Category: ไอที

  • โซนี่ไทยหนุนวงการครีเอเตอร์ไทยต่อเนื่อง 3 ปี ก้าวสู่บทบาท Title Sponsor  

    โซนี่ไทยหนุนวงการครีเอเตอร์ไทยต่อเนื่อง 3 ปี ก้าวสู่บทบาท Title Sponsor  

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

    โซนี่ไทยหนุนวงการครีเอเตอร์ไทยต่อเนื่อง 3 ปี ก้าวสู่บทบาท Title Sponsor  

    งาน iCreator Conference 2025 ดึง “Peanut Butter”, “Gift Lee” และ “Here’s Jae” ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง จุดประกายแรงบันดาลใจให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่

    บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ตอกย้ำจุดยืนในฐานะแบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ล่าสุดประกาศเข้าร่วมเป็น ผู้สนับสนุนหลัก (Title Sponsor) ของงาน iCreator Conference 2025 Presented by Sony มหกรรมรวมกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์และแพลตฟอร์มระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 – 18.30 น. ณ BHIRAJ HALL 1–3 และ AMBER 1–3 ชั้น G อาคาร BHIRAJ TOWER @ BITEC บางนา

    งานนี้นับเป็นครั้งที่ 5 ที่โซนี่ให้การสนับสนุนงานสำคัญประจำปีของวงการครีเอเตอร์ไทยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ได้ยกระดับบทบาทจากพาร์ตเนอร์ สู่การเป็น Title Sponsor อย่างเต็มตัว เพื่อส่งเสริมการเติบโตของ Creator Economy ในประเทศไทย และร่วมผลักดันเป้าหมาย “Empower Thai Content Creator to the World” สู่เวทีระดับโลก

    “iCreator Conference” จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยในปีนี้ได้รวบรวมครีเอเตอร์ระดับท็อป แบรนด์ เอเจนซี และแพลตฟอร์มชั้นนำ อาทิ TikTok, YouTube, Meta (Facebook และ Instagram) และ Lemon8 มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมเปิดเวทีแบ่งปันประสบการณ์จากครีเอเตอร์มืออาชีพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกคอนเทนต์ในปี 2026

    นายธเนศ จารุธรรมาวงศ์ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์กล้องดิจิทัลอิมเมจิ้ง บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “โซนี่ไทยให้ความสำคัญกับกลุ่มครีเอเตอร์มาโดยตลอด เพราะเราเชื่อมั่นว่าไอเดีย แรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์จากครีเอเตอร์ไม่เพียงแต่สร้างคอนเทนต์ที่ดีเท่านั้น แต่ยังมีพลังในการขับเคลื่อนวัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงสังคม และสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง เราจึงไม่มองว่าครีเอเตอร์เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี แต่คือพันธมิตรสำคัญที่ร่วมเติบโตไปพร้อมกับเราในโลกยุคดิจิทัล ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โซนี่มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนงาน iCreator Conference อย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เราตัดสินใจยกระดับบทบาทขึ้นเป็น Title Sponsor อย่างเต็มตัว เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของเราที่อยากมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการครีเอเตอร์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โซนี่ไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ผลิตเทคโนโลยี แต่เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทุกการเริ่มต้น การเรียนรู้ และการลงมือทำของครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการ หรือมืออาชีพที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เพื่อยกระดับผลงานของตนเอง”

    โซนี่ไทยหวังว่าเวทีนี้จะเป็นแหล่งบ่มเพาะโอกาส ที่เปิดให้ทุกคนได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิด เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับการสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะกล้องของโซนี่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านคุณภาพของภาพ ความง่ายในการใช้งาน และความชาญฉลาดของระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ และเล่าเรื่องได้อย่างมีพลังและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เราเชื่อว่านี่คือยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้เล่าเรื่องได้ และโซนี่พร้อมจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ครีเอเตอร์ไทยก้าวไปได้ไกลกว่าที่เคย”

    ด้านนายขจร เจียรนัยพานิชย์ ผู้ก่อตั้ง RAiNMaker กล่าวว่า “iCreator Conference ในปีนี้กลับมาในธีม ‘Awaken The Future: ปลุกพลังอนาคตที่กำหนดได้’ ท่ามกลางความท้าทายในโลกของครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่สูงขึ้นในโลกคอนเทนต์ การเข้ามาของ AI หรืออาการ Burnout Syndrome ในวงการ แต่ในงาน iCreator Conference 2025 เรายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของครีเอเตอร์ไทย ว่าจะสามารถปลดล็อก (Unlock) สู่จุดเริ่มต้นใหม่ (New Beginning) เพื่อสะท้อนตัวตนที่ใช่อีกครั้ง (Reflect) ได้อย่างเข้มแข็ง โดยมีโซนี่เป็นพันธมิตรสำคัญที่เราเห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุนครีเอเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเข้าใจบริบทของการสร้างคอนเทนต์อย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านคุณภาพ การใช้งานจริง และวิธีคิดของคนทำงานสร้างสรรค์ในทุกวงการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราร่วมมือกับโซนี่ในการจัดงานมหกรรมรวมครีเอเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย เพราะเราเชื่อว่าการมีโซนี่อยู่ในงาน ไม่เพียงยกระดับคุณภาพของเวที แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่าโลกของครีเอเตอร์ไทยมีศักยภาพและพร้อมเติบโตสู่ระดับสากล iCreator Conference 2025 จึงเป็นมากกว่างานสัมมนา แต่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ การเรียนรู้ และการลงมือสร้าง Creator Ecosystem ไปด้วยกัน ซึ่งโซนี่คือหนึ่งในพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายนั้น”

    ภายในงาน โซนี่มีแผนจัดแสดงกล้องไฮไลต์จำนวน 3 รุ่น ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของครีเอเตอร์ในแต่ละสไตล์ได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งจับมือกับครีเอเตอร์ชื่อดัง 3 ราย ได้แก่ Here’s Jae, Gift Lee และ Peanut Butter เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งานกล้อง Sony ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์จริง โดยกล้องที่ใช้ในการผลิตคอนเทนต์ครั้งนี้ ได้แก่…

    – กล้อง Cinema Line FX2 กล้องถ่ายทำภาพยนตร์รุ่นล่าสุดจากโซนี่ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สาย Solo Creator ได้อย่างลงตัว มาพร้อมความสามารถในการถ่ายภาพนิ่งที่ให้โทนสีสอดคล้องกับวิดีโอ ช่วยให้การทำสื่อประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์หรือซีรีส์เป็นไปอย่างสะดวก เหมาะสำหรับครีเอเตอร์ออนไลน์ระดับมืออาชีพที่ต้องการยกระดับคุณภาพวิดีโอให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงทีมกองถ่ายขนาดเล็กที่มองหากล้องที่ทั้งคล่องตัวและทรงพลังในเครื่อง

    เดียว โดย Here’s Jae ครีเอเตอร์สายไฮบริดที่เชี่ยวชาญทั้งการถ่ายวิดีโอซีนีม่าและภาพนิ่ง และเป็นที่รู้จักจากคอนเทนต์แนว tips

    & trick เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์ จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานกล้องรุ่นนี้ในงาน

    –  

    – กล้อง Alpha 7C II กล้องสำหรับ Advance Creator ที่ต้องการสร้างคอนเทนต์คุณภาพสูง โดยเฉพาะสายท่องเที่ยว ด้วยดีไซน์กะทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาสะดวก แต่ยังมอบคุณภาพระดับ Full Frame รองรับทั้งวิดีโอและภาพนิ่งได้อย่างครบถ้วนในกล้องเพียงตัวเดียว มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะที่ช่วยให้ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญระหว่างการเดินทาง โดยในงานนี้ Gift Lee จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานกล้อง Alpha 7C II ในการสร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยวจากสถานการณ์จริง

    – กล้อง ZV-E10 II กล้องที่ออกแบบมาสำหรับครีเอเตอร์มือใหม่ที่ต้องการโทนภาพสีละมุนสวย พร้อมการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องปรับตั้งค่าที่ยุ่งยาก มาพร้อมฟิลเตอร์ Creative Look ที่ให้เลือกโทนภาพได้ถึง 10 แบบ รองรับการเปลี่ยนโฟกัสระหว่างคนกับวัตถุได้อย่างรวดเร็ว มอบมิติภาพที่เหนือกว่ากล้องจากสมาร์ตโฟน เสริมด้วยฟีเจอร์ Skin Tone ที่ให้เฉดสีผิวดูเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการถ่าย Vlog, ถ่ายอาหาร, ไลฟ์สตรีมมิง และคอนเทนต์หลากหลายประเภท โดยในงานนี้ Peanut Butter ครีเอเตอร์สายไลฟ์สไตล์ จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งานจริงของกล้อง ZV-E10 II อย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือระหว่างเดินทาง

    อีกหนึ่งความน่าสนใจของ iCreator Conference 2025 คือกิจกรรมไฮไลต์มากมายที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านการเรียนรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และการเชื่อมโยงเครือข่ายในโลกของคอนเทนต์ โดยกิจกรรมสำคัญที่ไม่ควรพลาด ได้แก่

    – เวทีพูดคุยสุดอินไซด์จากตัวท็อปสายคอนเทนต์ ที่จะมาแชร์เบื้องหลังความสำเร็จ ประสบการณ์จริง และแนวคิดการทำงานที่แตกต่าง เพื่อปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ให้กับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ โดยมีรายชื่อวิทยากรที่ห้ามพลาด อาทิ เติ๊ด – ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี (เทพลีลา), หมอตังค์ – มรรคพร

    ขัติยะทองคำ (REAL), เคน – นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (THE STANDARD), CK – ซีเค เจิง (Fastwork), เขื่อน – ภัทรดนัย เสตสุวรรณ (KOENDANAI), อาร์ม – มนัสวี เที่ยงธรรม (ARM OHANA), เบียร์ – ศรัญญู เพียรทำดี (Buffalo Gags) และ ธาม – พรไพบูลย์สถิตย์ (ผู้ชนะ iCreator Camp Gen 2 Presented by Sony)

    – เวิร์กชอปแบบเข้มข้น จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในแต่ละแพลตฟอร์มและสายงานคอนเทนต์ ที่จะมาแบ่งปันเคล็ดลับ เทคนิค และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดทักษะ และพัฒนาคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

    – เวิร์กชอปแบบเข้มข้น จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในแต่ละแพลตฟอร์มและสายงานคอนเทนต์ ที่จะมาแบ่งปันเคล็ดลับ เทคนิค และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดทักษะ และพัฒนาคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

    – โซน iCreator Clinic – โซนพิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุย ปรึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบตัวต่อตัว (1:1) กับครีเอเตอร์คนโปรดอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไอเดียคอนเทนต์ เทคนิคการทำงาน หรือแนวทางการพัฒนาตัวเองในสายอาชีพครีเอเตอร์ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น จะได้รับคำแนะนำตรงจากผู้มีประสบการณ์จริงในวงการ

    – พื้นที่อัปเดตเทรนด์และแพลตฟอร์มระดับโลก – รวบรวมข้อมูลล่าสุดจากแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลก อาทิ TikTok, YouTube, Meta (Facebook และ Instagram) และ Lemon8 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ติดตามทิศทางใหม่ ๆ ของวงการคอนเทนต์ พร้อมเรียนรู้ฟีเจอร์เด่นและโอกาสในการเติบโตบนแต่ละแพลตฟอร์มอย่างรอบด้าน

    – ศูนย์รวมการสร้างเครือข่าย (Creator Connections) – พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ แบรนด์ และเอเจนซี ได้พบปะ พูดคุย และสร้างความร่วมมือด้านคอนเทนต์ในอนาคต เสริมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ อย่างมีประสิทธิภาพในแวดวงครีเอเตอร์

    บัตรเข้าร่วมงานจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 1,490 บาท (จากราคาปกติ 2,500 บาท)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/447727&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HTyhPkBW8i6LarJQ17XYd

  • ‘กลุ่มบริษัทซีดีจี’ ปักธงความเชื่อมั่นระดับสากล ส่ง ‘คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย)’ พัฒนาระบบทะเบียนราษฎรดิจิทัลมัลดีฟส์

    ‘กลุ่มบริษัทซีดีจี’ ปักธงความเชื่อมั่นระดับสากล ส่ง ‘คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย)’ พัฒนาระบบทะเบียนราษฎรดิจิทัลมัลดีฟส์

    ไอที

    ‘กลุ่มบริษัทซีดีจี’ ปักธงความเชื่อมั่นระดับสากล ส่ง ‘คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย)’ พัฒนาระบบทะเบียนราษฎรดิจิทัลมัลดีฟส์

    วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ‘กลุ่มบริษัทซีดีจี’ ปักธงความเชื่อมั่นระดับสากล ส่ง ‘คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย)’ พัฒนาระบบทะเบียนราษฎรดิจิทัลมัลดีฟส์ วางรากฐานบริการภาครัฐยุคใหม่บนเวทีโลก”

    บริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลมัลดีฟส์ ให้เป็นที่ปรึกษาออกแบบ ระบบทะเบียนราษฎรและข้อมูลบัตรประชาชนดิจิทัล (CRVSID) ภายใต้โครงการ D’MADD (Digital Maldives for Adaptation, Decentralization and Diversification) พลิกโฉมการยืนยันตัวตนของประชาชนให้ปลอดภัย โปร่งใส และเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ขับเคลื่อนประเทศที่มีความท้าทายด้านภูมิศาสตร์สู่ก้าวใหม่บนเส้นทางสู่ประเทศดิจิทัลตามมาตรฐานสากล

    บริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ต่อยอดบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีของไทย สู่ก้าวสำคัญบนเวทีโลก หลังได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลมัลดีฟส์ ในการออกแบบและกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีระบบทะเบียนราษฎรและข้อมูลบัตรประชาชนดิจิทัล (CRVSID) ภายใต้โครงการ D’MADD มุ่งยกระดับระบบบริการประชาชนให้เป็นแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ถือเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนประเทศหมู่เกาะมัลดีฟส์จากการเข้าถึงบริการรัฐที่ยังไม่เท่าเทียม สู่การเป็นประเทศดิจิทัล ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใส สอดรับตามมาตรฐาน ICAO เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    นายทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี ประธานบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มัลดีฟส์มีหมู่เกาะมากกว่า 1,000 เกาะ กำลังเผชิญความท้าทายด้านการเข้าถึงบริการภาครัฐที่ไม่เท่าเทียม และข้อมูลทะเบียนราษฎรที่กระจายไม่เป็นหนึ่งเดียว ทำให้การบริหารจัดการและการกำหนดนโยบายขาดความแม่นยำ โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนที่อยู่ห่างไกลหรืออยู่ในภาวะเปราะบาง ซึ่งมักเผชิญอุปสรรคในการลงทะเบียน
     

    ทั้งจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ โอกาสทางการศึกษา และการรับรู้สิทธิขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็น เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคม เนื่องจากไม่มีเอกสารทางกฎหมายที่ครบถ้วน”

    การมีระบบทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชนแบบใหม่ ช่วยให้ทุกอย่างสะดวกยิ่งขึ้น ผ่านการบูรณาการร่วมกับแพลตฟอร์มเดิม เพื่อให้การตรวจสอบ และการยืนยันตัวตนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ในการเข้าถึงบริการออนไลน์จากภาครัฐ เช่น การยื่นภาษี หรือการขออนุญาตต่าง ๆ ผ่านฐานข้อมูลสำคัญที่ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันทั้งแจ้งเกิด แจ้งตาย หรือย้ายถิ่นฐาน ทำให้ทราบจำนวนประชากรจริง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวางนโยบายต่าง ๆ ได้ตรงจุด อาทิ การศึกษา สาธารณสุข การจัดการแรงงาน ตลอดจนการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นต้น ผลักดันให้การทำงานของรัฐก้าวสู่ Data-Driven Policy ที่สะท้อนคุณค่าหลัก 3 ด้านคือ

    1. ความเท่าเทียม (Equity) ประชาชนทุกเกาะมีสิทธิ์เข้าถึงบริการรัฐอย่างเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์ที่เคยเป็นอุปสรรค
    2. ความโปร่งใส (Transparency) ข้อมูลทะเบียนราษฎรถูกรวมศูนย์ ทุกหน่วยงานใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และเปิดทางให้ระบบราชการตรวจสอบได้มากขึ้น
    3. ความมั่นใจ (Trust) มาตรฐาน ICAO ร่วมกับเทคโนโลยี Biometric และระบบปกป้องข้อมูลขั้นสูง ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานโลก
     

    สิ่งที่ คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) ได้ริเริ่มในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาระบบใหม่ให้มัลดีฟส์
    แต่คือการสร้างจุดเปลี่ยนด้านทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชนดิจิทัล สู่มาตรฐานสากล ICAO ที่รองรับการยืนยันตัวตนอย่างปลอดภัย และสามารถเชื่อมต่อกับระบบสากลอื่น ๆ ได้ เช่น e-Passport และ e-KYCของภาคการเงิน ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่ามัลดีฟส์สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไปอีกขั้น”

    “โครงการนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราได้มีบทบาทในการพัฒนาระบบทะเบียนราษฎรให้ก้าวไปสู่มาตรฐานดิจิทัล ตั้งแต่การให้คำปรึกษาในการเลือกรูปแบบระบบที่เหมาะสม ทั้งการใช้ซอฟต์แวร์ หรือระบบที่ยืดหยุ่นต่อการปรับใช้สอดคล้องกับศักยภาพบุคลากรในประเทศ พร้อมจัดทำเอกสารข้อกำหนดระบบ (SRS) เพื่อยกระดับจาก ‘ระบบราชการกระดาษ’ ไปสู่ ‘มาตรฐานดิจิทัล’ ที่ใช้งานได้จริง และที่สำคัญคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของกลุ่มบริษัทซีดีจีที่ยึดมั่นใน Technologies for a Better Society ” ส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้กับประชาชน” ประธานบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/447722&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14RUacyvKpRGYDITIQeA1N

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67370/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IUecpNSovctaD5BSR3bVB

  • Cisco ประเทศไทย มององค์กรต้องคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ยุคนี้ไม่มีเส้นแบ่งธุรกิจ-ไอทีแล้ว

    Cisco ประเทศไทย มององค์กรต้องคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ยุคนี้ไม่มีเส้นแบ่งธุรกิจ-ไอทีแล้ว

    เรากำลังอยู่ในยุคที่ ‘ไอที’ คือ ‘ธุรกิจ’ จากเมื่อก่อนที่ทำหน้า ‘สนับสนุน’ การทำงานขององค์กรเท่านั้น

    นี่คือสิ่งที่ ‘วีระ อารีรัตนศักดิ์’ กรรมการผู้จัดการ Cisco ประเทศไทยและเมียนมาร์ พูดภายในงาน ‘FY26 Media Kick-off’ ถึงภาพใหญ่ของโลกไอทีที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘AI-First’

    รวมทั้งยังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายขององค์กรไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการคิดใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้พร้อมรับคลื่นการใช้งาน AI ที่จะเข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่า

    องค์กรไทย 21% เท่านั้นที่พร้อมใช้ AI จริงจัง

    ‘วีระ’ อธิบายวิวัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐานไอทีว่า เริ่มตั้งแต่วันที่องค์กรต้องสร้างห้องดาต้าเซ็นเตอร์เอง ลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์และแอปพลิเคชัน มาสู่ยุคคลาวด์ที่ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเอง

    จนมาถึงวันนี้ที่เข้าสู่ยุค AI ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพครั้งใหญ่ ข้อมูลและแอปพลิเคชันไม่ได้อยู่แค่ในองค์กรอีกต่อไป บางครั้งยังใช้ข้อมูลที่ไม่ใช่ของเราเอง

    “วันนี้เราไม่ได้ทำงานกับระบบที่อยู่แค่ในองค์กร แต่ใช้ข้อมูลจากทุกที่ AI Agents, AI Apps, และหุ่นยนต์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ระบบไม่ได้แค่ตอบสิ่งที่เราถาม แต่เรียนรู้และแนะนำสิ่งที่ดีกว่าให้เอง”

    อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจ ‘Cisco’s 2024 AI Readiness Index’ ที่ ‘วีระ’ ยกมาพูดในงาน ชี้ว่าความพร้อมด้าน AI ขององค์กรทั่วโลก รวมถึงไทย ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น

    โดยมีเพียง 21% ขององค์กรไทยที่บอกว่า พร้อมนำ AI มาใช้ในระดับเต็มรูปแบบ หรือเรียกว่า ‘Pacesetters’ ขณะที่อีก 79% อยู่ในกลุ่มที่ยังต้องพัฒนา ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และกระบวนการทำงาน

    ‘วีระ’ อธิบายว่าองค์กรไทยกำลังเจอความท้าทาย 3 อย่างพร้อมกัน

    • Infrastructure Constraints: โครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่ตอบโจทย์ปริมาณงาน และความเร็วที่ AI ต้องการ
    • Complexity & Risks: ข้อมูลกระจายอยู่ทั้งข้างในและข้างนอกองค์กร เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
    • Trust Deficit: ความกังวลด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ AI

    ขณะที่ ‘Cisco’s 2025 Networking Report’ ยังพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับงาน AI มีน้อยกว่า 1 ใน 3 ขณะที่ความจุของดาต้าเซ็นเตอร์จะขยายตัวถึงสามเท่าในสามปีข้างหน้า

    ซึ่งแปลว่า ธุรกิจต้องคิดใหม่ทั้งเรื่องความจุ ความเร็ว และความปลอดภัยนั่นเอง

    วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ Cisco ประเทศไทยและเมียนมาร์

    AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนวิธีทำงานทั้งองค์กร

    ความพร้อมด้าน AI ไม่ได้หมายถึงแค่เทคโนโลยี แต่ยังรวมถึง ‘วิธีทำงาน’ ของคนในองค์กร และ ‘บทบาท’ ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย

    ‘วีระ’ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงานหลังโควิดที่ไม่กลับมาเหมือนเดิม อย่าง ‘Cisco ประเทศไทย’ เองลดพื้นที่ออฟฟิศจากที่เคยเตรียมไว้สำหรับพนักงาน 150 คน เหลือพื้นที่เพียงพอสำหรับประมาณ 30 คน เพราะพนักงานกลับเข้าออฟฟิศน้อยลง

    และยังเล่าว่าเด็กรุ่นใหม่เวลาสัมภาษณ์งานจะถามทันทีว่าสามารถทำงานรีโมทได้หรือไม่ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเกณฑ์เลือกงานของเด็กจบใหม่แล้ว

    ขณะเดียวกัน ‘ไอที’ ไม่ได้เป็นเพียงตัวสนับสนุนธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘หัวใจ’ ของธุรกิจ ‘วีระ’ ยกตัวอย่างว่า เมื่อก่อนถ้าเข้าอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งไม่ได้ ก็ยังเดินไปสาขาทำธุรกรรมได้ตามปกติ แต่ทุกวันนี้ ‘โมบายแบงก์กิ้ง’ คือช่องทางหลัก ถ้าระบบล่มคือธุรกิจหยุดให้บริการเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

    ภาพแบบนี้เกิดขึ้นกับหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะธนาคาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ บริการดิจิทัล หรือระบบออนไลน์ใดๆ ก็เช่นกัน ถ้าโครงสร้างพื้นฐานล่ม นั่นหมายถึงรายได้หาย และลูกค้าไม่ได้รับบริการทันที

    AI จะกลายเป็นอาเจนด้าขององค์กรทั่วโลก

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า องค์กรต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมคนทำงาน ไม่ใช่แค่เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องทำให้ระบบมีความทนทานที่ยืดหยุ่น รับมือเหตุไม่คาดคิด และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้

    ข้อมูลจาก Cisco ระดับโลกยังระบุว่า ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานของ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปีงบประมาณ 2025 บริษัทมียอดคำสั่งซื้อโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฯ​ หรือ 6.36 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมถึงสองเท่า

    แสดงให้เห็นว่า การลงทุนเพื่อรองรับ AI กำลังกลายเป็นอาเจนด้าสำคัญขององค์กรทั่วโลก

    ที่มา: Cisco Kickoff FY2026 & Thank You Media

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/cisco-connect-and-protect-ai-era/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qtl9goBH3I4iNmA44jeXS

  • N

    N

    บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) ในฐานะผู้พัฒนาและให้บริการระบบการชำระเงินและการโอนเงินระหว่างธนาคารของประเทศไทย ได้เปิดเผยสถิติการใช้งานระบบ พร้อมเพย์ (PromptPay) ประจำเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งยังคงสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของบริการชำระเงินดิจิทัลในการผลักดันประเทศไทยสู่ “สังคมไร้เงินสด” ที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

    NITMX เผยสถิติการใช้งาน PromptPay เดือนสิงหาคม 2568 ยอดธุรกรรมแตะ 2.27 พันล้านรายการ โตต่อเนื่อง 14%

    ยอดการลงทะเบียนและธุรกรรมยังขยายตัวต่อเนื่อง
    ข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่ามีการลงทะเบียนหมายเลขพร้อมเพย์ทั้งสิ้น 81.88 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น

    • การลงทะเบียนของภาคประชาชน 81.51 ล้านเลขหมาย
    • การลงทะเบียนของภาคธุรกิจ 0.37 ล้านเลขหมาย

    ยอดธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 2.27 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.00 พันล้านรายการ คิดเป็นอัตราเติบโต 14% มูลค่ารวมของธุรกรรมอยู่ที่ 4.23 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1% จากเดือนเดียวกันของปีก่อนที่ 4.20 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงการใช้งานที่มั่นคงในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ทั่วประเทศ

    วันที่มียอดธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์สูงสุดของเดือนสิงหาคม 2568

    วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นวันที่มียอดธุรกรรมสูงสุดของเดือน โดยมียอดธุรกรรมรวมสูงถึง 80.67 ล้านรายการภายในวันเดียว นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานชัดเจนของบทบาทพร้อมเพย์ในฐานะช่องทางชำระเงินหลักของคนไทย ปัจจัยสำคัญมาจากการหมุนเวียนทางการเงินช่วงต้นเดือน ทั้งการโอนเงินเดือนจากสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ต่อเนื่องมายังต้นเดือนสิงหาคม ไม่ว่าจะเป็น การจ่ายค่าครองชีพ ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค

    นอกจากนี้ ยังมีการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจและเอสเอ็มอีที่นิยมโอนชำระและปิดรอบบัญชีในวันศุกร์เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่วันหยุดสุดสัปดาห์ ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่นิยมชำระบิลและบริการต่าง ๆ แบบย่อยหลายครั้ง เช่น ค่ามือถือ อินเทอร์เน็ต และบริการสมัครสมาชิกออนไลน์ ส่งผลให้จำนวนธุรกรรมพุ่งสูงขึ้น สะท้อนถึงการที่พร้อมเพย์กลายเป็น “ระบบชำระเงินประจำวัน” ที่ฝังแน่นในชีวิตของผู้ใช้ทั่วประเทศ

    Cross-Border QR Payment เติบโตแข็งแกร่ง

    บริการ Cross-Border QR Payment ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าธุรกรรมขาเข้า (Inbound) รวม 357.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากเดือนเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 237.82 ล้านบาท

    ประเทศที่มีการใช้จ่ายผ่าน Cross-Border QR Payment สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

    1. มาเลเซีย – มูลค่า 203.78 ล้านบาท
    2. ลาว – มูลค่า 56.51 ล้านบาท
    3. อินโดนีเซีย – มูลค่า 34.13 ล้านบาท

    ตัวเลขในเดือนสิงหาคม 2568 ทั้งในด้านปริมาณธุรกรรม มูลค่าธุรกรรม และการชำระเงินข้ามพรมแดน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการต่อระบบพร้อมเพย์ ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของการเงินดิจิทัลของประเทศ NITMX ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาระบบการชำระเงินให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วน รองรับการใช้งานที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    สามารถติดตามข้อมูลการใช้งานพร้อมเพย์ในประเทศต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ผ่านทาง https://www.bot.or.th/th/financial-innovation/digital-finance/digital-payment/cross-border-payment.html#connectivites-item-cad0596d91

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if024edpjcgnyljx4gyqzfxnt069a0ac&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RfuqUdGwGorYdP0SH2Abi

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดแทบไม่ขยับ หุ้นยานยนต์พุ่งพยุงดัชนี สวนทางแรงขายกลุ่มไอที

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดแทบไม่ขยับ หุ้นยานยนต์พุ่งพยุงดัชนี สวนทางแรงขายกลุ่มไอที

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดแทบไม่ขยับในวันนี้ (23 ก.ย.) แม้จะมีแรงขายในหุ้นหลายกลุ่มจากความกังวลเรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ของสหรัฐฯ แต่ดัชนีได้รับแรงหนุนสำคัญจากหุ้นกลุ่มยานยนต์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากยอดขายช่วงเทศกาล

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 82,147.37 จุด ลดลง 12.6 จุด หรือ -0.02%

    หุ้น 11 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวลง ส่วนดัชนีหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางเปิดตลาดแทบไม่ขยับ

    หุ้นกลุ่มยานยนต์พุ่งขึ้นโดดเด่นที่สุดในวันนี้ โดยดัชนีปรับขึ้นถึง 1.8% โดยประธานสมาคมตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เปิดเผยว่า โชว์รูมรถยนต์ทั่วประเทศกลับมาคึกคักอย่างมากในวันแรกของเทศกาลนวราตรี (Navratri) เนื่องจากลูกค้าต่างเร่งเข้ามาซื้อรถยนต์เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการลดภาษีสินค้าและบริการ (GST) ของรัฐบาล ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันจันทร์ (22 ก.ย.)

    การปรับตัวขึ้นของหุ้นยานยนต์ช่วยชดเชยแรงเทขายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ซึ่งตลาดหุ้นอินเดียปิดลบอย่างหนัก หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มไอทีถูกเทขายอย่างหนัก จนมูลค่าตลาดหายไปรวมกันราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8M0IQ6ZRTE6XEUTRN9RGBINBBGJN9R&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LXBvJs5CJUH1a2Es30P_S

  • อินเดียเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทรัมป์รีดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ฉุดหุ้นไอทีดิ่งหมื่นล้าน

    อินเดียเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทรัมป์รีดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ฉุดหุ้นไอทีดิ่งหมื่นล้าน

    อินเดียและสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าหารือท่ามกลางความตึงเครียด หลังจากที่ทรัมป์ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อหุ้นตลาดอินเดีย โดยสูญเสียไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงย้ำความสำคัญของการเจรจาต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่สำคัญ

    รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย สุพรมันยัม ไจชานการ์ ได้เปิดเผยว่า ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่า ควรมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความก้าวหน้าในประเด็นที่สำคัญ แม้จะมีความกดดันจากนโยบายของวอชิงตันที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์

    การพบกันนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่สูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทไอทีรายใหญ่ในอินเดียทันที เพราะอินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากวีซ่าประเภทนี้ โดยปีที่ผ่านมามีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่าถึง 71% ขณะที่จีนอยู่ในอันดับสองเพียง 11.7% เท่านั้น

    แรงกดดันนี้ทำให้ตลาดหุ้นอินเดียดิ่งลงอย่างรวดเร็วในวันจันทร์ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่มูลค่าหายไปประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอินเดียในตลาดโลก

    ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ถูกทดสอบมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การที่ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเพื่อตอบโต้การซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมไปถึงมาตรการล่าสุดที่สร้างแรงเสียดทานด้านการค้าและแรงงานที่มีทักษะสูง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายยังคงพยายามฟื้นฟูบรรยากาศความร่วมมือ โดยเฉพาะผ่านกรอบการหารือ Quad ที่มีญี่ปุ่นและออสเตรเลียเข้าร่วม แต่การประกาศนโยบายใหม่ของทรัมป์กลับทำให้เกิดความไม่แน่นอนในทิศทางความสัมพันธ์

    อย่างไรก็ตาม รูบิโอได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับอินเดียในฐานะพันธมิตรหลัก โดยเขาได้ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดในช่วงการไต่สวนเพื่อแนะนำ เซอร์จิโอ กอร์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คนใหม่ประจำกรุงนิวเดลี และได้ระบุชัดเจนว่า อินเดียคือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ บนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/639530&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_E0Zn6cEXsLuurscERVmT

  • ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย)  โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม 

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย)  โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม 

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 21.42 น.

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย)  โชว์ศักยภาพด้วยเครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม 

    เดินหน้ายกระดับงานพิมพ์คุณภาพด้วยประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีล้ำสมัย

     ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) ประกาศความสำเร็จในฐานะผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชัน ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 34%  และเผยกลยุทธ์การเติบโตต่อเนื่องด้วยโซลูชันครบวงจร และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมเทคโนโลยีรักษ์โลก มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยสู่เวทีโลก  พร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันขนาดกลางและใหญ่ ร่วมจัดแสดงในงาน Pack Print International 2025

     มร.มาซาอากิ ยานากิยะ ประธาน บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านโซลูชันสำนักงานและเครื่องพิมพ์ เปิดเผยถึงความสำเร็จในการเป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันเพื่อการผลิต ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในปี 2567 อยู่ที่ 34% โดยเป็นผลมาจากความไว้วางใจของลูกค้าในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ และในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 40% โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่เพื่อยกระดับธุรกิจ นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจ Graphic Communication ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปีนี้มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

    image.png

    “ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรม ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) เราไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายเครื่องพิมพ์ แต่เป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรเพื่อช่วยลูกค้าปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจการพิมพ์ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด” มร.มาซาอากิ ยานากิยะ ประธาน  กล่าว

    ผู้นำเทรนด์ตลาดการพิมพ์สู่ยุคดิจิทัลและยั่งยืน

    นายกิตติ พรพิพัฒน์วงศ์ Graphic Communication Head, Thailand บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยต่อว่า กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจ Graphic Communication คือ One GC The Brand of Choice ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่สามารถส่งมอบคุณค่าผ่านนวัตกรรมงานพิมพ์ครอบคลุมระบบการพิมพ์ทั้งแบบเดิมและดิจิทัล โดยมีจุดแข็งคือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรมการพิมพ์ และทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งการให้คำปรึกษา การติดตั้ง การฝึกอบรม และบริการหลังการขายระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจการพิมพ์ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุ

    สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมการพิมพ์เชิงพาณิชย์กำลังมุ่งสู่การพิมพ์ระบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการงานพิมพ์ที่หลากหลายและรวดเร็ว โดยเฉพาะโรงพิมพ์ที่กำลังขยายบริการสู่การพิมพ์บรรจุภัณฑ์และวัสดุพิเศษ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและการรับงานผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือความต้องการงานพิมพ์จำนวนน้อยและเร่งด่วนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเทรนด์การพิมพ์สีเขียวและความยั่งยืน (Green & Sustainable Printing) ที่ลูกค้ามองหาโซลูชันประหยัดพลังงานและลดของเสีย

    บริษัทฯ จึงได้นำเสนอโซลูชันการพิมพ์แบบครบวงจร ประกอบด้วยเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชัน: สำหรับงานพิมพ์เชิงพาณิชย์รุ่น Revoria Press EC2100S/Revoria Press SC285S สำหรับงานพิมพ์ประเภท ฉลากสินค้าและบรรจุภัณฑ์โซลูชันซอฟต์แวร์ขั้นสูง (Workflow Solution): เพื่อทำให้กระบวนการพิมพ์ตั้งแต่การรับไฟล์, ตรวจสอบไฟล์งานไปจนถึงการพิมพ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว   บริการระดับมืออาชีพ: การให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และการสนับสนุนทางเทคนิคเพื่อลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ชุดหมึกสีพิเศษ (สีขาว สีเงิน สีชมพู และสีใส) ระบบตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์อัตโนมัติ และชุดลดไฟประจุไฟฟ้าเพื่อการพิมพ์บนวัสดุสติกเกอร์ พร้อมทั้งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดการใช้พลังงาน และเทคโนโลยีที่แม่นยำเพื่อลดปริมาณงานเสียและประหยัดทรัพยากร

    ล่าสุด ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) ได้ยกทัพผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันขนาดกลางและใหญ่ ร่วมจัดแสดงในงาน Pack Print International 2025 ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน 2568  ณ ไบเทค บางนา ภายใต้     คอนเซ็ปต์ของงาน “Uncovering Total Solutions for the Packaging and Printing Industries” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์

    จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมการพิมพ์แห่งประเทศไทย คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของไทยในปีนี้จะเติบโตขึ้นราว 4-4.2% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 350,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4.7% ในปี 2569 ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำบนเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าการพิมพ์ดิจิทัลจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6.64% ภายในปี 2570 ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่หันมาใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การพิมพ์ฉลากอัจฉริยะ (Smart Label) รวมถึงการผสานสื่อสิ่งพิมพ์เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/447417&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw268KPs8TgFNip22CX6MRv-

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 475.16 จุด หุ้นไอทีดิ่งหนักหลังสหรัฐฯ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 475.16 จุด หุ้นไอทีดิ่งหนักหลังสหรัฐฯ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดลบในวันนี้ (22 ก.ย.) โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มไอทีที่ดิ่งหนัก หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่าทำงานประเภท H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากวีซ่าประเภทนี้ส่วนมากเป็นชาวอินเดีย

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 82,151.07 จุด ลดลง 475.16 จุด หรือ -0.58%

    หุ้น 11 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวลง นำโดยหุ้นกลุ่มไอทีที่ร่วงหนักสุด 3.1% ส่วนดัชนีหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางเปิดตลาดแทบไม่ขยับ

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ก.ย.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่บริษัทต่าง ๆ ต้องจ่ายเพื่อสนับสนุนผู้สมัครวีซ่า H-1B จากเดิมหลักพันดอลลาร์เป็น 100,000 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันการใช้โครงการนี้แทนที่แรงงานอเมริกัน และเพื่อคัดเลือกเฉพาะบุคลากรทักษะสูงที่มีความจำเป็นจริง ๆ

    ทั้งนี้ ข้อมูลในปีที่แล้วชี้ว่า ผู้ที่ได้รับวีซ่าประเภทนี้ถึง 71% เป็นชาวอินเดีย

    ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไอทีของอินเดียซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึง 2.83 แสนล้านดอลลาร์ พึ่งพารายได้จากสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 57% ของรายได้ทั้งหมด บริษัทเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากโครงการวีซ่าทำงานและการจ้างงานเอาท์ซอร์สด้านซอฟต์แวร์และบริการธุรกิจจากสหรัฐฯ มาโดยตลอด

    บริษัทหลักทรัพย์ Jefferies วิเคราะห์ว่า บริษัทไอทีต่าง ๆ ในอินเดียน่าจะหาทางเลิกพึ่งพาวีซ่า H-1B มากขึ้น เพราะค่าธรรมเนียมใหม่ที่สูงถึง 100,000 ดอลลาร์ อาจทำให้กำไรที่ควรจะได้รับจากพนักงานหนึ่งคนตลอดระยะเวลา 5-6 ปี หดหายไปหมด

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8L0IQ9RK6WWW0QL5QVWWVCO11FBZ9J&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3elsXcUjZNL0ZQKKBtdoY0

  • อุตฯไอทีอินเดียสะเทือน หลังสหรัฐฯขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B : อินโฟเควสท์

    อุตฯไอทีอินเดียสะเทือน หลังสหรัฐฯขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B : อินโฟเควสท์

    สมาคมบริษัทซอฟต์แวร์และบริการแห่งชาติของอินเดีย (Nasscom) ซึ่งเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมไอที แสดงความกังวลว่า การที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากอินเดีย ซี่งมักส่งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีไปทำงานในสหรัฐฯ

    Nasscom กล่าวว่า การประกาศใช้มาตรการดังกล่าวอย่างกะทันหันจะส่งผลกระทบต่อชาวอินเดียจำนวนมาก รวมถึงขัดขวางการดำเนินงานของบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากอินเดียที่กำลังดำเนินโครงการในสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ Nasscom เตือนว่า มาตรการใหม่อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของสหรัฐฯ เอง รวมถึงตลาดงานทั่วโลก โดยชี้ให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ อาจต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานและการบริหารจัดการ เนื่องจากต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียแถลงว่า “มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรม เนื่องจากครอบครัวมากมายจะได้รับความเดือดร้อน ซึ่งรัฐบาลหวังว่าผลกระทบดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมโดยรัฐบาลสหรัฐฯ”

    ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ก.ย.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่บริษัทต่าง ๆ ต้องจ่ายเพื่อสนับสนุนผู้สมัครวีซ่า H-1B จากเดิมหลักพันดอลลาร์เป็น 100,000 ดอลลาร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. เป็นต้นไป

    อย่างไรก็ดี แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์นั้น จะไม่มีผลบังคับใช้กับผู้ถือวีซ่าเดิมที่เดินทางกลับเข้าประเทศ และจะเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    เลวิตต์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ในวันเสาร์ (20 ก.ย.) ว่า ผู้ถือวีซ่า H-1B ที่ขณะนี้อยู่นอกประเทศ จะไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ในการกลับเข้าสู่สหรัฐฯ โดยผู้ถือวีซ่า H-1B สามารถเดินทางเข้า-ออกสหรัฐฯ ได้ตามปกติ ส่วนค่าธรรมเนียมใหม่จะมีผลกับการขอวีซ่า H-1B รอบใหม่ ไม่รวมผู้ถือวีซ่าปัจจุบันหรือผู้ต่ออายุวีซ่า

    ขณะเดียวกัน เลวิตต์ยืนยันว่า “ค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ได้เรียกเก็บเป็นรายปี แต่เป็นค่าธรรมเนียมที่เก็บครั้งเดียวเท่านั้นตอนยื่นขอวีซ่า”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531064&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12cPzBW00JIrUkVv36KZA6