Category: ไอที

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • โลกหมุนไวขึ้น 30 เท่า จากนี้ไม่มีอาชีพใดยืนยาวเกิน 10 ปี วงถก มธ. ชง ‘ว่าที่รัฐบาล’ หาทางออก – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี

         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี ความมั่นคงทางอาชีพหายไป ผลวิจัยเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกตลอด 10 ปี ยืนยัน การเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานเทียบเท่ากัน ทางออกคือต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า “ว่าที่รัฐบาล” ควรอุดหนุนเงินให้ SMEs ฝึกงานนักศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง สอดคล้องข้อเสนอจากผู้แทน SCG ที่เสนอให้ ก.คลัง อุดหนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ฝึกงานนักศึกษาก่อนทำงานจริง

         เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดย งานสื่อสารองค์กร จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่: (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไรในโลกที่งานไม่รอคน” เพื่อฉายภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ตลอดจนความท้าทายด้านอื่น ๆ อาทิ เสถียรภาพทางการเมือง สถานการณ์ชายแดน ภูมิรัฐศาสตร์โลก การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกระทบต่อการจ้างงานและตำแหน่งงาน พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาให้กับว่าที่รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต

         ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดเผยว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งของโลกและของไทย พบว่าอัตราเร่งของความเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลชี้ชัดว่าความเร่งในปัจจุบันเร็วกว่าอดีตถึง 30 เท่า และด้วยอัตราเร่งนี้จะทำให้อาชีพที่สามารถยืนระยะได้นานเกิน 10 ปี เหลือน้อยมาก เพราะตลอดชีวิตจะมีอาชีพที่จะหายไปเลยถึง 6 อาชีพ แต่ก็จะมีอาชีพเกิดใหม่ขึ้นมาแทน นั่นหมายความว่านับจากนี้ความมั่นคงทางอาชีพจะหายไป คนรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ

         “เมื่อโลกหมุนไวและโจทย์เปลี่ยนไวมาก การเรียนรู้ในอนาคตอาจต้องปรับเปลี่ยนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning หรือการเรียนสั้น ๆ เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า และต้องมีการ Upskill-Reskill ตลอดชีวิต ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็เจอกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตายง่าย โตยาก และถึงอยากเกิดใหม่ก็แทบจะไม่มีทาง โดยผู้ประกอบการ 3 ล้านราย มีเพียง 70,000 – 80,000 ราย เท่านั้นที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูงอยู่ ส่วนที่เหลือตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

         สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันเรามีแรงงานที่พร้อมรองรับโลกยุคใหม่เพียงแค่ 15% ขณะที่ตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ 50% โดยสิงคโปร์มี 50% เยอรมนีมี 48% สวีเดนมี 42 – 45% และจากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานไม่น้อยกว่ากัน โดยผู้ที่ใช้ AI ทำงานแทนตัวเองทั้งหมดจะตกงาน ส่วนคนที่ใช้ AI เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานจะไปได้ไกล

         ฉะนั้นสิ่งที่ว่าที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ ต้องสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น คอร์สระยะสั้น เพื่อให้ Upskill-Reskill ได้ตลอดเวลา ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเรียนรู้จากการทำงานจริงผ่านการทดลองงานในสถานประกอบการ โดยรัฐบาลควรมีงบประมาณอุดหนุนให้แก่สถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน ทั้งเป็นค่าเสียโอกาสทางรายได้ของผู้ประกอบการ หรือ SMEs ที่จะต้องเสียไปจากการนำเวลามาช่วยสอนงานให้นักศึกษา ตลอดจนเป็นเบี้ยเลี้ยงให้แก่นักศึกษาเพื่อลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย

         ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาจบใหม่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รัฐควรจัดตั้งศูนย์การเตรียมความพร้อมนักศึกษาฝึกงานกลาง โดยอาจทำเป็นศูนย์ระดับจังหวัด หรืออาศัยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ เป็นศูนย์เรียนรู้ชั่วคราวก่อนก็ได้ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ จากนั้นมีการประเมินผลตลอดจนจับคู่กับนายจ้าง พร้อมกับสร้าง Internship Fair คู่กันไปด้วย

         คุณเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้นทางของโดมิโนที่ทำให้ตำแหน่งงานหายไปคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในภาคธุรกิจ และปัจจุบันตำแหน่งงานไม่ใช่ของคนประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของโลก เพราะธุรกิจได้ขยับไปสู่การไม่มีเส้นพรมแดนประเทศขว้าง อย่าง SCG มีพนักงานกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นคนรุ่นใหม่ต้องมีการเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ และต้องเรียนรู้ได้เร็วด้วย มีทักษะคิดอย่างเป็นระบบและตัดสินใจบนฐานของข้อมูล

         นอกจากนี้ สิ่งที่อยากให้คนรุ่นใหม่เพิ่มเติมคือ ความเข้าใจในเรื่องธุรกิจก่อนเข้าสู่โลกการทำงานในชีวิตจริง เหมือนที่ SCG มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับธรรมศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจโจทย์ในโลกธุรกิจผ่านการทำงานจริงกับลูกค้าจริงๆ มีทักษะทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้อผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ได้ทำอยู่แล้ว

         ฉะนั้นหากเป็นไปได้ ภาครัฐอย่างกระทรวงการคลังควรเข้ามาสนับสนุนเงิน หรือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับ SMEs เพื่อให้มีการเปิดรับให้นักศึกษามาฝึกประสบการณ์จริงได้มากขึ้น เพราะบริษัทก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งค่าเบี้ยเลี้ยง เวลาที่ต้องใช้ไปกับการให้ความรู้นักศึกษา ฯลฯ หากมีการดำเนินการเช่นนี้ SMEs    ก็จะได้ทั้งองค์ความรู้ใหม่ๆ จากนักศึกษาในการพัฒนาธุรกิจ และถ้านักศึกษาจบการศึกษาและกลับมาเข้าสู่ตลาดแรงงานต่อได้ก็จะช่วยให้ระบบนิเวศของธุรกิจยิ่งยกระดับทั้งประเทศ ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ต้องมาร่วมมือกันในการสร้างแพลตฟอร์มกลางของรัฐในการเชื่อมโยงตำแหน่งงานที่ว่างจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วประเทศมาจับคู่กับแรงงานที่มีอยู่ พร้อมกับทำใบรับรองทักษะให้กับแรงงานด้วย

         อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันสร้างความกดดันต่อชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ในอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจที่แย่ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป PM2.5 หรือโครงสร้างและระบบของหน่วยงานราชการก็ไม่เอื้อต่อการต่อยอดทางอาชีพ รวมถึงเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการจากการทำงานที่ยังไม่เหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอยากให้ว่าที่รัฐบาลใหม่ ตลอดจนภาคเอกชน ร่วมกันหาทางออกในเรื่องเหล่านี้

         อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงรอการแก้ไข ก็เป็นความท้าทายของนักศึกษาเช่นกันในการจะสร้างทักษะให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะ Soft Skill และ Hard Skill โดย Soft skill ที่มีความสำคัญนั้น มองว่าอย่างแรกคือทักษะการสื่อสาร ซึ่งในคนรุ่นใหม่อาจจะยังขาดไป เนื่องจากเติบโตมาในช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ไม่ได้สื่อสารกับคนจริง ๆ แบบเจอหน้ากัน ส่งผลให้มีช่องว่างในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ และอีกทักษะที่ควรมีคือการประสานงาน และการปรับตัวเข้าหาคนหลากหลายรุ่น ในส่วน Hard Skill ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ AI จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของโลกยุคหลังจากนี้ แต่ต้องคิดต่อในเรื่องการใช้งาน ไม่ให้ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี แต่จะทำอย่างไรให้นอกจากงานดีขึ้นแล้ว ยังได้พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ของตนเองด้วย

         ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า มีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกันที่เป็นความท้าทายและคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในอนาคต คือ 1. การเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าที่คาด และผู้สูงอายุยังมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น 2. การที่ AI จะเข้ามาแทนที่คนที่มีทักษะการทำงานระดับกลาง ที่จะทำให้หลายอาชีพจะหายไปอย่างแน่นอน และ 3. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในสังคม

         ดังนั้น จึงอยากฝากให้รัฐบาลทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผลิตภาพ รวมถึงควรจะมีการปรับแก้ระบบกฎหมายให้เอื้อต่อการสร้างสตาร์ตอัปทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันสตาร์ตอัปทางการเงินหลายแห่งของคนไทยเป็นการไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะกฎหมายเอื้อมากกว่าในไทย และสุดท้ายคือ การแก้ไขในระดับครัวเรือน จะต้องมีนโยบายที่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเน้นไปที่พฤติกรรมเด่น ไม่ใช่พฤติกรรมด้อยที่มาจากนโยบายประชานิยมที่ส่งผลระยะสั้น และเป็นภาระทางการคลังระยะยาว เหมือนที่ผ่านมา

         ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ภาคการศึกษาของไทยมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก กล่าวคือ ครูและอาจารย์มีการเรียนการสอนอย่างไรเมื่อ 100 – 200 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือทำเพียงแต่สอนเนื้อหาให้ครบและวัดผล ไม่มีกระบวนการกลับมาทบทวน และไม่ได้สนใจชีวิตของเด็กนักเรียนและนักศึกษาหลังจบไปจะเป็นอย่างไรต่อ ทั้งที่ครูอาจารย์เป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมากในการเตรียมคนรุ่นใหม่ไปสู่โลกการทำงาน และควรจะสร้างคนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปได้ จึงถึงเวลาแล้วที่องคาพยพต่าง ๆ ในสังคมจะหันกลับมาพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

         ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ไขนั้นทางสถาบันการศึกษาก็ควรจะต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ พร้อมกับปรับแนวคิดโดยมองให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและองค์รวมทั้งสังคม ขณะที่รัฐควรจะมีการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา รวมถึงมีระบบงบประมาณ และการตรวจสอบที่เป็นไปเพื่อเด็กจริง ๆ มากไปกว่านั้น ควรประสานการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้อยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เช่น การสร้างโรงเรียนควรจะมีการคำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวเด็กด้วย อย่างปัญหาสุขภาพจิตที่ควรจะมีระบบในการดูแล ฯลฯ รวมถึงการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดการใช้ในระดับปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu02230169/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hbRFUmq3PdnsYc8ZJ2QB4

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG