Category: ไอที

  • ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง | TOPNEWS

    ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง

    • เผยแพร่ : 30/01/2026 17:44

    ราชบุรีประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง


    วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ราชบุรี ตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายประดิทรรศณ์ บวรเกษมพันธุ์ ปลัดอำเภอดำเนินสะดวก เป็นประธานในพิธีประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงและยั่งยืน


    ภายในงานมีพระสมุห์สมพร ปสุนโน เจ้าอาวาสวัดดอนคลัง นายภานุวัฒน์ ชูนิตย์ กำนันตำบลดอนคลัง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายการพัฒนา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน

    นางนวลนิตย์ สังข์กระแสร์ พัฒนาการอำเภอดำเนินสะดวก กล่าวว่า การประกาศวาระตำบลเข้มแข็งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยนำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มาปรับใช้ในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน


    การดำเนินงานใช้ ตำบลเป็นฐานการพัฒนา ขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับตำบล และกลไก 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต

    เสริมสร้างความสามารถในการ “ล้มแล้ว ลุกไว” ควบคู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    คาดว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้จะช่วยให้ตำบลดอนคลังสามารถบริหารจัดการชุมชนโดยชุมชน เกิดเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

    ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนชุมชนที่มีธรรมาภิบาล และนำไปสู่การเป็น ตำบลจัดการตนเองอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในระยะยาว

    นิชาภา จันทร์งาม ผู้สื่อข่าว top news ทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ปก web พรานกระต่ายแชมป์ส้มตำ

    dfvvd

    ยุติธรรมสร้างสุข ลงพื้นที่แม่จริม อำนวยความสะดวกทายาทเหตุกระหน่ำยิง ยันช่วยเหลือเป็นธรรม

    ครั้งแรกของวงการโรงแรม! อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง ตั้ง “ทูตวัฒนธรรม” ปั้นมิติใหม่แห่งการพักผ่อน

    ชลบุรีกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ จับกุมกว่า 3,111 ราย ปราบธุรกิจสีเทา–แก๊งสแกมเมอร์ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน นักท่องเที่ยว และนักลงทุน

    “ตร.ไซเบอร์” สนธิกำลัง บุกรวบ “2 จีนเทา” เอี่ยว “แก๊งสแกมเมอร์” คาคอนโดฯ ชลบุรี ยึดอุปกรณ์หลอกลวงเหยื่อเพียบ 

    หอการค้าตราดเผยนักท่องเที่ยวเริ่มกลับคึกคัก หลังสถานการณ์ชายแดนสงบ

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา มอบโอวาทนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีม ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 45 “ฅนบุรีรัมย์เกมส์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1472205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aaZCLcDNG8sRP0-jlNf1H

  • SCB EIC เตือนเศรษฐกิจไทยปี 69 แผ่ว แรงกระตุ้นรัฐถดถอย-ส่งออกเสี่ยงหด

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า แรงส่งหลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แม้ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัวและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บางส่วน โดยในช่วงต้นปีเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินภาครัฐ ตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายและงบผูกพันรอเบิกจ่ายที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจแผ่วลงจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

    SCB EIC ระบุว่า ความเชื่อมั่นภาคเอกชนปรับดีขึ้นชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ในระยะข้างหน้ายังเผชิญแรงกดดันจากรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากสินเชื่อภาคเอกชนซึ่งยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง

    ด้านภาคการส่งออก มีแนวโน้มหดตัวในปี 2569 หลังจากขยายตัวสูงในปี 2568 โดยได้รับผลกระทบจากความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงจากการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพจากยุโรป อินเดีย และสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่

    ในด้านการเมือง SCB EIC ประเมินว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไทม์ไลน์ล่าช้าออกไป อาทิ การร้องเรียนผลการเลือกตั้ง ความไม่สงบตามแนวชายแดนกัมพูชา หรือการตัดสินคดีทางการเมือง ทั้งนี้รัฐบาลผสมชุดใหม่อาจมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากอาจไม่มีพรรคที่ได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเช่นการเลือกตั้งปี 2566

    สำหรับการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 คาดว่าอาจล่าช้าประมาณ 1–2 เดือน โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลและการพิจารณาแก้ไขร่างงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดปี 2569

    SCB EIC ยังชี้ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองยังเน้นการให้เงินอุดหนุน การยกระดับธรรมาภิบาล และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร คุณภาพแรงงาน และความเหลื่อมล้ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นแนวทางปฏิรูปรายได้และรายจ่ายภาครัฐที่ชัดเจน ท่ามกลางแรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น จากระดับหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น และความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ

    ในส่วนของนโยบายการเงิน SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และทรงตัวตลอดทั้งปี สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs

    ขณะที่เศรษฐกิจโลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2568 จากผลกระทบของกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคธุรกิจที่ลดลง แม้การลงทุนด้าน AI ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวจากความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังถูกกดดันจากอุปสงค์ในประเทศและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตามอุปสงค์ต่างประเทศ แต่ยังมีแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ และคาดว่าพรรค LDP จะยังคงเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไปหลังการเลือกตั้ง

    นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ หลังสหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงโดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นจากความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังและระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/810240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jlME7KJ5wQAwYoCBGghjl

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะลงพื้นที่เกาะเกร็ด เดินหน้ายกระดับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี ชูจุดเด่นลวดลายแกะสลักอันวิจิตรงดงามบนดินปั้นคุณภาพสูง พร้อมงัดกลยุทธ์ตลาดเชิงสร้างสรรค์ ดันแหล่งผลิต GI ให้เป็นจุดเช็กอินและแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใกล้กรุง ต่อยอดเสน่ห์วิถีชุมชนมอญริมน้ำสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญามีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งเป็นสินค้าอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน ซึ่งกรมฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว พร้อมขยายช่องทางการตลาด พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และเชื่อมโยงแหล่งผลิตสู่แหล่งท่องเที่ยว เพื่อยกระดับสินค้า GI ในมิติต่างๆ โดยปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ทั้งสิ้น 250 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 114,623 ล้านบาท

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วย นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี และคณะ ลงพื้นที่แหล่งผลิตสินค้า GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ณ ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าตั้งแต่การเตรียมดิน การขึ้นรูป การแกะสลักลวดลาย ไปจนถึงการเผาแบบดั้งเดิม พร้อมพบหารือกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น รับฟังปัญหา อุปสรรค และวางแนวทางการพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

    นางอรมน กล่าวว่า เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI เมื่อปี 2553 ราคาขายเฉลี่ยก่อนเป็น GI อยู่ที่ 100 บาทต่อชิ้น และราคาขายเฉลี่ยหลังเป็น GI อยู่ที่ 500 – 700 บาทต่อชิ้น ความโดดเด่นของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้รับอิทธิพลมาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ “เกาะเกร็ด”ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีพื้นที่กว่า 2,820 ไร่ เป็นแหล่งสะสมของดินเหนียวท้องนาคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เนื้อดินมีความละเอียดสูง เหนียวแน่น ไม่ร่วนซุย และปราศจากกรวดทราย เมื่อนำมานวดด้วยน้ำจะมีความนุ่มเป็นพิเศษ เหมาะแก่การปั้นและแกะสลักเป็นลวดลายที่ซับซ้อน ทั้งนี้ ดินเกาะเกร็ดมีธาตุเหล็กผสมอยู่เล็กน้อย ส่งผลให้ดินปั้นที่ผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงจะมีสีแดงอมส้มมีความแข็งแกร่ง ทนทาน สวยงามเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องเคลือบเนื้อดิน

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่และพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี เตรียมแผนงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสินค้า GI เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม ทันสมัย เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญของฝาก อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของตัวสินค้าได้อย่างชัดเจน การขยายช่องทางการตลาดผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน อาทิ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เป็นต้น ส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมเชื่อมโยงแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดให้เป็นแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางด้วยรถยนต์หรือล่องเรือทางแม่น้ำเจ้าพระยา ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวมอญในพื้นที่ได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีแผนประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เผยแพร่เอกลักษณ์ชื่อเสียงของสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมสินค้า GI ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าที่มั่นคงให้กับช่างฝีมือของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด ให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจสัมผัสความงามของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด สามารถเยี่ยมชมแหล่งผลิตและอุดหนุนสินค้าของผู้ประกอบการได้ที่ ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zq3iv7eXVf-uNcgEnMEhu

  • รักชนกชี้ระบบประกันสังคมพัง ไม่ใช่เพราะตัดงบ แต่เพราะเว็บแอป 850 ล้าน

    รักชนกชี้ระบบประกันสังคมพัง ไม่ใช่เพราะตัดงบ แต่เพราะเว็บแอป 850 ล้าน

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ชี้แจงกรณีระบบเบิกจ่ายเงินผู้ประกันตนของ สำนักงานประกันสังคม ปิดใช้งาน โดยยืนยันว่าไม่ใช่ผลจากการ “ตัดงบ” ของทีมประกันสังคมก้าวหน้า แต่มีต้นตอมาจากปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและความล้มเหลวของโครงการเว็บแอป วงเงิน 850 ล้านบาท

    รักชนกระบุว่า มีกระแสบิดเบือนข้อมูลกล่าวหาว่าทีมก้าวหน้าตัดงบจนระบบล่ม หรือมีการแฮกระบบ ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยชี้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างในสำนักงานประกันสังคม และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าผู้ประกันตน

    น.ส.รักชนก อธิบายว่า โครงการเว็บแอป 850 ล้านบาท ถูกออกแบบให้เป็นระบบหลังบ้านหลักสำหรับการจัดการข้อมูลและการเบิกจ่าย แต่มีข้อกังขาตั้งแต่กระบวนการประมูลจนถึงการส่งมอบ ทำให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินในต้นทุนสูง แต่ได้ระบบที่ล้าสมัยและไม่สามารถใช้งานได้ตามสัญญา จนต้องสั่งปิดระบบและยังไม่สามารถเปิดใช้งานเต็มรูปแบบได้ในเร็ววัน

    พร้อมกันนี้ รักชนกยังยกกรณีเปรียบเทียบกับคดีทุจริตระบบไอทีของ สปส. เมื่อปี 2549 มูลค่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งมีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน และใช้เวลากว่าเกือบ 20 ปี กว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาลงโทษอดีตเลขาธิการ สปส. สะท้อนความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม โดยกรณีโครงการ 850 ล้านบาท ทีมงานได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แล้ว

    ในประเด็นงบประมาณน.ส.รักชนกยอมรับว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีการตัดงบ 250 ล้านบาทจริง แต่เป็นงบที่ขอตั้งเพื่อจ่ายให้ระบบเก่าในช่วงที่ระบบใหม่ล่าช้ามานานกว่า 2 ปี โดยยืนยันว่าการจ่ายงบดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาระบบล่มได้ และเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนโดยไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

    น.ส.รักชนก ยังระบุว่า ก่อนหน้านี้ทีมก้าวหน้าเคยเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบระบบไอที แต่สำนักงานไม่ยินยอม จนกระทั่งระบบล่มหนักจึงยอมเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วยแก้ไข

    น.ส.รักชนกทิ้งท้ายว่า กรณีนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่การลงโทษผู้กระทำผิดล่าช้า จนไม่สามารถยับยั้งการทุจริตซ้ำซาก และท้ายที่สุดผู้ประกันตนเป็นผู้รับภาระความเสียหาย

    ที่มา: รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737263&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39k5iS1Ko7KwTDeSixZo_n

  • NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย  พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย  พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    ไอที

    NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย  พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT ผนึกกำลัง กองทัพอากาศ  สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย 
    พัฒนา UTM เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ กองทัพอากาศ และสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Traffic Management : UTM) เพื่อมุ่งยกระดับ เทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ ห้องรับรองบริพัตร กองบัญชาการกองทัพอากาศ กรุงเทพฯ 

    การร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระบบจัดการจราจรของระบบอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสนับสนุน ส่งเสริม และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ

    พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กองทัพอากาศ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี ที่มุ่งพัฒนาไปสู่ “กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ” (Unbeatable Air Force) พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถให้เท่าทันเทคโนโลยี และตอบสนองต่อภัยคุกคาม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมวิจัยและพัฒนาระบบ UTM รวมถึงการใช้ทรัพยากรของกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 

    พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์  ดิษยะศริน นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม UAV (Unmanned Aerial Vehicle) หรือ อากาศยานไร้คนขับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดรน (Drone) ของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การร่วมพัฒนาบุคลากร และการเผยแพร่เทคโนโลยีต่อสาธารณะ
    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการจราจรอากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการบินไร้คนขับของไทยให้ได้มาตรฐานสากล โดยความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของ NT ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม และการสร้างคุณค่าใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

    ความร่วมมือในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ด้านอากาศยานไร้คนขับ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว 
    _________________________________

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464205&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LZPwpDPEXSvUnwrSU8Ii6

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • จุฬาฯ จับมือ IBM และพันธมิตร เปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์

    เมื่อเอ่ยถึง เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) หลายคนอาจคุ้นหู ทว่า ยังไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงและการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งภายในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ที่ก่อตั้งขึ้นโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาชั้นนำ “IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT” ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำนิยามของ Quantum Technology และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ว่า

    “เทคโนโลยีควอนตัม คือ การควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็น แกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์”
    “ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่างๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก”
    และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย กับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เจาะลึก 4 พันธกิจ ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ ขับเคลื่อนการนำ Quantum Technology มาใช้ยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ภายในงานเปิดตัว ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square) นี้ นอกเหนือจากไฮไลต์ของงานในการลงนาม MOU กับพันธมิตรแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศแนวทางชัดเจนในการมาร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาและต่อยอด Quantum Technology ให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี ผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
    โดย ศ.ดร.ประณัฐ ได้กล่าวชัดเจนว่า ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ จะดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน คือ
    1. พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม
    2. ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี
    3. สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี
    4. สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
    “เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้าน ต่างๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม”
    “ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยี ควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิง ควอนตัม การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์”

    “โดยศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่นๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้”

    Key Success ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วย Quantum Technology คือ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ

    ศ.ดร.ประณัฐ เน้นย้ำว่าที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้จริงในภาคส่วนต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ชั้นนำทั่วโลก เช่น การร่วมมือกับมหาวิทยาลัย EPFL จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และ CERN เพื่อศึกษาการนำไปใช้ของ Quantum AI ในฟิสิกส์พลังงานสูง (high energy physics) เพื่อพัฒนาวิธีการจำลองการเกิดของอนุภาคพลังงานสูง อันนำไปสู่ความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    “นอกจากนั้น ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจ ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น”
    “อีกหนึ่งความสำเร็จในการร่วมมือกับภาคธุรกิจ คือความร่วมมือกับ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers และความร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่างๆ”

    “โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง”
    “ขณะเดียวกัน ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม”
    นอกจากนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับ ด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจ ไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม
    “เราต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค โดยผสมผสานทฤษฎีควอนตัมเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ นอกไปจากนี้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชิปควอนตัม ยังมีพื้นฐานเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ฯ ขยายขอบเขตการวิจัยได้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวในที่สุด

    คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด

    IBM ย้ำชัด Quantum is Coming! พร้อมเผยความจริง 5 ข้อ ชี้ความพร้อมองค์กรกับการใช้ประโยชน์จาก Quantum Technology

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เกิดขึ้นในงานเปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ คือ การบรรยายของ คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในหัวข้อ “Quantum is Coming. Five Realities Shaping the Race to Advantage” ซึ่งนอกจากจะอัปเดตความรู้เรื่อง Quantum Technology แล้ว ในมุมของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM แล้ว คุณอโณทัย ยังได้เผยถึงความจริง 5 ประการ ที่บ่งชี้ถึงความพร้อมขององค์กรในการปรับใช้ Quantum Technology เพื่อสร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจว่า
    “เราได้เดินทางมาถึงยุคที่ Quantum Computing Technology จะพาเราก้าวข้ามผ่านในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน หรือถ้าทำได้ก็ต้องใช้เวลาและขั้นตอนต่างๆมากมาย เช่น การพัฒนาธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในแบบที่ AI ไม่สามารถรองรับหรือทำได้ เพราะ Quantum Computing Technology เป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว”
    “ยกตัวอย่าง ในด้านพลังงานเทคโนโลยีควอนตัม มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยนำมาจำลองพฤติกรรมของโมเลกุลและวัสดุต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยออกแบบแบตเตอรี่หรือพัฒนาวัสดุสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ที่ดียิ่งกว่าเดิม ซึ่งความสามารถในการจำลองและทดสอบวัสดุจำนวนมหาศาลในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเร่งกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”

    “ที่ผ่านมา IBM ได้พัฒนา Quantum Technology มาอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของซอฟแวร์และอัลกอริทึ่ม โดยเสนอให้เป็นโซลูชั่นกับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น IBM ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างอีโคซิสเตมในการนำ Quantum Technology ไปปรับใช้ หนึ่งในนั้น คือ การออกแบบสถาปัตยกรรมสำคัญที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ Quantum Technology หรือ Quantum-centric Supercomputing (QCSC) ที่จะรวบรวมเอาเทคโนโลยีหลัก 3 ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Hybrid Architecture ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าพอใจให้กับทุกภาคธุรกิจ”
    “สำหรับเทรนด์ Quantum Technology ในระดับโลกนั้น ในตอนนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก ยืนยันได้จากจำนวน QRO หรือ Quantum Technology Ready Organization ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนงบ R&D ตั้งแต่ปี 2023 พบว่าสัดส่วนอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ และโตมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 โดยมีอุตสาหกรรมชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมมาแรงอย่าง Healthcare และ การเงินการธนาคาร”
    “และความจริง 5 ประการที่จะช่วยให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเส้นทางสู่การเป็น QRO คือ
    1. หลายองค์กรยังไม่มั่นใจใน Quantum Technology โดยรอให้เทคโนโลยีพร้อม แล้วค่อยเริ่มลงทุนในด้าน R&D ซึ่งจากการสำรวจพบว่าองค์กรที่รอมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการปรับใช้ Quantum Technology ถึง 4 เท่า
    2. แม้ Quantum Technology จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรง แต่องค์กรยังไม่ควรทุ่มลงทุนใน Quantum Technology แบบก้อนเดียว ให้ทำเป็น Portfolio คือ ตั้งเป็นหลายโจทย์ แล้วค่อยๆทดสอบทีละโจทย์ โจทย์ไหนไม่ผ่าน ไม่โอเค อาจหยุดไว้ก่อนได้
    3. วางแผนให้การใช้ Quantum Technology ทำงานควบคู่ไปกับ AI และ HPC โดยใช้ Quantum Technology เป็นเครื่องมือเสริม และพัฒนา AI และ Quantum Technology ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกัน จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
    4. ปัญหาเรื่อง Talent Gap หรือช่องว่างทางทักษะ จะเป็นปัญหาที่ทุกองค์กรต้องเจอ และจะมีสงครามแย่งคนเก่งที่มีทักษะดิจิทัล ทักษะด้าน Quantum Technology ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ IBM แนะนำองค์กรว่าถ้าอยากได้คนทำงานด้าน Quantum Technology ใหห้ระบุตำแหน่งงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านการออกแบบระบบ อัลกอริทึ่ม หรืองานที่ออกแบบ สร้าง ระบบให้เชื่อมโยงกับระบบเดิมขององค์กร ก็จะทำให้ได้คนมาทำงานง่ายขึ้น
    5. Quantum Technology เป็นเหรียญสองด้าน คือ สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง ทว่า ก็มีความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ จากการสำรวจของ IBM พบว่า หลายองค์กรนำ Quantum Technology ไปปรับใช้จริง แต่ไม่ได้วางแผนด้านการบริหารความเสี่ยงไว้ ซึ่งมีความจำเป็นมาก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่น้อยเลย

    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในทุกมิติ

    AI เขย่าธุรกิจ Trade War สั่นคลอนการค้า ESG เปลี่ยนกฎใหม่ กลยุทธ์พลิกเกมปี 2026 ที่ผู้ประกอบการต้องลงมือทำทันที

    NIA เจาะประเด็น นโยบายนวัตกรรมปี 69 ติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโตฝ่าทุกวิกฤต

    “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” กุญแจความสำเร็จขององค์กรในปี 2026

    Post Views: 407

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/29/chulalongkorn-ibm-siam-quantum-square/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06v1jElCbwcl-jz_QQYrlf

  • NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.22 น.

    NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    NT เผยทิศทางปี 2569 มุ่งสร้างผลงานนำภาครัฐเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล เร่งขยายธุรกิจใหม่เน้นคลาวด์และโซลูชันด้าน Government Transformation ย้ำเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส พร้อมเดินหน้าดัน Infrastructure Sharing ลดต้นทุนภาพรวมประเทศ

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NTเปิดเผยทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ของ NT ในฐานะองค์กรภาครัฐที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมในทุกมิติ เน้นการผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมขยายบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศสอดคล้องนโยบายยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของรัฐบาล ทิศทางธุรกิจปี 2569 ผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัล กลุ่มธุรกิจใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มธุรกิจดิจิทัลตั้งเป้าโตรับดีมานด์ภาครัฐ

    NT คาดหวังกลุ่มธุรกิจดิจิทัลขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มีสัดส่วนการเติบโตหลักจากบริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และดิจิทัลโซลูชัน โดยเฉพาะภายใต้โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC ซึ่งผลงานต่อเนื่องตลอดปี ได้แก่

    คลาวด์กลางภาครัฐ GDCC (Government Data Center and Cloud) รวมศูนย์ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยเข้ามาใช้งานร่วมกันบนคลาวด์กลาง โดยพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565-2568 ปัจจุบันให้บริการจำนวน 62,748 VM รองรับการใช้งาน 1,202 หน่วยงาน 3,896 ระบบงาน ประหยัดงบประมาณรัฐแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท


     

    การพัฒนาคลาวด์กลาง GDCC Open Data จากนโยบาย Cloud First ซึ่งเปิดให้บริการในปีที่ผ่านมาได้ให้บริการภาครัฐแล้วจำนวน 23,155 VM รองรับการพัฒนาระบบและโครงการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การจัดทำเว็บไซต์โรงพยาบาลต่าง ๆ ระบบแพลตฟอร์มการชำระเงิน (Payment Platform) ระบบการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ฯลฯ

    การขยายบริการโซลูชัน e-Office ภายใต้คลาวด์กลาง GDCC โดยเป็นระบบบริหารจัดการสำนักงานรูปแบบ e-Document / Paperless ที่พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการเป็นระบบดิจิทัลครอบคลุมหน่วยงานรัฐในทุกระดับทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นการสร้างรากฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้บริการแล้ว 53.33% หรือจำนวน 4,152 หน่วยงาน จาก 7,842 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 115,569 ยูสเซอร์ และลูกค้าองค์กรภาครัฐ จำนวน 110 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 129,000 ยูสเซอร์
    มุ่งสู่โอกาสธุรกิจใหม่ เปิดรับความร่วมมือพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์
       

    นอกจากการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของรัฐบาลและประเทศไทยหรือ Digital Transformation ยังคงเป็นวาระสำคัญของ NT ที่จะดำเนินการในปีนี้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอีโคซิสเต็มคลาวด์ที่ครบวงจรเพื่อรองรับนโยบาย Cloud First และการให้บริการภายใต้โครงการ GDCC อย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบซอฟต์แวร์ (SaaS) แพลตฟอร์ม (PaaS) และโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) โดยเพิ่มบริการด้านบิ๊กดาต้าและเอไอมากขึ้น


     

    ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสผลักดัน NT สู่ธุรกิจใหม่ซึ่ง NT ได้กำหนดแนวทางพัฒนาบริการที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีด้าน AI เข้ามามีบทบาทในการเสริมศักยภาพในการให้บริการมากขึ้น โดยพร้อมที่จะพิจารณาสรรหาพันธมิตรในธุรกิจด้านคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไมโครเซอร์วิส ซิสเต็มอินทิเกรชัน และโซลูชันด้านการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดิจิทัล เพื่อร่วมกันพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการใช้บริการของทุกภาคส่วนได้อย่างยั่งยืน โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นหน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไทยอย่างยาวนาน มีลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก และการส่งเสริมจากนโยบายรัฐที่สามารถเพิ่มโอกาสการแข่งขัน
     

    “NT เปิดกว้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมและพัฒนาธุรกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถและความคล่องตัวในการดำเนินงานให้มีความหลากหลาย ลดความซ้ำซ้อน ลดต้นทุน ทั้งนี้ ให้ความสำคัญในการคัดเลือกพันธมิตรที่มีความโปร่งใส ดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติตามกฎหมาย มีจรรยาบรรณและมีมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนศักยภาพให้ NT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนร่วมกัน”

    ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทยรองรับอาเซียน
     

    NT มุ่งเน้นการดำรงเสถียรภาพและความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและดิจิทัล ให้สามารถสนับสนุนศักยภาพการพัฒนาประเทศและส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางสำคัญที่ NT เร่งขับเคลื่อนในปีนี้ ได้แก่

    ปรับจุดยืนเน้นบทบาท Neutral Infrastructure Provider ขับเคลื่อนการควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลาง (Infrastructure Sharing) รองรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ผ่านบริการ Single Last Mile ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการนำร่อง อาทิ โครงการเดินสายไฟเบอร์ทั่วประเทศ โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ฯลฯ การควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลางจะตอบโจทย์การใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยลดความซ้ำซ้อน ช่วยให้ประหยัดงบลงทุนในภาพรวมของประเทศ และส่งเสริมด้านภูมิทัศน์ของเมือง

    พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลที่แข็งแกร่งมั่นคง สนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาคอาเซียนตอนบน โดยปีที่ผ่านมาการเปิดระบบเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ ADC ทำให้ NT มีระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งหมด 8 ระบบ ได้แก่ FLAG, SMW4, TIS, AAG, SJC, APG, AAE- 1 และ ADC ทั้งนี้ ภาพรวมโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่มีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Diversity) เชื่อมโยงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่และบริการระหว่างประเทศ นับเป็นศักยภาพของ NT ในการเชื่อมต่อครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยรองรับความต้องการของผู้ให้บริการ OTT ระดับโลกที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
     

    นอกจากนี้ การร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจด้านบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำกับ Eutelsat OneWeb ยังเป็นอีกหนึ่งโครงข่ายสื่อสารที่ขยายการเข้าถึงบริการดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเสริมการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ซึ่งเพิ่มศักยภาพประเทศไทยรองรับการเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ NT ยังได้มุ่งผลักดันการบริหารความสมดุลของโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีเส้นทางเชื่อมข้อมูลออกสู่ต่างประเทศที่หลากหลาย (Balanced traffic) ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมเสถียรภาพและความมั่นคงด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย
     

    สำหรับผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา NT มีตัวเลขผลประกอบการที่ดีกว่าแผนธุรกิจโดยทำรายได้รวม 55,000 กว่าล้านบาท กำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท ซึ่งรายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจสื่อสารไร้สาย กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ทั้งนี้ NT ตั้งเป้ารักษาลูกค้าและรายได้เดิมตามแผนธุรกิจโดยเน้นการปรับโครงสร้างงานที่เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานภายใน การใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่า และการจัดการต้นทุนที่เน้นลดรายจ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464176&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h5gp4fSvBuHAbfprQbsf_