Category: ไอที

  • เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.16 น.

    จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา ชลสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ได้ออกมาทิ้งระเบิดกลางรายการ ถกไม่เถียง ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของหน่วยงานที่ถูกเรียกว่า Spectre C ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น หน่วยงานไอทีเงา ที่คอยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลให้กับพรรคประชาชน การเปิดโปงครั้งนี้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า Spectre C ไม่ใช่กลุ่มคนลึกลับที่ไร้ตัวตน แต่มีการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดภายใต้ชื่อ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด โดยมีความเชื่อมโยงที่แนบแน่นจนแทบจะแยกไม่ออก เพราะนอกจากจะเป็นคู่สัญญาหลักในการดูแลระบบข้อมูลสมาชิกและการระดมทุนแล้ว บริษัทยังตั้งอยู่บนชั้น 5 ของอาคารเดียวกับที่ทำการพรรคประชาชนในซอยรามคำแหง 42 เรียกได้ว่าอยู่ห่างกันเพียงเพดานกั้น

    และล่าสุดวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพจดังอย่าง The METTAD โพสต์ขยี้ซ้ำชุดข้อมูลของบริษัท Spectre C จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา อดีต สส.กทม. ได้ออกมาแฉก่อนหน้านี้ในรายการถกไม่เถียง ดังนี้

    เปิดโครงสร้าง “Digital Backbone” การเมืองไทย ใครคือคนคุมระบบข้อมูล–สื่อ ของเครือข่ายพรรคก้าวหน้า

    Spectre C

    นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะ ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์ข้อมูลและโซลูชันไอที (Director of Data Centre and IT Solution) ของ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบดิจิทัลให้กับ พรรคก้าวไกล และ คณะก้าวหน้า นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในฐานะผู้นำความคิดในแวดวงอุตสาหกรรมเว็บไทย ผ่านการดำรงตำแหน่งกรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association – TWA) และการเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานอินเทอร์เน็ตสากลร่วมกับ ที.เอช.นิค (THNIC)

    บทบาทผู้นำในวงการเทคโนโลยีและภาคประชาสังคม กรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (TWA)

    → มีบทบาทกำหนดทิศทางบุคลากรไอทีรุ่นใหม่ (YWC)

    วิทยากรมาตรฐานอินเทอร์เน็ตร่วมกับ THNIC เครือข่ายนักพัฒนา Creatorsgarten

    → กลุ่ม Open Source / Open Data สายตรวจสอบรัฐ

    นัยสำคัญ: อยู่ใน “วงใน Tech Talent รุ่นใหม่” ไม่ใช่ผู้รับเหมารัฐแบบเดิม

    การอยู่ในตำแหน่งนี้ หมายถึงการมีส่วนกำหนดทิศทางบุคลากรดิจิทัลรุ่นใหม่ และสร้างเครือข่ายคน และ อินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ที่อาจกลายเป็นกำลังหลักขององค์กรในอนาคต

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    Spectre C

    จากการตรวจสอบฐานข้อมูลนิติบุคคล Creden Data พบข้อมูลวัตถุประสงค์การจดทะเบียนของบริษัท: “บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด SPECTRE C CO., LTD. ประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ตลอดจนการให้บริการทางกฎหมายแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ…”

    อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติและจากการเปิดเผยข้อมูลในงานสัมมนา บริษัทนี้กลับดำเนินธุรกิจหลักด้าน “Data Centre and IT Solution” และ “Web Application Development”

    ความไม่สอดคล้องระหว่าง “นิติกรรมอำพราง” กับ “พฤตินัย” นี้ อาจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับ “นิติสงคราม” (Lawfare) เพื่อป้องกันการถูกเล่นงานทางกฎหมาย ในการถือครอง “บริษัทสื่อ” จึงไม่จดทะเบียนเป็น บริษัทรับทำสื่อ!! นั่นเอง

    ความสัมพันธ์กับคณะก้าวหน้า (Progressive Movement)

    Spectre C

    นอกเหนือจากพรรคการเมือง นายจามิกรยังดูแลระบบให้กับ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมที่ทำงานคู่ขนานกัน นัยสำคัญ การที่นายจามิกรดูแลทั้งสององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็น “Trusted Node” หรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในเครือข่ายนี้ ข้อมูลสมาชิกและยุทธศาสตร์ดิจิทัลของทั้งสององค์กรน่าจะมีการเชื่อมโยงหรือใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ร่วมกันภายใต้การกำกับดูแลของเขาและทีมงาน

    ความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกล (Move Forward Party)

    บทบาทของนายจามิกรในฐานะผู้พัฒนาระบบให้กับองค์กรทางการเมืองที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในไทยปัจจุบัน

    นายจามิกรรับผิดชอบ “พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและเว็บสื่อสารองค์กร พรรคก้าวไกล” และมีการเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิตสื่อที่บริษัท Spectre C ได้รับจากพรรค

    Web Application Development พัฒนาระบบรับสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์ ระบบบริจาคเงิน และระบบฐานข้อมูลสมาชิก (ซึ่งมีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากพรรคก้าวไกลเน้นการระดมทุนจากประชาชน) ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม next.moveforwardparty.org ที่ระบุใน Snippet

    Corporate Communication: ดูแลเว็บไซต์หลักที่ใช้สื่อสารนโยบายและข่าวสาร ตอบโต้ข่าวลวง (Fake News) และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

    ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน (People’s Party)

    ข้อมูลการผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของพรรคประชาชน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 (ค.ศ. 2025) ซึ่งระบุข้อความทางกฎหมายในสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ (เช่น คลิปแถลงนโยบายเศรษฐกิจ, นโยบายความมั่นคงใหม่) ไว้อย่างชัดเจนว่า:

    ผู้ว่าจ้าง พรรคประชาชน (People’s Party)

    ผู้ผลิต บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    ลักษณะงาน ผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์และถ่ายทอดสดกิจกรรมนโยบาย โดยมีงบประมาณระบุต่อชิ้นงาน (เช่น 10,000 บาท) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง

    ข้อมูลนี้ยืนยันว่า บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งมี นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งเป็น Director of Data Centre and IT Solution ยังคงทำหน้าที่เป็น “แขนขาหลักด้านดิจิทัล” ให้กับพรรคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากสมัยพรรคก้าวไกล

    บทบาทกับพรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน Spectre C = แขนขาดิจิทัลหลัก งานหลักที่รับผิดชอบ

    – ระบบสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์

    – ระบบบริจาคเงิน / ฐานข้อมูลสมาชิก

    – เว็บสื่อสารนโยบาย–ตอบโต้ Fake News

    ตัวอย่าง: next.moveforwardparty.org
    .
    จุดสำคัญ พรรคที่เน้น “ระดมทุนจากประชาชน” ต้องพึ่งระบบข้อมูลที่มั่นคงมากเป็นพิเศษ

    Trusted Node ดูแลหลายองค์กรพร้อมกัน

    พรรคการเมือง (ก้าวไกล → ประชาชน)

    คณะก้าวหน้า (ขบวนการเคลื่อนไหว)

    – สะท้อนความไว้วางใจระดับสูง

    – โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอาจเชื่อมโยง/ใช้ร่วมกันภายใต้การกำกับเดียว

    ความเชื่อมโยงทางกายภาพ: “อาคารอนาคตใหม่”

    Spectre C

    โครงสร้างการทำงานยังคงใช้โมเดล Co-location (การทำงานร่วมพื้นที่) เพื่อความคล่องตัวสูงสุด โดยทั้งสององค์กรตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน
    พรรคประชาชน: เลขที่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด: เลขที่ 167 ชั้น 5 ซอยรามคำแหง 42

    การที่บริษัทไอที (ชั้น 5) ตั้งอยู่เหนือที่ทำการพรรค (ชั้น 4) เพียงชั้นเดียว เอื้อต่อการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) และการผลิตสื่อที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การสื่อสารของพรรค

    ความเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างผู้บริหารพรรค (Key Person Link)

    Spectre C

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จามิกร (Spectre C) กับ พรรคประชาชน ถูกเชื่อมร้อยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านบุคคลสำคัญระดับแกนนำ

    นายศรายุทธิ์ ใจหลัก (ติ่ง) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาชน

    ความสัมพันธ์ในอดีต นายศรายุทธิ์ เคยเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ (74.65%) ของบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ในช่วงยุคพรรคก้าวไกล ก่อนจะจำหน่ายหุ้นออกไป

    นัยสำคัญ การที่อดีตเจ้าของบริษัท Spectre C ก้าวขึ้นมาเป็น “แม่บ้านพรรค” (เลขาธิการ) ย่อมเป็นหลักประกันความไว้วางใจและการทำงานที่สอดประสานกันอย่างแนบเนียนระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายเทคนิค

    นายจามิกร ผิวละออง เชื่อมโยงกับ พรรคประชาชน ผ่านตำแหน่งบริหารใน บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาหลักในการผลิตสื่อและดูแลระบบฐานข้อมูลให้พรรค โดยโครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “Digital Backbone” ถาวร ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านของพรรคการเมือง (จากอนาคตใหม่ -> ก้าวไกล -> ประชาชน) ได้โดยที่ข้อมูลและระบบปฏิบัติการไม่สะดุดลง

    วงแหวนแห่งความไว้วางใจ (Circle of Trust)

    โครงสร้างการทำงานของ Spectre C และพรรคประชาชน ประกอบด้วยวงแหวนความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกัน:

    – วงในสุด (Core) แกนนำพรรค (ณัฐพงษ์, ศรายุทธิ์) และผู้บริหาร Spectre C (จามิกร) ที่กุมความลับและทิศทางยุทธศาสตร์

    – วงกลาง (Operational) พนักงานบริษัท Spectre C ที่ทำหน้าที่ผลิตสื่อ ดูแลระบบ และแอดมินเพจ ซึ่งทำงานอย่างเป็นระบบเหมือนบริษัทเอกชน

    – วงนอก (Community) เครือข่ายนักพัฒนา (Developer Community) ที่ จามิกร เป็นแกนนำ (เช่น ผ่านสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองหนุนทางปัญญาและแหล่งสรรหาบุคลากร

    ความเสี่ยงและการบริหารจัดการ แม้โครงสร้างนี้จะแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเสี่ยง

    Spectre C

    – ความเสี่ยงทางกฎหมาย: หากมีการพิสูจน์ได้ว่า Spectre C ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พรรคประชาชนอาจถูกร่างแหไปด้วยในฐานะผู้ว่าจ้าง ดังนั้น Spectre C จึงต้องทำงานภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มงวดกว่าบริษัททั่วไป

    – ความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล: ด้วยข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาล Spectre C ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์จากฝ่ายตรงข้ามและแฮกเกอร์ บทบาทของ จามิกร ในด้าน Cybersecurity จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการป้องกันฐานที่มั่นทางทหาร

    สามารถสรุปได้ว่า

    Spectre C คือหน่วยงานยุทธศาสตร์: ไม่ใช่บริษัทรับจ้างทั่วไป แต่เป็นหน่วยงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับภารกิจด้านข้อมูลและสื่อของพรรคประชาชนโดยเฉพาะ โดยมีเกราะกำบังทางกฎหมายในรูปแบบบริษัทจำกัด

    จามิกร ผิวละออง คือ Technocrat: เขาไม่ใช่หัวหน้าปฏิบัติการ IO ใต้ดิน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่นำระบบ Data Centre มาใช้ยกระดับการทำงานการเมืองให้เป็นระบบและตรวจสอบได้

    IO แบบใหม่ พรรคประชาชนและ Spectre C กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Modern Information Operations” ที่เน้นคุณภาพข้อมูล (Data Quality) และการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า IO แบบเดิม

    ความต่อเนื่อง โครงสร้างที่แยกส่วนนี้เป็นหลักประกันว่า ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบอีกกี่ครั้ง ข้อมูลและระบบปฏิบัติการจะยังคงอยู่และพร้อมส่งต่อไปยังพรรคใหม่เสมอ

    ช่องโหว่สีเทา: เลี่ยงบาลี สู่ “เอเจนซี่และไอทีโซลูชัน”

    เมื่อกฎหมายห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของ “สื่อมวลชน” (เช่น ทีวี วิทยุ หรือสำนักข่าว) พรรคการเมืองยุคใหม่จึงวิวัฒนาการตัวเองเพื่อหนีข้อกฎหมายนี้

    พวกเขาจะไม่ตั้งบริษัทที่จดทะเบียนเป็น “สื่อมวลชน” แต่จะใช้วิธี จัดตั้งหรือว่าจ้าง “บริษัทรับทำเว็บไซต์, IT Solution, หรือ Production House” แทน (เหมือนกรณีที่กำลังเป็นที่จับตา) หรือในกรณีของ Spectre C ก็จดทะเบียนเป็นบริษัทด้านกฎหมาย ไม่ใช่ผลิตสื่อ!!

    ทำไมถึงรอด? เพราะตามกฎหมาย บริษัทเหล่านี้รับจ้างผลิตสื่อ (Content Provider) หรือดูแลระบบดาต้า ถือเป็นการ “รับจ้างทำของ” ไม่ใช่การเป็นเจ้าของสื่อสารมวลชนตามนิยามดั้งเดิม

    ความอันตรายที่ซ่อนอยู่: แม้ทางนิตินัยอาจจะรอด แต่ทางพฤตินัย บริษัทเหล่านี้สามารถทำงานได้ทรงพลังยิ่งกว่าสำนักข่าวเสียอีก เพราะกุมฐานข้อมูล (Data) และผลิตคอนเทนต์ยิงตรงเข้ามือถือประชาชนได้โดยไม่ต้องผ่าน กสทช.!

    บทสรุป: การที่พรรคการเมืองถือครองสื่อคือความผิดร้ายแรงที่อาจทำให้สูญสิ้นสถานะทางการเมืองได้ทันที แต่สงครามยุคใหม่ นักการเมืองเลือกที่จะ “เล่นแร่แปรธาตุ” ทางกฎหมาย แปลงร่างสื่อให้กลายเป็นบริษัทกฎหมาย ที่ดูแลด้านไอทีและรับผลิตคอนเทนต์ เพื่อเลี่ยงดาบของรัฐธรรมนูญนั่นเอง

    ถ้าพรรคการเมืองมี “บริษัทสื่อ” อยู่ในมือเบ็ดเสร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การโฆษณาชวนเชื่อทั่วไป แต่มันคือ “การผูกขาดความจริง” (Monopoly of Truth) ที่อันตรายอย่างถึงรากถึงโคน!

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก The METTAD

    ขอขอบคุณภาพจาก data.creden.co, webmaster.or.th, เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม, party.ect.go.th, dataforthai.com, google map, รายการ กรรมกรข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/947110&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DxBBgxj97tpN1SA31FCQs

  • เจาะลึกวิวัฒนาการ QR Code นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เริ่มต้นจากความเจ็บปวดของพนักงาน

    เจาะลึกวิวัฒนาการ QR Code นวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่เริ่มต้นจากความเจ็บปวดของพนักงาน

    เปิดตำนานรหัสสองมิติจากห้องแล็บ DENSO WAVE สู่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดและเครื่องมือสู้ภัยโรคระบาดช่วงโควิด-19

    ในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า QR Code ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการสแกนเพื่อชำระค่าสินค้า การเข้าถึงเมนูอาหารดิจิทัล หรือการรับข้อมูลสารสนเทศตามพิพิธภัณฑ์และป้ายประกาศต่าง ๆ จนภาพสี่เหลี่ยมที่มีลวดลายซับซ้อนนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลของการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว 

    ทว่าเบื้องหลังนวัตกรรมนี้มีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจจากวิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 60 ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงเวลานั้นร้านค้าปลีก และซูเปอร์มาร์เก็ตขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้พนักงานต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจากการเขียนราคาและคีย์ข้อมูลด้วยมือ จนนำไปสู่การพัฒนาระบบบาร์โค้ดและเครื่อง POS 

    อย่างไรก็ตาม บาร์โค้ดแบบเดิมกลับมีข้อจำกัดที่สำคัญคือสามารถจัดเก็บข้อมูลได้เพียง 20 อักขระ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมในยุคต่อมา

    มาซาฮิโระ ฮาระ
    มาซาฮิโระ ฮาระ

    ความท้าทายดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ DENSO WAVE บริษัทย่อยในเครือ DENSO CORPORATION เร่งพัฒนาเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบใหม่เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมี มาซาฮิโกะ ฮาระ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการสำคัญนี้ ฮาระได้รับแรงบันดาลใจขณะเล่นเกมกระดาน “โกะ” หรือหมากล้อมในช่วงพักกลางวัน จนนำไปสู่แนวคิดการสร้างโค้ดแบบสองมิติที่เก็บข้อมูลได้ทั้งแนวตั้งและแนวขวาง ซึ่งต่างจากบาร์โค้ดที่เก็บข้อมูลทางเดียว ฮาระใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการทดลองเพื่อหาอัตราส่วนของพื้นที่สีขาวและดำที่เหมาะสมที่สุด จนมาลงตัวที่อัตราส่วน 1:1:3:1:1 โดยมีการเพิ่มจุดตรวจจับลักษณะสี่เหลี่ยมหรือโมดูลสีดำที่ช่วยให้เครื่องอ่านสามารถระบุตำแหน่งและทิศทางของโค้ดได้แบบ 360 องศา โดยไม่ต้องคำนึงถึงมุมสแกน ส่งผลให้ QR Code หรือ Quick Response ที่เปิดตัวในปี 1994 มีความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงกว่าโค้ดอื่น ๆ ถึง 10 เท่า และจัดเก็บตัวเลขได้มากถึง 7,000 ตัว

    ฟังก์ชันสแกน QR Code หนึ่งในเครื่องมือขั้นพื้นฐานบนสมาร์ทโฟน
    ฟังก์ชันสแกน QR Code หนึ่งในเครื่องมือขั้นพื้นฐานบนสมาร์ทโฟน

    จุดเด่นทางเทคนิคที่ทำให้ QR Code เหนือกว่าเทคโนโลยีอื่นในยุคเดียวกันคือความทนทานต่อความเสียหาย แม้ตัวโค้ดจะฉีกขาดหรือเปื้อนเพียงบางส่วนก็ยังสามารถสแกนเพื่ออ่านข้อมูลได้ และสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีนี้กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วคือการตัดสินใจของ DENSO WAVE ที่แม้จะเป็นผู้ถือครองสิทธิบัตรแต่กลับเปิดให้สาธารณะใช้งานได้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กอปรกับการมาถึงของมือถือฟีเจอร์โฟนที่มีกล้องถ่ายภาพในปี 2002 ทำให้เกิดแนวทางการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การสแกนรับคูปองหรือการเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านมือถือ 

    สำหรับประเทศไทย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่อรัฐบาลผลักดันนโยบายสังคมไร้เงินสดผ่านระบบ PromptPay ทำให้การสแกนจ่ายเงินกลายเป็นพฤติกรรมหลักของคนไทยในเวลาอันรวดเร็ว

    วิวัฒนาการของ QR Code ก้าวสู่จุดสูงสุดอีกครั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตแบบลดการสัมผัส (Contactless) โดยถูกนำไปใช้ตั้งแต่ระบบเช็กอินดิจิทัลเพื่อติดตามไทม์ไลน์ของผู้ป่วย ไปจนถึงการใช้แทนเมนูอาหารแบบกระดาษเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค 

    QR Code ในฐานะเครื่องมือทางการตลาด
    QR Code ในฐานะเครื่องมือทางการตลาด

    แม้ในปัจจุบันสถานการณ์โรคระบาดจะคลี่คลายลง แต่ความคุ้นเคยของผู้คนทั่วโลกต่อเทคโนโลยีนี้กลับยิ่งฝังรากลึก ปัจจุบัน QR Code ได้รับการพัฒนามาจนถึงเวอร์ชันที่ 40 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมตามประเภทการใช้งานที่หลากหลาย และยังคงเป็นนวัตกรรมหลักที่เชื่อมโยงโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่นจนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพกว่าเข้ามาแทนที่ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2914115&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17LlWbiVAc4cIDwrr_FusA

  • “นักกม.-ผู้เชี่ยวชาญไอที” ผ่าดราม่า QR Code เลือกตั้ง ชี้เป็นแค่ “รหัสเอกสาร” ป้องกัน | TOPNEWS

    “นักกม.-ผู้เชี่ยวชาญไอที” ผ่าดราม่า QR Code เลือกตั้ง ชี้เป็นแค่ “รหัสเอกสาร” ป้องกัน | TOPNEWS

    สงสัยได้แต่อย่าบิดเบือน นักกฎหมายมาเอง “ทนายบอน” ผ่าดราม่า QR Code เลือกตั้งไม่โมฆะ ยังเป็น ลงคะแนนลับ “ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที” ชี้เป็นแค่ “รหัสเอกสาร” ป้องกันโกง ไม่ใช่เครื่องมือสอดแนม

    #topnewstv #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1487149&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0601skxqJtCIdZ8iVfIp_m

  • ทรูร่วมตำรวจ บก.ปอท. และ กสทช. บุกตรวจอาคารต้องสงสัย อ.แม่สาย ตัดอุปกรณ์ส่งเน็ตข้ามแดน

    ทรูร่วมตำรวจ บก.ปอท. และ กสทช. บุกตรวจอาคารต้องสงสัย อ.แม่สาย ตัดอุปกรณ์ส่งเน็ตข้ามแดน

    ทรูร่วมตำรวจ บก.ปอท. และ กสทช. บุกตรวจอาคารต้องสงสัย อ.แม่สาย ตัดอุปกรณ์ส่งเน็ตข้ามแดน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น สนับสนุนปฏิบัติการร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และ สำนักงาน กสทช. ลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อทลายฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เข้าข่ายผิดกฎหมายและตัดการใช้งานทันที หลังทรูร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพบสัญญาณการใช้งานผิดปกติจากอาคารต้องสงสัย โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดการนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปใช้ในทางมิชอบและลักลอบใช้งานข้ามแดน พร้อมตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามชาติ

    ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตำรวจ บก.ปอท. นำตรวจค้นอาคารต้องสงสัยแห่งหนึ่งใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ร่วมกับทรู และ สำนักงาน กสทช. พร้อมผู้ให้บริการรายอื่น หลังได้รับข้อมูลจากทรูเพื่อสืบสวนและติดตามเบาะแสเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในลักษณะผิดปกติ โดยพบว่ามีปริมาณการใช้งานสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน และยังมีการใช้งานหนาแน่นเป็นพิเศษในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นลักษณะที่เข้าข่ายต้องสงสัย จึงประสานทรูเพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิคและร่วมตรวจสอบในพื้นที่

    พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุน คดีเทคโนโลยี บก.ปอท. สอบสวนกลาง กล่าวว่า “จากความร่วมมือกับทรู และผู้ให้บริการรายอื่นในการปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์ พบว่ามีห้องหนึ่งที่เช่าอะพาร์ตเมนต์ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ติดกับชายแดน มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่สูงผิดปกติ จึงได้ดำเนินการสอบสวน และเฝ้าติดตาม จนมั่นใจได้ว่ามีการใช้งานในทางผิดกฎหมาย และพบจุดน่าสงสัยอื่นๆ เช่นผู้เช่าห้องเคยมีความผิดทางคดีต่างๆ และสืบต่อในทางลับ จึงได้ขอหมายศาลในการตรวจค้นห้องดังกล่าว พบว่ามีการลักลอบใช้อุปกรณ์ผิดกฎหมายส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปทางเมียนมา และร่วมมือกับทรูและผู้ให้บริการรายอื่นตัดวงจรให้บริการทันที และยึดอุปกรณ์ที่ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งติดตามคนร้ายให้ได้โดยไวเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป“

    จากการเข้าตรวจค้นอาคารดังกล่าว ตำรวจ บก.ปอท. ไม่พบผู้อยู่อาศัย แต่พบอุปกรณ์ที่ใช้รวบรวมสัญญาณอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับอุปกรณ์กระจายสัญญาณ ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายใช้วงจรอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อข้ามประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับทรูดำเนินการตัดสัญญาณทันที พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง และขยายผลเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นพบข้อบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มต้องสงสัย ซึ่งจะถูกนำไปใช้ประกอบการขยายผลเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้องและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรู ยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้ง สำนักงาน กสทช. ในการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดปกติตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โครงข่ายถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย และสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนและสังคมไทย”

    นอกจากร่วมมือปราบปรามมิจฉาชีพเชิงรุกแล้ว ทรู ยังเน้นการป้องกันอีกด้วย โดยเพิ่มความเข้มงวดในการขายและลงทะเบียนซิมมือถือ ใช้เทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลตรวจสอบความเสี่ยงของซิมแต่ละเบอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิด

    พร้อมกันนี้ ทรู ยังมอบบริการ “ทรูไซเบอร์เซฟ” (True CyberSafe) ให้ลูกค้าทรูและดีแทคทุกเลขหมายใช้ฟรี เป็นระบบป้องกันภัยออนไลน์อัตโนมัติที่จะบล็อกลิงก์อันตรายหรือเว็บไซต์น่าสงสัยจาก SMS ได้ทันที โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465993&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zz8tzlcdFpGUbo2o84UgE

  • ‘กูรูไอที’ ชี้ ‘บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด’ สืบไปยังตัวตนได้จริง-รู้ได้เลยใครกาพรรคไหน | เดลินิวส์

    ‘กูรูไอที’ ชี้ ‘บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด’ สืบไปยังตัวตนได้จริง-รู้ได้เลยใครกาพรรคไหน | เดลินิวส์

    จากกรณีที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดปรากฏอยู่ ส่งผลให้หลายฝ่ายหวั่นความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ไปใช้สิทธิ ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาชี้แจงว่า “คือมาตรการรักษาความปลอดภัยที่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า บัตรนั้นเป็นบัตรลอตไหน ของหน่วยไหน เพื่อเป็นมาตรการควบคุมของ กกต.” ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
    รองเลขาฯ กกต.ชี้ บัตรลงคะแนนมีบาร์โค้ด เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 69 ทางทีมข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ จึงได้มีการสอบถามไปยัง “นายชัยวัฒน์ สุทธิพงศ์สกุล” ผู้จัดการฝ่ายไอทีคอมพิวเตอร์ บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด ระบุว่า “จากที่ทดลองสแกนบาร์โค้ดด้านล่างบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และมีส่วนด้านบนที่เรียกว่าส่วนต้นขั้ว จะเห็นเป็นตัวเลขตรงกันกับต้นขั้ว บัตรเลือกตั้งซึ่งมี 20 ใบต่อชุด นับเป็น 1 ต้นขั้ว โดยบาร์โค้ดนี้ สามารถระบุได้ว่าเป็นเล่มที่เท่าไร ชุดที่เท่าไร”

    “ซึ่งถ้าสแกนแล้วขึ้นข้อมูลต้นทางแบบนี้ ก็จะอนุมานได้เลยว่าเมื่อกลับไปเช็กต้นขั้ว ก็จะพบข้อมูลชื่อผู้ไปใช้สิทธิ คือสามารถรู้ได้เลยว่าใครมาเลือกตั้ง และเลือกพรรคไหน”

    อย่างไรก็ตามนายชัยวัฒน์ ระบุเพิ่มเติมว่า “หากกรณีนี้เป็นเรื่องจริง ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญ และผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง”..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5598401/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bxNnpGPrVviMaQWrzZvPz

  • กูรูไอที ไขดราม่า QR Code บัตรเลือกตั้ง แค่คุมบัตรปลอม ระบุหาคนกายาก

    กูรูไอที ไขดราม่า QR Code บัตรเลือกตั้ง แค่คุมบัตรปลอม ระบุหาคนกายาก

    กูรูไอที ไขดราม่า QR Code บัตรเลือกตั้ง แค่คุมบัตรปลอม ระบุหาคนกายาก

    จากกรณ์มีการส่งต่อ และวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกออนไลน์ ถึงกรณีบาร์โค้ด หรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ว่า อาจจะทำให้รู้ได้ว่าใครกาอะไร หรือสามารถนำไปสแกน แล้วพบข้อมูลที่อาจระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้งและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

    นายปฐม อินโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที  เปิดเผยถึงข้อกังวลกรณีการนำ QR Code หรือบาร์โค้ดมาใช้บนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่าความกลัวที่ระบบจะ “รู้หมด” ว่าใครเลือกใครเป็นเรื่องความรู้สึกที่มาก่อนเหตุผลเสมอ ซึ่งในสภาวะที่ความไว้วางใจทางการเมืองไม่สูง การตั้งคำถามต่อ กกต. ถือเป็นสิทธิของประชาชนที่ทำได้ แต่ไม่ควรด่วนตัดสินโดยขาดความเข้าใจในเชิงเทคนิค

    กฎหมายเลือกตั้งไทยกำหนดชัดเจนเรื่อง “บัตรลับ” เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ลงคะแนน โดยไม่ได้บังคับว่าต้องมีรหัสใดๆ บนบัตร แต่เปิดช่องให้ กกต. กำหนดรายละเอียดทางเทคนิคเพื่อใช้บริหารจัดการ ซึ่งในหลายประเทศรหัสเหล่านี้มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรปลอม แยกประเภทเขตเลือกตั้ง รองรับการนับคะแนนอัตโนมัติ และใช้ตรวจสอบเส้นทางของบัตร (Audit) เท่านั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผูกโยงกับตัวบุคคล

    กูรูไอที ไขดราม่า QR Code บัตรเลือกตั้ง แค่คุมบัตรปลอม ระบุหาคนกายาก

    ทั้งนี้ การจะ “ตามรหัสกลับไปหาคนลงคะแนน” มีความซับซ้อนสูงมาก และต้องมีเงื่อนไขครบหลายด้านพร้อมกัน ได้แก่:

    • ต้องมีฐานข้อมูลบันทึกว่า “บัตรหมายเลขนี้ แจกให้ใคร”

    • ต้องสแกนหรือบันทึกหมายเลขบัตรก่อนหย่อนหีบ

    • ต้องเก็บลำดับการหย่อนบัตรเทียบกับตัวบุคคล

    • ต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยเลือกตั้งกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิแบบ Real-time

    QR Code หรือบาร์โค้ดบนกระดาษไม่ได้มีพลังวิเศษ มันเป็นเพียงตัวระบุเอกสาร หากไม่มีฐานข้อมูลจับคู่กับบุคคล ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปหาผู้ลงคะแนนได้”

    นายปฐมระบุ พร้อมเสริมว่าเทคโนโลยีเดียวกันนี้ยังช่วยป้องกันการทุจริตแบบเก่า เช่น การพิมพ์บัตรเกิน หรือความผิดพลาดจากการนับคะแนนด้วยมือ

    อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต้องเกิดจากการตั้งคำถามและการเรียกร้องความโปร่งใส แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจกลไกทั้งระบบ เพราะสิ่งที่ดูน่ากลัวบนผิวกระดาษอาจเป็นเพียงเครื่องมือควบคุมเอกสารธรรมดาที่ยากจะนำมาใช้ติดตามตัวบุคคลได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/651485&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hhkdod_aM7MoHwQLh_Sb3

  • ชาวไอที แห่ถอดรหัส “คิวอาร์โค้ด” บัตรเลือกตั้ง จับโป๊ะใหญ่ สรุป ปลอดภัย หรือ คุกคาม?

    ชาวไอที แห่ถอดรหัส “คิวอาร์โค้ด” บัตรเลือกตั้ง จับโป๊ะใหญ่ สรุป ปลอดภัย หรือ คุกคาม?

    ดราม่า QR Code บัตรเลือกตั้ง สังคมตั้งคำถามความลับการเลือกตั้ง กกต. ชี้แจงด่วน

    ประเด็น QR Code บัตรเลือกตั้ง กลายเป็นกระแสร้อนในโลกออนไลน์ หลังมีการตั้งข้อสังเกตว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตร เมื่อสแกนแล้วปรากฏรหัสขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A ตามด้วยตัวเลข 8 หลัก ซึ่งมีรูปแบบคล้ายเลขบนต้นขั้วบัตร จนเกิดความกังวลว่าอาจสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด

    วันที่ 12 ก.พ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกแถลงชี้แจงว่า บาร์โค้ดและ QR Code บัตรเลือกตั้ง มีไว้เพื่อบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ ตรวจสอบล็อตการผลิต การกระจายบัตรไปยังหน่วยเลือกตั้ง และป้องกันการปลอมแปลงเท่านั้น พร้อมย้ำชัดว่าไม่สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิ หรือเชื่อมโยงผลการลงคะแนนรายบุคคลได้

    อดีต กกต. ตั้งคำถาม สเปกบัตรเข้มข้นแต่ต้องไม่กระทบความลับ

    ด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก โดยเปิดเผยว่าการพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีต้นทุนใบละประมาณ 1.00–1.40 บาท รวมจำนวนกว่า 168 ล้านใบ พร้อมสเปกความปลอดภัยระดับสูง ทั้งลายน้ำพิเศษที่ต้องส่องด้วยแสง UV และตัวหนังสือขนาดเล็กพิเศษ (Micro Text) ตามระเบียบ กกต. ข้อ 129 เพื่อป้องกันการปลอมแปลง

    อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า รหัสบนบัตรควรมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมเท่านั้น ไม่ควรใช้เพื่อติดตามหรือย้อนกลับไปตรวจสอบผู้ใช้สิทธิ หากบาร์โค้ดในบัตรบางประเภทสามารถเชื่อมโยงถึงเล่มที่และเลขที่บัตร แล้วนำไปเทียบกับบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีลายเซ็นกำกับ อาจกระทบหลักการลงคะแนนโดยลับทันที

    รัฐธรรมนูญกำหนด “เลือกตั้งต้องลับ”

    ประเด็นนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ต้องเป็นไปโดยตรงและลับ หากมีช่องทางใดที่ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะเดียวกัน มีกลุ่มโปรแกรมเมอร์หลายรายที่เข้ามาร่วมตรวจสอบ เช่น Thanarat Kuawattanaphan และ โดม เจริญยศ โดยพัฒนาเครื่องมือถอดรหัสและเปิดเว็บไซต์ชื่อ “ECT Ballot QR Decoder” เพื่อทดลองแปลงข้อมูลจาก QR Code บัตรเลือกตั้ง พร้อมเปิดรับตัวอย่างบัตรเพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม และเรียกร้องให้ กกต. ออกมาชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจน

    สังคมรอคำอธิบายชัดเจนเรื่อง QR Code บัตรเลือกตั้ง

    แม้ กกต. จะยืนยันว่า QR Code บัตรเลือกตั้ง ใช้เพื่อการจัดการและความปลอดภัยเท่านั้น แต่กระแสข้อสงสัยยังคงดำเนินต่อไปในสังคมออนไลน์ หลายฝ่ายต้องการคำอธิบายเชิงเทคนิคที่ละเอียดมากขึ้น เพื่อยืนยันว่าหลักการ “เลือกตั้งโดยลับ” จะไม่ถูกกระทบ

    กรณี QR Code บัตรเลือกตั้ง จึงกลายเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งในภาพรวม หากไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนและโปร่งใสเพียงพอ

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9873286/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JQujTbYScCM3f3UDT-_C1

  • ส่องทิศทาง SYNEX ปี 2569 ก้าวทันทุกคลื่นเทคโนโลยี หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

    ส่องทิศทาง SYNEX ปี 2569 ก้าวทันทุกคลื่นเทคโนโลยี หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

    ส่องทิศทาง SYNEX ปี 2569 ก้าวทันทุกคลื่นเทคโนโลยี หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

    ปี 2569 อุตสาหกรรมไอทียังขับเคลื่อนด้วยกระแส AI และสมาร์ตดีไวซ์ที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลให้ บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX ภายใต้การนำของซีอีโอคนเก่ง “คุณสุธิดา มงคลสุธี” ถูกจับตาในฐานะผู้นำจัดจำหน่ายสินค้าไอทีและเทคโนโลยีครบวงจรของไทย ด้วยพอร์ตกว่า 70 แบรนด์ระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่คอนซูเมอร์ สมาร์ตดีไวซ์ ไปจนถึงโซลูชันองค์กรและ AI ล่าสุดยังปรับภาพองค์กรสู่การเป็น “Trusted-Partner IT Solution” เสริมโครงสร้างรายได้ให้หลากหลาย กระจายความเสี่ยงได้ดี สะท้อนภาพการเติบโตอย่างมั่นคงในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็วทุกวัน

    ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สำหรับปี 2569 ชี้ให้เห็นว่าเป็นอีกปีที่รายได้และกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่โดยได้แรงหนุนจากโอกาสการเติบโตในกลุ่มสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เสริมโดยเฉพาะ Apple และ Huawei รวมแรงหนุนจาก Nintendo Switch 2 จากการเปิดตัวเกมใหม่หลายเกมในปี 2569 ที่คาดว่าจะช่วยสนับสนุนอุปสงค์ โดยมีความเห็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.75 บาท

    ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ระบุว่า ปี 2569 นี้ยังมีปัจจัยบวกอีกมาก แม้อยู่ในภาวะชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ขาดแคลน ผู้บริหารเผยว่าปัจจุบันยังมีสินค้าในคลังขายได้มากกว่า 30 วัน โดยนักวิเคราะห์คงประมาณการไว้ แต่คาดปี 2569 นี้กลุ่ม Apple, สมาร์ตโฟน & สมาร์ตวอทช์, เกมมิ่ง และ AWS จะมาชดเชยปัจจัยเสี่ยงไว้ได้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14.00 บาท/หุ้น


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12789185&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wL1J5ssc6WyMdBPrYQA8N

  • เอปสัน กางแผนปี 69 ชู 3S ปั้น B2B โต 10% ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อคอนซูเมอร์หด

    เอปสัน กางแผนปี 69 ชู 3S ปั้น B2B โต 10% ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อคอนซูเมอร์หด

    เอปสัน กางแผนปี 69 ชู 3S ปั้น B2B โต 10% ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อคอนซูเมอร์หด

    นายยรรยง มุนีมงคลพร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยภาพรวมตลาดไอทีในปี 2568 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่ไม่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดผู้บริโภค (Consumer) ที่เผชิญกับอุปสรรคด้านกำลังซื้อและความไม่มั่นใจในการใช้จ่าย ส่งผลให้ภาพรวมตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี (Technical Consumer Goods) ติดลบถึง 9% ในเชิงจำนวนยูนิต โดยกลุ่มโทรศัพท์มือถือติดลบ 8% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ติดลบ 4% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กติดลบ 12% และตลาดทีวีติดลบหนักสุดถึง 14% ขณะที่ตลาดไอทีโดยรวมหดตัวลง 4%

    อย่างไรก็ตาม เอปสันสามารถรักษาระดับรายได้ไว้ได้อย่างแข็งแกร่งจากการเติบโตในตลาด B2B โดยเฉพาะกลุ่มโปรเจคเตอร์ที่เติบโตสวนกระแสถึง 20% จากกลุ่มการศึกษา และ SME รวมถึงยอดขายเครื่องสแกนเนอร์ที่เติบโต 25% และเครื่องพิมพ์ Signage (ป้ายโฆษณา) ซีรีส์ใหม่ที่ขยายตัว 10% ซึ่งเป็นผลจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะทาง เช่น เครื่องพิมพ์ EcoTank ที่เข้ามาทดแทนเครื่องพิมพ์เลเซอร์ และการนำเสนอโปรเจคเตอร์ Life Studio ที่มีระบบเสียงจาก Bose และระบบ Android ในตัว

    กางกลยุทธ์ปี 2569 รุก B2B เต็มสูบ

    สำหรับทิศทางในปี 2569 ประเมินว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงผันผวนและ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคธุรกิจมากขึ้น ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคจะแบ่งขั้วชัดเจนระหว่างกลุ่มที่ต้องการสินค้าพรีเมียมและกลุ่มที่เน้นความคุ้มค่า บริษัทจึงตั้งเป้าหมายการเติบโตของตลาดรวมที่ 5% โดยคาดว่าตลาด B2C จะทรงตัว แต่ตั้งเป้าผลักดันตลาด B2B ให้เติบโตถึง 10%

    เอปสัน กางแผนปี 69 ชู 3S ปั้น B2B โต 10% ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อคอนซูเมอร์หด โดยกลยุทธ์หลักในปีนี้จะมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้ลูกค้า (Customer Value) ผ่านแนวคิด 3S ได้แก่:

    • Solution: พัฒนาโซลูชันซอฟต์แวร์ Fleet Management เพื่อบริหารจัดการเครื่องพิมพ์ในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชูเครื่องพิมพ์ A3 ที่คุ้มค่าสำหรับออฟฟิศ

    • Service: สร้างความเป็นเลิศในการดำเนินงาน (Operational Excellence) ด้วยทีมขายและทีมซ่อมบำรุงที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้วยการรับประกันเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทนานถึง 4 ปี เพื่อลดต้นทุนการลงทุนระยะยาวให้ลูกค้า

    • Sustainability: มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อขององค์กรและผู้บริโภคในปัจจุบัน

    ทั้งนี้บริษัทแม่ยังคงให้ความสำคัญการลงทุนและการทำตลาดในไทย โดยเฉพาะ B2B ที่เครื่องพิมพ์ Signage (ป้ายโฆษณา) และ EcoTank ที่เข้ามาทดแทนเครื่องพิมพ์เลเซอร์  มีการเติบโต ทำยอดขายสูงสุดในภูมิภาค

    เอปสัน กางแผนปี 69 ชู 3S ปั้น B2B โต 10% ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อคอนซูเมอร์หด

    นอกจากนี้ เอปสันจะเร่งปกป้องส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก (B2C) ทั้งกลุ่ม EcoTank และโปรเจคเตอร์ High School Video พร้อมขยายฐานลูกค้า B2B ด้วยผลิตภัณฑ์ Business Inkjet และโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงที่สามารถขยายการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/651479&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gv-YnvwFIufBO8OrBBnjg

  • ‘เอปสัน’ ปรับเกมสู้ไอทีขาลง เร่ง B2B ดันรายได้ปี 69 โต 5%

    ‘เอปสัน’ ปรับเกมสู้ไอทีขาลง เร่ง B2B ดันรายได้ปี 69 โต 5%

    “เอปสัน ประเทศไทย” เปิดกลยุทธ์รับมือภาวะเศรษฐกิจผันผวน ตลาดไอทีติดลบ ชูกลยุทธ์ “Customer Value First” ผ่านสูตรผสานโซลูชัน บริการ และความยั่งยืน ตอบโจทย์ตลาดองค์กร มองแนวโน้มกลุ่มธุรกิจ B2B เติบโตโดดเด่นในหลายผลิตภัณฑ์ สะท้อนความเชื่อมั่นการลงทุนลูกค้าองค์กร ตั้งเป้าปี 2569 รักษาตำแหน่งผู้นำ ดันธุรกิจเติบโตไม่น้อยกว่า 5%

    ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดมุมมองว่า ตลาดไอทีประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้ลูกค้าทุกกลุ่มปรับรูปแบบการตัดสินใจอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    โดยกลุ่มผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจลดลง จึงชะลอการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าระดับเริ่มต้น

    ขณะที่กลุ่ม SME เลื่อนแผนการลงทุนและยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ให้นานขึ้น ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ขยายระยะเวลาของกระบวนการจัดซื้อ ควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด และมุ่งลงทุนเฉพาะโครงการที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์หรือจำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวัง แต่ความต้องการพื้นฐานยังคงมีอยู่ในระบบ

    ผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น SME ชะลอการตัดสินใจ เช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ที่อาจมีการชะลอการลงทุน จากตัวเลขจีเอฟเอคาดการณ์ว่า ตลาดรวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงไอทีจะติดลบประมาณ 9% เฉพาะตลาดไอทีติดลบ 4% ส่วนตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์แทงก์มีแนวโน้มติดลบ 4% โปรเจคเตอร์ติดลบมากถึง 20%

    ตั้งเป้าปี 2569 เติบโตไม่ต่ำกว่า 5%

    สำหรับเอปสันผลการดำเนินงานปี 2569 นี้คาดว่ารายได้รวมจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันรอบด้าน

    เอปสันตั้งเป้าเติบโตในปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 5% จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    ภายใต้แนวคิด “Customer Value First” มุ่งสร้างคุณค่ารวม (Total Value) ผ่านการผสานโซลูชัน บริการ และแนวทางด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาด B2C และ B2B

    ปี 2569 ภาคธุรกิจยังต้องดำเนินงานต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ จะยกระดับความสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัว

    นอกจากนี้ ตลาดผู้บริโภคมีความแตกต่างของความต้องการชัดเจนขึ้น ระหว่างกลุ่มที่เน้นราคาและกลุ่มที่มองคุณค่าในระยะยาว

    ขณะที่ประเด็นด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีสีเขียว และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจของภาคธุรกิจในปีถัดไป เอปสันจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

    หากการเมืองนิ่งคาดว่าสถานการณ์โดยรวมมีโอกาสดียิ่งขึ้น ส่วนของภาคธุรกิจต้องการให้มีการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดเพื่อความเสถียรภาพและส่งผลเชิงบวกต่อการลงทุนทั้งจากภายในและต่างประเทศ

    เร่งเกม B2B รักษาผู้นำ ท่ามกลางตลาดผันผวน

    แม้ว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม B2C จะไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยคาดว่ารายได้จะปรับลดลงประมาณ 5% แต่ในทางกลับกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรธุรกิจ (B2B) หลายรายการกลับสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจเติบโตถึง 40% และสแกนเนอร์เติบโตที่ 25%

    เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องพิมพ์ฉลากสี ColorWorks เติบโตที่ 20% และเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา 10% รวมถึงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 20% การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงเดินหน้าลงทุนในโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างความคุ้มค่าในระยะสั้น และเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

    แรงขับสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ B2B ของเอปสัน มาจากการมุ่งทำตลาดในระดับ Mid-High อย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กรธุรกิจและสแกนเนอร์ ควบคู่กับการต่อยอดโซลูชันครบวงจรสำหรับองค์กร

    ไม่ว่าจะเป็น EcoFleet Management ที่ช่วยบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายงานพิมพ์ โซลูชันเครื่องพิมพ์ฉลากสี รวมถึงโซลูชันหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

    โดยบริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม SureColor ทั้งเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาและงานสิ่งทอ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่รอคอยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด พร้อมกันนี้ เอปสันยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างองค์กร และยกระดับศักยภาพทีมงาน B2B ให้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก เพื่อรองรับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของลูกค้าองค์กร

    'เอปสัน' ปรับเกมสู้ไอทีขาลง เร่ง B2B ดันรายได้ปี 69 โต 5%

    รักษาส่วนแบ่ง – ฐานลูกค้าในตลาดที่เป็นผู้นำ

    สำหรับกลยุทธ์ในกลุ่ม B2C จะยึดแนวทาง “Defense & Premiumization” ที่มุ่งรักษาส่วนแบ่งตลาดและฐานลูกค้าในตลาดที่เอปสันเป็นผู้นำอยู่ พร้อมกับยกระดับพอร์ตสินค้าไปสู่รุ่นที่มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์และการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยสินค้าไฮไลท์ของกลุ่ม B2C ในปี 2569 ได้แก่ เครื่องพิมพ์ EcoTank รุ่นใหม่ และโปรเจคเตอร์ Lifestudio ซีรี่ส์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

    ไม่ว่าจะเป็น Lifestudio Pop ที่เน้นความกะทัดรัดและดีไซน์สนุก หรือ Lifestudio Flex ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสบการณ์ภาพระดับพรีเมียม พร้อมเทคโนโลยี Google TV และระบบเสียงโดย Bose

    ส่วนตลาด B2B เอปสันจะเดินหน้ากลยุทธ์ “Acceleration & Expansion” มุ่งเร่งขยายตลาดด้วยโซลูชันสำหรับองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจ เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เครื่องพิมพ์ฉลากสี โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง

    ตลอดจนโซลูชันเฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม ผ่านการเสริมความแข็ง แกร่งพันธมิตร (Strengthen Partner) เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ พร้อมพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนคู่ค้าอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน พัฒนาโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม (Vertical Penetration) ที่ออกแบบให้ตรงกับความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มสาธารณสุข การศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างในตลาดองค์กรได้ดียิ่งขึ้น

    สุดท้าย เอปสันยังมุ่งสร้างคุณค่าผ่านโซลูชัน (Value Creation) เพื่อผลักดันการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์มาสู่เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่ช่วยลดต้นทุนโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ทั้งยังลดการใช้พลังงานและลดของเสีย

    'เอปสัน' ปรับเกมสู้ไอทีขาลง เร่ง B2B ดันรายได้ปี 69 โต 5%

    เดินกลยุทธ์เชิงรุก มองหา S-Curve ใหม่ต่อเนื่อง

    ส่วนงานบริการ เดินหน้ารักษาระดับการบริการในคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “Operational Excellency” ผ่านข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานการตอบสนองและการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

    ตั้งแต่ระยะเวลาเข้าดูแล การซ่อมบำรุง ไปจนถึงความพร้อมของอะไหล่ พร้อมเริ่มใช้งานระบบ Service CRM ใหม่ เพื่อบริหารจัดการเคสแบบเรียลไทม์ รองรับการกระจายงานอัตโนมัติ (Smart Routing) การแจ้งเตือน และแดชบอร์ดติดตามผลแบบ 360 องศา ช่วยลดระยะเวลาให้บริการ และเสริมความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าองค์กร

    ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครือข่ายศูนย์บริการรวม 175 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกแห่งมีทีม On-site Service ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และจะเดินหน้าขยายและปรับโครงสร้างพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายงานและความรวดเร็วในการเข้าดูแลลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    ตลอดช่วงที่ผ่านมา เอปสันได้ปรับเพิ่มน้ำหนักและความเข้มข้นในการทำตลาดกลุ่ม B2B อย่างต่อเนื่อง และวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างรุนแรง บริษัทยังสามารถรักษาระดับการดำเนินงานโดยรวมไว้ได้ พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B อย่างมีนัยสำคัญ

    ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในโซลูชันของเอปสัน จากนี้จะเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์เชิงรุก มองหา S-Curve ใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ควบคู่กับการยกระดับความแตกต่างของแบรนด์ผ่านจุดยืนด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นคุณค่าหลักที่องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เอปสันมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในตลาดปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1221113&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1viasMkbnhO0TZ8x6G8PhI