Category: ไอที

  • ผู้ใช้ทั่วโลกรายงาน “ยูทูบล่ม” แต่ยังเสิร์ชผ่าน “ช่องค้นหา” ได้อยู่

    ผู้ใช้ทั่วโลกรายงาน “ยูทูบล่ม” แต่ยังเสิร์ชผ่าน “ช่องค้นหา” ได้อยู่

    ผู้ใช้ทั่วโลกรายงาน “ยูทูบล่ม” แต่ยังเสิร์ชผ่าน “ช่องค้นหา” ได้อยู่

    ผู้ใช้รายงานผ่าน DownDetector ว่า “ยูทูบ” ขัดข้อง เจอข้อความ “เกิดข้อผิดพลาด” แต่พบว่าหากเสิร์ชวิดีโอผ่าน “ช่องค้นหา” จะรับชมได้

    วันที่ 18 ก.พ. 69 ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.50 น. ที่ผ่านมา “ยูทูบ” (YouTube) แพลตฟอร์มวิดีโอยอดนิยม ประสบปัญหาขัดข้องครั้งใหญ่ทั่วโลก โดยมีผู้ใช้งานกว่า 320,000 รายรายงานปัญหาบน DownDetector

    ปัญหาขัดข้องดูเหมือนจะเกิดขึ้นทั่วโลก โดยผู้ใช้งานรายงานว่า เมื่อเข้าผ่านแอปพลิเคชันจะเจอข้อความ “เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง” (There’s Something Wrong) และเมื่อเข้าผ่านเว็บไซต์จะเจอหน้าจอเปล่า ๆ

    Downdetector
    ผู้ใช้ทั่วโลกรายงาน “ยูทูบล่ม”

    อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รายงานว่า หากลองเสิร์ชวิดีโอผ่านช่อง “ค้นหา” ทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน จะสามารถชมคลิปวิดีโอได้ตามปกติ

    นอกจากนี้ หากกดเข้าช่องที่ Subscribe ไว้ หรือเพลย์ลิสต์ที่เราสร้างไว้ ก็สามารถรับชมได้ปกติเช่นกัน

    ทั้งนี้ YouTube TV ก็ประสบปัญหาขัดข้องเช่นกัน โดยมีรายงานเกือบ 10,000 รายการบน DownDetector

    ในแถลงการณ์ ทีม YouTube ยืนยันปัญหาดังกล่าว โดยกล่าวว่า “เรากำลังตรวจสอบปัญหานี้อยู่ และถึงแม้ว่าเราจะยังไม่มีวิธีแก้ไขในขณะนี้ แต่เรากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เราจะแจ้งให้ทราบเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม”

    บริษัทฯ ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของการขัดข้องหรือกำหนดเวลาที่จะกลับมาให้บริการได้ตามปกติ

    เรียบเรียงจาก DownDetector

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/268802&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f56psM7D1UOELSWjAxYK5

  • อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย

    บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการด้านวางระบบ Network และ ไอที โซลูชันเต็มรูปแบบอย่างครบวงจรโดยได้การรับรองจาก ISO9001 : 2015 และ ISO27001 นำโดย นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จัดงานแถลงข่าว “เปิดกลยุทธ์ EasyNet 2026: เพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของ SME” มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านโมเดล “เช่าระบบ WiFi พร้อมอุปกรณ์แบบครบวงจร” (WiFi as a Service) เพื่อทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ

    นางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เรายืนหยัดในฐานะผู้นำด้านการวางระบบ Network เราได้เห็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่มักจะติดหล่มเรื่องการลงทุนด้านไอทีที่สูงเกินความจำเป็น จากการรายงานของนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที (source:Gartner,Krungsri Compass) คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศไทยปี 2025 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 996,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบริการไอที (IT Services) และระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 9-10% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นตามราคาฮาร์ดแวร์ทั่วโลกในปีนี้ EasyNet จึงขอเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ด้วยการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายจ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้(OPEX) ภายใต้แนวคิด ‘ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น’ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    กลยุทธ์ในปี 2026 ของเราคือการเจาะกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งเรื่องการผสมผสานนวัตกรรม WiFi ให้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวต่อไปของเราคือการเป็น Digital Partner ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

    นายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นย้ำความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2026 จะมุ่งไปที่ AI และ Hyper-Connectivity ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น EasyNet จึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ Zero Trust Architecture โดยเราติดตั้งระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง (Network Monitoring) และระบบยืนยันตัวตนที่สอดคล้องกับ พรบ. คอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด เรามั่นใจว่าระบบของเราจะเป็น ‘Safe Zone’ ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีจากแฮกเกอร์หรือความขัดข้องของระบบNetwork ภายในหรือภายนอกของธุรกิจของท่าน

    EasyNet นำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์สถานะทางการเงินของธุรกิจยุคใหม่ผ่าน 2 รูปแบบหลัก

    1. โมเดลเช่าระบบ (Monthly Rental):เปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ในครั้งเดียว

    2. โมเดลซื้อขาด (One-time Purchase):สำหรับธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของระบบอย่างเต็มตัว โดยยังคงได้รับการดูแลจากมืออาชีพที่เชี่ยวชาญผ่านการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ

    บริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบ Full Service ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ไปจนถึงการตรวจสอบดูแล ได้แก่

     ระบบ WiFi Rental พร้อมอุปกรณ์: บริการเช่าระบบ WiFi ครบวงจรที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และประเภทธุรกิจ

     IT Consulting & Design:การให้คำปรึกษา ออกแบบ และกำหนดสเป็คอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ

     Cybersecurity Excellence:ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลในทุกรูปแบบ

     Smart Monitoring:บริการดูแลและสังเกตการณ์ระบบโดยแผนก IT มืออาชีพ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ EasyNet ยังยึดถือหลักธรรมาภิบาลผ่านโครงการ “EasyNet: WiFiis Chances” โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เมื่ออุปกรณ์ที่เช่าครบอายุสัญญา 48 เดือน บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์ที่ยังคงสภาพดีไปส่งต่อให้กับโรงเรียนหรือชุมชนที่ขาดแคลนและเข้าถึงยาก เพราะเราเชื่อว่า “การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต” และต้องการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เยาวชนผ่านเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของเรา

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับบริการการวางระบบ WiFi และโซลูชันด้านไอที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม    หรือรับคำปรึกษาได้ที่ เว็บไซต์: www.easynet.co.th, Facebook: EasyNet Thailand, TikTok: Easynet_thailand และ Line ID: @easynet

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1559932&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zg9PBu6COxKworlwsok6i

  • เสรีภาพทางความคิดไม่มีจริง นักไอที ไขปม QR Code บัตรเลือกตั้ง แฉโดนคุกคาม

    เสรีภาพทางความคิดไม่มีจริง นักไอที ไขปม QR Code บัตรเลือกตั้ง แฉโดนคุกคาม

    วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.32 น.

    หลังจากที่ นาย ปฐม อินทโรดม ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและดิจิทัลแถวหน้าของไทย โพสต์แสดงความคิดเห็นเรื่อง QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไปเมื่อ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นที่ถกเถียงราวกับไฟลามทุ่งบนโลกออนไลน์กันไปก่อนหน้านั้น

    ปฐม อินทโรดม

    ปฐม อินทโรดม

    กระทั่งในวันเวลาเดียวกัน 9arm หรือ นายอาร์ม ครีเอเตอร์สายไอทีและวิศวกรซอฟต์แวร์ชาวไทยชื่อดังแชร์ข่าวจากสื่อแห่งหนึ่งโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ นาย ปฐม อินทโรดม กล่าวถึงไปนั้น จนทำเอาคณะรถทัวร์หันหัวไปลงที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีคนนี้กันเป็นจำนวนมาก

    9arm

    และล่าสุดวันนี้ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายปฐม อินทโรดม โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่วันนั้นเจ้าตัวได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกับกรณีนี้ไป ว่า “เมื่อเช้าผมเพิ่งรู้ว่า นายอาร์ม ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลที่ผมเองก็ติดตามผลงานมาตลอด ให้เกียรติกล่าวถึงผมในประเด็นบาร์โค้ดกับบัตรเลือกตั้ง ความรู้สึกแรกคือดีใจนะครับ เพราะคนที่เรานับถือเอ่ยถึงเรา แต่ในความดีใจนั้นก็มีความกังวลปนอยู่เงียบ ๆ ในเรื่อง กกต. กับบัตรเลือกตั้ง ขอย้ำว่าผมไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ได้จบปริญญาเอก และไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อใดแม้แต่สื่อเดียว เรื่องทั้งหมดมีเกิดจากโพสต์เดียวในเพจของตัวเอง ที่เขียนไว้ชัดเจนว่า “เรามีสิทธิ์ตั้งข้อสังเกต แต่ขออย่าด่วนสรุป” เท่านั้นจริง ๆ

    หลังจากนั้น เมื่อเสียงของเอิร์ธ Thanarat Kuawattanaphan เริ่มดังขึ้น ผมก็รู้สึกว่าเขามีมุมที่น่าสนใจกว่า และควรได้พื้นที่มากกว่า เมื่อมีนักข่าวติดต่อมาขอสัมภาษณ์ ผมจึงโยนไปให้เขาทั้งหมด ทั้งที่บางเรื่องความเห็นเราอาจไม่ตรงกัน แต่ผมเชื่อว่าความหลากหลายของมุมมองคือประโยชน์ของสังคม และประชาชนควรได้ข้อมูลหลายด้านเพื่อไปตัดสินด้วยตัวเอง

    เอิร์ธก็น่ารักมาก เขาเล่าให้ฟังเสมอว่าสัมภาษณ์แล้วเป็นอย่างไร ผมเองก็ถอยออกมาอยู่เงียบ ๆ คิดว่าเรื่องคงเดินไปตามกระบวนการของมัน แต่สองสามวันที่ผ่านมา โทรศัพท์ผมดังแทบไม่หยุด Inbox และ Comments มาเต็มทั้งคำตำหนิ คำด่าที่ลามไปถึงพ่อแม่ คำหยาบคาย ไปจนถึงคำสั่งให้ “เลิกเขียน” เพราะไม่มีใครศรัทธาแล้ว บางประโยคแรงจนผมนั่งเงียบไปพักใหญ่ ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะงงว่าเราเดินมาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อไร

    เรามาถึงยุคที่การตั้งข้อสังเกตอย่างสุภาพ กลายเป็นความผิดหรือครับ? เรื่อง กกต. เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อมั่นของเรา มันจึงซับซ้อนมาก เพราะมีทั้งการเมือง กฎหมาย และความไว้วางใจปะปนอยู่ในเรื่องเดียว เมื่อสามสิ่งนี้มารวมกัน มันจึงไม่แปลกที่ผู้คนจะอิน จะโกรธ จะกลัว หรือจะปกป้องความเชื่อของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ผมยิ่งรู้ตัวดีว่าเรื่องกฎหมายผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ผมไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก หน้าที่นั้นเป็นของคนที่มีตำแหน่งและความรับผิดชอบโดยตรง สิ่งเดียวที่ผมเชื่อมาตลอด คือสังคมที่แข็งแรงต้องเปิดพื้นที่ให้คำถาม ไม่ใช่เพื่อล้มใคร แต่เพื่อทำให้ระบบดีขึ้น การตั้งคำถามไม่ควรเท่ากับการกล่าวหา และการเห็นต่างไม่ควรเท่ากับการเป็นศัตรู

    ถ้าการตั้งข้อสังเกตด้วยความระมัดระวัง ยังทำให้ใครบางคนเจ็บปวดหรือโกรธ ผมก็คงต้องกลับมาทบทวนตัวเองเช่นกัน ว่าเราอาจประเมินแรงกระเพื่อมของคำพูดต่ำไป นี่จึงน่าจะเป็นโพสต์สุดท้ายของผมในเรื่อง กกต. และบาร์โค้ด หลังจากนี้ผมขอเงียบ ยอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และปล่อยให้คนที่มีหน้าที่ตามกฎหมายทำหน้าที่ของเขาไป แต่ก่อนจะเงียบ ผมอยากฝากไว้สั้น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งเรากลัวคำถามมากกว่ากลัวความผิดพลาด ถ้าวันหนึ่งเราด่วนตัดสินคน มากกว่าด่วนตรวจสอบข้อมูลสังคมอาจไม่ได้อ่อนแอเพราะใครคนใดคนหนึ่ง แต่อ่อนแอเพราะเราหยุดฟังกันเอง ผมยังเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ต้องการสิ่งเดียวกัน คือประเทศที่โปร่งใส เป็นธรรม และน่าเชื่อถือ เพียงแต่เราอาจใช้วิธีปกป้องสิ่งนั้นต่างกันและบางที สิ่งที่เราต้องปกป้องมากที่สุด อาจไม่ใช่ความเห็นของเรา แต่คือพื้นที่ที่เราจะยังคุยกันได้ แม้คิดไม่เหมือนกัน”

    ปฐม

    ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นทันทีที่โพสต์ของ  นาย ปฐม อินทโรดม เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ เช่น

    “ขอยืนยันว่าพี่ปฐมเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใครครับ ให้กำลังใจพี่ครับ”

    “ให้กำลังใจครับ การทำงานและให้ความเห็นเป็นสุจริตตามวิชาชีพที่เรามีความรู้ความสามารถ เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปครับ ตราบใดที่เราตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวกับเสียงครหาหรือเสียงวิพากย์วิจารณ์ใด ๆ ครับ ขอให้เข้มแข็งครับ”

    “เป็นกำลังใจให้ครับพี่”

    “การตั้งคำถามหรือแม้แต่ข้อสงสัยเป็นเรื่องที่ดี และจำเป็นในการพัฒนา แต่ถ้ามันขยับขึ้นเป็นข้อกล่าวหา อันนี้จะกลายเป็นตัวสร้างปัญหา ไม่ได้หมายถึงคุณนะครับ เพราะปมไม่ได้อ่านที่คุณเคยเขียน ผมพูดโดยรวม เพราะเห็นว่าเรื่องนี้มันไปไกลว่าการตั้งคำถามมากแล้ว”

    “ต้องยอมรับครับว่า คนในสังคมยุคนี้ ไม่เหมือนยุคที่เราโตมา โดยจะยอมรับความเห็นต่าง สามารถมองต่างมุมกันได้แม้จะมีผลประโยชน์ที่ขัดกันก็ตาม แต่คนในยุคนี้ ถูกปลุกปั่นได้ง่ายและถูกทำให้เห็นมุมมองแค่ขาวกับดำ (ไม่มีเทา) จนทำให้เกิดกระแสที่ใครเห็นต่าง คือมีความผิด ไม่สามารถมองเป็นแง่มุมอื่นได้ ผมเอาใจช่วยครับ เพราะสังคมสมัยนี้ คนที่จะอยู่ตรงกลางไม่เลือกข้างก็อยู่ยากครับ ขอให้มีกำลังใจในการทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไปครับ “

    ปฐม

    ปฐม

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom, X@castby9arm

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/947725&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CqAEv7fcbmni_3aQMBxj8

  • บริษัทไอทีอินโดนีเซียผนึกกำลัง ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ

    บริษัทไอทีอินโดนีเซียผนึกกำลัง ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ

    บริษัทไอทีอินโดนีเซียสองแห่งได้ประกาศความร่วมมือเพื่อให้บริการโซลูชันซอฟต์แวร์ (ระบบดิจิทัลที่ใช้ในการจัดการข้อมูลและการดำเนินธุรกิจ) สำหรับองค์กรที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นแก่พันธมิตรทางธุรกิจและลูกค้าในอินโดนีเซีย

    ความร่วมมือระหว่างบริษัท Tech Data Indonesia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TD Synnex ผู้จัดจำหน่ายโซลูชันไอทีระดับโลก และบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร PT Sangfor Technologies Indonesia มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของอินโดนีเซีย ในช่วงเวลาที่องค์กรต่าง ๆ มีความต้องการระบบไอทีที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และรองรับบริการคลาวด์เพิ่มมากขึ้น 

    นาย William Buyung ผู้จัดการประจำของ Tech Data Indonesia กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศของพันธมิตรทางธุรกิจในอินโดนีเซีย โซลูชันด้านคลาวด์และความปลอดภัยไซเบอร์ของSangfor ผ่านการพิสูจน์และใช้งานจริงในตลาดแล้ว ช่วยเสริมความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลเชิงลึก และความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับลูกค้า” 

    เขายังเสริมว่า การผสานศักยภาพด้านการพัฒนาตลาดและการสนับสนุนพันธมิตรของ Tech Data เข้ากับนวัตกรรมของ Sangfor จะช่วยให้พันธมิตรสามารถนำเสนอโซลูชันที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเชื่อถือได้แก่บริษัทในอินโดนีเซีย ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ด้านนาย David Li ผู้จัดการประจำของ Sangfor Technologies Indonesia กล่าวว่า ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ของบริษัท ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชันที่ใช้งานได้จริง และการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยความร่วมมือนี้คาดว่าจะช่วยผลักดันนวัตกรรมดิจิทัล เสริมสร้างความปลอดภัย ความสามารถในการขยายตัว และประสิทธิภาพขององค์กรในอินโดนีเซีย

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ Tech Data จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีระดับองค์กรของ Sangfor พร้อมการสนับสนุนผ่านโครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน กระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียได้ประกาศความมุ่งมั่นในการเร่งรัดโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติในปี 2026 โดยจะให้ความสำคัญกับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยตรง ภายใต้ เสาหลัก ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connectivity) การเติบโต (Growth) และความมั่นคงปลอดภัย (Security)

    นาย Nezar Patria รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวว่า รัฐบาลได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็วและจริงจัง เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะต้องสามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับทรัพยากรมนุษย์ได้” 

    ความเห็นจากสำนักงาน (Office Comment)

    Tech Data Indonesia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TD Synnex จากสหรัฐอเมริกา และ Sangfor Technologies Indonesia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Sangfor Technologies จากจีน ประกาศความร่วมมือเพื่อให้บริการโซลูชันซอฟต์แวร์ (ระบบดิจิทัลที่ใช้ในการจัดการข้อมูลและการดำเนินธุรกิจ) สำหรับองค์กรที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นแก่พันธมิตรทางธุรกิจและลูกค้าในอินโดนีเซีย ความร่วมมือดังกล่าวเป็นที่กล่าวถึงในอินโดนีเซียเนื่องจากต้นสังกัดของทั้ง 2 บริษัทเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยี แต่กลับมีความร่วมมือที่ดีในตลาดอินโดนีเซีย สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการด้านโซลูชันดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอินโดนีเซีย และการเปิดรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติของรัฐบาลอินโดนีเซีย แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัท ICT (บริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) จากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในระบบนิเวศดิจิทัลของอินโดนีเซียมากขึ้น

    ในส่วนนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ได้ดำเนินการสนับสนุนบริษัท ICT ของไทยในการเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและการอำนวยความสะดวกด้านความร่วมมือ เช่น สำนักงานฯ ได้สนับสนุนบริษัท Predictive จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของไทย ในการสำรวจโอกาสความร่วมมือกับบริษัท ICT ชั้นนำของอินโดนีเซีย ได้แก่ PT Astragraphia Information Technology (AGIT)PT Mastersystem Infotama, PT Multipolar, PT CTI (Anabatic Technologies) และ PT PGI Data

    กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีของไทยกับพันธมิตรในอินโดนีเซีย เพื่อรองรับความต้องการในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้บริษัทไทยในอุตสาหกรรม ICT รายอื่น ๆ เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียผ่านรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขา การบูรณาการระบบ (System Integration)บริการคลาวด์โซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงในตลาดอินโดนีเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jr70zk4pix6c65qxtfpsfa0c&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZupiC72iMb1gHZuZ1FCcC

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 146.36 จุด หุ้น BSE-โบรกเกอร์ร่วง หลังแบงก์ชาติคุมเข้มเกณฑ์ปล่อยกู้ตลาดทุน

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 146.36 จุด หุ้น BSE-โบรกเกอร์ร่วง หลังแบงก์ชาติคุมเข้มเกณฑ์ปล่อยกู้ตลาดทุน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดลบเล็กน้อยในวันนี้ (16 ก.พ.) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงซบเซาต่อเนื่องจากการเทขายหุ้นกลุ่มไอทีเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ราคาหุ้นของบรรดาบริษัทหลักทรัพย์และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (BSE) กอดคอร่วงลง หลังจากธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ประกาศคุมเข้มเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพื่อการลงทุนในตลาดทุน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 82,480.40 จุด ลดลง 146.36 จุด หรือ -0.18%

    หุ้น 10 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กลดลง 0.9% และดัชนีหุ้นขนาดกลางลดลง 0.6%

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี Sensex ปรับตัวลดลงประมาณ 1% โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มไอที เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความก้าวหน้าของเครื่องมือ AI อัตโนมัติอาจเข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม

    สำหรับหุ้นรายตัว ราคาหุ้นของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ BSE ทรุดตัวลงถึง 9% ขณะที่หุ้นกลุ่มโบรกเกอร์อย่าง Groww, Motilal Oswal และ Angel One ปรับตัวลดลงในช่วง 1%-7%

    เดวาร์ช วาคิล หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก HDFC Securities ให้ความเห็นว่า หนังสือเวียนฉบับใหม่ของธนาคารกลางอินเดียจะทำให้เกณฑ์ความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อตลาดทุน (Capital Market Exposure) ของธนาคารพาณิชย์เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนของกลุ่มโบรกเกอร์และพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ (Proprietary Desk) เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเป็นการจำกัดการใช้เลเวอเรจและบั่นทอนสภาพคล่องในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายจากพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของมูลค่าการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์และออปชัน

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDF0IQC4LR6V3C3QFSE0BE0ZAKZXXKW&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tfYMdgbv0xgaf_wIjILfi

  • งานเข้า ! ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลุด รู้ยันชื่อพ่อ-แม่ เจอมือมืดดึงข้อมูลไปขายแค่หลักร้อย

    งานเข้า ! ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลุด รู้ยันชื่อพ่อ-แม่ เจอมือมืดดึงข้อมูลไปขายแค่หลักร้อย

     
                ผู้เชี่ยวชาญไอที เผยข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหลทั้งประเทศ ก่อนพบถูกนำไปรวมขายในกลุ่มข้อมูลออนไลน์ราคาเพียงหลักร้อยบาท พร้อมข้อมูลรู้ถึงชื่อพ่อ-แม่

     ข้อมูลหลุดเพียบ

                วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ จากบริษัท DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งปี 2569 โพสต์ข้อความระบุว่า ได้รับข้อมูลจาก White Hacker รายหนึ่ง แจ้งว่า ระบบตรวจสอบรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ส่งผลให้ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหลทั้งประเทศ

                นายธนารัตน์ระบุว่า ช่องโหว่ดังกล่าวเกิดจากการไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ควบคุมระบบ ทำให้สามารถเข้าถึงและดึงฐานข้อมูลออกมาได้ข้อมูลที่ระบุว่ารั่วไหล ได้แก่

                – เลขบัตรประจำตัวประชาชน

                – ชื่อจริง (ไม่มีนามสกุล)

                – ลำดับในบัญชี ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชามติ

                – จังหวัดที่มีสิทธิเลือกตั้ง

                – เขตที่มีสิทธิเลือกตั้ง

                – หน่วยเลือกตั้ง

                นายธนรัตน์ระบุเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะ “ลำดับในบัญชี” เป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งด้วย

     ข้อมูลหลุดเพียบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan

                ต่อมา เวลา 22.30 น. ของวันเดียวกัน นายธนรัตน์โพสต์อัปเดตว่า เจ้าหน้าที่ได้แก้ไขระบบเรียบร้อยแล้ว โดยเพิ่มมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เข้าไปในระบบ

                อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้มีการโพสต์เพิ่มเติมว่า มีผู้นำรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหล ไปรวมกับข้อมูลที่เคยหลุดก่อนหน้า จนได้เป็นชุดข้อมูลที่มีรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าชุดข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปซื้อขายในกลุ่มซื้อขายข้อมูลในราคาหลักร้อยบาท และมีข้อมูลถึงชื่อบิดามารดา

                ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แชร์ข้อความของนายธนรัตน์ โดยระบุว่า ข้อมูล 2 ใน 3 ส่วนปรากฏต่อสาธารณะแล้ว ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรสีชมพูขณะนับคะแนนที่มีสื่อมวลชนและประชาชนบันทึกไว้ และข้อมูลลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีการโพสต์ว่ารั่วไหลทั้งประเทศ เหลือข้อมูลอีกส่วนเดียวคือต้นขั้วบัตร และหากมีคลิปหรือภาพถ่ายที่เห็นต้นขั้วบัตรสีชมพูเพียง 1 ใบ ซึ่งตรงกับภาพตอนนับคะแนนที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ก็จะสามารถตรวจสอบได้

                พร้อมระบุข้อความว่า เพียง 1 กรณี ก็เพียงพอในการพิสูจน์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำชี้แจงเรื่องการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยตรงและลับด้วยกระบวนการ และกล่าวถึงการใส่สัญลักษณ์ เช่น บาร์โค้ด ที่สามารถระบุถึงบัตรแต่ละใบแบบ 1 ต่อ 1 ได้

     ข้อมูลหลุดเพียบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan

     ข้อมูลหลุดเพียบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252026&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UioYhgPj_zK16AQeyQwBR

  • งานเข้า ! ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลุด รู้ยันชื่อพ่อ-แม่ เจอมือมืดดึงข้อมูลไปขายแค่หลักร้อย

    งานเข้า ! ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลุด รู้ยันชื่อพ่อ-แม่ เจอมือมืดดึงข้อมูลไปขายแค่หลักร้อย

     
                ผู้เชี่ยวชาญไอที เผยข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหลทั้งประเทศ ก่อนพบถูกนำไปรวมขายในกลุ่มข้อมูลออนไลน์ราคาเพียงหลักร้อยบาท พร้อมข้อมูลรู้ถึงชื่อพ่อ-แม่

     ข้อมูลหลุดเพียบ

                วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ จากบริษัท DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งปี 2569 โพสต์ข้อความระบุว่า ได้รับข้อมูลจาก White Hacker รายหนึ่ง แจ้งว่า ระบบตรวจสอบรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ส่งผลให้ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหลทั้งประเทศ

                นายธนารัตน์ระบุว่า ช่องโหว่ดังกล่าวเกิดจากการไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ควบคุมระบบ ทำให้สามารถเข้าถึงและดึงฐานข้อมูลออกมาได้ข้อมูลที่ระบุว่ารั่วไหล ได้แก่

                – เลขบัตรประจำตัวประชาชน

                – ชื่อจริง (ไม่มีนามสกุล)

                – ลำดับในบัญชี ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชามติ

                – จังหวัดที่มีสิทธิเลือกตั้ง

                – เขตที่มีสิทธิเลือกตั้ง

                – หน่วยเลือกตั้ง

                นายธนรัตน์ระบุเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะ “ลำดับในบัญชี” เป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งด้วย

     ข้อมูลหลุดเพียบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan

                ต่อมา เวลา 22.30 น. ของวันเดียวกัน นายธนรัตน์โพสต์อัปเดตว่า เจ้าหน้าที่ได้แก้ไขระบบเรียบร้อยแล้ว โดยเพิ่มมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เข้าไปในระบบ

                อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้มีการโพสต์เพิ่มเติมว่า มีผู้นำรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหล ไปรวมกับข้อมูลที่เคยหลุดก่อนหน้า จนได้เป็นชุดข้อมูลที่มีรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าชุดข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปซื้อขายในกลุ่มซื้อขายข้อมูลในราคาหลักร้อยบาท และมีข้อมูลถึงชื่อบิดามารดา

                ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แชร์ข้อความของนายธนรัตน์ โดยระบุว่า ข้อมูล 2 ใน 3 ส่วนปรากฏต่อสาธารณะแล้ว ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรสีชมพูขณะนับคะแนนที่มีสื่อมวลชนและประชาชนบันทึกไว้ และข้อมูลลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีการโพสต์ว่ารั่วไหลทั้งประเทศ เหลือข้อมูลอีกส่วนเดียวคือต้นขั้วบัตร และหากมีคลิปหรือภาพถ่ายที่เห็นต้นขั้วบัตรสีชมพูเพียง 1 ใบ ซึ่งตรงกับภาพตอนนับคะแนนที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ก็จะสามารถตรวจสอบได้

                พร้อมระบุข้อความว่า เพียง 1 กรณี ก็เพียงพอในการพิสูจน์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำชี้แจงเรื่องการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยตรงและลับด้วยกระบวนการ และกล่าวถึงการใส่สัญลักษณ์ เช่น บาร์โค้ด ที่สามารถระบุถึงบัตรแต่ละใบแบบ 1 ต่อ 1 ได้

     ข้อมูลหลุดเพียบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan

     ข้อมูลหลุดเพียบ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphan

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252026%3Futm_source%3Deditor-content&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QPeOFW_wkTCaaUEC5P9Ca

  • ผู้เชี่ยวชาญไอที เผยไวท์แฮกเกอร์เตือน ข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรั่วไหล

    ผู้เชี่ยวชาญไอที เผยไวท์แฮกเกอร์เตือน ข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรั่วไหล

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของคุกกี้ที่เราจัดเก็บ เหตุผลในการใช้คุกกี้ และวิธีการตั้งค่าคุกกี้ได้ใน นโยบายคุกกี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/socialnews/weekend/457257&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m105FrduEx3D0jE-lxVFC

  • ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ คนดึงไปขาย รู้ยันชื่อพ่อแม่

    ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ คนดึงไปขาย รู้ยันชื่อพ่อแม่

    ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีออกมาเผย ข้อมูล “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” มีช่องโหว่ความปลอดภัย คนเข้าไปดึงข้อมูลได้ รู้ยันชื่อพ่อ-แม่ พบมีการขายซื้อราคาหลักร้อย

    วันที่ 15 ก.พ. 69 ยังคงเป็นประเด็นที่คนจับตาและพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องสำหรับ “เลือกตั้ง 2569” หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีคนตั้งข้อสังเกตถึง “บัตรเลือกตั้ง” ที่พบว่ามีทั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด อยู่ในบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนแล้วจะขึ้นข้อมูล เป็นรหัสเฉพาะตัว จนประชาชนมีความกังวลว่ารหัสดังกล่าวจะตรวจสอบไปถึงตัวของผู้ที่มาใช้สิทธิ ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ นำมาสู่แฮชแท็กร้อน #เลือกตั้งโมฆะ บนโซเชียล 

    ซึ่งต่อมาทาง กกต. ได้ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า การที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด คือมาตรการรักษาความปลอดภัยว่า บัตรนั้นเป็นบัตรลอตไหน ของหน่วยไหนเพื่อเป็นมาตรการควบคุมของ กกต. เพื่อให้รู้ที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคการเมืองไหนนั้น 

    ล่าสุด นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ภาคเอกชน ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า White Hacker ท่านนึงฝากมา ระบบตรวจสอบรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่มีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นเหตุให้ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล “ทั้งประเทศ” ข้อมูลที่รั่วไหล โดยเฉพาะลำดับในบัญชี เพราะข้อมูลนี้ปรากฏอยู่ในต้นขั้วด้วย ทำให้สามารถล่วงรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้นว่าผู้ใดโหวตอะไร

    ย้ำอีกที ช่องโหว่นี้ เป็นเพราะไม่มีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มาควบคุมเลยครับ ใครก็สามารถเข้าไปดูดฐานข้อมูลทั้งประเทศออกมาได้ ซึ่งต่อมาก็ได้อัปเดตอีกว่า “ระบบบัญชีผู้มีสิทธิ ได้รับการปกป้องแล้วนะครับ มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลทางไซเบอร์เบื้องต้นแล้วเรียบร้อย ไม่เปิดประตูอ้าซ่าแล้ว”

    อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายธนรัตน์ ยังได้โพสต์อีกว่า “โอเค ผมได้ภาพชัดๆ มาแล้วครับ มีคนดูดรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เพิ่งหลุด ไปรวมกับข้อมูลเดิมที่หลุด ได้ชุดข้อมูลที่น่าสะพรึงจริงๆ ครับ รู้ยันชื่อพ่อชื่อแม่ ในกลุ่มซื้อขายข้อมูลชุดนี้กัน แค่หลักร้อยบาทครับ”

    ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ต่างก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้หากการชี้แจงจากทาง กกต. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบอีกครั้ง

    ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก  Thanarat Kuawattanaphan 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2914321&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gS_tZOybzDsGHLYD9-diL

  • เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    เจาะลึก Spectre C เลขาฯปชน. อดีตหุ้นส่วนใหญ่ ตั้ง บ ทนาย แต่ดู IT ส้ม ทั้งเครือ

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.16 น.

    จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา ชลสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ได้ออกมาทิ้งระเบิดกลางรายการ ถกไม่เถียง ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของหน่วยงานที่ถูกเรียกว่า Spectre C ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น หน่วยงานไอทีเงา ที่คอยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลให้กับพรรคประชาชน การเปิดโปงครั้งนี้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า Spectre C ไม่ใช่กลุ่มคนลึกลับที่ไร้ตัวตน แต่มีการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัดภายใต้ชื่อ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด โดยมีความเชื่อมโยงที่แนบแน่นจนแทบจะแยกไม่ออก เพราะนอกจากจะเป็นคู่สัญญาหลักในการดูแลระบบข้อมูลสมาชิกและการระดมทุนแล้ว บริษัทยังตั้งอยู่บนชั้น 5 ของอาคารเดียวกับที่ทำการพรรคประชาชนในซอยรามคำแหง 42 เรียกได้ว่าอยู่ห่างกันเพียงเพดานกั้น

    และล่าสุดวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพจดังอย่าง The METTAD โพสต์ขยี้ซ้ำชุดข้อมูลของบริษัท Spectre C จากกรณีที่ แก้วตา ธิษะณา อดีต สส.กทม. ได้ออกมาแฉก่อนหน้านี้ในรายการถกไม่เถียง ดังนี้

    เปิดโครงสร้าง “Digital Backbone” การเมืองไทย ใครคือคนคุมระบบข้อมูล–สื่อ ของเครือข่ายพรรคก้าวหน้า

    Spectre C

    นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะ ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์ข้อมูลและโซลูชันไอที (Director of Data Centre and IT Solution) ของ บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบดิจิทัลให้กับ พรรคก้าวไกล และ คณะก้าวหน้า นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทในฐานะผู้นำความคิดในแวดวงอุตสาหกรรมเว็บไทย ผ่านการดำรงตำแหน่งกรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association – TWA) และการเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานอินเทอร์เน็ตสากลร่วมกับ ที.เอช.นิค (THNIC)

    บทบาทผู้นำในวงการเทคโนโลยีและภาคประชาสังคม กรรมการ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (TWA)

    → มีบทบาทกำหนดทิศทางบุคลากรไอทีรุ่นใหม่ (YWC)

    วิทยากรมาตรฐานอินเทอร์เน็ตร่วมกับ THNIC เครือข่ายนักพัฒนา Creatorsgarten

    → กลุ่ม Open Source / Open Data สายตรวจสอบรัฐ

    นัยสำคัญ: อยู่ใน “วงใน Tech Talent รุ่นใหม่” ไม่ใช่ผู้รับเหมารัฐแบบเดิม

    การอยู่ในตำแหน่งนี้ หมายถึงการมีส่วนกำหนดทิศทางบุคลากรดิจิทัลรุ่นใหม่ และสร้างเครือข่ายคน และ อินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ที่อาจกลายเป็นกำลังหลักขององค์กรในอนาคต

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    Spectre C

    จากการตรวจสอบฐานข้อมูลนิติบุคคล Creden Data พบข้อมูลวัตถุประสงค์การจดทะเบียนของบริษัท: “บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด SPECTRE C CO., LTD. ประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ตลอดจนการให้บริการทางกฎหมายแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ…”

    อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติและจากการเปิดเผยข้อมูลในงานสัมมนา บริษัทนี้กลับดำเนินธุรกิจหลักด้าน “Data Centre and IT Solution” และ “Web Application Development”

    ความไม่สอดคล้องระหว่าง “นิติกรรมอำพราง” กับ “พฤตินัย” นี้ อาจไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับ “นิติสงคราม” (Lawfare) เพื่อป้องกันการถูกเล่นงานทางกฎหมาย ในการถือครอง “บริษัทสื่อ” จึงไม่จดทะเบียนเป็น บริษัทรับทำสื่อ!! นั่นเอง

    ความสัมพันธ์กับคณะก้าวหน้า (Progressive Movement)

    Spectre C

    นอกเหนือจากพรรคการเมือง นายจามิกรยังดูแลระบบให้กับ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมที่ทำงานคู่ขนานกัน นัยสำคัญ การที่นายจามิกรดูแลทั้งสององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็น “Trusted Node” หรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในเครือข่ายนี้ ข้อมูลสมาชิกและยุทธศาสตร์ดิจิทัลของทั้งสององค์กรน่าจะมีการเชื่อมโยงหรือใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ร่วมกันภายใต้การกำกับดูแลของเขาและทีมงาน

    ความสัมพันธ์กับพรรคก้าวไกล (Move Forward Party)

    บทบาทของนายจามิกรในฐานะผู้พัฒนาระบบให้กับองค์กรทางการเมืองที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในไทยปัจจุบัน

    นายจามิกรรับผิดชอบ “พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันและเว็บสื่อสารองค์กร พรรคก้าวไกล” และมีการเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายในการผลิตสื่อที่บริษัท Spectre C ได้รับจากพรรค

    Web Application Development พัฒนาระบบรับสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์ ระบบบริจาคเงิน และระบบฐานข้อมูลสมาชิก (ซึ่งมีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากพรรคก้าวไกลเน้นการระดมทุนจากประชาชน) ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม next.moveforwardparty.org ที่ระบุใน Snippet

    Corporate Communication: ดูแลเว็บไซต์หลักที่ใช้สื่อสารนโยบายและข่าวสาร ตอบโต้ข่าวลวง (Fake News) และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

    ความสัมพันธ์กับพรรคประชาชน (People’s Party)

    ข้อมูลการผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของพรรคประชาชน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 (ค.ศ. 2025) ซึ่งระบุข้อความทางกฎหมายในสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ (เช่น คลิปแถลงนโยบายเศรษฐกิจ, นโยบายความมั่นคงใหม่) ไว้อย่างชัดเจนว่า:

    ผู้ว่าจ้าง พรรคประชาชน (People’s Party)

    ผู้ผลิต บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด (Spectre C Co., Ltd.)

    ลักษณะงาน ผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์และถ่ายทอดสดกิจกรรมนโยบาย โดยมีงบประมาณระบุต่อชิ้นงาน (เช่น 10,000 บาท) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง

    ข้อมูลนี้ยืนยันว่า บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งมี นายจามิกร ผิวละออง ดำรงตำแหน่งเป็น Director of Data Centre and IT Solution ยังคงทำหน้าที่เป็น “แขนขาหลักด้านดิจิทัล” ให้กับพรรคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากสมัยพรรคก้าวไกล

    บทบาทกับพรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน Spectre C = แขนขาดิจิทัลหลัก งานหลักที่รับผิดชอบ

    – ระบบสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์

    – ระบบบริจาคเงิน / ฐานข้อมูลสมาชิก

    – เว็บสื่อสารนโยบาย–ตอบโต้ Fake News

    ตัวอย่าง: next.moveforwardparty.org
    .
    จุดสำคัญ พรรคที่เน้น “ระดมทุนจากประชาชน” ต้องพึ่งระบบข้อมูลที่มั่นคงมากเป็นพิเศษ

    Trusted Node ดูแลหลายองค์กรพร้อมกัน

    พรรคการเมือง (ก้าวไกล → ประชาชน)

    คณะก้าวหน้า (ขบวนการเคลื่อนไหว)

    – สะท้อนความไว้วางใจระดับสูง

    – โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอาจเชื่อมโยง/ใช้ร่วมกันภายใต้การกำกับเดียว

    ความเชื่อมโยงทางกายภาพ: “อาคารอนาคตใหม่”

    Spectre C

    โครงสร้างการทำงานยังคงใช้โมเดล Co-location (การทำงานร่วมพื้นที่) เพื่อความคล่องตัวสูงสุด โดยทั้งสององค์กรตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน
    พรรคประชาชน: เลขที่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42

    บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด: เลขที่ 167 ชั้น 5 ซอยรามคำแหง 42

    การที่บริษัทไอที (ชั้น 5) ตั้งอยู่เหนือที่ทำการพรรค (ชั้น 4) เพียงชั้นเดียว เอื้อต่อการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) และการผลิตสื่อที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การสื่อสารของพรรค

    ความเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างผู้บริหารพรรค (Key Person Link)

    Spectre C

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จามิกร (Spectre C) กับ พรรคประชาชน ถูกเชื่อมร้อยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านบุคคลสำคัญระดับแกนนำ

    นายศรายุทธิ์ ใจหลัก (ติ่ง) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคประชาชน

    ความสัมพันธ์ในอดีต นายศรายุทธิ์ เคยเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ (74.65%) ของบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ในช่วงยุคพรรคก้าวไกล ก่อนจะจำหน่ายหุ้นออกไป

    นัยสำคัญ การที่อดีตเจ้าของบริษัท Spectre C ก้าวขึ้นมาเป็น “แม่บ้านพรรค” (เลขาธิการ) ย่อมเป็นหลักประกันความไว้วางใจและการทำงานที่สอดประสานกันอย่างแนบเนียนระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายเทคนิค

    นายจามิกร ผิวละออง เชื่อมโยงกับ พรรคประชาชน ผ่านตำแหน่งบริหารใน บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาหลักในการผลิตสื่อและดูแลระบบฐานข้อมูลให้พรรค โดยโครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “Digital Backbone” ถาวร ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านของพรรคการเมือง (จากอนาคตใหม่ -> ก้าวไกล -> ประชาชน) ได้โดยที่ข้อมูลและระบบปฏิบัติการไม่สะดุดลง

    วงแหวนแห่งความไว้วางใจ (Circle of Trust)

    โครงสร้างการทำงานของ Spectre C และพรรคประชาชน ประกอบด้วยวงแหวนความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกัน:

    – วงในสุด (Core) แกนนำพรรค (ณัฐพงษ์, ศรายุทธิ์) และผู้บริหาร Spectre C (จามิกร) ที่กุมความลับและทิศทางยุทธศาสตร์

    – วงกลาง (Operational) พนักงานบริษัท Spectre C ที่ทำหน้าที่ผลิตสื่อ ดูแลระบบ และแอดมินเพจ ซึ่งทำงานอย่างเป็นระบบเหมือนบริษัทเอกชน

    – วงนอก (Community) เครือข่ายนักพัฒนา (Developer Community) ที่ จามิกร เป็นแกนนำ (เช่น ผ่านสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองหนุนทางปัญญาและแหล่งสรรหาบุคลากร

    ความเสี่ยงและการบริหารจัดการ แม้โครงสร้างนี้จะแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเสี่ยง

    Spectre C

    – ความเสี่ยงทางกฎหมาย: หากมีการพิสูจน์ได้ว่า Spectre C ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พรรคประชาชนอาจถูกร่างแหไปด้วยในฐานะผู้ว่าจ้าง ดังนั้น Spectre C จึงต้องทำงานภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มงวดกว่าบริษัททั่วไป

    – ความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหล: ด้วยข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาล Spectre C ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์จากฝ่ายตรงข้ามและแฮกเกอร์ บทบาทของ จามิกร ในด้าน Cybersecurity จึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการป้องกันฐานที่มั่นทางทหาร

    สามารถสรุปได้ว่า

    Spectre C คือหน่วยงานยุทธศาสตร์: ไม่ใช่บริษัทรับจ้างทั่วไป แต่เป็นหน่วยงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับภารกิจด้านข้อมูลและสื่อของพรรคประชาชนโดยเฉพาะ โดยมีเกราะกำบังทางกฎหมายในรูปแบบบริษัทจำกัด

    จามิกร ผิวละออง คือ Technocrat: เขาไม่ใช่หัวหน้าปฏิบัติการ IO ใต้ดิน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่นำระบบ Data Centre มาใช้ยกระดับการทำงานการเมืองให้เป็นระบบและตรวจสอบได้

    IO แบบใหม่ พรรคประชาชนและ Spectre C กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Modern Information Operations” ที่เน้นคุณภาพข้อมูล (Data Quality) และการมีส่วนร่วม (Engagement) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่า IO แบบเดิม

    ความต่อเนื่อง โครงสร้างที่แยกส่วนนี้เป็นหลักประกันว่า ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบอีกกี่ครั้ง ข้อมูลและระบบปฏิบัติการจะยังคงอยู่และพร้อมส่งต่อไปยังพรรคใหม่เสมอ

    ช่องโหว่สีเทา: เลี่ยงบาลี สู่ “เอเจนซี่และไอทีโซลูชัน”

    เมื่อกฎหมายห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของ “สื่อมวลชน” (เช่น ทีวี วิทยุ หรือสำนักข่าว) พรรคการเมืองยุคใหม่จึงวิวัฒนาการตัวเองเพื่อหนีข้อกฎหมายนี้

    พวกเขาจะไม่ตั้งบริษัทที่จดทะเบียนเป็น “สื่อมวลชน” แต่จะใช้วิธี จัดตั้งหรือว่าจ้าง “บริษัทรับทำเว็บไซต์, IT Solution, หรือ Production House” แทน (เหมือนกรณีที่กำลังเป็นที่จับตา) หรือในกรณีของ Spectre C ก็จดทะเบียนเป็นบริษัทด้านกฎหมาย ไม่ใช่ผลิตสื่อ!!

    ทำไมถึงรอด? เพราะตามกฎหมาย บริษัทเหล่านี้รับจ้างผลิตสื่อ (Content Provider) หรือดูแลระบบดาต้า ถือเป็นการ “รับจ้างทำของ” ไม่ใช่การเป็นเจ้าของสื่อสารมวลชนตามนิยามดั้งเดิม

    ความอันตรายที่ซ่อนอยู่: แม้ทางนิตินัยอาจจะรอด แต่ทางพฤตินัย บริษัทเหล่านี้สามารถทำงานได้ทรงพลังยิ่งกว่าสำนักข่าวเสียอีก เพราะกุมฐานข้อมูล (Data) และผลิตคอนเทนต์ยิงตรงเข้ามือถือประชาชนได้โดยไม่ต้องผ่าน กสทช.!

    บทสรุป: การที่พรรคการเมืองถือครองสื่อคือความผิดร้ายแรงที่อาจทำให้สูญสิ้นสถานะทางการเมืองได้ทันที แต่สงครามยุคใหม่ นักการเมืองเลือกที่จะ “เล่นแร่แปรธาตุ” ทางกฎหมาย แปลงร่างสื่อให้กลายเป็นบริษัทกฎหมาย ที่ดูแลด้านไอทีและรับผลิตคอนเทนต์ เพื่อเลี่ยงดาบของรัฐธรรมนูญนั่นเอง

    ถ้าพรรคการเมืองมี “บริษัทสื่อ” อยู่ในมือเบ็ดเสร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การโฆษณาชวนเชื่อทั่วไป แต่มันคือ “การผูกขาดความจริง” (Monopoly of Truth) ที่อันตรายอย่างถึงรากถึงโคน!

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก The METTAD

    ขอขอบคุณภาพจาก data.creden.co, webmaster.or.th, เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม, party.ect.go.th, dataforthai.com, google map, รายการ กรรมกรข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/947110/preview&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38qMko6HtOPbbFK7Xdw981