Category: ไอที

  • คิกออฟ ‘หมอไม่ล้า ปชช.ไม่รอ เชื่อมทุกบริการผ่านไอที’ นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

    คิกออฟ ‘หมอไม่ล้า ปชช.ไม่รอ เชื่อมทุกบริการผ่านไอที’ นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

    17 ตุลาคม 2568 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข Kick off สาธารณสุขยุคพัฒนา “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” ที่ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าฯนนทบุรี ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 4 ร่วมงาน

    พร้อมด้วย รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก โดยนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, รพ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดย ผศ.อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ รพ.พหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี โดย นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 

    คิกออฟ 'หมอไม่ล้า ปชช.ไม่รอ เชื่อมทุกบริการผ่านไอที' นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

    นายพัฒนา กล่าวว่า นโยบาย “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งรัดของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับประชาชนในการเข้ารับบริการและช่วยลดภาระงานของบุคลากร เช่น จองคิวรับบริการผ่านระบบออนไลน์ แจ้งเตือนนัดหมาย บริการการแพทย์ทางไกล ออกใบนัดหมาย/ใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์ รับยาทางไปรษณีย์หรือ Rider เป็นต้น

    โดยดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาแอปฯ หมอพร้อม ให้เป็น Super App, นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการปฏิบัติงาน, ใช้ระบบบริหารเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งประเมินผลความพึงพอใจระบบบริการแบบออนไลน์

    คิกออฟ 'หมอไม่ล้า ปชช.ไม่รอ เชื่อมทุกบริการผ่านไอที' นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

    เบื้องต้นมีการนำร่องในโรงพยาบาลของ 4 เขตสุขภาพ ได้แก่ เขตฯ 2 รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก เขตฯ 5 รพ.พหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี เขตฯ 6 รพ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ และเขตฯ 4 โรงพยาบาลศูนย์ /โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งโดยจัดให้มีระบบนัดหมายออนไลน์อย่างน้อย 4 คลินิกบริการ เช่น ทันตกรรม นวดแผนไทย ฝากครรภ์ วัคซีน กายภาพบำบัด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง คลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ/Premium Clinic เป็นต้น และจะขยายให้ครอบคลุมทุกโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ในเดือนมกราคม 2569

    คิกออฟ 'หมอไม่ล้า ปชช.ไม่รอ เชื่อมทุกบริการผ่านไอที' นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

    ด้าน นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า กิจกรรม Kick off วันนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของระบบบริการสุขภาพดิจิทัลที่กระทรวงสาธารณสุขพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับโรงพยาบาลอัจฉริยะซึ่งมีโรงพยาบาลผ่านเกณฑ์ระดับสูงสุดถึง 235 แห่งและการอบรมหลักสูตร Digital Health Transformation ของกระทรวงสาธารณสุขที่มีบุคลากรผ่านหลักสูตรแล้วกว่า 140 คนซึ่งในส่วนของการยกระดับแอปฯ หมอพร้อม เป็น หมอพร้อมพลัส Super App นี้ จะรวบรวมบริการ/แอปฯ เกี่ยวกับสุขภาพไว้ด้วยกัน เช่น ระบบ Health Service ช่วยค้นหาหน่วยบริการ นัดหมาย-แจ้งเตือนออนไลน์ ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ บริจาคออนไลน์ บริจาคอวัยวะ เป็นต้น

    คิกออฟ 'หมอไม่ล้า ปชช.ไม่รอ เชื่อมทุกบริการผ่านไอที' นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

    บริการยกระดับสุขภาพภายใต้ Concept Healthiest เช่น Lifestyle Medicine และหมอพร้อมเครดิต ระบบคะแนนและแคมเปญสุขภาพ รวมไปถึงระบบ Caregiver ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านสาธารณสุข อำนวยความสะดวกและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

    สำหรับโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ Kick off กิจกรรมของเขตฯ 4 มีการดำเนินการตามนโยบาย “หมอไม่ล้า” ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบ่งเบาภาระงานบุคลากร ใช้ IoT (Internet of Things) วัดสัญญาณชีพอัตโนมัติเข้าระบบเวชระเบียน ตู้บริการอัตโนมัติ (Kiosk) อำนวยความสะดวกด่านหน้า ตรวจสอบสิทธิ์ ออกบัตรคิว ลงทะเบียนที่อยู่จัดส่งยาออนไลน์ “ประชาชนไม่รอ” ให้บริการผ่านแอปฯ หมอพร้อม ในการลงทะเบียนและนัดหมายออนไลน์

    คิกออฟ 'หมอไม่ล้า ปชช.ไม่รอ เชื่อมทุกบริการผ่านไอที' นำร่อง 4 เขตสุขภาพ

    ระบบคิวอัจฉริยะเชื่อมต่อทุกบริการ ประเมินความพึงพอใจ แจ้งผลสุขภาพพร้อมแปลผล ยืนยันตัวตนด้วย Health ID “เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” ด้วยระบบ MOPH Refer จังหวัดนนทบุรี ส่งต่อแบบไร้รอยต่อจากโรงพยาบาลชุมชนถึงโรงพยาบาลศูนย์ เชื่อมต่อข้อมูลและมารับบริการแบบผู้ป่วยนัดหมายโดยไม่ต้องทำบัตรและคัดกรอง ระบบติดตามประเมินผล (CRM) เกี่ยวกับระยะเวลาการรอคอยและความพึงพอใจของผู้รับบริการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/641674&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sEuS8FD8WX3KTETPM9MGN

  • Klook เผยอินไซต์ คนไทยทำงานหนัก เผชิญภาวะหมดไฟ(Burnout) เพราะวัฒนธรรม “เกรงใจ” ไม่กล้าลางานไปเที่ยว

    Klook เผยอินไซต์ คนไทยทำงานหนัก เผชิญภาวะหมดไฟ(Burnout) เพราะวัฒนธรรม “เกรงใจ” ไม่กล้าลางานไปเที่ยว

    Klook เผยอินไซต์ คนไทยทำงานหนัก เผชิญภาวะหมดไฟ(Burnout)
    เพราะวัฒนธรรม “เกรงใจ” ไม่กล้าลางานไปเที่ยว
    เตรียมชวนคนไทยลา…ออกไปเที่ยว ในแคมเปญ “ไป ลา มา Klook”

    Klook แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและกิจกรรมชั้นนำของเอเชีย เปิดตัวแคมเปญปลายปี “ไป ลา มา Klook” เพื่อปลุกให้คนไทย “ลา…ออกไปเที่ยว” ผ่านการใช้วันลา เพื่อเดินทางไปพักผ่อนอย่างเต็มที่ในช่วงสิ้นปี หลังพบข้อมูลเชิงลึกว่าคนไทยเผชิญภาวะหมดไฟ(burnout) อย่างแพร่หลาย แต่กลับลังเลที่จะหยุดพักเพราะวัฒนธรรมความเกรงใจและความรู้สึกผิดที่หยุดงาน

    คนไทยทำงานหนักติดอันดับโลก วัฒนธรรม ‘เกรงใจ’ ขวางการพักผ่อน

    ข้อมูลจากผลรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลก ด้านจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานที่สุด โดยคนไทยจำนวน 46.7% ทำงานเกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่สัปดาห์การทำงานของโลกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นับว่าคนไทยทำงานยาวนานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแต่เวลาทำงานที่ยาวนาน วัฒนธรรมที่เรียกว่า “Presenteeism” หรือ “การต้องมาให้เห็นหน้า” ยังฝังรากลึกในสังคมไทย โดย 35–48% ของพนักงานไทยระบุว่ายังมาทำงานทั้งที่ป่วย เพราะไม่อยากสร้างภาระให้เพื่อนร่วมงานหรือกลัวถูกมองไม่ดีจากหัวหน้า พฤติกรรมนี้นำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ

    แม้พนักงานไทยจะเผชิญความเครียดเกี่ยวกับเรื่องงานสูง แต่การลาพักร้อนกลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะวัฒนธรรม “ความเกรงใจ” ที่ฝังลึก รวมถึงความกังวลเรื่องงานที่คั่งค้าง รวมถึงความเชื่อผิดๆ ว่าการลาควรเป็นเรื่องสำคัญหรือต้องเป็นทริปใหญ่ที่เกิดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น ทำให้คนจำนวนมากเก็บวันลาไว้โดยไม่ได้ใช้ จากผลสำรวจระบุว่า 80% ของพนักงานรู้สึกว่าควรได้วันลามากกว่าที่มีแต่กลับไม่กล้าลา เพราะกลัวสร้างภาระให้ทีมและไม่รู้จะเริ่มวางแผน ทริปอย่างไร ขณะที่ 74% ของพนักงานยอมยกเลิกวันลาเพราะภาระงาน และ 24% ยังคงเช็ก อีเมลงานระหว่างวันหยุด

    Klook เปิดข้อมูลอินไซต์คนไทยกับเทรนด์ “ทริปสั้น จองล่วงหน้าไม่นาน เดินทางบ่อยขึ้น” มาแรง

    Klook เผยข้อมูลพฤติกรรมการจองของนักเดินทางรุ่นใหม่ในปี 2568 ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดเดิม จากที่เคยวางแผนลางานเพื่อไปทริปใหญ่ปีละครั้งเท่านั้น กำลังเปลี่ยนไปสู่การเที่ยวแบบ ทริปสั้น ๆ จองล่วงหน้าไม่เกินสองเดือน แต่ได้เดินทางท่องเที่ยวปีละหลายครั้ง

    โดย เคนนี่ แชม ผู้จัดการทั่วไป ประจำคลูกประเทศไทย ฮ่องกง และมาเก๊า กล่าวว่า “จากผลสำรวจที่พบทำให้เราเห็นว่า ที่จริงแล้วคนไทยต้องการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย ความเครียดจากการทำงาน ภาวะ Burnout และเป็นการชาร์ตพลังให้ตัวเอง แต่หลายคนยังติดกับดักทางความคิดและความเชื่อที่ทำให้ไม่กล้าออกไปใช้วันลาทั้งที่เป็นสิทธิ์ของตนเอง Klook จึงอยากใช้โอกาสช่วงปลายปี ชวนคุณไปเที่ยวผ่านแคมเปญ ไป มา ลา Klook เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกคนได้ “อนุญาต” ให้ตัวเองได้หยุดพัก ออกเดินทางเพื่อเติมพลัง และค้นหาแรงบันดาลใจให้ตัวเองอีกครั้ง”

    นอกจากนั้น เคนนี่ ยังได้เปิดเผยถึงภาพรวมและเทรนด์การจองกิจกรรมท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงปี 2568 ว่า เกือบ 50% ของนักเดินทาง Gen Z ชาวไทยนิยมวางแผนท่องเที่ยวและจองกิจกรรมล่วงหน้าน้อยกว่าสองเดือน โดย 18% จองกิจกรรมล่วงหน้าเพียง 4-7 วันก่อนออกเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เปิดรับความยืดหยุ่น ตัดสินใจแบบฉับพลัน และความนิยมในการจองแบบนาทีสุดท้ายที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากเทรนด์ระยะเวลาการจองที่สั้นลงแล้ว นักท่องเที่ยวชาวไทยยังมีแนวโน้มที่จะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงระยะเวลาที่สั้นลง แต่มีความถี่สูงขึ้น แทนที่จะเป็น ทริปใหญ่เพียงครั้งเดียวต่อปี

    “เทรนด์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่า นักเดินทางรุ่นใหม่มองการเดินทางไปต่างประเทศเป็นกิจกรรม ไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องใช้ระยะเวลานานเกินไป ดังนั้นโปรแกรมการเดินทางไม่จำเป็นต้องยาวนานเป็น 10 วัน แต่เป็นทริปสั้นเพียง 4 วัน 3 คืนก็เพียงพอ แต่กระจายความถี่ให้มีทริปสั้นๆ แบบนี้ตลอดทั้งปี เป็นการแบ่งเวลาไปชาร์ตพลังที่อาจจะตอบโจทย์วัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่มากกว่าการลางานยาว ๆ ครั้งเดียวต่อปี” เคนนี่ กล่าวเสริม

    เที่ยวจีนเติบโตก้าวกระโดด ในขณะญี่ปุ่นยังครองแชมป์ที่เที่ยวยอดฮิตตลอดกาล

    สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ญี่ปุ่นยังคงรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสนใจมากที่สุด โดยพบว่าเป็นประเทศที่มียอดการจองกิจกรรมสูงมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีเมืองยอดนิยมคือโตเกียวและโอซาก้า ในขณะที่จีนเป็นจุดหมายปลายทางที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยในปี 2568 Klook พบว่า ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยไปจีนเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับเลขสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเมื่อสำรวจความนิยมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ก็พบว่า คนไทยต้องการเดินทางไปเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเมืองยอดนิยมคือเซี่ยงไฮ้

    Klook เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี “ไป มา ลา Klook” และมหกรรมลาเที่ยวแห่งปี Klook Online Travel Fest

    เพื่อกระตุ้นให้คนไทยลาออก…จากความเหนื่อยล้า Klook เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี “ไป มา ลา Klook” เพื่อชวนทุกคนออกไปชาร์ตพลัง หลีกหนีความ Burnout และออกเดินทางค้นหาแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นทริปใกล้หรือไกล ทริปเดี่ยวหรือกับแก๊งค์เพื่อน ก็สามารถได้รับส่วนลดพิเศษและดีลสุดคุ้มจากหลากหลายหมวดกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นวางแผนท่องเที่ยวด้วยการร่วมงาน“Klook Online Travel Fest มหกรรมลาเที่ยวแห่งปี” ตั้งแต่วันที่ 17-20 ตุลาคม 2568 พร้อมรับสิทธิ์พิเศษ โค้ดลาเที่ยวสูงสุด 5,000 บาท, Flash Sale 1 แถม 1 กิจกรรมยอดฮิต และบริการผ่อน 0% นอกจากนั้นยังมี LIVE จาก KLOOK Kreators สายเที่ยว เพื่อให้คุณได้พูดคุย สอบถามและปรึกษาเคล็ดลับการเดินทางตลอด 4 วันเต็ม
    ค้นหากิจกรรมและส่วนลดในงาน Klook Online Travel Fest มหกรรมลาเที่ยวแห่งปี คลิก https://www.klook.com/th/tetris/promo/travelth/

    พร้อมลาออกจากความเหนื่อยได้แล้ววันนี้
    ไม่ว่าคุณจะอยากพักฟื้นใจด้วยทริปใกล้ๆ หรือวางแผนทริปใหญ่ให้ใจฟู Klook พร้อมมอบ แรงบันดาลใจและดีลพิเศษให้คุณ “ไป ลา มา Klook” แล้วออกไปเติมพลังอย่างเต็มที่ได้แล้ววันนี้ ดูรายละเอียดและจองกิจกรรมได้ที่www.klook.com/th

    Klook คือแพลตฟอร์มผู้ให้บริการเรื่องการจองกิจกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย ผลิตภัณฑ์ของเราครอบคลุมตั้งแต่ แหล่งท่องเที่ยว, ทัวร์, การเดินทาง และที่พักทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับนักเดินทางทั่วโลก ทุกที่ ทุกเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/450774&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WMFNTdkPk9Ioo2GpJX4S-

  • ยูทูบล่มทั่วโลก! พบรายงานไม่สามารถเล่นวิดีโอได้

    ยูทูบล่มทั่วโลก! พบรายงานไม่สามารถเล่นวิดีโอได้

    ยูทูบล่มทั่วโลก! พบรายงานไม่สามารถเล่นวิดีโอได้

    เว็บไซต์ Downdetector รายงาน “ยูทูบ” ล่มในหลายประเทศทั่วโลก ไม่สามารถเล่นวิดีโอได้ ทั้งบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน

    ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 05.30 น. ที่ผ่านมาของวันที่ 16 ต.ค. 68 ตามเวลาประเทศไทย ผู้ใช้งาน “ยูทูบ” (YouTube) แพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดัง ได้รายงานพบปัญหาการใช้งาน

    โดยเว็บไซต์ Downdetector แพลตฟอร์มระบุข้อมูลสถานะบริการออนไลน์ รายงานว่า ระบบการให้บริการของยูทูบล่มในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ อินเดีย รวมถึงประเทศไทย

    ปัญหาที่พบคือ ผู้ใช้ไม่สามารถรับชมวิดีโอได้ โดยบนเว็บไซต์จะเห็นข้อความ “เกิดข้อผิดพลาด โปรดลองอีกครั้งในภายหลัง” ในเกือบทุกวิดีโอ

    Reuters/Dado Ruvic/Illustration
    ยูทูบ แพลตฟอร์มวิดีโอยอดนิยม

    เช่นเดียวกันในแอปพลิเคชัน YouTube ของทั้ง Android และ iOS ก็แสดงข้อความ “มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น” เช่นกัน

    มีรายงานว่า ผู้ใช้สามารถสามารถเรียกดู YouTube รวมถึงหน้าแชนแนลและการค้นหาได้ แต่เมื่อเลือกวิดีโอจะเล่นไม่ได้

    นอกจากนี้ ในสหรัฐฯ และยุโรปยังพบปัญหาเกี่ยวกับ YouTube Music ที่สตรีมเพลงไม่ได้ แต่การเล่นแบบออฟไลน์ยังคงใช้งานได้

    ทั้งนี้ ไม่พบปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับ YouTube TV ส่วนบริการอื่น ๆ ของ Google ยังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/259281&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-pcrZVA7OxvLENQP99sV2

  • ศึกเทนนิสสุดยิ่งใหญ่ เอ็มที700 ไอทีเอฟ ฟิตซ์ คลับ มาสเตอร์ แชมเปี้ยนชิพ 2025

    ศึกเทนนิสสุดยิ่งใหญ่ เอ็มที700 ไอทีเอฟ ฟิตซ์ คลับ มาสเตอร์ แชมเปี้ยนชิพ 2025

    ศึกเทนนิสสุดยิ่งใหญ่ เอ็มที700 ไอทีเอฟ ฟิตซ์ คลับ มาสเตอร์ แชมเปี้ยนชิพ 2025 กลับมาพร้อมความเร้าใจอีกครั้งที่พัทยา 15 - 21 พฤศจิกายนนี้!

    พัทยา, ประเทศไทย – กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 8 กับการแข่งขัน เอ็มที700 ไอทีเอฟ มาสเตอร์ แชมเปี้ยนชิพ ที่จะจัดขึ้น ณ ฟิตซ์ คลับ – แร็กเก็ต, เฮ้ลท์ แอนด์ ฟิตเนส, รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป ระหว่างวันที่ 15 – 21 พฤศจิกายน 2568 การแข่งขันชั้นนำนี้เปิดโอกาสให้นักเทนนิสที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ทั้งนักกีฬามือสมัครเล่นและมืออาชีพ ได้แสดงศักยภาพ ประลองฝีมือเพื่อสะสมคะแนนจัดอันดับไอทีเอฟ พร้อมร่วมพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเทนนิสจากทั่วโลกในบรรยากาศสบายๆ และอบอุ่น

    ศึกเทนนิสสุดยิ่งใหญ่ เอ็มที700 ไอทีเอฟ ฟิตซ์ คลับ มาสเตอร์ แชมเปี้ยนชิพ 2025 กลับมาพร้อมความเร้าใจอีกครั้งที่พัทยา 15 - 21 พฤศจิกายนนี้!

    การแข่งขันในปีนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากซูเปอร์สปอร์ต, เค-สวิส, คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และไวทาลา โดยตลอด 7 วันของงาน ผู้เข้าร่วมแข่งขันและผู้ชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศสุดพิเศษที่ผสมผสานระหว่างการแข่งขันกีฬาระดับมืออาชีพ มิตรภาพ และการพักผ่อนอย่างลงตัว เพลิดเพลินกับสิ่งอำนวยความสะดวกสุดทันสมัย อาหารรสเลิศจากเชฟระดับเวิลด์คลาส และบริการนวดผ่อนคลายจากนักบำบัดมืออาชีพ นอกจากนี้ผู้เข้าแข่งขันและครอบครัวสามารถเพลิดเพลินกับ ปาร์ตี้ต้อนรับริมสระน้ำ พร้อมดนตรีสด และการจับรางวัล ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการพบปะนักเทนนิสและผู้ที่ชื่นชอบในกีฬาเทนนิสจากทั่วโลก

    ผู้ชมสามารถร่วมสัมผัสความตื่นเต้นของการแข่งขันเทนนิสระดับแนวหน้า ที่เต็มไปด้วยพลัง ความเร้าใจ และความประทับใจไม่รู้ลืม ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของรอยัล คลิฟ รีสอร์ตหรูชั้นนำแห่งเมืองพัทยา

    เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ท่านสามารถดูรายละเอียดของการแข่งขันได้ที่ www.royalcliff.com/itf2025 พิเศษ! สำหรับผู้เข้าร่วมแข่งขัน ครอบครัว และเพื่อน รับสิทธิ์จองห้องพักในราคาพิเศษ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 038250421 ต่อ 2820 – 24, อีเมล [email protected] หรือ LINE ID: @Royalcliff


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12757126&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37cUFFOPFMA2j_lFiB3XDg

  • ลอนเทนนิสได้ “ธนาคารออมสิน” หนุนจัดศึกเยาวชนนานาชาติเก็บคะแนนโลก

    ลอนเทนนิสได้ “ธนาคารออมสิน” หนุนจัดศึกเยาวชนนานาชาติเก็บคะแนนโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103955&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wgq2PX25bA7tjk2t-2NVF

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 77.49 จุด หุ้นไอทีหนุน-เงินเฟ้อต่ำ คาด RBI ลดดอกเบี้ยธ.ค.นี้

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 77.49 จุด หุ้นไอทีหนุน-เงินเฟ้อต่ำ คาด RBI ลดดอกเบี้ยธ.ค.นี้

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (14 ต.ค.) โดยมีแรงหนุนสำคัญจากหุ้นกลุ่มไอทีที่พุ่งขึ้นขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ HCLTech ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ซึ่งช่วยตอกย้ำความคาดหวังว่าธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. นี้

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 82,404.54 จุด เพิ่มขึ้น 77.49 จุด หรือ +0.09%

    หุ้น 15 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวขึ้น 0.3% และ 0.4% ตามลำดับ

    สำหรับปัจจัยหนุนมาจากกลุ่มไอทีที่ปรับตัวขึ้น 0.6% นำโดยราคาหุ้นของ HCLTech ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ที่พุ่งขึ้น 1.4% หลังบริษัทประกาศรายได้ไตรมาส 2 ดีกว่าที่คาดการณ์ และยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ทั้งปีไว้ที่ 3-5%

    ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยบวกสำคัญมาจากข้อมูลเงินเฟ้อค้าปลีกเดือนก.ย. ที่ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.54% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี โดยมีสาเหตุหลักจากราคาอาหารที่ปรับลดลง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณบวก และเพิ่มน้ำหนักให้กับความเป็นไปได้ที่ RBI จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมในเดือนธ.ค.

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9D0IQ4P5S26M4NQA3TMQ24LN5M6ENA&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3idKLTFLsTP9IdoReMFQ-Q

  • บอกลา “Windows 10” ไมโครซอฟท์สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตแล้ววันนี้

    บอกลา “Windows 10” ไมโครซอฟท์สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตแล้ววันนี้

    ไมโครซอฟท์ (Microsoft) สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตระบบปฏิบัติการ “Windows 10” แล้ววันนี้ แนะ 3 แนวทางใช้งานต่อ เลือกอัปเดต Windows 11 – ซื้ออุปกรณ์ใหม่ – ร่วมโปรแกรม ESU

    นับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ที่ทาง Microsoft บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลก เผยโฉมระบบปฏิบัติการ Windows 10 โดยเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ปี 2015

    อย่างไรก็ตาม ในงานเดียวกัน Microsoft ยังได้ประกาศวันสิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตระบบ Windows 10 ด้วย โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2025

    ซึ่งทาง Microsoft ได้ออกประกาศย้ำเตือนผู้ใช้งานทั่วโลกถึงการสิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตนี้ โดยหลังจากนี้ผู้ใช้จะไม่ได้รับการช่วยเหลือทางเทคนิค การอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ หรือการอัปเดตด้านความปลอดภัยอีกต่อไป

    Reuters/REUTERS
    บอกลา “Windows 10” ไมโครซอฟท์สิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ตแล้ววันนี้

    โดย Microsoft แนะนำให้ผู้ใช้อัปเกรดเป็น Windows 11 เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ “ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากกว่า”

    แต่หากอุปกรณ์ไม่สามารถรองรับ Windows 11 ได้ตามข้อกำหนดทางเทคนิค Microsoft แนะนำให้ผู้ใช้เข้าร่วมโปรแกรม Windows 10 Consumer Extended Security Updates หรือ ESU หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ที่รองรับ Windows 11 แทน

    ทางเลือกของผู้ใช้ Windows 10 กรณีสิ้นสุดระยะเวลาซัปพอร์ต

    อัปเกรดเป็น Windows 11 บนอุปกรณ์เดิม

    หากอุปกรณ์มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดขั้นต่ำของ Windows 11 อาจได้รับการแจ้งเตือนให้อัปเกรดโดยอัตโนมัติ สามารถตรวจสอบความพร้อมได้ที่ Start > Settings > Update & Security > Windows Update > Check for updates

    ซื้ออุปกรณ์ใหม่ที่มาพร้อม Windows 11

    สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้ หรือผู้ใช้ที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่ Microsoft แนะนำให้เลือกซื้ออุปกรณ์ที่มาพร้อม Windows 11 ติดตั้งล่วงหน้า ซึ่งจะมีเครื่องมือช่วยเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

    เข้าร่วมโปรแกรม ESU

    สำหรับผู้ที่ต้องการเวลาเพิ่มเติมก่อนเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่หรือ Windows 11 ทาง Microsoft ได้เปิดทางเลือก Windows 10 Consumer Extended Security Updates หรือ ESU เพื่อให้ Windows 10 ยังคงได้รับการป้องกันด้านความปลอดภัยได้ต่อไปอีก 1 ปีหลังวันที่ 14 ตุลาคม 2025

    ที่มา: Microsoft

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/259115&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zwL_Y-U0duR7H_GtyYGxf

  • ทบทวน ‘ยุทธศาสตร์ไอที’ วางรากฐานอนาคตดิจิทัลประเทศไทย

    ทบทวน ‘ยุทธศาสตร์ไอที’ วางรากฐานอนาคตดิจิทัลประเทศไทย

    IT & gadget

    ทบทวน ‘ยุทธศาสตร์ไอที’ วางรากฐานอนาคตดิจิทัลประเทศไทย

    ทุกวันนี้องค์กรจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่การขาดการมองเห็นเครือข่ายอย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาที่ล่าช้า  ไปจนถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ยังคงมีอยู่

    • องค์กรในไทยจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที 
    • การใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้าง “การมองเห็นแบบองค์รวม” เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ทีมไอทีสามารถติดตามระบบได้แบบเรียลไทม์ ตรวจจับปัญหาได้ล่วงหน้า และฟื้นฟูระบบอัตโนมัติ
    • ผลักดันประเทศสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน รับโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และนโยบายคลาวด์เฟิร์ส
    • ความสำเร็จของเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัลขึ้นอยู่กับการสร้างรากฐานโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่เชื่อถือได้และยืดหยุ่น มิฉะนั้นวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

    ความแข็งแกร่งของ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบที่เชื่อถือได้….

    ณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคประจำภูมิภาค แมเนจเอนจิ้น (ManageEngine) เปิดมุมมองว่า เทคโนโลยีอย่างคลาวด์ คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบิ๊กดาต้า ล้วนต้องการความมั่นคง เสถียรภาพ การขยายตัวที่ยืดหยุ่น และการรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็ง

    อย่างไรก็ตาม องค์กรจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ การขาดการมองเห็นเครือข่ายอย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาที่ล่าช้า ไปจนถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ยังคงมีอยู่

    ทบทวน ‘ยุทธศาสตร์ไอที’ วางรากฐานอนาคตดิจิทัลประเทศไทย

    เมื่อทีมไอทีขาดความสามารถในการมองเห็นเครือข่ายแบบเรียลไทม์ ปัญหาเล็กๆ อาจลุกลามกลายเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ได้โดยไม่รู้ตัว คอขวดของระบบหรือกระบวนการที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพมักถูกมองข้ามไปจนกว่าจะนำไปสู่การหยุดชะงักของระบบอย่างเต็มรูปแบบ

    แนวทางการทำงานเชิงรับเช่นนี้ไม่เพียงทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าและยืดเวลาการหยุดระบบออกไป แต่ยังสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งาน ขัดขวางการดำเนินธุรกิจ และเสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล

    นอกจากนี้ การติดตามระบบที่ไม่ทั่วถึงและการขาดระบบอัตโนมัติ ยังเปิดช่องให้เผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรนซัมแวร์ การรั่วไหลของข้อมูล หรือมัลแวร์ ที่ปัจจุบันไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ได้กลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทุกวัน

    หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะเสี่ยงต่อการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ เผชิญโทษปรับมหาศาล และที่สำคัญคือทำลายความเชื่อมั่นจากลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

    ดึงพลัง ‘AI’ ท้าทายคอขวดไอที

    สำหรับกุญแจสำคัญในการแก้ไขความท้าทายเหล่านี้คือ “การสร้างการมองเห็นแบบองค์รวม (Holistic Visibility)” เช่น การใช้แดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered Unified Dashboards) ที่ครอบคลุมทั้ง “IT stack” การมีระบบติดตามโครงสร้างพื้นฐานแบบ Full-Stack ช่วยให้ทีมไอทีเข้าถึงข้อมูลการทำงานของเครือข่าย แอปพลิเคชัน และดาต้า ได้แบบเรียลไทม์และครบถ้วนจากต้นทางถึงปลายทาง

    ระดับความชัดเจนเช่นนี้จะทำให้องค์กรสามารถตรวจจับคอขวดได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ติดตามเส้นทางของข้อมูลอย่างมั่นใจ และตอบสนองต่อสัญญาณเตือนก่อนที่จะกระทบต่อผู้ใช้งาน

    โดยผลลัพธ์ที่ได้อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ระบบ failover และการสำรองข้อมูล สามารถทดสอบได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงของการสูญหายของข้อมูลหรือการหยุดชะงักที่ยาวนานเมื่อต้องเผชิญกับความล้มเหลวของฮาร์ดแวร์ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือเหตุขัดข้องอื่นๆ

    นอกจากนี้ กระบวนการกู้คืนแบบอัตโนมัติ ยังสามารถทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดการพึ่งพาการแก้ปัญหาด้วยมือ และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์

    ขณะเดียวกัน การมองเห็นแบบครบวงจรยังช่วยให้การปฏิบัติตามข้อกำหนดง่ายขึ้น ด้วยภาพรวมที่ชัดเจนของการจัดการแอปพลิเคชันและข้อมูลช่วยสนับสนุน การกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น ความปลอดภัยที่รัดกุมกว่าเดิม และสร้างความเชื่อมั่นที่มากขึ้น

    ก้าวสู่ ‘ผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัล’ อาเซียน 

    เมื่อครั้งที่ประเทศไทยเปิดตัววิสัยทัศน์ “Ignite Thailand” ก็ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังสายตาทั่วโลกแล้วว่า ประเทศพร้อมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอาเซียน

    โดยอาศัยพื้นฐานจากนโยบาย Thailand 4.0 และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (พ.ศ. 2561–2580) รัฐบาลได้วางโรดแมปที่มุ่งผลักดันให้ อุตสาหกรรมดิจิทัลมีสัดส่วนต่อจีดีพีสูงถึง 30% ภายในปี 2573

    การขับเคลื่อนดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูง การดำเนินนโยบายคลาวด์เฟิร์สครอบคลุมทั่วประเทศ และความมุ่งมั่นต่อดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green) และยั่งยืน

    ทบทวน ‘ยุทธศาสตร์ไอที’ วางรากฐานอนาคตดิจิทัลประเทศไทย

    นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกและนักลงทุนในประเทศต่างตอบรับด้วยการอัดฉีดเงินทุนใหม่มูลค่าหลายแสนล้านบาท โดยเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่เขตโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งกำลังกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนา ไฮเปอร์สเกล ดาต้าเซ็นเตอร์ ในปี 2568 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์และโฮสติ้งใหม่ถึง 27 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 240,000 ล้านบาท คิดเป็นกำลังการประมวลผลด้านไอทีเพิ่มขึ้นกว่า 1,300 เมกะวัตต์

    มากกว่านั้นเพื่อเสริมความน่าดึงดูดใจของประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น รัฐบาลยังได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจอย่างยิ่ง อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานสูงสุด 8 ปี สิทธิการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติได้ 100% สิทธิการถือครองที่ดิน และการอนุมัติใบอนุญาตสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติผ่านระบบเร่งรัด

    ‘วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่’ ไม่ใช่คำตอบ

    มีตัวเลขที่คาดการณ์ว่า ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมีแนวโน้มเติบโตจาก 1.56 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 เป็น 3.19 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ความสำเร็จขึ้นอยู่กับว่า โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังการลงทุนเหล่านี้สามารถสร้างความเชื่อถือได้ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ตามความทะเยอทะยานของประเทศได้หรือไม่

    นี่คือจุดที่พันธมิตรทางเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยการสนับสนุน การมองเห็นแบบ Full-Stack การติดตามแบบเรียลไทม์ และแดชบอร์ดที่ขับเคลื่อนด้วย AI องค์กรสามารถสร้างสภาพแวดล้อมไอทีที่รองรับการเติบโต ปกป้องข้อมูล และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ

    สิ่งสำคัญคือผู้นำต้องพิจารณาว่ารากฐานดิจิทัลขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการในวันข้างหน้าหรือไม่

    ท้ายที่สุดคำถามคือประเทศไทยจะสามารถสร้างรากฐานโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ยืดหยุ่นพอจะรองรับการเติบโตทางดิจิทัลครั้งใหญ่ได้หรือไม่?

    เพราะหากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้แม้แต่วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ไม่อาจทำให้บริการออนไลน์เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ปกป้องข้อมูลสำคัญ หรือมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่นตามที่ประชาชนคาดหวังได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1202909&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FBJNMKnGWQYoszuYthza_

  • ‘เอ็มไอที’ ปฏิเสธข้อเสนอเงินทุน ชี้นโยบายสถาบันไม่สอดคล้องกับรัฐบาลสหรัฐ | เดลินิวส์

    ‘เอ็มไอที’ ปฏิเสธข้อเสนอเงินทุน ชี้นโยบายสถาบันไม่สอดคล้องกับรัฐบาลสหรัฐ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ว่าข้อเสนอของรัฐบาลกลางที่ส่งเป็นลายลักษณ์อักษร ไปยังมหาวิทยาลัย 9 แห่งของสหรัฐ เมื่อต้นเดือนต.ค. ที่ผ่านมา กำหนดให้สถาบันแต่ละแห่ง หยุดพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเพศ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และปัจจัยอื่น ประกอบการพิจาณารับนักศึกษา หากต้องการรับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล

    นอกจากนั้น เงื่อนไขยังกำหนดให้สถาบันต่าง ๆ สร้างสภาพแวดล้อมทางวิชาการ ที่เอื้อต่อแนวคิดอนุรักษ์นิยมอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม นางแซลลี คอร์นบลูธ อธิการบดีเอ็มไอที ส่งหนังสือถึงนางลินดา แมคแมน รมว.ศึกษาธิการของสหรัฐ ว่าเอกสารของรัฐบาลมีหลักการที่มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วย ซึ่งรวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และความเป็นอิสระ

    MIT has become the first school to reject the Trump administration’s proposal that offered a select few universities preferential access to federal funds in exchange for agreeing to a set of demands. https://t.co/vgyQDQO08U

    — NBC News (@NBCNews) October 10, 2025

    โดยพื้นฐานแล้ว หลักการของเอกสารฉบับนี้ไม่สอดคล้องกับความเชื่อหลักของเอ็มไอทีว่า เงินทุนสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ ควรพิจารณาจากคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ “เพียงอย่างเดียว”

    นอกจากนี้ ข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์เสนอให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกหน่วยงานสถาบัน ซึ่งเจตนาลงโทษ ดูถูก หรือจุดชนวนความรุนแรงต่อ “แนวคิดอนุรักษนิยม”

    ในเวลาเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐส่งหนังสือแบบเดียวกับที่ส่งถึงเอ็มไอที ไปยังมหาวิทยาลัยแอริโซนา มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยเทกซัส มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย มหาวิทยาลัยบราวน์ วิทยาลัยดาร์ตมัธ และมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ กำหนดให้สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งต้องตอบกลับ ภายในวันที่ 20 ต.ค. นี้.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196205/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tKAPWXe8jux5ouVXAf4OT

  • ซัมซุงอาจเปิดตัวมือถือจอพับ 3 ทบปีนี้ หลัง KIPRIS เผยภาพร่าง

    ซัมซุงอาจเปิดตัวมือถือจอพับ 3 ทบปีนี้ หลัง KIPRIS เผยภาพร่าง

    เอกสารหลุด?! ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาเกาหลีใต้ (KIPRIS) เผยภาพร่าง “มือถือจอพับ 3 ทบ” คาดเป็นของ Samsung ประธานลั่นเอง เตรียมเปิดตัวภายในปีนี้

    หลังจากที่ HUAWEI แบรนด์สมาร์ตโฟนดังแดนมังกร เปิดตัว “HUAWEI Mate XT”  มือถือจอพับ 3 ทบรุ่นแรกของโลก เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปี 2024 ที่ผ่านมา

    ล่าสุด จากฐานข้อมูลของ KIPRIS (Korean Intellectual Property Rights Information Service) หรือฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้บริการข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลีใต้ มีการเปิดเผยเอกสารสิทธิบัตรที่คาดว่าจะเป็นมือถือจอพับ 3 ทบของ “Samsung” แม้ทางแบรนด์จะยังไม่ประกาศวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

    จากภาพร่างในเอกสาร สิ่งที่โดดเด่นของมือถือจอพับ 3 ทบนี้ คือการออกแบบที่แบ่งเป็นสามส่วน แต่ละส่วนมีแบตเตอรี่แยกกัน

    ประกอบด้วย ก้อนเล็กสุด (T1) อยู่ในฝั่งที่มีกล้องหลังสามตัว ก้อนที่ใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย (T3) อยู่ในส่วนที่มีหน้าจอฝาพับ และก้อนที่ใหญ่ที่สุด (T2) อยู่ตรงกลางของเครื่อง ซึ่งจะประกบระหว่างอีกสองส่วนเมื่อพับ 3 ทบเข้าหากัน

    สิทธิบัตรดังกล่าวไม่ได้ระบุความจุของแบตเตอรี่หรือความเร็วในการชาร์จ แต่หลายฝ่ายคาดว่า Samsung จะอัปเกรดให้เหนือกว่า Galaxy Z Fold7 ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 4,400 mAh และรองรับชาร์จไวเพียง 25 วัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

    รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า Samsung อาจวางจำหน่ายมือถือจอพับ 3 ทบเฉพาะในเกาหลีใต้และจีน แต่ข้อมูลล่าสุดเผยว่า อาจเปิดขายในสหรัฐอเมริกาด้วย โดยคาดว่าการเปิดตัวจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทีเอ็ม โรห์ (TM Roh) ประธานบริษัท Samsung Electronics จากเกาหลีใต้ ประกาศว่า Samsung เตรียมมีมือถือจอพับ 3 ทบ ภายในปี 2025 นี้

    โดย โรห์ เผยว่า ขณะนี้ Samsung กำลังปรับแต่งและพัฒนาประสบการณ์การใช้งานให้สมบูรณ์แบบที่สุดก่อนเปิดตัว โดยยังไม่ได้ตัดสินใจชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งทาง Samsung จะตัดสินใจเรื่องชื่อช่วงใกล้เปิดตัว

    จากข่าวลือก่อนหน้า สมาร์ตโฟนจอพับ 3 ทบของ Samsung จะพับเข้าด้านใน ต่างจาก HUAWEI Mate XT ที่พับออกด้านนอก ซึ่งแม้ต้นทุนจะสูงกว่า แต่ข้อดีคือหน้าจอหลักจะไม่ถูกเปิดเผยเมื่อพับเก็บ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้มากกว่า

    นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า สมาร์ตโฟนจอพับ 3 ทบรุ่นใหม่นี้จะมีราคาสูงกว่า Galaxy Z Fold7 ที่เพิ่งเปิดตัวไปด้วย

    ที่มา: GSMArena (1) (2)

    RELATED

    TOP ไอที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/258912/amp&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U_KGVmUSorbSTEW_qg-mN