Category: ไอที

  • เปิดตัว “สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย ” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากล

    เปิดตัว “สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย ” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากล

    สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (Thai Digital Platform Trade Association: TDPA)  เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วยการผนึกกำลังจาก Grab, Lazada, LINE MAN Wongnai และ Shopee เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากลพร้อมทั้งยกระดับและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    จากรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (e-Conomy SEA Report 2025) ฉบับล่าสุด โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในปี 2568 มีมูลค่าทางการตลาดและอัตราการเติบโตอยู่ที่ 16% หรือประมาณ 1.73 ล้านล้านบาท (5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในปีที่ผ่านมา  และยังคงครองตลาดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีภาคอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ควบคู่กับธุรกิจขนส่งออนไลน์ บริการส่งอาหาร และสื่อดิจิทัล ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว กลุ่มผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการผนึกกำลัง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

    TDPA เกิดจากความร่วมมือของผู้ประกอบการแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำดังกล่าว ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมีเป้าหมายเป็นกลไกกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมกันพัฒนานโยบายสาธารณะที่เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ การสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อคู่ค้า ผู้บริโภคและสังคม อันจะเอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ควบคู่กับการรองรับนวัตกรรมอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ

    พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย กล่าวว่า “การก่อตั้ง TDPA ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่เพียงหนึ่งในภาคธุรกิจอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานและแรงขับหลักของการเติบโตประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภารกิจของ TDPA คือการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล รวมทั้ง TDPA จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนากรอบนโยบายที่สมดุล โปร่งใส เปิดกว้างต่อการแข่งขัน และยึดหลักความรับผิดชอบร่วมกัน เราเชื่อว่าการกำกับดูแลที่แม่นยำและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว”

    TDPA ยึดมั่นใน 4 ค่านิยมหลัก ได้แก่:

    1. ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม: ส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และผู้ประกอบการ SMEs เติบโตได้อย่างแท้จริง  

    2. การกำกับดูแลที่เน้นไปยังวัตถุประสงค์: ร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ

    3. ความโปร่งใสและความไว้วางใจ: ยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศดิจิทัล

    4. ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส: สนับสนุนให้ธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ

    การจัดตั้ง TDPA ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยให้เติบโตอย่างโปร่งใส แข่งขันได้ และสร้างประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/467593&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cx9sGzUUhjU-63NKK-9uf

  • เปิด 6 ชื่อ กกต. ดำเนินคดีขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ

    เปิด 6 ชื่อ กกต. ดำเนินคดีขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2916693&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2whxJWN_Fyrk3-5txvlFVZ

  • “กลุ่มสามารถ” โชว์ผลงานปี 68 กำไรพุ่ง 260% หรือที่ 480 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 69 กำไรเติบโต 70-80% พร้อมประกาศจ่ายปันผล พ.ค.นี้

    “กลุ่มสามารถ” โชว์ผลงานปี 68 กำไรพุ่ง 260% หรือที่ 480 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 69 กำไรเติบโต 70-80% พร้อมประกาศจ่ายปันผล พ.ค.นี้

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.29 น.

    “กลุ่มสามารถ” โชว์ผลงานปี 68 กำไรพุ่ง 260% หรือที่ 480 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 69 กำไรเติบโต 70-80% พร้อมประกาศจ่ายปันผล พ.ค.นี้

    กลุ่มสามารถ สะท้อนความแข็งแกร่งด้วยผลประกอบการปี 2568 เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะไตรมาส 4 ที่ทำกำไรสูงถึง 177 ล้านบาท หนุนภาพรวมทั้งปีมีรายได้รวม 10,957 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 8% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 480 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 260% จากระดับ 133 ล้านบาทในปี 2567 สะท้อนการฟื้นตัวของทุกสายธุรกิจควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาธุรกิจใหม่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มยังอยู่ในทิศทางที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะไตรมาส 4/2568 มีรายได้รวม 3,118 ล้านบาท กำไร 177 ล้านบาท  โดยทุกสายธุรกิจสร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ทั้งปี 68 กลุ่มสามารถ มีรายได้หลักจากการขาย งานตามสัญญา และรายได้จากการบริการ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 10,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 8% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งจาก 133 ล้านบาท เป็น 480 ล้านบาท เติบโตถึง 260% และมี Backlog รวมทั้งกลุ่มอยูที่ 15,686 ล้านบาท เติบโตถึง 18% จากปี 2567 สะท้อนรายได้ในอนาคตที่มั่นคง และโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

    โดยมีรายละเอียดของแต่ละสายธุรกิจดังนี้

    สายธุรกิจ Digital ICT Solution ภายใต้การดำเนินงานของ บมจ.สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL เร่งรับรู้รายได้จากโครงการขนาดใหญ่ โดยไตรมาส 4 ทำรายได้สูงถึง 1,862 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่หลังโควิด จากการทยอยรับรู้รายได้โครงการที่เซ็นสัญญาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

    ปี 2568 SAMTEL มีรายได้รวมทั้งสิ้น 5,440 ล้านบาท เติบโต 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 100 ล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบจากการตั้งสำรองคดีความ จำนวน 105 ล้านบาท แต่หากตัดรายการการตั้งสำรองออก กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 205 ล้านบาท เติบโตประมาณ 78% จากปีก่อน ที่สำคัญยังมี Backlog เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 54% จาก 4,361 ล้านบาท เป็น 6,694 ล้านบาท นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกของปี 2569 ยังมีแผนเข้าประมูลงานเพิ่มเติมอีกหลักหลายพันล้านบาทด้วย

    สายธุรกิจ Utilities and Transportations นำโดย บมจ.สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่น หรือ SAV มีรายได้จากการขาย งานตามสัญญาและบริการ รวม 4,972 ล้านบาท โดยเฉพาะจากธุรกิจการจัดการจราจรทางอากาศ ในเขตน่านฟ้าประเทศกัมพูชา ของบริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) มีการเติบโตสอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4 มีรายได้รวม 506 ล้านบาท และกำไร 146 ล้านบาท ส่วนภาพรวมทั้งปี 2568 มีจำนวนเที่ยวบินที่บริหารจัดการโดยส่วนธุรกิจการจัดการจราจรทางอากาศ จำนวนรวม 123,659 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 19,772 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นร้อยละ 19 จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะเที่ยวบินประเภทบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชาของเส้นทางเวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และจีน ที่เติบโตถึง 23% ประกอบกับเที่ยวบินที่บินขึ้น-ลงระหว่างประเทศที่เติบโต ขึ้นประมาณ 12% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 SAV มีรายได้รวม 2,075 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับปีก่อน เติบโตประมาณ 18% และมีกำไร 546 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 18% นอกจากนี้ SAV ยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่มูลค่ากว่า 2,300 ล้านบาทในไตรมาสแรก และประกาศเพิ่มอัตราเงินปันผลจาก 0.80 บาทของปี 2024 เป็น 0.90 บาทต่อหุ้น ในปี 2025 ซึ่งมีการจ่ายไปแล้วในเดือนกันยายน 2025 อัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น พร้อมจ่ายเพิ่มอีก 0.50 บาทต่อหุ้น  สะท้อนฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง 

    สายธุรกิจ Digital Communications นำโดย บมจ.สามารถดิจิตอล หรือ SDC แสดงทิศทางฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะไตรมาส 4 ที่มีกำไร 11 ล้านบาท แม้รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 543 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน แต่บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มจาก 5 ล้านบาท เป็น 62 ล้านบาท เติบโตถึง 1,122% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้น

    ปี 2568 ถือเป็นปีแรกที่ Samart จ่ายเงินปันผล โดยได้จ่ายไปแล้ว 0.10 บาทต่อหุ้นในเดือนกันยายน และเตรียมจ่ายเพิ่มอีก 0.14 บาทต่อหุ้นในรอบสิ้นปี ขณะที่ SAV เพิ่มอัตราปันผลต่อเนื่อง จาก 0.80 เป็น 0.90 สะท้อนฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง โดยจะจ่ายเงินปันผลในช่วงเดือนพฤษภาคม พร้อมกันนี้ทางบริษัทยังมีซื้อหุ้นคืนจนถึงเดือนมิถุนายนอีกด้วย

    นายวัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผลประกอบการปี 2568 ไม่เพียงสะท้อนการเติบโตเชิงตัวเลข แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของกลุ่มสามารถ ในฐานะองค์กรเทคโนโลยีที่มีความพร้อมทั้งด้านศักยภาพโครงการ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และวินัยทางการเงิน มาในปีนี้บริษัทจึงมั่นใจตั้งเป้ากำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่อง 70-80% ของปีที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจในทุกกลุ่ม พร้อมเดินหน้าขยายงานและต่อยอดโครงการใหม่ ๆ ตอกย้ำศักยภาพของเราในการกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างมั่นคงอีกครั้ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/467511&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FT5RhVaMKCMUdBoCkR0Fa

  • กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และ พยายามถอดรหัส QR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขต และ บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569

    มีรายงานบุคคลที่ กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

    1.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    2.ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

    3.ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.

    4.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

    5.พริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

    6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

    โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

    ทั้งนี้ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตาม มาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี 2560 กำหนดว่า “ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

    ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

    มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/ect-1-26feb26&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X_kIAIowMikBP80YkVNGi

  • เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    เปิด 6 รายชื่อ กกต. แจ้งเอาผิดกลุ่มพิสูจน์ QR Code บัตรเลือกตั้ง โทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

    26 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 ราย ได้แก่ นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ดีโหวต), นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ (Domecloud), นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย (ครูชัย), นายสมชัย ศรีสุทธิยากร (อดีต กกต.), นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (โฆษกพรรคประชาชน) และนายทรงพล เรืองสมุทร (ช่างภาพ Spacebar) 

    โดยระบุว่า ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หนูเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น 

    ซึ่ง กกต. มองว่าการกระทำนี้เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่และอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 66 วรรคสอง ที่มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

    นอกจากกฎหมายเลือกตั้งแล้ว กกต. ยังแจ้ง 4 ข้อหา ประกอบด้วย

    • มาตรา 116  กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
    • มาตรา  209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000
    • มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม  เท็จ ที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613946&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mVQpH_sBE-U2MajyfHOcT

  • กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    กกต. แจ้งความ ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ’ ถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตร เลือกตั้ง 22 ก.พ.

    ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และ พยายามถอดรหัส QR code บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขต และ บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569

    มีรายงานบุคคลที่ กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

    1.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    2.ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain

    3.ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.

    4.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

    5.พริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน

    6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar

    โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

    ทั้งนี้ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตาม มาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี 2560 กำหนดว่า “ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ

    ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

    ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น “อั้งยี่” บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

    มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/ect-1-26feb26&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yy4jLdplgKb6XstUk45UH

  • รู้จักแพลตฟอร์มใหม่ ‘Helix’  โมเดลรวมศูนย์สุดล้ำจาก UIH พร้อมทลายข้อจำกัดเรื่องคนและงบประมาณ

    รู้จักแพลตฟอร์มใหม่ ‘Helix’ โมเดลรวมศูนย์สุดล้ำจาก UIH พร้อมทลายข้อจำกัดเรื่องคนและงบประมาณ

    ยุคที่ทุกองค์กรกลายเป็นธุรกิจดิจิทัลโดยปริยาย ความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีไม่ใช่แค่โจทย์ของทีมไอทีอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงระดับธุรกิจที่ทุกฝ่ายต้องแบกรับร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ทีมปฏิบัติการ หรือแม้แต่ผู้ให้บริการเองก็ตาม

    นั่นคือบริบทที่ทำให้งาน UIH DAY 2026 ภายใต้ธีม “Helix – Redefining the Future of Managed Services Provider” มีความหมายมากกว่างานแนะนำสินค้าทั่วไป เพราะสิ่งที่ UIH ประกาศในวันนี้ ไม่ใช่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ แต่คือการประกาศว่าพวกเขากำลังนิยามตัวเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ในฐานะผู้ให้บริการจัดการระบบที่พร้อมรับยุคปัญญาประดิษฐ์

    เมื่อโลกเปลี่ยน ปัญหาเดิมก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น

    คุณเบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ UIH ขึ้นเวทีด้วยโจทย์ที่ตรงไปตรงมา ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ทางเลือกด้านเทคโนโลยีสำหรับองค์กรมีมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมหาศาล แต่ความซับซ้อนในการตั้งค่าระบบ การออกแบบสถาปัตยกรรม และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ทวีขึ้นตามมาไม่แพ้กัน

    ที่น่าสนใจคือ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติเท่านั้น จากการที่ทุกบริษัทไม่ว่าจะขนาดไหนล้วนกลายเป็นธุรกิจดิจิทัลเต็มตัว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็เผชิญกับโจทย์เดียวกันทุกประการ ทั้งเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกเจาะทะลวงและข้อมูลรั่วไหลที่ปรากฏในข่าวบ่อยขึ้น ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เลือกขนาดองค์กรอีกต่อไป

    และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ UIH เองในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ก็เคยติดกับดักเดียวกันมาก่อน

    “เราค้นพบว่า ถ้าเราในฐานะผู้ให้บริการที่มีพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีมากมาย ยังประสบปัญหาตรงนี้ ทำไมลูกค้าของเราที่ต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐานและพาร์ทเนอร์หลายราย จะไม่เจอปัญหาเดียวกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ Helix”

    จุดเริ่มต้นจากภายใน เมื่อการรวมทีมเผยให้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่

    เมื่อปีที่ผ่านมา UIH ทำการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยรวม 4 กลุ่มงานหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ระบบเครือข่ายและการเชื่อมต่อ, คลาวด์, ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแอปพลิเคชัน ให้อยู่ภายใต้แบรนด์ UIH เพียงแบรนด์เดียว เป้าหมายเดิมคือการสร้างความเป็นเอกภาพ แต่สิ่งที่ค้นพบระหว่างทางกลับเผยให้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่อย่างชัดเจน

    ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ เมื่อต้องการติดตั้งและเปิดใช้งานแอปพลิเคชันสักตัวหนึ่ง ทีมงานต้องประสานไปยังทีมเครือข่าย ทีมคลาวด์ และทีมความปลอดภัยทีละขั้น กว่าจะได้รับการยืนยันครบทุกฝ่ายและเปิดตัวได้ก็ต้องผ่านการประชุมหลายรอบและใช้เวลานานโดยไม่จำเป็น

    คุณเบญจตั้งคำถามว่า “ในยุคของข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ทุกวันนี้ มันไม่ควรจะมีความยากความซับซ้อนแบบนี้อยู่แล้ว” และนั่นเองคือจุดกำเนิดของ Helix ซึ่งเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาของ UIH เอง ก่อนที่จะกลายเป็นรูปแบบการให้บริการใหม่ทั้งหมดสำหรับลูกค้า

    Helix ไม่ใช่สินค้า แต่คือวิธีคิดใหม่ทั้งหมด

    คุณเบญจย้ำชัดเจนในการบรรยายว่า “Helix ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม แต่คือวิธีที่ UIH นิยามรูปแบบการดำเนินงานขึ้นมาใหม่ เพื่อให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้นและไร้รอยต่อมากขึ้น”

    แนวคิดหลักของ Helix ยึดอยู่บน 3 เสาสำคัญ

    เสาที่หนึ่ง: ไร้รอยต่อตลอดกระบวนการ การดำเนินงานตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การเลือกแอปพลิเคชันไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากรและการติดตั้งใช้งาน ต้องราบรื่นไม่สะดุด ไม่มีการวิ่งประสานงานข้ามทีม ทุกอย่างต้องเชื่อมกันได้อัตโนมัติในกระบวนการเดียว

    เสาที่สอง: ความปลอดภัยถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่ตัวเลือกเสริมที่ค่อยมาติดตั้งทีหลัง แต่ต้องถูกฝังอยู่ในทุกบริการตั้งแต่วันแรก เพราะในความเป็นจริง ช่องโหว่หลายอย่างเกิดจากการตั้งค่าด้วยมือที่ตกหล่น หรือข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ข้ามขั้นตอนสำคัญไป UIH ในฐานะผู้ให้บริการจึงต้องฝังมาตรฐานความปลอดภัยเข้าไปในทุกการให้บริการโดยอัตโนมัติ

    เสาที่สาม: จุดรับผิดชอบเดียว ลูกค้าจะมีผู้ติดต่อรายเดียว ระดับการให้บริการที่ตกลงกันไว้เพียงชุดเดียว และความรับผิดชอบที่อยู่ในจุดเดียวกันทั้งหมด ไม่ต้องจัดการกับผู้ให้บริการหลายรายพร้อมกันอีกต่อไป

    วิสัยทัศน์ 25 ปีบน 3 รากฐาน

    UIH ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นนิยามตัวเองใหม่ในวันนี้ แต่วิสัยทัศน์ที่ขับเคลื่อนองค์กรมากว่า 25 ปี ยังคงยืนอยู่บน 3 รากฐานเดิมที่แข็งแกร่ง

    • ความไว้วางใจ UIH ให้บริการองค์กรมาตลอดด้วยความซื่อตรงและโปร่งใส ไม่มีวาระซ่อนเร้นในการทำธุรกิจ
    • การให้บริการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ตั้งแต่วันแรก UIH สร้างตัวเองมาบนพื้นฐานของการเป็นบริษัทที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงการบริการ
    • การเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย, โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ หรือระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดนี้คือแกนหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลสำหรับองค์กรทุกขนาด UIH มองตัวเองว่าเป็นผู้ที่ช่วยให้ลูกค้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัลได้จริง ไม่ใช่แค่ผู้ขายโครงสร้างพื้นฐาน

    สั่งงานด้วยภาษาธุรกิจ ปิดช่องว่างระหว่างไอทีกับธุรกิจ

    หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่อง การสั่งงานด้วยเจตนา ซึ่งคุณเบญจในฐานะผู้บริหารที่มาจากสายที่ไม่ใช่เทคนิคโดยตรง มองเห็นช่องว่างนี้ได้ชัดเจนมาก

    ปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คือธุรกิจและไอทีพูดคนละภาษากัน เวลาองค์กรอยากใช้บริการไอที ฝ่ายธุรกิจต้องพยายามแปลโจทย์ของตัวเองออกมาเป็นภาษาเทคนิค เช่น ต้องการเครื่องเสมือนกี่เครื่อง, ไฟร์วอลล์กี่ชั้น, หรือแบนด์วิดธ์เท่าไหร่ ซึ่งในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่ควรต้องรู้สิ่งเหล่านี้

    สิ่งที่ Helix ต้องการทำคือพลิกกระบวนการนี้กลับหัว ให้ลูกค้าสื่อสารโจทย์ในภาษาที่ตัวเองถนัด เช่น ต้องการจัดประชุมออนไลน์กับตัวแทนประกัน 5,000 คนทั่วประเทศพร้อมกัน พร้อมฉายวิดีโอและถามตอบแบบทันที แล้ว UIH จะรับหน้าที่แปลโจทย์นั้นไปเป็นการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานและระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมทั้งหมด

    เพื่อให้แนวคิดนี้เป็นจริง UIH กำลังเริ่มรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับลูกค้าทุกรายว่า ธุรกิจประเภทนี้มีความต้องการแบบนี้ หมายความว่าอะไรในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัย เพื่อสร้างแม่แบบการตั้งค่าสำเร็จรูปขึ้น และในอนาคตจะรองรับการสั่งงานด้วยภาษาของมนุษย์ได้โดยตรง

    เป้าหมายสุดท้ายคือการที่ เทคโนโลยีช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ใช่เป็นตัวขัดขวาง ความยุ่งยากของเทคโนโลยีไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจก้าวต่อไปไม่ได้

    พิสูจน์แล้วจากในบ้าน ก่อนส่งต่อให้ลูกค้า

    สิ่งที่ทำให้ Helix น่าเชื่อถือมากกว่าแนวคิดบนกระดาษทั่วไป คือ UIH ได้ทดลองใช้รูปแบบการดำเนินงานนี้กับตัวเองก่อน แล้วนำบทเรียนที่ได้มาพัฒนาต่อ ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วมีดังนี้

    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กำแพงระหว่างทีมเครือข่าย, โครงสร้างพื้นฐาน, ความปลอดภัย และแอปพลิเคชัน ที่เดิมต้องผ่านการประชุมหลายรอบ ถูกทดแทนด้วยการตั้งค่าล่วงหน้าและการควบคุมจากศูนย์กลาง ทำให้ความเร็วในการแก้ปัญหาและการจัดสรรทรัพยากรให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    การจัดสรรทรัพยากรอัตโนมัติในหลักนาที ในอดีตกระบวนการปรับแบนด์วิดธ์ขึ้นหรือลง ต้องผ่านการส่งคำสั่ง, รอการอนุมัติ, และดำเนินการ ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นวัน บางกรณียังต้องมีการเตรียมตัวหลายรอบ วันนี้ด้วยระบบอัตโนมัติที่อยู่เบื้องหลัง กระบวนการเดียวกันนี้เสร็จสิ้นได้ในหลักนาที

    การสแกนการปฏิบัติตามมาตรฐานครอบคลุมทั้งระบบ UIH สามารถตรวจสอบระบบนิเวศทั้งหมดได้แบบทันที เพื่อตรวจจับจุดที่ยังติดปัญหาด้านการปฏิบัติตามมาตรฐาน ทำให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันที และครอบมาตรฐานความปลอดภัยทับซ้อนไปได้ทุกชั้น

    ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของลดลงจริง การรวมศูนย์การจัดการโครงสร้างพื้นฐานพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของได้จริง มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น มีคุณค่าที่สร้างได้จากการเริ่มรวมศูนย์ และมีกระบวนการภายในที่ถูกตัดทิ้งได้หลายอย่าง ทั้งหมดนี้คือบทเรียนที่ได้จากการเริ่มทำ Helix ด้วยตัวเอง

    ปัญญาประดิษฐ์ในแพลตฟอร์ม ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่แทนที่คน

    คุณเบญจอธิบายว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่ฝังอยู่ใน Helix ไม่ได้มีเพื่อแทนที่ทีมให้บริการหรือจุดติดต่อที่ลูกค้าคุ้นเคย แต่มีเพื่อช่วยให้ทีมสามารถส่งมอบการบริการด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกราย ครอบคลุมทุกการให้บริการ

    เมื่อปัญญาประดิษฐ์ดูแลการวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบระบบ และระบบอัตโนมัติหลังบ้านได้ ทีมให้บริการก็มีเวลาและพลังงานที่จะโฟกัสกับลูกค้าได้เต็มที่มากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลากับงานซ้ำซากที่ระบบทำแทนได้ ข้อมูลทุกอย่างถูกดึงมาจากแหล่งข้อมูลกลางที่เชื่อถือได้แหล่งเดียว ทำให้ไม่มีข้อกังขาว่าข้อมูลที่เห็นถูกหรือผิด เพราะทั้งลูกค้าและทีม UIH เห็นภาพเดียวกันแบบทันที

    ฟีเจอร์ของ Helix ครอบคลุมตั้งแต่ การตรวจสอบระบบ, การปรับให้เหมาะสม, การบริหารค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับควบคุมต้นทุนไอทีไม่ให้บานปลาย, การจัดการคำร้องขอและการสนับสนุนหลังการขาย ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน, การตรวจสอบความปลอดภัย ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

    ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องควบคุมระบบของตัวเองกลับมา

    คุณเบญจทิ้งท้ายด้วย 3 ข้อความที่ส่งตรงถึงผู้บริหารทุกคนในห้อง ซึ่งสะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมในขณะนี้

    1. ความซับซ้อนของระบบนิเวศไอทีไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกองค์กรมีทางเลือกที่จะทำให้ระบบของตัวเองง่ายขึ้นได้เสมอ ความซับซ้อนเป็นเรื่องที่เลือกจัดการได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทน
    2. นี่คือเวลาที่ต้องควบคุมสถาปัตยกรรมระบบของตัวเองกลับมา การมองเห็นและควบคุมระบบนิเวศของตัวเองได้เต็มที่คือสิ่งสำคัญ การเลือกพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีควรมีทางเลือกเสมอ และการผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายเดียวได้กลายเป็นความเสี่ยงระดับองค์กรที่ไม่ควรมองข้าม
    3. แบ่งบทบาทให้ชัดเจน แล้วโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองเก่ง การเป็นพาร์ทเนอร์กับ UIH คือการที่ลูกค้ารันธุรกิจและสร้างคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองถนัด ขณะที่ UIH ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักเบื้องหลัง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้โดยไม่สะดุด ไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคลากรเพียงพอไหม หรือจะมีคนดูแลตรงนี้ไหม เพราะ UIH ได้เตรียมทรัพยากร, แพลตฟอร์ม, กระบวนการ และเครื่องมือทั้งหมดไว้แล้ว

    “หน้าที่ของ UIH คือเราต้องทำให้หลังบ้านของพี่ๆ ไม่มีปัญหา จนพี่ๆ ไม่รู้ว่ามีเราอยู่ นั่นคือเป้าหมาย เพราะแอปพลิเคชันของพี่ต้องทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด ธุรกิจของพี่ต้องไม่ถูกรบกวน”

    UIH ดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีมากว่า 25 ปี บน 3 วิสัยทัศน์หลักคือ ความไว้วางใจ, การให้บริการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และการเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง และงาน UIH DAY 2026 ครั้งนี้คือสัญญาณชัดที่สุดที่บอกว่า บริษัทที่เคยทำงานอยู่เบื้องหลังในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน กำลังก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างลูกค้าในฐานะ ผู้ให้บริการจัดการระบบยุคใหม่ที่พร้อมรับปัญญาประดิษฐ์ อย่างเต็มตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/uih-helix-managed-services-platform-2026&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gcY8a8lNvAHi-ZQu5kS41

  • หวดวัย14ปีโค่นมือหนึ่ง! ลิ่วเข้ารอบเทนนิสไอทีเอฟเวิลด์จูเนียร์ส

    หวดวัย14ปีโค่นมือหนึ่ง! ลิ่วเข้ารอบเทนนิสไอทีเอฟเวิลด์จูเนียร์ส

    วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.05 น.

    Tag :

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการใหญ่ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 บรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้น นักหวดฝีมือดีที่ยังแข็งแกร่งผ่านเข้ารอบถ้วนหน้า

    ประเภทหญิงเดี่ยวมีพลิกล็อก เมื่อ เอคาเทรินา ดอตเซนโก นักหวดวัย 14 ปี มือ 75 เยาวชนโลก ซึ่งเป็นมือวาง 7 โค่นมือวาง 1 ฉู อี้หาน มือ 27 เยาวชนโลก วัย 16 ปี จากจีน ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ โดย เอคาเทรินา เอาชนะ 2-0 เซต 6-2 และ 7-5 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศพบกับ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส มือ 54 เยาวชนโลก และมือวาง 4

    ทางด้านชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ ดาเนียล โจวาโนฟสกี จากออสเตรเลีย มือ 34 เยาวชนโลก และมือวาง 2 เกือบพลาดท่าให้กับ พาเวล สควอร์ทคอฟ มือ 203 เยาวชนโลก หลังดวลเดือดนานถึง 2 ชั่วโมง 48 นาที ก่อนที่ ดาเนียล โจวาโนฟสกี จะพลิกจากที่แพ้เซตแรก โดยใช้ความแข็งแกร่งแซงเอาชนะไป 2-1 เซต 5-7, 6-3 และ 6-4 ได้เข้ารอบรองชนะเลิศ พบกับ แดน แบรนด์ จากอิสราเอล มือ 81 เยาวชนโลก และมือวาง 16

    ในส่วนผลการแข่งขันคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ แดน แบรนด์ (16-อิสราเอล) ชนะ คันตะ วาตานาเบะ (7-ญี่ปุ่น) 6-4, 6-0 แอรอน กาเบต์ (10-ฝรั่งเศส) ชนะผ่าน ไค ทอมป์สัน (1-ฮ่องกง) ฮยู คาวานิชิ (3-ญี่ปุ่น) ชนะ อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (5-อินเดีย)    3-6, 6-3 และ 7-5

    หญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส (4) ชนะ เคอิซิยา เบอร์ซินา (ลัตเวีย) 3-6, 6-4 และ 6-1 ซาร่าห์ เย (12-สหรัฐฯ) ชนะ ไอชิ ดาส (นิวซีแลนด์) 7-6(6), 7-5 เล่ย ไมลัวตี้ (จีน) ชนะ เว่ย จาง เฉียน (5-จีน) 6-4, 3-6 และ 6-1
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/949489&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RlJbuEyS17tpnDtTVt9wk

  • เด็กวัย 14 ปี โชว์ความแกร่งโค่นมือวาง 1 ผงาดตัดเชือกหญิงเดี่ยว ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ เจ200” | เดลินิวส์

    เด็กวัย 14 ปี โชว์ความแกร่งโค่นมือวาง 1 ผงาดตัดเชือกหญิงเดี่ยว ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ เจ200” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 26 ก.พ.69 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว มีพลิกล็อก เมื่อ เอคาเทรินา ดอตเซนโก นักหวดวัย 14 ปี มือ 75 เยาวชนโลกจากรัสเซีย พลิกล็อกโค่นมือวาง 1 ฉู อี้หาน มือ 27 เยาวชนโลก วัย 16 ปี จากจีน 2-0 เซต 6-2, 7-5 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส มือ 54 เยาวชนโลกจากรัสเซีย ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทชายเดี่ยว ดาเนียล โจวาโนฟสกี จากออสเตรเลีย มือ 34 เยาวชนโลก และมือวาง 2 เกือบพลาดท่าให้กับ พาเวล สควอร์ตคอฟ มือ 203 เยาวชนโลก หลังดวลเดือดนานถึง 2 ชั่วโมง 48 นาที ก่อนที่ ดาเนียล โจวาโนฟสกี จะพลิกจากที่แพ้เซตแรก โดยใช้ความแข็งแกร่งแซงเอาชนะไป 2-1 เซต 5-7, 6-3, 6-4 ตีตั๋วเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ แดน แบรนด์ จากอิสราเอล มือ 81 เยาวชนโลก

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ แดน แบรนด์ (อิสราเอล) ชนะ คันตะ วาตานาเบะ (ญี่ปุ่น) 6-4, 6-0, แอรอน กาเบต์ (ฝรั่งเศส) ชนะผ่าน ไค ทอมป์สัน (มือ 1 ฮ่องกง), ฮยู คาวานิชิ (ญี่ปุ่น) ชนะ อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (อินเดีย) 3-6, 6-3, 7-5

    ประเภทหญิงเดี่ยว เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส (รัสเซีย) ชนะ เคอิซิยา เบอร์ซินา (ลัตเวีย) 3-6, 6-4, 6-1, ซาราห์ เย (สหรัฐฯ) ชนะ ไอชิ ดาส (นิวซีแลนด์) 7-6 (6), 7-5, เล่ย ไมลัวตี้ (จีน) ชนะ เว่ย จาง เฉียน (จีน) 6-4, 3-6, 6-1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5638274/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GuNmVivTqJ04wqARyOt1p

  • M

    M

    ความสามารถใหม่ของ Site24x7 ผสานการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงบริบทของโดเมน (Domain-Aware Correlations), AI แบบอัตโนมัติ และระบบจัดการเวิร์กโฟลว์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านไอทีสู่การทำงานแบบ Self-Healing

    ManageEngine เปิดตัวเทคโนโลยี Causal Intelligence และ AI อัตโนมัติ สำหรับการดำเนินงานด้านไอที เร่งการตอบสนองต่อเหตุการณ์ขัดข้องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    • ระบุสาเหตุที่แท้จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลอันชาญฉลาดที่ขับเคลื่อนโดย Causal Intelligence
    • เพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่อเหตุการณ์ขัดข้อง ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    • ดำเนินการแก้ไขปัญหาในวงกว้างได้อย่างควบคุมได้ ผ่านการจัดการเวิร์กโฟลว์ที่มีธรรมาภิบาล ขับเคลื่อนโดย Qntrl

    ManageEngine บริษัทในเครือ Zoho Corporation ผู้นำด้านการให้บริการโซลูชันการจัดการระบบไอทีสำหรับองค์กร ประกาศเพิ่มขีดความสามารถใหม่ด้านระบบวิเคราะห์หาสาเหตุ (Causal Intelligence) และAI อัตโนมัติ (Autonomous AI) ใน Site24x7 แพลตฟอร์มการสังเกตการณ์ระบบแบบเต็มรูปแบบ (Full-Stack Observability) ของบริษัท การยกระดับครั้งนี้นับเป็นการพลิกโฉมวิธีการที่องค์กรใช้รับมือกับเหตุการณ์ระบบหยุดทำงาน โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Firefighting) ไปสู่การสร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นและสามารถจัดการตนเองได้อย่างอิสระ (Autonomous Resilience) ด้วยความสามารถในการลดระยะเวลาการกู้คืนระบบโดยเฉลี่ย (MTTR) ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Site24x7 จะช่วยให้ทีมไอทีสามารถรักษาประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า และคงไว้ซึ่งความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อองค์กรได้อย่างมั่นคง ManageEngine เปิดตัวเทคโนโลยี Causal Intelligence และ AI อัตโนมัติ สำหรับการดำเนินงานด้านไอที เร่งการตอบสนองต่อเหตุการณ์ขัดข้องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    สภาพแวดล้อมไอทีสมัยใหม่มีความซับซ้อนและกระจัดกระจายมากขึ้น ครอบคลุมทั้งไฮบริดคลาวด์ ไมโครเซอร์วิส และเครือข่ายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดข้อมูลเทเลเมทรีและสัญญาณความผิดปกติ (Anomaly) เชิงคาดการณ์จำนวนมหาศาลในทุกวินาที เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ความซับซ้อนดังกล่าวทำให้การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเปรียบเสมือนการงมเข็มในมหาสมุทร มักนำไปสู่ช่วงเวลาระบบหยุดชะงักที่ยาวนานขึ้น ทีมไอทีมักประสบความยากลำบากในการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสัญญาณผิดปกติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้นของระบบ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาที่สำคัญล่าช้า และอาจกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรในที่สุด

    “สถาปัตยกรรมแบบไฮบริดและคลาวด์เนทีฟทำให้การดำเนินงานด้านไอทีมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก ขณะเดียวกันผู้จัดการไอทีก็ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขเหตุขัดข้องให้รวดเร็ว ท่ามกลางความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น” ศรีนิวาสะ ราฆวัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ของ ManageEngine กล่าว “ด้วยการผสานการตรวจจับความผิดปกติเชิงคาดการณ์ (Predictive Anomaly Detection) การเชื่อมโยงเหตุการณ์อย่างชาญฉลาด (Intelligent Event Correlation) บริบทความสัมพันธ์ของบริการ (Service Dependency Context) และข้อมูลเชิงสาเหตุที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven Causal Insights) Site24x7สามารถลดสัญญาณเตือนรบกวนจำนวนมาก และแสดงให้เห็นไม่เพียงว่าอะไรเสียหาย แต่ยังชี้ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใดและส่งผลกระทบต่อส่วนใดของระบบ ช่วยให้ทีมงานระบุจุดบกพร่องที่แท้จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลด MTTR ได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดผลกระทบต่อการให้บริการให้น้อยที่สุด”

    “การคัดกรอง (Triage) และแก้ไขเหตุขัดข้องในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดที่มีโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนมากขึ้น อาจกลายเป็นฝันร้ายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีข้อผูกพันตาม SLA เข้ามาเกี่ยวข้อง” ปราวีร์ กุมาร์ สิงหา ผู้นำด้านไอทีของ Synechron บริษัทผู้ให้บริการไอทีระดับโลก และหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว กล่าว “ด้วย Site24x7 AIOps เราสามารถกรองสัญญาณเตือนที่ไม่จำเป็นออกได้เกือบ 90% ระบุปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเร่งกระบวนการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้เรารักษาระดับการให้บริการตาม SLA ได้ดียิ่งขึ้น ลด MTTR และท้ายที่สุดสามารถมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เชื่อถือได้ให้แก่ลูกค้า”

    การนำ AI แบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ใน Site24x7 ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับการปฏิบัติการด้าน IT ให้มีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ระบบเพื่อลดภาระในการประมวลผลของทีมงาน และแปลงอินไซต์ที่ได้ให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง “ด้วย MCP ที่ทำหน้าที่เป็นชั้นควบคุมและกำกับดูแล (Control and Governance Layer) เรามั่นใจได้ว่าความสามารถด้าน AI เหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัยและอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลขององค์กร สิ่งนี้ช่วยให้ผู้นำด้านไอทีสามารถก้าวสู่เวิร์กโฟลว์แบบเอเจนติก (Agentic Workflows) ได้อย่างมั่นใจ ก้าวทันกระแสการนำ AI มาใช้ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับบริการดิจิทัลที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ” ศรีนิวาสะ ราฆวัน กล่าว

    ความสามารถหลักประกอบด้วย:

    • การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุแบบเข้าใจบริบทของโดเมน (Domain-Aware Causal Correlation) ควบคู่กับการตรวจจับความผิดปกติเชิงคาดการณ์ (Predictive Anomaly Detection): ตรวจจับความผิดปกติและเชื่อมโยงสัญญาณที่เกี่ยวข้องจากทั้งแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย เข้าด้วยกันเป็นปัญหาเดียวที่มีบริบทครบถ้วน ช่วยให้ทีมงานมองเห็นภาพรวมความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ได้ชัดเจน และทราบทันทีว่าควรเริ่มต้นแก้ไขจากจุดใด
    • AI Agents ที่ปรับแต่งได้ พร้อมระบบอัตโนมัติแบบกำกับดูแลและขับเคลื่อนด้วยภารกิจ (Governed, Task-Driven Automation): เปิดให้องค์กรสามารถสร้างและปรับแต่ง AI Agents ให้เหมาะกับบริบทการทำงานของตนเอง กำหนดกรอบการใช้งานที่ได้รับอนุมัติ (guardrails) ผ่านเอกสารโซลูชัน และมอบหมายภารกิจเพื่อให้เอเจนต์ดำเนินงานตั้งแต่การวิเคราะห์ไปจนถึงการแนะนำแนวทางแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน ช่วยให้เวิร์กโฟลว์การตอบสนองต่อเหตุการณ์มีความสอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกทีม
    • รากฐาน Agentic ที่ขับเคลื่อนด้วย MCP สำหรับองค์กร: MCP ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์สำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาและนำกรณีการใช้งานแบบ Agentic ไปใช้จริงบนพื้นฐานของข้อมูล Observability ได้อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงข้อมูลของเอเจนต์ การปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับอนุมัติ และการดำเนินงานภายใต้กลไกควบคุมและตรวจสอบย้อนกลับ (auditability) ที่พร้อมสำหรับองค์กร
    • การแก้ไขปัญหาแบบ Orchestrated ด้วย Qntrl: ประสานการดำเนินการต่อเนื่อง (downstream actions) ผ่านเวิร์กโฟลว์ที่มีโครงสร้างและรันบุ๊กที่ทำซ้ำได้ ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มเวิร์กโฟลว์และการออร์เคสเตรชันของ Zoho โดยมีขั้นตอนการอนุมัติและการติดตามตรวจสอบที่ฝังอยู่ในระบบ เพื่อรองรับการทำงานอัตโนมัติอย่างมีการควบคุม

    ความสามารถด้าน AIOps เหล่านี้ พร้อมให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ทุกคนในแพ็กเกจ Professional และ Enterprise

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieuw4nze10q33hhwr9mgr267lwpvnz0j&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k8fZ8eZRb1A0enyO5UFDv