Category: ไอที

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D567984&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U76rMz5NorDhTrNfRVED8

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo

  • กทม.อบรมเข้มอัปสกิลบุคลากรสายไอที ลดซ้ำซ้อน สร้างโปร่งใส

    กทม.อบรมเข้มอัปสกิลบุคลากรสายไอที ลดซ้ำซ้อน สร้างโปร่งใส

    กทม.อบรมเข้มอัปสกิลบุคลากรสายไอที ลดซ้ำซ้อน สร้างโปร่งใส

    วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.25 น.

    อัปสกิลสายไอที กทม.! เปิดอบรมเข้ม เสริมสมรรถนะดิจิทัล ขับเคลื่อนงานเมืองยุคใหม่

    วันที่ 21 ม.ค.69 เวลา 09.00 น. นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ประธานพิธีกล่าวต้อนรับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามสมรรถนะประจำกลุ่มงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ และเจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน ก.ก.) ผู้บริหารสำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ ห้องจรัสเมือง 1 ชั้น 2 โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เขตปทุมวัน

    รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับบทบาทของนักวิชาการคอมพิวเตอร์ในฐานะกำลังสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนงาน การลดความซ้ำซ้อน การยกระดับความโปร่งใส รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผ่านการออกแบบระบบและการพัฒนาโปรแกรมให้เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่ชัดเจน “ข้อมูล” ถือเป็นหัวใจของงานด้านเทคโนโลยี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ต้องสามารถประสานงานและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบที่ตอบโจทย์การทำงานและการให้บริการประชาชนได้อย่างแท้จริง หวังว่าการพัฒนาสมรรถนะในครั้งนี้จะช่วยให้นักวิชาการคอมพิวเตอร์สามารถนำองค์ความรู้และแนวคิดที่ได้รับไปต่อยอดในการทำงาน สอดรับกับนโยบายผู้บริหารที่มุ่งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างยั่งยืน

    กรุงเทพมหานคร โดยสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน ก.ก.) จัดการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามสมรรถนะประจำกลุ่มงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ และเจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ รุ่นที่ 3 เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามสมรรถนะประจำกลุ่มงาน คือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเกี่ยวกับความรู้ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถพัฒนา ความรู้ ทักษะ ตามสมรรถนะประจำกลุ่มงานของข้าราชการกรุงเทพมหานคร และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 21-23 ม.ค.69 การอบรมเป็นแบบไป-กลับ ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย ข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ และเจ้าหน้าที่ระบบงานคอมพิวเตอร์ จำนวน 40 คน ณ โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เขตปทุมวัน โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในภารกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นผู้บรรยายให้ความรู้

    036

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/941981&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cup4oIGYj_YM2C6xUr_an

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo