Category: ไอที

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • คลองวังโตนด : ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลวิชาการกับอนาคตผืนป่าเขาสิบห้าชั้น – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่กลับก่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการและสังคมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นผืนป่าราบต่ำที่เหลืออยู่ไม่มากในประเทศไทย

    ที่มาของโครงการ

    โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนผันน้ำจากจังหวัดจันทบุรีไปยังจังหวัดระยอง ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 เมษายน 2552 เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองและชลบุรี โดยลุ่มน้ำคลองวังโตนด มีอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างแล้ว 3 แห่ง ได้แก่

    • อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ความจุ 60.25 ล้านลูกบาศก์เมตร
    • อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์เมตร
    • อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้านลูกบาศก์เมตร

    ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่เสนอสร้าง มีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกำหนดให้เป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

    จัดทำรายงาน EHIA โดยกรมชลประทาน

    รายงาน EHIA ที่กรมชลประทานว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำ ระบุว่าโครงการจะก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง จำนวน 7,097 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะช้างป่า กระทิง ฯลฯ

    ความพยายามลดขนาดโครงการ

    เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้ “ลดขนาดอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2564 มีมติให้ ลดพื้นที่โครงการเหลือประมาณ 10,000–12,000 ไร่ และลดความจุอ่างให้เหลือ 60 หรือ 80 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกแทรกเข้ามาอยู่ใน “วาระอื่น ๆ” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ทั้งด้านผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ สัตว์ป่า ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ ตลอดจนความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

    การคัดค้านจากองค์กรด้านการอนุรักษ์

    องค์กรด้านการอนุรักษ์หลายแห่งได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการพร้อมเหตุผลสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : ขอคัดค้านการเห็นชอบ EHIA และเสนอให้ลดขนาดอ่าง คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : เสนอให้ศึกษาทางเลือกการพัฒนาแหล่งน้ำรูปแบบอื่น สมาคมอุทยานแห่งชาติ : เสนอให้พิจารณายกเลิกโครงการ ฯลฯ 

    ข้อมูลจากภาคสนามของกรมอุทยานฯ (2566) เปรีบเทียบกับ EHIA (2564)

    กรมอุทยานฯ ได้สำรวจภาคสนามระหว่างวันที่ 2–16 กันยายน 2566 และเปรียบเทียบกับข้อมูล EHIA ของกรมชลประทาน (2564) พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

    ข้อมูลกรมอุทยานฯ (2566) : ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 60 คน ครอบคลุมพื้นที่ตัวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด โดยวางแปลงสำรวจทั้งหมด 80 แปลง ใช้ระยะเวลาการสำรวจ 15 วัน ผลการสำรวจชนิดป่า พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ป่าดิบแล้ง จำนวน 4,370.93 ไร่ รองลงมาคือ ป่าปลูก 1,022.67 ไร่ และป่าเบญจพรรณ 399.29 ไร่ พบไม้ต้น (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก DBH ≥ 10 เซนติเมตร) จำนวน 346,081 ต้น ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 2,614,415 ต้น และกล้าไม้ จำนวน 19,195,268 ต้น

    ด้านสัตว์ป่า พบช้างป่ากว่า 70 ตัว โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยและเส้นทางเคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังพบสังคมพืชกะพ้อผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งอาหารช้างป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลกรมชลประทาน (EHIA 2564) : วางแปลงสำรวจจำนวน 1,202 แปลง โดยการสำรวจด้านพืชใช้ระยะเวลา 8 วัน ผลการศึกษาจำแนกชนิดป่าหลักในพื้นที่โครงการเป็น ป่าเบญจพรรณ จำนวน 6,742.35 ไร่ และพื้นที่ป่าปลูกหรือพื้นที่รอการฟื้นฟู 963.42 ไร่ ในด้านโครงสร้างป่า รายงาน EHIA ให้ข้อมูลปริมาณไม้ต้นที่ไม่สอดคล้องกันภายในเอกสารเดียวกัน โดยระบุว่า ในรายงานเล่มหลัก พบไม้ต้น 21,982 ต้น ในสรุปสำหรับผู้บริหาร ระบุจำนวน 100,793 ต้น นอกจากนี้ รายงาน EHIA ระบุว่าพบ ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 316,404 ต้น กล้าไม้ จำนวน 18,379,415 ต้น และพบ ช้างป่าเพียง 20–30 ตัว

    ผลกระทบต่อสัตว์ป่าและประชาชน

    พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่ราบต่ำซึ่งเป็นเส้นทางด่านสัตว์และเส้นทางเคลื่อนที่หลักของช้างป่า การเกิดอ่างเก็บน้ำจะทำหน้าที่ขวางเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ช้างป่าเปลี่ยนเส้นทางออกสู่พื้นที่ชุมชน ข้อมูลปี 2568 พบว่า ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์มากกว่า 610 ครั้ง ทำลายพืชผล 43 ครั้ง ทำลายทรัพย์สิน 4 ครั้ง คนบาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 2 ราย

    ข้อจำกัดของมาตรการ EHIA

    มาตรการในรายงาน EHIA เช่น การปลูกป่าทดแทน 29,200 ไร่ การสร้างแหล่งน้ำใหม่ 100 แห่ง โป่งเทียม 1,700 ไร่ ทุ่งหญ้าอาหารสัตว์ 3,750 ไร่ พืชอาหารช้าง 1,050 ไร่ ถูกประเมินว่า ไม่สามารถดำเนินการได้จริง ทั้งด้านพื้นที่ งบประมาณ และความเข้าใจเชิงนิเวศ เนื่องจากระบบนิเวศป่าธรรมชาติที่สูญเสียไปไม่อาจถูกทดแทนได้ด้วยมาตรการเชิงเทคนิคในระยะเวลาอันสั้น

    ข้อเสนอของกรมอุทยานฯ

    • ลดระดับกักเก็บน้ำที่ระดับ 57.5 รทก.
    • ลดพื้นที่น้ำท่วมในอุทยานฯ เหลือ 657.69 ไร่
    • ใช้แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำเดิม เช่น ประแกด พะวาใหญ่ และหางแมว
    • พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบชลประทานกระจายน้ำ
    • หากมีการผันน้ำข้ามจังหวัด ควรกำหนดผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนจันทบุรี

    อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจะเดินหน้าต่ออย่างไร

    กรณีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของกรมชลประทาน กับผลการตรวจสอบและศึกษาข้อมูลทางวิชาการในพื้นที่ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งมีมีความสำคัญต่อการพิจารณาความเหมาะสมสำหรับโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

    และการจัดเวทีชี้แจงข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลประกอบการนำเสนอโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งต่อผืนป่า สัตว์ป่า ความเสี่ยงและความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในระยะยาว และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

    การพัฒนาแหล่งน้ำที่ละเลยคุณค่าของผืนป่าและระบบนิเวศ ไม่เพียงอาจล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำ แต่ยังเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาใหม่ที่ยากต่อการเยียวยาในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และความปลอดภัยของประชาชน

    ทั้งนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยู่ระหว่างการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายงาน EHIA เพื่อปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-20/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00LQQRIxEg0cqT-Y8imwQN

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • วิกฤต“เว็บแอปประกันสังคม”งบลงทุน 850 ล้านบาท ระบบล่มซ้ำซาก ใครคือ“IRCP”ผู้ชนะประมูลปฏิรูป SSO Core

    วิกฤต“เว็บแอปประกันสังคม”งบลงทุน 850 ล้านบาท ระบบล่มซ้ำซาก ใครคือ“IRCP”ผู้ชนะประมูลปฏิรูป SSO Core

    ประเด็นดราม่าเว็บแอปและแอปพลิเคชัน SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังระบบแจ้งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 ก่อนจะเลื่อนเปิดให้บริการถึง 3 ครั้ง เดิมมีกำหนดเปิดใช้งานเช้าวันที่ 27 ม.ค. 2569 ก่อนถูกเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 3 และกำหนดใหม่ในวันที่ 1 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. อ้างพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคการให้บริการและเร่งดำเนินการแก้ไข

    ผลจากความล่าช้าและความไม่เสถียรของระบบส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ว่างงานที่รอเงินชดเชยสูงสุดเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ ติดตามสถานะหรือรับเงินได้ตามกำหนดผ่านระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า เหตุใดโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ประกันสังคมทุ่มทุนพัฒนา “เว็บแอป” รุ่นใหม่นี้ ด้วยงบประมาณสูงถึง 850 ล้านบาท จึงไม่สามารถให้บริการขั้นพื้นฐานได้

    “วิกฤตไอที สปส.” พิรุธจัดซื้อจัดจ้างเว็บแอป 850 ล้าน 

    จากปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งกระทบกับแรงงานผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมชี้แจงเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 

    • การจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเกิดปัญหาระบบข้อมูลค้างท่อ จากการปิดระบบช่วงปีใหม่ ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถตรวจสอบสถานะเงินชดเชยได้ โดย สปส. คาดว่าจะนำเข้าข้อมูลแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
    • ระบบ e-Self Service และแอป SSO Plus ขัดข้อง เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมากเกินขีดความสามารถของระบบ (High Load) และคาดว่าจะแก้ไขเบื้องต้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2569
    • แผนสำรองที่สร้างความกังวล หากปัญหาไม่คลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ สปส. เสนอ 2 แนวทาง ได้แก่ การจัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือ Rollback กลับไปใช้ระบบเดิม (SAPIENS)

    อย่างไรก็ตามแนวทางที่เปิดเผยในคำแถลงการณ์ถูกวิพากษ์อย่างหนักจากฝั่งผู้ประกันตนและภาคประชาสังคม เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ ภายใต้โครงการปฏิรูปไอที SSO Core ที่มีมูลค่าลงทุน 850 ล้านบาท จากเงินลงทุนสะสมของผู้ประกันตนทั่วประเทศกว่า 2.8 ล้านล้านบาท

    อีกทั้งยังนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตที่น่าเป็นกังวลหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นด้านการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ “ปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application” ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2564 

    จากการสืบค้นข้อมูลเอกสารจากระบบค้นหาข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เว็บไซต์ actai.co พบว่า หน่วยงานเจ้าของโครงการดังกล่าว คือ สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีการเปิดประมูลในปี 2563-2564 รวมทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่

    ครั้งที่ 1 ประกาศเปิดประมูลโครงการเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2563 จากนั้นประกาศผู้ชนะการประมูลเมื่อ 10 มี.ค. 64 โดยราคากลางอยู่ที่ 850,000,000 บาท ซึ่งราคานี้รวมค่าฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ค่าพัฒนาระบบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยมีผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP ด้วยราคา 837,886,388 บาท แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนมีมติให้ ยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนี้

    ครั้งที่ 2 เปิดให้ยื่นข้อเสนออีกครั้งเมื่อ 29 ก.ย. 2564 โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP  เสนอราคา 848,500,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 425,000 บาท) และ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เสนอราคา 848,888,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลาง 37,000 บาท) โดยผลการประมูลครั้งที่สอง IRCP เป็นผู้ชนะ

    นอกเหนือจากปัญหาการให้บริการ ปมปัญหาที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ด้าน ประกันสังคมก้าวหน้า – Progressive Social Security ได้สรุปข้อเท็จจริงและข้อสังเกตที่น่ากังวล อาทิ ความพร้อมของระบบหลังการตรวจรับ ความคุ้มค่าและผู้รับผิดชอบ พฤติการณ์ที่ส่อไปในทางกีดกันการแข่งขัน เนื่องจากราคาที่ชนะประมูลต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.11% และคู่เทียบเสนอราคาห่างกันเพียงหลักแสนบาทในโครงการหลักร้อยล้าน การปิดกั้นการตรวจสอบ คุณสมบัติของผู้ชนะการประมูลที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข

    รวมถึงประเด็นความล่าช้าในการส่งมอบตามกำหนดสิ้นสุดสัญญา 20 ธ.ค. 2566 แต่จนถึงปัจจุบันยังส่งมอบงานไม่ครบ อีกทั้งยังมีการยกเว้นค่าปรับจำนวนมาก โดยอ้างสถานการณ์โควิด-19 นำไปสู่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวพันกับเงินทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

    ใครคือ IRCP บริษัทไอทีในตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “IRCP” จัดตั้งเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2546 ด้วยทุนจดทะเบียนจำนวน 313,546,050.50 บาท ประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร

    IRCP  เริ่มต้นจากการผลิตการ์ดแสดงผลภาษาไทยสำหรับคอมพิวเตอร์ ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เพื่อระดมทุนขยายอาณาจักรด้าน ICT และโทรคมนาคม โดยปัจจุบันมี “นายแดน เหตระกูล” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกอ้างอิงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

    1. นายประชา เหตระกูล จำนวน 42,093,021 หุ้น (6.75%)
    2. นายวิชัย มียิ่ง จำนวน 36,554,600 หุ้น (5.86%)
    3. นายวโรตม์ หน่อแก้ว จำนวน 33,751,500 หุ้น (5.41%)
    4. นายศุภณัฐ คณาธนะวนิชย์ จำนวน 29,790,000 หุ้น (4.78%)
    5. นายแดน เหตระกูล จำนวน 26,832,410 หุ้น (4.30%)

    ราคาหุ้น IRCP ณ วันที่ 28 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 0.27-0.28 บาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 168.34 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 (01 ม.ค. 2568 – 30 ก.ย. 2568) รายได้รวม 525.75 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 196.71 ล้านบาท

    โดยนอกเหนือจากเว็บแอป 850 ล้านบาท ประกันสังคมยังมีการพัฒนา “แอปพลิเคชัน SSO Plus” ที่มีชื่อเต็มว่า “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางเชื่อมต่อบริการประกันสังคมให้แก่ผู้ประกันตนอย่างเจาะจง” กำหนดงบประมาณ 276,303,400 บาท ซึ่งมีผู้ชนะการประมูล คือ เอแอนด์บี คอนซอเตียม ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่าง บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT และบริษัท บอสอัพ โซลูชั่น จำกัด ด้วยวงเงิน 275 ล้านบาท

    แล้วทำไม “ประกันสังคม” ถึงเลี่ยงการลงทุนพัฒนาระบบไม่ได้

    เมื่อพิจารณาโครงสร้างของสำนักงานประกันสังคมจะเห็นว่าที่นี่ไม่ใช่หน่วยงานไอทีทั่วไป แต่เป็นองค์กรที่ดูแลเงินกองทุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมากกว่า 20 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่แรงงานในระบบ ผู้ประกันตนอิสระ ไปจนถึงผู้สูงอายุในอนาคต

    ทุกกระบวนการสำคัญ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนนายจ้าง การส่งเงินสมทบ การเบิกสิทธิรักษาพยาบาล เงินชดเชยกรณีว่างงาน ไปจนถึงบำนาญชราภาพล้วนพึ่งพาระบบงานหลักนี้เป็นศูนย์กลาง หากระบบล่าช้า ผิดพลาด หรือไม่สามารถให้บริการได้ ผลกระทบจะตกกับประชาชนโดยตรง ไม่ใช่แค่ความไม่สะดวก แต่หมายถึง สิทธิที่ควรได้รับตามกฎหมาย

    เดิมทีระบบประกันสังคมพัฒนาอยู่บน “คอมพิวเตอร์เมนเฟรม” และใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งแม้จะมีความเสถียรในอดีต แต่ปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดรอบด้าน ทั้งความล้าสมัยของเทคโนโลยี การไม่รองรับการให้บริการผ่านหลายช่องทางดิจิทัล และปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะดูแลระบบเมนเฟรมโดยเฉพาะ

    ที่ผ่านมา สปส. เคยพยายามพัฒนาระบบทดแทนในรูปแบบ Web Application มาแล้วเมื่อปี 2554 แต่โครงการไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เนื่องจากความล่าช้าของผู้รับจ้างและข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้นทำให้ระบบเดิมต้องถูกใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    การกลับมาพัฒนาระบบอีกครั้งในรอบนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ ลดความเสี่ยงจากระบบเก่าและวางรากฐานด้านเทคโนโลยีที่รองรับการพัฒนาในระยะยาว

    โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการทำเว็บไซต์หรือแอปใหม่ แต่เรียกได้ว่าเป็นการยกเครื่องระบบงานประกันสังคมหลักให้ทำงานบนสถาปัตยกรรม Web Application ครอบคลุมผู้ประกันตนทุกมาตรา ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40 ตั้งแต่ระบบทะเบียน ระบบเงินสมทบ ระบบประโยชน์ทดแทน ระบบการแพทย์ ไปจนถึงระบบการเงิน บัญชี การตรวจสอบ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก

    นอกจากนี้ โครงการยังรวมถึงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีทั้งหมด ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบความปลอดภัย ไปจนถึงการรองรับโครงการต่อยอด เช่น e-Self Service, Big Data และระบบ ERP ในอนาคต

    หัวใจสำคัญอีกประการ คือ การโอนย้ายข้อมูลจากระบบเมนเฟรมเดิมไปยังฐานข้อมูลแบบ Relational Database ใหม่ ซึ่งมีขนาดข้อมูลสะสมกว่า 8.3 เทราไบต์ และยังเพิ่มขึ้นปีละ 5–10% หากไม่ปรับระบบ โครงสร้างเดิมจะยิ่งเสี่ยงต่อความไม่เสถียรและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ในบริบทนี้ความพยายามในการพัฒนาระบบ Web Application จึงเป็นการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบที่ผูกพันกับชีวิตแรงงานทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ควรลงทุนหรือไม่? แต่คือลงทุนแล้วระบบต้องเสถียร ใช้งานได้จริง และไม่ทำให้ผู้ประกันตนเดือดร้อน ซึ่งเป็นโจทย์ที่สังคมกำลังจับตาและต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเหล่านี้ยังไม่ปรากฏการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ แต่โครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างเช่นนี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและกลายเป็นหนึ่งในปมสำคัญที่ควรเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากนี้

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/tech_companies/2910695&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2okk2bQft8qfq2NWhdyB5H

  • ซาอุฯ ประกาศกร้าว ‘การท่องเที่ยว’ คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่จะกู้โลกจากวิกฤต

    ในวันที่โลกกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายคนอาจมองหาทางออกผ่านนโยบายการทหารหรือข้อตกลงทางการค้าที่เคร่งเครียด แต่บนเวที World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย เดินขึ้นเวทีพร้อมส่งสาส์นที่สั่นสะเทือนวิธีคิดเดิมๆ ว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องพักผ่อน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก (Economic Infrastructure) ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้!


    อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย

    การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์แห่งความมั่งคั่ง

    อัล-คาทีบ ได้กระตุกต่อมคิดผู้นำโลกกลางที่ประชุมว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกมองการท่องเที่ยวเป็นเพียงอุตสาหกรรมทางเลือก (Discretionary Sector) ที่จะดูแลเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องมองเป็นระบบยุทธศาสตร์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว
    ด้วยตัวเลขคาดการณ์นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะพุ่งสูงถึง 2,000 ล้านคนในปี 2030 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การปั๊มตัวเลขให้โต แต่คือการ Scale Up อย่างมีกึ๋นและมีความรับผิดชอบ เพื่อให้การข้ามพรมแดนแต่ละครั้ง กลายเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

    เปิดสูตรลับ Saudi Vision 2030 เมื่อซาอุฯ กลายเป็นนักลงทุนเบอร์ 1 ของโลก

    ซาอุดีอาระเบียไม่ได้พูดโม้ไปวันๆ แต่เปย์หนักที่สุดในโลก! เพื่อเปลี่ยนภาพจำจากประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมัน สู่สวรรค์ของการท่องเที่ยว ปี 2025 ซาอุฯกวาดนักท่องเที่ยวไปแล้ว 30 ล้านคน เป้าหมายถัดไปคือ 150 ล้านคนภายในปี 2030! ด้วยการลงทุนในทุกมิติ ตั้งแต่สายการบิน แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนาคน
    โครงการระดับเมกะโปรเจกต์อย่าง AlUla (เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีร่องรอยอารยธรรมโบราณกว่า 2,000 ปี โดดเด่นด้วยสุสานหินแกะสลักขนาดมหึมากลางทะเลทราย) และ Diriyah (เมืองอิฐดินดิบเก่าแก่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของราชวงศ์ซาอุฯ ที่ถูกเนรมิตใหม่ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมระดับโลก) คือบทพิสูจน์ของการผสมผสานประวัติศาสตร์พันปีเข้ากับความหรูหราที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นที่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่และการอนุรักษ์วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การสร้างโรงแรมแล้วจบไป

    1. TOURISE แพลตฟอร์มแสนล้านที่เปลี่ยน ‘คำพูด’ ให้เป็น ‘เงินลงทุน’
    หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการเปิดตัว TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกที่ซาอุฯ ใช้เป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐบาล-นักลงทุน-ผู้นำอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่แค่เวทีนั่งคุยกันสวยๆ แต่ผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงไปแล้วกว่า 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ! (ราว 4 ล้านล้านบาท) พร้อมนัดรวมพลยักษ์ใหญ่ครั้งถัดไปในเดือนมีนาคม 2027

    การสร้างแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมยักษ์ใหญ่จากทุกองคาพยพมาวางโรดแมปร่วมกันในอีก 5 ทศวรรษข้างหน้า คือสิ่งที่เรียกว่า Game Changer และนี่คือสิ่งที่ TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบีย กำลังประกาศก้องต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก

    ด้วยคณะที่ปรึกษาที่เป็นระดับซีอีโอจากองค์กรชั้นนำอย่าง Heathrow Airport, Cirque du Soleil, Amadeus และ WTTC ทำให้ TOURISE มีอำนาจในการตัดสินใจและขับเคลื่อนนโยบายในระดับโครงสร้าง นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของ TOURISE คือการไม่กักตัวเองอยู่แค่ในกรอบของการท่องเที่ยว แต่ดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (AI), การลงทุน และความยั่งยืนเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยแก้ปัญหาไซโล (Silo) หรือการทำงานแบบแยกส่วนที่เคยฉุดรั้งอุตสาหกรรมนี้มานาน

    นอกจากนี้ TOURISE ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเวทีเสวนา แต่ยังรุกคืบสู่การเป็นคลังสมองของโลกด้วยการจัดทำสมุดปกขาว (White Papers) และดัชนีชี้วัดระดับสากล (Global Indices) ร่วมกับบรรดาองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการวัดผลความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการนับจำนวนนักท่องเที่ยวแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่จะพิจารณาอย่างลุ่มลึกถึงความยั่งยืนในทุกมิติ และการปันผลกำไรคืนสู่สังคมอย่างเป็นธรรม

    นี่คือการขยับตัวอันชาญฉลาดของซาอุฯ ในการเป็นดีลเมกเกอร์ เพื่อล้างไพ่การท่องเที่ยวโลก


    ตัวเลขในปี 2024 เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าแผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบียไม่ใช่เพียงความทะเยอทะยานบนหน้ากระดาษ แต่คือแผนปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจริง หลังจากสามารถผลักดันตัวเลขนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 100 ล้านคนต่อปีได้สำเร็จก่อนกำหนดการที่ตั้งไว้ถึง 7 ปี ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวขยับขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักทางเศรษฐกิจที่ทำเงินให้ GDP เกือบ 5% กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้สำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    นี่คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่ตอกย้ำว่าซาอุดีอาระเบียกำลังแผ่อิทธิพลในเชิงยุทธศาสตร์และมีพันธสัญญาในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวอย่างจริงจัง การเปิดตัว TOURISE ร่วมกับภาคีระดับโลก ตั้งแต่องค์กรพหุภาคีไปจนถึงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานอีเวนต์ แต่คือการวางโครงสร้างอำนาจนำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก เพื่อส่งต่อผลลัพธ์และรูปแบบการพัฒนาที่พวกเขาทดลองใช้จนประสบความสำเร็จ ให้ขยายวงกว้างออกไปในระดับสากล


    การท่องเที่ยวในฐานะ ‘Soft Power’ เชื่อมรอยร้าวและปลุกยักษ์หลับในดินแดน Under-visited

    อัล-คาทีบ ยังให้มุมมองที่ลึกซึ้งว่าในยามที่การทูตแบบเป็นทางการเข้าถึงยาก ‘การท่องเที่ยว’ นี่แหละคือสะพานเชื่อมรอยร้าวที่นุ่มนวลที่สุด
    “ในพื้นที่ที่ช่องทางการทูตตึงเครียด การท่องเที่ยวช่วยรักษาการสนทนา สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่สันติภาพโลก”
    นอกจากนี้เขายังสะกิดให้โลกหันไปมองกลุ่มประเทศที่ ‘Under-visited’ กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูงแต่ยังมีจำนวนผู้มาเยือนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเหล่าอัญมณีที่รอการค้นพบ โดยเฉพาะในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งซาอุฯ พร้อมจะเป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยสนับสนุน พร้อมส่งต่อทั้งองค์ความรู้และทุนทรัพย์ เพื่อปลุกยักษ์หลับเหล่านี้ให้ตื่นขึ้นมาเป็นฟันเฟืองใหม่ของเศรษฐกิจโลก สร้างการเติบโตแบบ Inclusive ที่จะกระชากวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังให้เดียวดาย

    การที่ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ใช่เพียงเพราะเม็ดเงินมหาศาล แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านการวางแม่บท (Masterplan) ที่เห็นผลจริงในโครงการอย่าง AlUla และ The Red Sea (อภิมหาโปรเจกต์ท่องเที่ยวระดับลักชัวรีบนหมู่เกาะธรรมชาติกว่า 90 แห่ง ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนขั้นสูงสุดด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และตั้งเป้าฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้สมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม) ซึ่งเป็นต้นแบบที่พร้อมจะส่งต่อให้แก่โลก โดยเฉพาะการใช้ ‘Data-Driven Frameworks’ ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับรากเหง้าทางอารยธรรม เพื่อวางกลยุทธ์การท่องเที่ยวอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าแค่การสร้างโรงแรมแบบเดิมๆ ควบคู่ไปกับการทำ ‘Digital Transformation’ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ประเทศในกลุ่ม Under-visited สามารถก้าวกระโดด ข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เข้าสู่โลกการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างทันท่วงที แต่เหนือสิ่งอื่นใด ซาอุดีอาระเบียเชื่อมั่นว่า ‘คน’ คือโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริง จึงมุ่งเน้นการพัฒนา Human Capital หรือบุคลากรระดับโลกที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Beyond Tourism’ ซาอุดีอาระเบียยังมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ” โดยพร้อมจะเข้าไปช่วยประเทศพันธมิตรทั้งในแอฟริกาและอเมริกาใต้ในการทำ ‘Policy Alignment’ เพื่อปรับจูนนโยบายตั้งแต่วีซ่า การบิน ไปจนถึงกฎหมายการลงทุนให้เกิดแรงประสาน (Synergy) ที่ทรงพลัง พร้อมทั้งสร้าง ‘Resilience Building’ หรือภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อให้แน่ใจว่าการท่องเที่ยวในดินแดนเหล่านี้จะสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ไม่ล้มครืนแม้ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์หรือความผันผวนในอนาคต

    ถอดบทเรียนจากซาอุฯ ถึงไทย ถึงเวลาต้องเปลี่ยน ‘เส้นเลือดใหญ่’ ให้กลายเป็น ‘โครงสร้างอำนาจใหม่’ ที่ใครก็โค่นไม่ลง

    สำหรับประเทศไทยที่กินบุญเก่าจากการท่องเที่ยวมานาน จนเป็นกระดูกสันหลังของ GDP การจะมานั่งอธิบายว่าอุตสาหกรรมนี้สำคัญแค่ไหนคงเสียเวลาเปล่า เพราะโจทย์จริงๆ คือเราจะผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่เดิมนี้ให้กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่ล้ำกว่าเดิมได้อย่างไร

    ไทยต้องเลิกภูมิใจกับการเป็นแค่ครัวโลกหรือห้องรับแขก ที่คอยรับใช้การพักผ่อนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือต้องสลัดภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองสันทนาการราคาย่อมเยา ดึงดูดนักเดินทางด้อยคุณภาพ แล้วหันมาเล่นบทเจ้าของแพลตฟอร์มที่คุมต้นน้ำของการเดินทาง เหมือนที่ซาอุฯ พยายามจะใช้เม็ดเงินสร้างอำนาจนำผ่านดิจิทัลและข้อมูล ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือในขณะที่เรามีทรัพยากรล้นมือ แต่เรากลับไม่มีอาวุธในการคุมอำนาจต่อรองระดับโลกเลย เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้นักท่องเที่ยวเดินเข้ามาหา เป็นการสร้างกลไกที่ทำให้นักลงทุนระดับโลกต้องเดินเข้ามาหาเราเพื่อขอใช้โมเดลการจัดการท่องเที่ยวที่หาจากไหนไม่ได้
    การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงบริการ แต่คือการล้างไพ่โดยใช้ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม มาเป็นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและโยงใยกันแบบบูรณาการ เช่น พลังงานสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว หรือเทคโนโลยีการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนขั้นสูงสุด เพื่อให้ไทยกลายเป็นประเทศที่เป็นหัวเจาะในการกำหนดมาตรฐานใหม่ว่าการท่องเที่ยว นี่คือการเปลี่ยนจากเส้นเลือดใหญ่ที่แค่หล่อเลี้ยงร่างกาย ให้กลายเป็นสมองที่คอยสั่งการและสร้างมูลค่าเพิ่มแบบไร้ที่สิ้นสุด

    ที่มา :


    Post Views: 206

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/28/saudi-tourism-new-economic-infrastructure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38io0npKMCFYyiZ00LSK_n

  • ซาอุฯ ประกาศกร้าว ‘การท่องเที่ยว’ คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่จะกู้โลกจากวิกฤต

    ในวันที่โลกกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายคนอาจมองหาทางออกผ่านนโยบายการทหารหรือข้อตกลงทางการค้าที่เคร่งเครียด แต่บนเวที World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย เดินขึ้นเวทีพร้อมส่งสาส์นที่สั่นสะเทือนวิธีคิดเดิมๆ ว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องพักผ่อน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก (Economic Infrastructure) ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้!


    อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย

    การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์แห่งความมั่งคั่ง

    อัล-คาทีบ ได้กระตุกต่อมคิดผู้นำโลกกลางที่ประชุมว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกมองการท่องเที่ยวเป็นเพียงอุตสาหกรรมทางเลือก (Discretionary Sector) ที่จะดูแลเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องมองเป็นระบบยุทธศาสตร์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว
    ด้วยตัวเลขคาดการณ์นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะพุ่งสูงถึง 2,000 ล้านคนในปี 2030 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การปั๊มตัวเลขให้โต แต่คือการ Scale Up อย่างมีกึ๋นและมีความรับผิดชอบ เพื่อให้การข้ามพรมแดนแต่ละครั้ง กลายเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

    เปิดสูตรลับ Saudi Vision 2030 เมื่อซาอุฯ กลายเป็นนักลงทุนเบอร์ 1 ของโลก

    ซาอุดีอาระเบียไม่ได้พูดโม้ไปวันๆ แต่เปย์หนักที่สุดในโลก! เพื่อเปลี่ยนภาพจำจากประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมัน สู่สวรรค์ของการท่องเที่ยว ปี 2025 ซาอุฯกวาดนักท่องเที่ยวไปแล้ว 30 ล้านคน เป้าหมายถัดไปคือ 150 ล้านคนภายในปี 2030! ด้วยการลงทุนในทุกมิติ ตั้งแต่สายการบิน แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนาคน
    โครงการระดับเมกะโปรเจกต์อย่าง AlUla (เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีร่องรอยอารยธรรมโบราณกว่า 2,000 ปี โดดเด่นด้วยสุสานหินแกะสลักขนาดมหึมากลางทะเลทราย) และ Diriyah (เมืองอิฐดินดิบเก่าแก่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของราชวงศ์ซาอุฯ ที่ถูกเนรมิตใหม่ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมระดับโลก) คือบทพิสูจน์ของการผสมผสานประวัติศาสตร์พันปีเข้ากับความหรูหราที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นที่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่และการอนุรักษ์วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การสร้างโรงแรมแล้วจบไป

    1. TOURISE แพลตฟอร์มแสนล้านที่เปลี่ยน ‘คำพูด’ ให้เป็น ‘เงินลงทุน’
    หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการเปิดตัว TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกที่ซาอุฯ ใช้เป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐบาล-นักลงทุน-ผู้นำอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่แค่เวทีนั่งคุยกันสวยๆ แต่ผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงไปแล้วกว่า 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ! (ราว 4 ล้านล้านบาท) พร้อมนัดรวมพลยักษ์ใหญ่ครั้งถัดไปในเดือนมีนาคม 2027

    การสร้างแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมยักษ์ใหญ่จากทุกองคาพยพมาวางโรดแมปร่วมกันในอีก 5 ทศวรรษข้างหน้า คือสิ่งที่เรียกว่า Game Changer และนี่คือสิ่งที่ TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบีย กำลังประกาศก้องต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก

    ด้วยคณะที่ปรึกษาที่เป็นระดับซีอีโอจากองค์กรชั้นนำอย่าง Heathrow Airport, Cirque du Soleil, Amadeus และ WTTC ทำให้ TOURISE มีอำนาจในการตัดสินใจและขับเคลื่อนนโยบายในระดับโครงสร้าง นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของ TOURISE คือการไม่กักตัวเองอยู่แค่ในกรอบของการท่องเที่ยว แต่ดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (AI), การลงทุน และความยั่งยืนเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยแก้ปัญหาไซโล (Silo) หรือการทำงานแบบแยกส่วนที่เคยฉุดรั้งอุตสาหกรรมนี้มานาน

    นอกจากนี้ TOURISE ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเวทีเสวนา แต่ยังรุกคืบสู่การเป็นคลังสมองของโลกด้วยการจัดทำสมุดปกขาว (White Papers) และดัชนีชี้วัดระดับสากล (Global Indices) ร่วมกับบรรดาองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการวัดผลความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการนับจำนวนนักท่องเที่ยวแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่จะพิจารณาอย่างลุ่มลึกถึงความยั่งยืนในทุกมิติ และการปันผลกำไรคืนสู่สังคมอย่างเป็นธรรม

    นี่คือการขยับตัวอันชาญฉลาดของซาอุฯ ในการเป็นดีลเมกเกอร์ เพื่อล้างไพ่การท่องเที่ยวโลก


    ตัวเลขในปี 2024 เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าแผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบียไม่ใช่เพียงความทะเยอทะยานบนหน้ากระดาษ แต่คือแผนปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจริง หลังจากสามารถผลักดันตัวเลขนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 100 ล้านคนต่อปีได้สำเร็จก่อนกำหนดการที่ตั้งไว้ถึง 7 ปี ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวขยับขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักทางเศรษฐกิจที่ทำเงินให้ GDP เกือบ 5% กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้สำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    นี่คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่ตอกย้ำว่าซาอุดีอาระเบียกำลังแผ่อิทธิพลในเชิงยุทธศาสตร์และมีพันธสัญญาในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวอย่างจริงจัง การเปิดตัว TOURISE ร่วมกับภาคีระดับโลก ตั้งแต่องค์กรพหุภาคีไปจนถึงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานอีเวนต์ แต่คือการวางโครงสร้างอำนาจนำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก เพื่อส่งต่อผลลัพธ์และรูปแบบการพัฒนาที่พวกเขาทดลองใช้จนประสบความสำเร็จ ให้ขยายวงกว้างออกไปในระดับสากล


    การท่องเที่ยวในฐานะ ‘Soft Power’ เชื่อมรอยร้าวและปลุกยักษ์หลับในดินแดน Under-visited

    อัล-คาทีบ ยังให้มุมมองที่ลึกซึ้งว่าในยามที่การทูตแบบเป็นทางการเข้าถึงยาก ‘การท่องเที่ยว’ นี่แหละคือสะพานเชื่อมรอยร้าวที่นุ่มนวลที่สุด
    “ในพื้นที่ที่ช่องทางการทูตตึงเครียด การท่องเที่ยวช่วยรักษาการสนทนา สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่สันติภาพโลก”
    นอกจากนี้เขายังสะกิดให้โลกหันไปมองกลุ่มประเทศที่ ‘Under-visited’ กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูงแต่ยังมีจำนวนผู้มาเยือนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเหล่าอัญมณีที่รอการค้นพบ โดยเฉพาะในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งซาอุฯ พร้อมจะเป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยสนับสนุน พร้อมส่งต่อทั้งองค์ความรู้และทุนทรัพย์ เพื่อปลุกยักษ์หลับเหล่านี้ให้ตื่นขึ้นมาเป็นฟันเฟืองใหม่ของเศรษฐกิจโลก สร้างการเติบโตแบบ Inclusive ที่จะกระชากวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังให้เดียวดาย

    การที่ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ใช่เพียงเพราะเม็ดเงินมหาศาล แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านการวางแม่บท (Masterplan) ที่เห็นผลจริงในโครงการอย่าง AlUla และ The Red Sea (อภิมหาโปรเจกต์ท่องเที่ยวระดับลักชัวรีบนหมู่เกาะธรรมชาติกว่า 90 แห่ง ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนขั้นสูงสุดด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และตั้งเป้าฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้สมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม) ซึ่งเป็นต้นแบบที่พร้อมจะส่งต่อให้แก่โลก โดยเฉพาะการใช้ ‘Data-Driven Frameworks’ ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับรากเหง้าทางอารยธรรม เพื่อวางกลยุทธ์การท่องเที่ยวอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าแค่การสร้างโรงแรมแบบเดิมๆ ควบคู่ไปกับการทำ ‘Digital Transformation’ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ประเทศในกลุ่ม Under-visited สามารถก้าวกระโดด ข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เข้าสู่โลกการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างทันท่วงที แต่เหนือสิ่งอื่นใด ซาอุดีอาระเบียเชื่อมั่นว่า ‘คน’ คือโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริง จึงมุ่งเน้นการพัฒนา Human Capital หรือบุคลากรระดับโลกที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Beyond Tourism’ ซาอุดีอาระเบียยังมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ” โดยพร้อมจะเข้าไปช่วยประเทศพันธมิตรทั้งในแอฟริกาและอเมริกาใต้ในการทำ ‘Policy Alignment’ เพื่อปรับจูนนโยบายตั้งแต่วีซ่า การบิน ไปจนถึงกฎหมายการลงทุนให้เกิดแรงประสาน (Synergy) ที่ทรงพลัง พร้อมทั้งสร้าง ‘Resilience Building’ หรือภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อให้แน่ใจว่าการท่องเที่ยวในดินแดนเหล่านี้จะสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ไม่ล้มครืนแม้ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์หรือความผันผวนในอนาคต

    ถอดบทเรียนจากซาอุฯ ถึงไทย ถึงเวลาต้องเปลี่ยน ‘เส้นเลือดใหญ่’ ให้กลายเป็น ‘โครงสร้างอำนาจใหม่’ ที่ใครก็โค่นไม่ลง

    สำหรับประเทศไทยที่กินบุญเก่าจากการท่องเที่ยวมานาน จนเป็นกระดูกสันหลังของ GDP การจะมานั่งอธิบายว่าอุตสาหกรรมนี้สำคัญแค่ไหนคงเสียเวลาเปล่า เพราะโจทย์จริงๆ คือเราจะผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่เดิมนี้ให้กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่ล้ำกว่าเดิมได้อย่างไร

    ไทยต้องเลิกภูมิใจกับการเป็นแค่ครัวโลกหรือห้องรับแขก ที่คอยรับใช้การพักผ่อนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือต้องสลัดภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองสันทนาการราคาย่อมเยา ดึงดูดนักเดินทางด้อยคุณภาพ แล้วหันมาเล่นบทเจ้าของแพลตฟอร์มที่คุมต้นน้ำของการเดินทาง เหมือนที่ซาอุฯ พยายามจะใช้เม็ดเงินสร้างอำนาจนำผ่านดิจิทัลและข้อมูล ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือในขณะที่เรามีทรัพยากรล้นมือ แต่เรากลับไม่มีอาวุธในการคุมอำนาจต่อรองระดับโลกเลย เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้นักท่องเที่ยวเดินเข้ามาหา เป็นการสร้างกลไกที่ทำให้นักลงทุนระดับโลกต้องเดินเข้ามาหาเราเพื่อขอใช้โมเดลการจัดการท่องเที่ยวที่หาจากไหนไม่ได้
    การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงบริการ แต่คือการล้างไพ่โดยใช้ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม มาเป็นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและโยงใยกันแบบบูรณาการ เช่น พลังงานสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว หรือเทคโนโลยีการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนขั้นสูงสุด เพื่อให้ไทยกลายเป็นประเทศที่เป็นหัวเจาะในการกำหนดมาตรฐานใหม่ว่าการท่องเที่ยว นี่คือการเปลี่ยนจากเส้นเลือดใหญ่ที่แค่หล่อเลี้ยงร่างกาย ให้กลายเป็นสมองที่คอยสั่งการและสร้างมูลค่าเพิ่มแบบไร้ที่สิ้นสุด

    ที่มา :


    Post Views: 182

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/28/saudi-tourism-new-economic-infrastructure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38io0npKMCFYyiZ00LSK_n