Category: ไอที

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 255

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 236

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 212

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 193

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 166

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • เปิดภารกิจสร้าง แบรนด์เมือง เป็น “เข็มทิศพัฒนาเมือง”

    แนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง เป็นกลไกสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้พัฒนาเมืองควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยประเทศอังกฤษ ใช้การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการฟื้นฟูเมืองอุตสาหกรรมเดิม เช่น เมืองลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการจ้างงานในระดับท้องถิ่น สำหรับฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเมืองจากทุนวัฒนธรรมและชุมชน


    ด้วยแนวทางที่ชัดเจนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ต่อยอดภารกิจการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเมืองสร้างสรรค์ สู่การขับเคลื่อน “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” ด้วยการจัดทำโครงการ “CEA Creative City & Place Branding” เพื่อปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ของเมืองและผู้คน โครงการนี้นำเสนอกระบวนการพัฒนาที่เริ่มจาก “ภายในเมือง” และ “การลงมือทำจริง” ที่ไม่ใช่เพียงการนิยามภาพลักษณ์หรือการสื่อสารทั่วไป หากยังรวมถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และผู้มาเยือนอย่างแท้จริง สำหรับทั้ง 9 เมือง / จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี
    โดยทั้ง 9 จังหวัดนำร่องนี้จะได้ร่วมกระบวนการพัฒนาต้นแบบแบรนด์เมืองสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณค่าเมืองและการสร้างแบรนด์เมืองอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพ การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปต่อยอดและใช้ได้จริง รวมทั้งผลักดันการพัฒนาเมืองในประเทศไทยให้เติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมือง “น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
    เมืองคานาซาวะและนาโกย่า เป็นเมืองต้นแบบระดับโลกที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางด้านกลุ่มประเทศยุโรป หลายเมืองใช้ City & Place Branding เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น เมือง Lyon ประเทศฝรั่งเศส ผ่านโครงการ ONLYLYON โดยวางแบรนด์เมืองเป็นกรอบความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์เมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการสร้างแบรนด์เมืองที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจาก “เนื้อในของเมือง” ไม่ใช่เพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ภายนอก


    ทั้งนี้ หัวใจหลักของโครงการ CEA Creative City & Place Branding ประกอบด้วย
    • สร้างความเป็นเจ้าของจากภายใน: พัฒนาเมืองจากผู้คน สินทรัพย์ และจุดแข็งเชิงพื้นที่ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของคนในเมือง พร้อมเชื่อมโยงทุกแผนงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
    • สร้างกลไกความร่วมมือที่แข็งแรง ต่อเนื่อง และยืดหยุ่น: เน้นการสร้างความร่วมมือและข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วน โดย CEA ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) สนับสนุน ให้คำแนะนำ และช่วยให้เมืองปรับตัวตามสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม
    • สร้างภาพจำที่มีคุณค่า แตกต่าง และสะท้อนตัวตน: ค้นหา “ตัวตนแท้จริง” ของเมืองจากสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการมองอย่างรอบด้าน ทั้งรากฐานเมือง วัฒนธรรม ผู้คน วิถีชีวิต ธุรกิจ และสินทรัพย์ เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่า และต่อยอดสู่การเป็นภาพจำใหม่ในระดับประเทศและนานาชาติ
    • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริง: ให้เมืองมีเครื่องมือกำหนดทิศทางแบรนด์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่สัมผัสได้ในพื้นที่ โดยใช้ “ความน่าอยู่” เป็นฐานสำคัญในการขยายสู่ความน่าลงทุนและน่าเที่ยวในอนาคต

    สำหรับ 9 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นครศีธรรมราช, ปัตตานี, ราชบุรี, ลำพูน, อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สิงห์บุรี, สกลนคร และเพชรบุรี จะได้เข้าร่วมกระบวนการยกระดับคุณค่าเมืองและสร้างแบรนด์เมืองสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้างอัตลักษณ์ ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง ระหว่างเดือนมกราคม – สิงหาคม 2569 ผ่าน 4 โปรแกรม ได้แก่
    1. การจัดทำกลยุทธ์การยกระดับคุณค่าเมือง (Creative City & Place Branding Strategy): วิเคราะห์ศักยภาพและตัวตนของเมือง กำหนดแนวคิดหลัก กรอบกลยุทธ์ และทิศทางการสื่อสาร เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาพลักษณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2569
    2. การจัดทำอัตลักษณ์แบรนด์เมือง (City Branding Identity Design): การสร้างภาพจำเมืองผ่านเรื่องเล่าและภาษาภาพที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และสะท้อนตัวตนจริง โดยครอบคลุมเนื้อหา รูปแบบการสื่อสาร และเครื่องมือภาพทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรับรู้ เข้าใจ และจดจำเมืองตามทิศทางที่ต้องการ โดยไม่จำกัดเพียงโลโก้ สี หรือกราฟิก
    3. กิจกรรมสร้างแบรนด์เมือง (City Branding Activation): การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริงด้วยการจัดกิจกรรม Online/Onsite/Offsite เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระหว่างผู้คนกับเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2569
    4. การจัดสัมมนาและเผยแพร่ผลลัพธ์ (Seminar & Knowledge Sharing): การนำเสนอแนวทางการสร้างแบรนด์เมืองและผลลัพธ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ ขยายผลการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับประเทศ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

    ระเบียงเศรษฐกิจ NeEC
    การพัฒนาเมืองด้วยแนวคิด City & Place Branding หรือการสร้าง แบรนด์เมือง มีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย
    • ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Impact): เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณภาพชีวิต และเกิดการเติบโตของธุรกิจใหม่ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ แฟชั่น งานคราฟต์ เทศกาล ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
    • สร้างความภาคภูมิใจและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ (Social & Identity Impact): เมืองที่ชัดเจนจะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ “คนเมืองนี้” และยังดึงดูด “คนกลับบ้าน” ให้เกิดการรวมกลุ่มของคนหลากเจเนอเรชันเพื่อพัฒนาเมืองไปในทิศทางเดียวกัน
    • ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของเมือง (Cultural & Identity Capital): แบรนด์เมืองทำให้วัฒนธรรมมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่ร่วมสมัย
    • ส่งเสริมภาพลักษณ์เมือง (Image & Perception Impact): ทำให้เมือง “น่าจดจำ” กลายเป็นจุดขายที่มีเรื่องเล่าทางการตลาด ท่องเที่ยว และลงทุน
    • การพัฒนาเมืองเชิงนโยบาย (Governance & Policy Impact): มียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองที่ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายท้องถิ่นเชื่อมต่อกับนโยบายระดับประเทศ
    โครงการ CEA Creative City & Place Branding จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยให้เมืองมี “ตัวตนชัดเจน” ที่ทุกภาคส่วนยอมรับร่วมกัน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ และวางรากฐานให้เมืองสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มาร่วมสร้าง “แบรนด์เมืองสร้างสรรค์” จากตัวตนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองในประเทศไทย เพื่อต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    อัปเดตแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบต่างๆ

    เรียนรู้จากการพัฒนา นครเฉิงตู ให้เป็น “เมืองที่มีความสุขมากที่สุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 17

    โอเอซิสกลางเมืองร้อน ‘สวนบำบัด’ กับภารกิจฟื้นใจคนสิงคโปร์

    ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

    Post Views: 147

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/21/build-city-branding-mission/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyh0XzqKkMcasm548vwkx

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo

  • 5 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ แก้ “ปรสิตเศรษฐกิจไทย”

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ Thai PBS จัดเวทีเสวนานโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา”

    เวทีนี้เชิญตัวแทนแกนนำจาก 5 พรรคการเมือง มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยยุคแพลตฟอร์ม ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และภาคประชาชน 16 คน กับ 20 คำถาม แกนนำทั้ง 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม

    ขณะที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการ อาทิ นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ CEO ลอตเตอรี่พลัส, รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง HAND social Enterprise, ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์’ ผู้ก่อตั้ง iTAX แอปพลิเคชัน, สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค, สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี), นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นต้น

    พรรคประชาชน :“หลุมดำเศรษฐกิจ” ที่ต้องปิดให้ได้

    อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ปรสิต” แต่คือ “หลุมดำทางเศรษฐกิจ” ที่ดูดกลืนภาคการผลิตไทย

    ข้อมูลสะท้อนชัดว่า หลังโควิด การบริโภคฟื้น แต่การผลิตถดถอย สาเหตุหลักมาจากสินค้าเถื่อน สินค้าต่างชาติ และธุรกิจนอมินี สร้างความเสียหายราว หนึ่งล้านล้านบาท

     พรรคประชาชนเสนอ 3 มาตรการหลัก

           •      THAI FIRST กวาดล้างนอมินี ให้ผู้ผลิตไทยมาก่อน

           •      THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์ม ค่า GP และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

           •      THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคาอย่างไม่เป็นธรรม

     พร้อมย้ำว่ารัฐต้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มี มอก. หากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนต้องมีมาตรการลงโทษถึงขั้นแบน

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พรรคกล้าธรรม: รีสตาร์ทเศรษฐกิจจากฐานราก

    มารุต ชุ่มขุนทด มองว่า ประเทศไทยอาจ “หลงทาง” กับการเร่งสร้างสตาร์ทอัพ โดยลืมจุดแข็งแท้จริงคือ เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

     พรรคกล้าธรรมเสนอให้เร่งนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมภาคเกษตร ปศุสัตว์ และบริการ แต่ต้อง ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เช่น การใช้โดรนการเกษตรที่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุญาต

    “ถ้าไม่เอาสตาร์ทอัพเข้าไปอยู่ในเกษตรและท่องเที่ยว เราจะสู้ต่างชาติไม่ได้”

    ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่  หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พรรคภูมิใจไทย:ตัดวงจรทุนเทา ต้องเริ่มจากข้อมูล กติกา และจิตสำนึก

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอ 3 แนวทางจัดการทุนสีเทา

           1.     จัดการข้อมูล ให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลคือ “ยาพิษของทุนเทา”

           2.     แก้กติกา ที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์

           3.     สร้างจิตสำนึก ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

    ย้ำชัดว่า หากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น 

    “ถ้าเราไม่เอาดำ เราก็ไม่เทา”

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo13.jpg

    พรรคเพื่อไทย:อุดรอยรั่วเงินไหลออก–ดึงเทคโนโลยีสร้างความโปร่งใส

     ฉัตริน จันทร์หอม ชู 3 นโยบายหลัก

           1.     สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย คุมค่า GP อย่างเป็นธรรม และใช้รัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่

           2.     ปราบเงินใต้ดิน–สแกมเมอร์ ผ่านศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าและสามารถปิดบัญชีม้าไปได้ 5 แสนบัญชี หากไม่จบเราไม่เลิก

           3.     เพิ่มความโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่การประมูลจนถึงบริการรัฐ

    พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลรัฐแบบ Cloud First และผลักดัน “Ari Score” ระบบเครดิตทางเลือก เปิดโอกาสให้คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พรรคประชาธิปัตย์: เปิดข้อมูลรัฐ–สร้างอุตสาหกรรมใหม่

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เน้นแนวทางแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเผยข้อมูลโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

    สร้างซุปเปอร์แอป อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดข้อมูลรัฐให้ SMEs นำไปต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะท่องเที่ยว

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo04.jpg

    กระตุ้นเศรษฐกิจโต 6 แสนล้านใน 4 ปี ผ่าน:

    • อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพสูง
    • เวลเนส (wellness) ที่ผสมผสานท่องเที่ยวและการแพทย์
    • ต่อยอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสู่ซอฟต์แวร์

    เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง วัดความสำเร็จนักการเมืองด้วย KPI ที่ชัดเจน อาทิ GDP ที่โต คอร์รัปชั่นที่ลด และการทำงานข้ามกระทรวงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo02-3.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo10-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo09-2.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo11.jpg

    scammer-business-sme-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scammer-business-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HfReLV_T52yYXd6P1QtOo