า โกดัง จุดนำเข้าและกระจายสินค้า ตลอดจนย่านการค้าสำคัญในพื้นที่เฝ้าระวังทั่วประเทศ โดยเพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ระงับยับยั้งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภค ปลอดภัยจากสินค้าปลอมที่ไม่ได้คุณภาพและเป็นอันตรายต่อชีวิต และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยสถิติการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – พฤศจิกายน 2568) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,132 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,140 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 – 23 ธันวาคม 2568 กรมฯ ร่วมกับ บก.ปอศ. และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ จัดชุดระดมลงกวดขันพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า 7 คดี ยึดของกลาง เช่น นาฬิกา แว่นตา กระเป๋า เสื้อ รองเท้า หมวก เป็นต้น รวม 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท พร้อมนำส่งของกลางและผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ​ทั้งนี้ กรมฯ ขอย้ำเตือนว่า สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ยังบั่นทอนกำลังใจของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ค้าที่ทำการค้า โดยสุจริต ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th โดยบทลงโทษของผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22ZYyv6ZKHyn-zPzTAJ4JZ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าปฏิบัติการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง เปิดเวทีระดมพลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศกว่า 150 ราย ร่วมยกระดับศักยภาพ เสริมทักษะความรู้เชิงลึกครบทุกมิติ ทั้งกระบวนการสืบสวน จับกุม และสอบสวนดำเนินคดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามในพื้นที่ต่างๆ อย่างเข้มข้น เหมาะสม และมียุทธศาสตร์ ล่าสุดส่งชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่ทันที ลุยกวาดล้างสินค้าปลอมย่านศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ จับกุมเพิ่ม 7 คดี รวบของกลาง 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ มีรูปแบบซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่อาจยึดติดกับวิธีการเดิมได้อีกต่อไป กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย
    ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรอบด้าน มีความแม่นยำ ฉับไว และเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นระบบ พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันและรับมือกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มอบหมาย นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในการเปิดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น นนทบุรี โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาศักยภาพการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามรวมกว่า 150 ราย โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึก การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดี ตลอดจนแนวทางการตรวจสอบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมความพร้อมและทักษะในการปฏิบัติงานปราบปรามให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด การสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมด้วยวิทยากรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นในหัวข้อต่างๆ อาทิ สถานการณ์การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ การตรวจสอบและแยกแยะสินค้าของจริงและสินค้าปลอม แนวทางการสืบสวนและขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดจากผู้ขายสินค้าละเมิด รายย่อยไปยังเครือข่ายสินค้าละเมิดรายใหญ่ (แหล่งต้นน้ำ) กระบวนการพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาของพนักงานอัยการ เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ทั้งต่อเจ้าของสิทธิ ผู้ใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา และประชาชนทั่วไป

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งมั่นพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นกวาดล้างในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ทั้งแหล่งเก็บสินค้า โกดัง จุดนำเข้าและกระจายสินค้า ตลอดจนย่านการค้าสำคัญในพื้นที่เฝ้าระวังทั่วประเทศ โดยเพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ระงับยับยั้งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภค ปลอดภัยจากสินค้าปลอมที่ไม่ได้คุณภาพและเป็นอันตรายต่อชีวิต และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยสถิติการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – พฤศจิกายน 2568) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,132 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,140 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 – 23 ธันวาคม 2568 กรมฯ ร่วมกับ บก.ปอศ. และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ จัดชุดระดมลงกวดขันพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า 7 คดี ยึดของกลาง เช่น นาฬิกา แว่นตา กระเป๋า เสื้อ รองเท้า หมวก เป็นต้น รวม 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท พร้อมนำส่งของกลางและผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ​ทั้งนี้ กรมฯ ขอย้ำเตือนว่า สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ยังบั่นทอนกำลังใจของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ค้าที่ทำการค้า โดยสุจริต ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th โดยบทลงโทษของผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22ZYyv6ZKHyn-zPzTAJ4JZ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาดึงหน่วยงานแนวร่วม เสริมศักยภาพ “หน่วยปราบสินค้าปลอม” พร้อมลุยปฏิบัติการเชิงรุก เข้มข้น จริงจัง และมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศเดินหน้าปฏิบัติการปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มแข็ง เปิดเวทีระดมพลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศกว่า 150 ราย ร่วมยกระดับศักยภาพ เสริมทักษะความรู้เชิงลึกครบทุกมิติ ทั้งกระบวนการสืบสวน จับกุม และสอบสวนดำเนินคดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามในพื้นที่ต่างๆ อย่างเข้มข้น เหมาะสม และมียุทธศาสตร์ ล่าสุดส่งชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่ทันที ลุยกวาดล้างสินค้าปลอมย่านศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ จับกุมเพิ่ม 7 คดี รวบของกลาง 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ มีรูปแบบซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่อาจยึดติดกับวิธีการเดิมได้อีกต่อไป กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย
    ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรอบด้าน มีความแม่นยำ ฉับไว และเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นระบบ พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันและรับมือกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มอบหมาย นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในการเปิดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น นนทบุรี โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาศักยภาพการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามรวมกว่า 150 ราย โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึก การบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดี ตลอดจนแนวทางการตรวจสอบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมความพร้อมและทักษะในการปฏิบัติงานปราบปรามให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด การสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมด้วยวิทยากรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถ่ายทอดความรู้และทักษะที่จำเป็นในหัวข้อต่างๆ อาทิ สถานการณ์การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาดและช่องทางออนไลน์ การตรวจสอบและแยกแยะสินค้าของจริงและสินค้าปลอม แนวทางการสืบสวนและขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดจากผู้ขายสินค้าละเมิด รายย่อยไปยังเครือข่ายสินค้าละเมิดรายใหญ่ (แหล่งต้นน้ำ) กระบวนการพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาของพนักงานอัยการ เป็นต้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ทั้งต่อเจ้าของสิทธิ ผู้ใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา และประชาชนทั่วไป

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งมั่นพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นกวาดล้างในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ทั้งแหล่งเก็บสินค้า โกดัง จุดนำเข้าและกระจายสินค้า ตลอดจนย่านการค้าสำคัญในพื้นที่เฝ้าระวังทั่วประเทศ โดยเพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ระงับยับยั้งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภค ปลอดภัยจากสินค้าปลอมที่ไม่ได้คุณภาพและเป็นอันตรายต่อชีวิต และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยสถิติการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – พฤศจิกายน 2568) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,132 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,140 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 – 23 ธันวาคม 2568 กรมฯ ร่วมกับ บก.ปอศ. และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ จัดชุดระดมลงกวดขันพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า 7 คดี ยึดของกลาง เช่น นาฬิกา แว่นตา กระเป๋า เสื้อ รองเท้า หมวก เป็นต้น รวม 800 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท พร้อมนำส่งของกลางและผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ​ทั้งนี้ กรมฯ ขอย้ำเตือนว่า สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ยังบั่นทอนกำลังใจของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ค้าที่ทำการค้า โดยสุจริต ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมายังกองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th โดยบทลงโทษของผู้จำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับสูงสุด 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22ZYyv6ZKHyn-zPzTAJ4JZ