Category: ไอที

  • ประเมินใหม่ที่ดินปรับพรวด15% ดีเดย์ปี

    กรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา

       กรมธนารักษ์เขย่าราคาประเมินที่ดิน 37 ล้านแปลงทั่วประเทศ คาดปรับขึ้น 15% เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2570-2573 เผยราคาเดิม 4 ถนนหลัก สีลม เพลินจิต พระราม 1 วิทยุ พุ่งทะลุวาละ 1 ล้านบาท แพงสุดในไทย ที่ดินราคาถูกสุดที่อมก๋อย เชียงใหม่ วาละ 25 บาท ตั้งเป้าปรับราคาใกล้เคียงกับการซื้อขายจริง ซึ่งจะเพิ่มรายได้เข้ารัฐมากขึ้น เอกชนมองสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่เอื้อ หวังรัฐขยายมาตรการลดค่าโอน-ภาษี จับตาเศรษฐีที่ดินแห่ขาย ปล่อยเช่า ลดภาระภาษี

       นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมอยู่ระหว่างการจัดทำราคาประเมิน ที่ดินใหม่รอบบัญชี 2570-2573 จำนวน 37 ล้านแปลง คาดว่าจะประกาศภายใน เดือนธันวาคมนี้ และเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เนื่องจากราคา ประเมินที่ดินรอบบัญชีปัจจุบันปี 2566-2569 จะครบกำหนด 4 ปี วันที่ 31 ธันวาคม 2569

       กรมดำเนินการประเมินราคาที่ดินตาม พ.ร.บ.การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ 2562 เพื่อให้นำไปใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง หรือเป็นฐานจัดเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมาย หรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นของรัฐ

       ปรับราคาใกล้เคียงตลาดจริง

       “การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา”

       ราคาประเมินใหม่จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ละจังหวัดการเปลี่ยนแปลงราคาจะต่างกันตามข้อมูลราคาตลาดจังหวัดนั้น ๆ ทางคณะกรรมการแต่ละจังหวัดจะเป็นผู้จัดทำราคา โดยส่วนกลางจะเป็นพี่เลี้ยงให้ มีทั้งปรับขึ้นและปรับลง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแปลงที่ดิน

       ราคาใหม่แพงขึ้นเฉลี่ย 15%

       นายอัครุตม์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มราคาประเมินที่ดินใหม่ที่จะเริ่มใช้ในรอบปี 2570-2573 คาดว่าทั่วประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นไม่น้อย กว่า 15% ตามแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของ ราคาตลาด สูงกว่ารอบบัญชีปัจจุบันที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 8.93% เนื่องจากการพิจารณาปรับราคาประเมินต้องดูหลายองค์ประกอบ เช่น มีรถไฟฟ้า มีถนน การขยายตัวของชุมชน การซื้อขายเปลี่ยนมือ และสภาพเศรษฐกิจด้วย ขณะที่ในส่วนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากน้ำท่วม เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบชายแดน อยู่ระหว่างการพิจารณาจะปรับหรือไม่ปรับ

       เปิด 4 ทำเลทะลุวาละ 1 ล้าน

       อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าวอีกว่า บริเวณที่มีราคาประเมินที่ดินสูงสุดคาดว่ายังเป็นบริเวณถนนเส้นเดิม ขึ้นอยู่กับข้อมูลราคาตลาดในปัจจุบัน โดยพื้นที่กรุงเทพฯ บริเวณที่เปลี่ยนแปลงราคาประเมินสูงสุดยังคงเป็นใจกลางเมือง และราคาทะลุ 1 ล้านบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) ได้แก่ ถนนสีลม ถนนเพลินจิต ถนนพระราม 1 และถนนวิทยุ เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีข้อมูลราคาตลาดสนับสนุนในการปรับราคาประเมิน

       ส่วนบริเวณที่มีราคาประเมินต่ำสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ คาดอยู่บริเวณคลองโล่ง-ชายทะเล เขตบางขุนเทียน เหมือนเดิม โดยปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อ ตร.ว. และต่ำสุดระดับประเทศอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่ 25 บาทต่อ ตร.ว. แต่การปรับราคาประเมินใหม่คงจะมีการปรับขึ้นไปอีก

       สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด

       “ราคาประเมินเป็นราคาที่ใช้ในการทำนิติกรรม คนขายก็อยากได้ราคาสูง เพื่อไปขายในราคาตลาด หรือขอกู้แบงก์ได้วงเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ภาครัฐจะได้ประโยชน์ทางอ้อม มีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนผู้เสียภาษีก็อยากได้น้อย ๆ ซึ่งภาครัฐต้องหากลไกมาลดภาระ ให้ เช่น ลดอัตราภาษีที่ดินฯ ลดค่าธรรมเนียม การโอน เป็นเรื่องที่พูดยากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

       อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาประเมินประกาศใช้แล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ในระหว่างปี ถ้าบริเวณไหนเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เราก็อยากให้ราคาประเมินมีส่วนช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็คงไม่ให้มันเปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป

       เสียภาษีที่ดิน-ค่าโอนเพิ่ม

       ด้าน นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า การปรับราคาประเมินที่ดินของ กรมธนารักษ์เป็นไปตามรอบบัญชีที่ต้องปรับทุก 4 ปี ตามระบบโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายคมนาคมที่เปลี่ยนไป โดยปกติจะปรับขึ้นทุกครั้งอยู่แล้ว

       “แต่การปรับในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลากยาว จะมีผลกระทบ 2 ส่วนคือ 1.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่แพงขึ้น ขณะที่ภาครัฐไม่มีอัตราส่วนลดให้ จะกระทบต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม และครัวเรือน 2.ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ถ้าภาครัฐคงมาตรการ 0.01% ออกไปน่าจะช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง” นายอิสระกล่าว

       จับตาแห่ขาย-ปล่อยเช่าที่ดิน

       นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า หากราคาประเมินที่ดินใหม่ของกรมธนารักษ์ปรับขึ้น 15% โดยธรรมชาติราคาซื้อขายในตลาดจะขยับขึ้นไปอีก ดังนั้น ในรอบบัญชี 2570-2573 ทำเลใจกลางกรุงเทพฯ หากราคาประเมินที่ดินทะลุ 1 ล้านบาท ต่อ ตร.ว. ราคาซื้อขายจะขยับไปสูงกว่า 3-4 ล้านบาทต่อ ตร.ว.

       ขณะที่ราคาที่ดินนอกเมืองและปริมณฑลจะขยับขึ้น 4-5 เท่า ที่ดินในเมืองต่างจังหวัดจะขึ้น 2-3 เท่า ส่วนที่ดินเกษตรกรรมจะขยับขึ้น 5-10 เท่า อย่างไรก็ตาม ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับ ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ค่อยดี จะเห็นมีคนขายมากกว่าคนซื้อ

       “ผลของราคาประเมินที่ดินที่ปรับขึ้น จะกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนผู้เสียภาษี รวมถึงเจ้าของที่ดิน เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย คงจะเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินออกมาประกาศให้เช่า หรือนำมาปลูกพืชเกษตรกรรมตามที่กฎหมายกำหนดให้เห็นมากขึ้น เพื่อให้เข้าเกณฑ์ที่ดินประเภทเกษตรกรรม ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะปัจจุบันภาครัฐเก็บเต็ม 100% ไม่ได้มีอัตราส่วนลดให้” นายวสันต์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YpAnE7-B4pQTmwu_j5ZM5

  • ประเมินใหม่ที่ดินปรับพรวด15% ดีเดย์ปี

    กรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา

       กรมธนารักษ์เขย่าราคาประเมินที่ดิน 37 ล้านแปลงทั่วประเทศ คาดปรับขึ้น 15% เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2570-2573 เผยราคาเดิม 4 ถนนหลัก สีลม เพลินจิต พระราม 1 วิทยุ พุ่งทะลุวาละ 1 ล้านบาท แพงสุดในไทย ที่ดินราคาถูกสุดที่อมก๋อย เชียงใหม่ วาละ 25 บาท ตั้งเป้าปรับราคาใกล้เคียงกับการซื้อขายจริง ซึ่งจะเพิ่มรายได้เข้ารัฐมากขึ้น เอกชนมองสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่เอื้อ หวังรัฐขยายมาตรการลดค่าโอน-ภาษี จับตาเศรษฐีที่ดินแห่ขาย ปล่อยเช่า ลดภาระภาษี

       นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมอยู่ระหว่างการจัดทำราคาประเมิน ที่ดินใหม่รอบบัญชี 2570-2573 จำนวน 37 ล้านแปลง คาดว่าจะประกาศภายใน เดือนธันวาคมนี้ และเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เนื่องจากราคา ประเมินที่ดินรอบบัญชีปัจจุบันปี 2566-2569 จะครบกำหนด 4 ปี วันที่ 31 ธันวาคม 2569

       กรมดำเนินการประเมินราคาที่ดินตาม พ.ร.บ.การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ 2562 เพื่อให้นำไปใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง หรือเป็นฐานจัดเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมาย หรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นของรัฐ

       ปรับราคาใกล้เคียงตลาดจริง

       “การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา”

       ราคาประเมินใหม่จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ละจังหวัดการเปลี่ยนแปลงราคาจะต่างกันตามข้อมูลราคาตลาดจังหวัดนั้น ๆ ทางคณะกรรมการแต่ละจังหวัดจะเป็นผู้จัดทำราคา โดยส่วนกลางจะเป็นพี่เลี้ยงให้ มีทั้งปรับขึ้นและปรับลง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแปลงที่ดิน

       ราคาใหม่แพงขึ้นเฉลี่ย 15%

       นายอัครุตม์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มราคาประเมินที่ดินใหม่ที่จะเริ่มใช้ในรอบปี 2570-2573 คาดว่าทั่วประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นไม่น้อย กว่า 15% ตามแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของ ราคาตลาด สูงกว่ารอบบัญชีปัจจุบันที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 8.93% เนื่องจากการพิจารณาปรับราคาประเมินต้องดูหลายองค์ประกอบ เช่น มีรถไฟฟ้า มีถนน การขยายตัวของชุมชน การซื้อขายเปลี่ยนมือ และสภาพเศรษฐกิจด้วย ขณะที่ในส่วนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากน้ำท่วม เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบชายแดน อยู่ระหว่างการพิจารณาจะปรับหรือไม่ปรับ

       เปิด 4 ทำเลทะลุวาละ 1 ล้าน

       อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าวอีกว่า บริเวณที่มีราคาประเมินที่ดินสูงสุดคาดว่ายังเป็นบริเวณถนนเส้นเดิม ขึ้นอยู่กับข้อมูลราคาตลาดในปัจจุบัน โดยพื้นที่กรุงเทพฯ บริเวณที่เปลี่ยนแปลงราคาประเมินสูงสุดยังคงเป็นใจกลางเมือง และราคาทะลุ 1 ล้านบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) ได้แก่ ถนนสีลม ถนนเพลินจิต ถนนพระราม 1 และถนนวิทยุ เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีข้อมูลราคาตลาดสนับสนุนในการปรับราคาประเมิน

       ส่วนบริเวณที่มีราคาประเมินต่ำสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ คาดอยู่บริเวณคลองโล่ง-ชายทะเล เขตบางขุนเทียน เหมือนเดิม โดยปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อ ตร.ว. และต่ำสุดระดับประเทศอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่ 25 บาทต่อ ตร.ว. แต่การปรับราคาประเมินใหม่คงจะมีการปรับขึ้นไปอีก

       สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด

       “ราคาประเมินเป็นราคาที่ใช้ในการทำนิติกรรม คนขายก็อยากได้ราคาสูง เพื่อไปขายในราคาตลาด หรือขอกู้แบงก์ได้วงเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ภาครัฐจะได้ประโยชน์ทางอ้อม มีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนผู้เสียภาษีก็อยากได้น้อย ๆ ซึ่งภาครัฐต้องหากลไกมาลดภาระ ให้ เช่น ลดอัตราภาษีที่ดินฯ ลดค่าธรรมเนียม การโอน เป็นเรื่องที่พูดยากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

       อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาประเมินประกาศใช้แล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ในระหว่างปี ถ้าบริเวณไหนเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เราก็อยากให้ราคาประเมินมีส่วนช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็คงไม่ให้มันเปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป

       เสียภาษีที่ดิน-ค่าโอนเพิ่ม

       ด้าน นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า การปรับราคาประเมินที่ดินของ กรมธนารักษ์เป็นไปตามรอบบัญชีที่ต้องปรับทุก 4 ปี ตามระบบโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายคมนาคมที่เปลี่ยนไป โดยปกติจะปรับขึ้นทุกครั้งอยู่แล้ว

       “แต่การปรับในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลากยาว จะมีผลกระทบ 2 ส่วนคือ 1.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่แพงขึ้น ขณะที่ภาครัฐไม่มีอัตราส่วนลดให้ จะกระทบต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม และครัวเรือน 2.ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ถ้าภาครัฐคงมาตรการ 0.01% ออกไปน่าจะช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง” นายอิสระกล่าว

       จับตาแห่ขาย-ปล่อยเช่าที่ดิน

       นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า หากราคาประเมินที่ดินใหม่ของกรมธนารักษ์ปรับขึ้น 15% โดยธรรมชาติราคาซื้อขายในตลาดจะขยับขึ้นไปอีก ดังนั้น ในรอบบัญชี 2570-2573 ทำเลใจกลางกรุงเทพฯ หากราคาประเมินที่ดินทะลุ 1 ล้านบาท ต่อ ตร.ว. ราคาซื้อขายจะขยับไปสูงกว่า 3-4 ล้านบาทต่อ ตร.ว.

       ขณะที่ราคาที่ดินนอกเมืองและปริมณฑลจะขยับขึ้น 4-5 เท่า ที่ดินในเมืองต่างจังหวัดจะขึ้น 2-3 เท่า ส่วนที่ดินเกษตรกรรมจะขยับขึ้น 5-10 เท่า อย่างไรก็ตาม ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับ ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ค่อยดี จะเห็นมีคนขายมากกว่าคนซื้อ

       “ผลของราคาประเมินที่ดินที่ปรับขึ้น จะกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนผู้เสียภาษี รวมถึงเจ้าของที่ดิน เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย คงจะเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินออกมาประกาศให้เช่า หรือนำมาปลูกพืชเกษตรกรรมตามที่กฎหมายกำหนดให้เห็นมากขึ้น เพื่อให้เข้าเกณฑ์ที่ดินประเภทเกษตรกรรม ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะปัจจุบันภาครัฐเก็บเต็ม 100% ไม่ได้มีอัตราส่วนลดให้” นายวสันต์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YpAnE7-B4pQTmwu_j5ZM5

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • คลองวังโตนด : ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลวิชาการกับอนาคตผืนป่าเขาสิบห้าชั้น – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่กลับก่อให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการและสังคมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นผืนป่าราบต่ำที่เหลืออยู่ไม่มากในประเทศไทย

    ที่มาของโครงการ

    โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนผันน้ำจากจังหวัดจันทบุรีไปยังจังหวัดระยอง ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 เมษายน 2552 เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองและชลบุรี โดยลุ่มน้ำคลองวังโตนด มีอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างแล้ว 3 แห่ง ได้แก่

    • อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ความจุ 60.25 ล้านลูกบาศก์เมตร
    • อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์เมตร
    • อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้านลูกบาศก์เมตร

    ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่เสนอสร้าง มีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกำหนดให้เป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

    จัดทำรายงาน EHIA โดยกรมชลประทาน

    รายงาน EHIA ที่กรมชลประทานว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำ ระบุว่าโครงการจะก่อให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จำนวน 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง จำนวน 7,097 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะช้างป่า กระทิง ฯลฯ

    ความพยายามลดขนาดโครงการ

    เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้ “ลดขนาดอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2564 มีมติให้ ลดพื้นที่โครงการเหลือประมาณ 10,000–12,000 ไร่ และลดความจุอ่างให้เหลือ 60 หรือ 80 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกแทรกเข้ามาอยู่ใน “วาระอื่น ๆ” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เนื่องจากเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ทั้งด้านผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ สัตว์ป่า ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ ตลอดจนความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

    การคัดค้านจากองค์กรด้านการอนุรักษ์

    องค์กรด้านการอนุรักษ์หลายแห่งได้ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการพร้อมเหตุผลสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร : ขอคัดค้านการเห็นชอบ EHIA และเสนอให้ลดขนาดอ่าง คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : เสนอให้ศึกษาทางเลือกการพัฒนาแหล่งน้ำรูปแบบอื่น สมาคมอุทยานแห่งชาติ : เสนอให้พิจารณายกเลิกโครงการ ฯลฯ 

    ข้อมูลจากภาคสนามของกรมอุทยานฯ (2566) เปรีบเทียบกับ EHIA (2564)

    กรมอุทยานฯ ได้สำรวจภาคสนามระหว่างวันที่ 2–16 กันยายน 2566 และเปรียบเทียบกับข้อมูล EHIA ของกรมชลประทาน (2564) พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

    ข้อมูลกรมอุทยานฯ (2566) : ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 60 คน ครอบคลุมพื้นที่ตัวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด โดยวางแปลงสำรวจทั้งหมด 80 แปลง ใช้ระยะเวลาการสำรวจ 15 วัน ผลการสำรวจชนิดป่า พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น ป่าดิบแล้ง จำนวน 4,370.93 ไร่ รองลงมาคือ ป่าปลูก 1,022.67 ไร่ และป่าเบญจพรรณ 399.29 ไร่ พบไม้ต้น (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก DBH ≥ 10 เซนติเมตร) จำนวน 346,081 ต้น ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 2,614,415 ต้น และกล้าไม้ จำนวน 19,195,268 ต้น

    ด้านสัตว์ป่า พบช้างป่ากว่า 70 ตัว โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยและเส้นทางเคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังพบสังคมพืชกะพ้อผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งอาหารช้างป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลกรมชลประทาน (EHIA 2564) : วางแปลงสำรวจจำนวน 1,202 แปลง โดยการสำรวจด้านพืชใช้ระยะเวลา 8 วัน ผลการศึกษาจำแนกชนิดป่าหลักในพื้นที่โครงการเป็น ป่าเบญจพรรณ จำนวน 6,742.35 ไร่ และพื้นที่ป่าปลูกหรือพื้นที่รอการฟื้นฟู 963.42 ไร่ ในด้านโครงสร้างป่า รายงาน EHIA ให้ข้อมูลปริมาณไม้ต้นที่ไม่สอดคล้องกันภายในเอกสารเดียวกัน โดยระบุว่า ในรายงานเล่มหลัก พบไม้ต้น 21,982 ต้น ในสรุปสำหรับผู้บริหาร ระบุจำนวน 100,793 ต้น นอกจากนี้ รายงาน EHIA ระบุว่าพบ ไม้หนุ่ม/ลูกไม้ จำนวน 316,404 ต้น กล้าไม้ จำนวน 18,379,415 ต้น และพบ ช้างป่าเพียง 20–30 ตัว

    ผลกระทบต่อสัตว์ป่าและประชาชน

    พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่ราบต่ำซึ่งเป็นเส้นทางด่านสัตว์และเส้นทางเคลื่อนที่หลักของช้างป่า การเกิดอ่างเก็บน้ำจะทำหน้าที่ขวางเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ช้างป่าเปลี่ยนเส้นทางออกสู่พื้นที่ชุมชน ข้อมูลปี 2568 พบว่า ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์มากกว่า 610 ครั้ง ทำลายพืชผล 43 ครั้ง ทำลายทรัพย์สิน 4 ครั้ง คนบาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 2 ราย

    ข้อจำกัดของมาตรการ EHIA

    มาตรการในรายงาน EHIA เช่น การปลูกป่าทดแทน 29,200 ไร่ การสร้างแหล่งน้ำใหม่ 100 แห่ง โป่งเทียม 1,700 ไร่ ทุ่งหญ้าอาหารสัตว์ 3,750 ไร่ พืชอาหารช้าง 1,050 ไร่ ถูกประเมินว่า ไม่สามารถดำเนินการได้จริง ทั้งด้านพื้นที่ งบประมาณ และความเข้าใจเชิงนิเวศ เนื่องจากระบบนิเวศป่าธรรมชาติที่สูญเสียไปไม่อาจถูกทดแทนได้ด้วยมาตรการเชิงเทคนิคในระยะเวลาอันสั้น

    ข้อเสนอของกรมอุทยานฯ

    • ลดระดับกักเก็บน้ำที่ระดับ 57.5 รทก.
    • ลดพื้นที่น้ำท่วมในอุทยานฯ เหลือ 657.69 ไร่
    • ใช้แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำเดิม เช่น ประแกด พะวาใหญ่ และหางแมว
    • พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบชลประทานกระจายน้ำ
    • หากมีการผันน้ำข้ามจังหวัด ควรกำหนดผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนจันทบุรี

    อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดจะเดินหน้าต่ออย่างไร

    กรณีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของกรมชลประทาน กับผลการตรวจสอบและศึกษาข้อมูลทางวิชาการในพื้นที่ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งมีมีความสำคัญต่อการพิจารณาความเหมาะสมสำหรับโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

    และการจัดเวทีชี้แจงข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลประกอบการนำเสนอโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้เข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งต่อผืนป่า สัตว์ป่า ความเสี่ยงและความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าในระยะยาว และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่

    การพัฒนาแหล่งน้ำที่ละเลยคุณค่าของผืนป่าและระบบนิเวศ ไม่เพียงอาจล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำ แต่ยังเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาใหม่ที่ยากต่อการเยียวยาในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และความปลอดภัยของประชาชน

    ทั้งนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรอยู่ระหว่างการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายงาน EHIA เพื่อปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-20/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00LQQRIxEg0cqT-Y8imwQN

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-