Category: ไอที

  • สีสันการท่องเที่ยวฤดูหนาวอำเภอเทพสถิตคึกคัก เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทุ่งดอกคอสมอสซับสะเลเต บนขุนเขาสูง | TOPNEWS

    สีสันการท่องเที่ยวฤดูหนาวอำเภอเทพสถิตคึกคัก เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทุ่งดอกคอสมอสซับสะเลเต บนขุนเขาสูง

    • เผยแพร่ : 14/12/2025 13:46

    สีสันการท่องเที่ยวฤดูหนาวอำเภอเทพสถิตคึกคัก เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทุ่งดอกคอสมอสซับสะเลเต บนขุนเขาสูง เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวเย็น ท่ามกลางทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงเทศกาลปีใหม่ 2569

    เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต ได้นำชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ พร้อมผู้สูงอายุชาว ญัฮกุร (อ่านว่า ยะ-กุร หรือ ยะ-กุ้น) กลุ่มชาติพันธุ์มอญโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยว ณ สวนทุ่งดอกคอสมอส ซับสะเลเต

    บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเดินทางมาถ่ายภาพกับทุ่งดอกคอสมอสที่กำลังบานสะพรั่ง บนพื้นที่กว่า 55 ไร่ บริเวณเทือกเขาพังเหย ความสูงกว่า 854 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือเป็นทุ่งดอกคอสมอสขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน โดยช่วงนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ย 12–16 องศาเซลเซียส สร้างเสน่ห์การท่องเที่ยวฤดูหนาวอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากการชมทุ่งดอกไม้แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมฤดูหนาว อาทิ ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น – ตก โต้ลมหนาว ดูฝนดาวตก รวมถึงร่วมกิจกรรม เคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 บนขุนเขาซับสะเลเต

    นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต กล่าวว่า เทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวซับสะเลเตได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยจุดเด่นอยู่ที่ทุ่งดอกคอสมอสขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทุ่งดอกคอสมอสที่กว้างที่สุดในภาคอีสาน และอาจมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมไปจนถึง สิ้นเดือนมกราคม 2569 ขณะเดียวกัน พื้นที่โดยรอบซับสะเลเตยังมีที่พัก รีสอร์ท และบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 65 แห่ง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบค้างคืน ทั้งรูปแบบ 2 วัน 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน ในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดกิจกรรมท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ที่ทำการอำเภอเทพสถิต โทร. 0-4485-7106 หรือ0818670864

    ภาพ/ข่าว มัฆวาน วรรณกุล  – อารยา  ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชัยภูมิ

    awdaf

    25681213011

    โฆษกกองทัพ เผยสถานการณ์ชายแดน ยังมีเหตุปะทะ “กัมพูชา” ไม่หยุดยิง ย้ำไทยมีแนวทางป้องกัน ทอ.การันตี เครื่องบินรบ-นักบิน มีความพร้อมรบสูงสุด

    เปิดอานุภาพ “ขีปนาวุธ GAM-102LR” ผลิตโดยจีน ทหารไทยยึดจากเขมร บนสมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อึ้งราคาลูกละกว่า 3.5 ล้านบาท

    “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน

    สมุทรสาคร///พรรครวมไทยสร้างชาติ ประชุมแต่งตั้งตัวแทนพรรค ประจำจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมปักหมุด 3 สมุทร ว่าที่ผู้สมัคร

    ด่วน มติ “กองทัพไทย” ร่วม ศบท. ส่งสมช.เห็นชอบ ยกระดับควบคุมอ่าวไทย ปิดกั้นการขนส่งเชื้อเพลิง ยุทธปัจจัยไปยังกัมพูชา

    “กรมการจัดหางาน” จับมือ Outsourcing Service เปิดลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวสถานะไม่ถูกต้องตาม กม. วันแรกยื่นคำขอฯ มากกว่า 65,000 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1423105&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iZuCj2iF1ij10-xWUC_dN

  • โฆษกรัฐบาล เผย USTR ส่งสัญญาณเดินหน้าเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ต่อ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ถึงความพร้อมในการเดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศไทยต่อไป

    โดยสัญญาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอของประเทศไทยมิได้ล้มเหลว และยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สถานการณ์การหยุดยิงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจะยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและตัดสินใจทุกประเด็นโดยยึด ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก

    “จุดยืนของประเทศไทยยังคงชัดเจนและสม่ำเสมอ การหยุดยิงจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ประเทศไทยเสนอไว้เท่านั้น เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ว่า กระทรวงฯ ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศจากการเร่งเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมเสนอให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นทางการค้า เพื่อไม่ให้การเจรจาล่าช้าและกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

    โดยกระทรวงพาณิชย์ยังได้รายงานผลการหารือกับสภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) และคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 40 ราย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่าควรเร่งสรุปผลการเจรจาการค้าโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิไทยและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

    “จากข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ เช้าวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จะประสานให้ USTR เดินหน้าการหารือในระดับเทคนิคกับฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/553458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pE4FHS9lScawa9jvKj5YW

  • Mindful Consumption มาแรง คนไทยเลือกคุณค่า สุขภาพ และประสบการณ์

    The 1 Insight เผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทย หันมาเลือกใช้จ่ายอย่างมีสติมากขึ้น สะท้อนชัดว่า ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค Mindful Consumption อย่างจริงจัง ยุคที่การใช้จ่ายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการใช้จ่ายเพื่อคุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) และเลือกสินค้าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness–Driven Choices) ซึ่งกลายเป็นสองเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อของคนทุกช่วงวัย

    ในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อคุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังนิยาม “ความคุ้มค่า” ใหม่ จากเดิมที่มองราคาหรือส่วนลด เป็นการมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตในตอนนี้ ทำให้แต่ละช่วงวัยมีนิยามคุณค่าที่แตกต่างกัน

    กลุ่ม Gen Y และ Z ให้ความสำคัญกับการค้นพบแบรนด์ใหม่ แบรนด์เฉพาะกลุ่ม และสินค้าที่สะท้อนตัวตน สะท้อนผ่านการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นของไทยและเกาหลีรุ่นใหม่

    กลุ่มครอบครัวที่มีลูก มีการเติบโตในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อการเรียนเสริมทักษะ และของเล่นเพื่อการเรียนรู้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงคือการลงทุนให้ลูก พร้อมถึงมองหา Family Solution คือการรวมหลากหลายหมวดสินค้าสำหรับทั้งพ่อ แม่ ลูก ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา แฟชั่น บิวตี้ ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกาย

    กลุ่ม Gen X และ Baby Boomers ที่เพิ่มการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อนำไปสู่การมีอายุยืนยาว (Longevity) หมวดยอดนิยมที่มีการเติบโต ได้แก่ สปาเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส และวิตามินและอาหารเสริม

    อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคุณค่าที่ได้รับคือ “สิ่งที่ได้เพิ่มจากการซื้อ” ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสะสม บริการพิเศษ หรือประสบการณ์เหนือระดับ โดยในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะคิดอย่างละเอียดและมีสติ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดอย่างแท้จริง โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย ชี้ชัดถึงความสำคัญของปัจจัยนี้ เช่น การสะสมคะแนนบัตรเครดิตเพื่อแลกใช้เป็นส่วนลดในการช้อปหรือไมล์สายการบิน การเลือกซื้อเครื่องดื่มที่ร้านประจำ เนื่องจากสามารถสะสมคะแนนและนำมาแลกเป็นสิทธิประโยชน์ได้ภายหลัง หรือการเป็นสมาชิกของ Loyalty Program ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่เหนือกว่าในทุกการซื้อ ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่าความคุ้มค่าแบบใหม่คือ ความคุ้มค่าจากประสบการณ์และสิทธิประโยชน์ด้วย ไม่ใช่แค่จากราคาเท่านั้น

    ส่วนในมุมของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี Health & Wellness–Driven Choices ซึ่งพบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันได้กลายเป็นเหตุผลหลักอีกด้านของการใช้จ่ายยุค Mindful Consumption ผู้บริโภคทุกวัยกำลังให้น้ำหนักกับ “สุขภาพดี” เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อใดๆ เห็นได้จากยอดซื้อสินค้า healthy food & beverages ที่เติบโต 2 เท่า, หมวดวิตามินและอาหารเสริมมีการเติบโตสูงกว่า 5 เท่า ส่วนหมวด activewear และสินค้าเพื่อการออกกำลังกาย สินค้าขายดีโดดเด่น 3 อันดับ ได้แก่ รองเท้าวิ่ง ชุดออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ส่วนหมวดความงามและะสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 อันดับยอดนิยม ได้แก่ Skincare, Beauty Spa และ Fitness  นอกจากนี้ การซื้อประกันสุขภาพยังเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าอีกด้วย

    เมื่อพิจารณาทั้งสองแรงขับร่วมกันจะพบว่า Mindful Consumption ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สั้น ๆ แต่เป็น การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง แนวโน้มต่อจากนี้ คนไทยเลือกใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่ให้ “คุณค่าที่แท้จริงต่อชีวิต” ซึ่งต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม พร้อมเพิ่มความสำคัญให้ “สุขภาพและสวัสดิภาพของตนเองและคนที่รัก” มากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และกำลังจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนด loyalty และแรงขับของการใช้จ่ายในยุคถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-mindful-consumption&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zvh_oDlVlGEDd8I9mi06W

  • เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด จ.เชียงใหม่ ชมความงามของดวงดาว ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

    กิจกรรมดูดาวเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เองมีหลายพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการชมบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืน สังเกตดวงดาวที่ส่งแสงสวยงามอยู่บนท้องฟ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการดูดาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นสบาย ทำให้การดูดาวที่เชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V02-2.jpg

    โดยปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการสังเกตการณ์ท้องฟ้าและปรากฏการณ์ฝนดาวตก ทั้งความมืดของท้องฟ้า และมีพื้นที่โล่งกว้างปราศจากสิ่งบดบังบริเวณขอบฟ้า ทำให้สามารถชมฝนดาวตกได้รอบทิศทาง รวมถึงมีการบริหารจัดการแสงสว่างอย่างเหมาะสม

    เจษฎา กีรติภารัตน์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ดูดาวและผู้เชี่ยวชาญท้องฟ้า ในสังกัดของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า กิจกรรมการสังเกตวัตถุบนท้องฟ้าหรือการดูดาวในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้คนโหยหาที่จะไปสัมผัสกับความเงียบสงบ ออกจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    “ซึ่งในแต่ละช่วงของปีเสน่ห์ของการดูดาวก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น ฝนดาวตก สังเกตทางช้างเผือก หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ทำให้หลายคนหลงใหลในกิจกรรมนี้เราต้องหาโอกาสหนึ่งถึงสองครั้งเพื่อไปร่วมกิจกรรมทั้งแบบกลุ่มและไปกันเอง”

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo06.jpg

    เจษฎา กล่าวว่า การดูดาวนั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่ใช้ตาเปล่าก็สามารถเพลิดเพลินได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการดูดาวไม่มีเสียงรบกวนมาก ผู้ใดสนใจก็สามารถปิดไฟ ปิดโทรศัพท์ ให้ตาค่อยๆ คุ้นกับความมืด มองหากลุ่มดาวพื้นฐาน เช่น ดาวนายพราน แคสสิโอเปีย หรือทางช้างเผือก

    “แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดวงดาวก็สามารถสนุกสนานได้เช่นกัน ด้วยการมองความสวยงามและสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้า เพียงแค่ตนเองชอบและมีความสุขก็ถือว่าเพียงพอ ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นต้องการเพลิดเพลินกับอะไร สุดท้ายเวลาเงยหน้าดูดาว เราไม่ได้แค่มองท้องฟ้าแต่เราอาจจะกำลังมองตัวเองผ่านท้องฟ้าด้วยเช่นกัน”

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo03.jpg

    เจษฎา กล่าวต่อว่า ในส่วนของชุมชนก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน อย่าง “ชุมชนอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด”  คือ เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน เทศบาล ตำบล ที่รักษาและสงวนท้องฟ้าในเวลากลางคืนให้มีความมืดที่เหมาะสม ภายใต้การร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชน ด้วยวิธีการใช้แสงสว่างอย่างระมัดระวัง เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางแสงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การสิ้นเปลืองพลังงาน ความปลอดภัยบนท้องถนน และการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์

    “รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเชิงดาราศาสตร์ ที่ช่วยเผยแพร่และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของมลภาวะทางแสงแก่ประชาชน อาทิ บริเวณอ่างเก็บน้ำ เขื่อน สวนสาธารณะ มีค่าความมืดท้องฟ้าอยู่ในระดับที่สามารถสังเกตเห็นวัตถุท้องฟ้าได้ด้วยตาเปล่า” เจษฎา กล่าว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่ผาแหน หมู่บ้านแม่ผาแหน หมู่ที่ 6 ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ไกลมาก มีจุดเด่นคือ บริเวณหน้าอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีแนวเขาเป็นฉากหลังที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งจะเห็นเป็นภูเขาหินที่มีหน้าตัดเหมือนหน้าผา

    บริเวณสันเขื่อนเหมาะแก่การถ่ายภาพบุคคลคู่กับวัตถุท้องฟ้า เช่น ทางช้างเผือก กลุ่มดาว ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ รวมถึงวัตถุในห้วงลึกอวกาศ เช่น เนบิวลา ซึ่งมีนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้เหมาะเป็นสนามซ้อมมือของพรานดาราที่เพิ่งเริ่มฝึกถ่ายดาว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V04.jpg

    ด้าน เศรษฐศักดิ์​ ฟักสด​ ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์​โคนมสันกำแพง ​(ป่าตึงห้วยหม้อ)​ จำกัด เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่คนที่สนใจจะมาถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ทั้งนักถ่ายภาพมือใหม่ และนักถ่ายภาพมืออาชีพ

    นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ตามปรากฎการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ดาวเคียงเดือน ดาวเคราะห์ชุมนุม และฝนดาวต  รวมมีมีการท่องเที่ยวหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ CIV ออนใต้ ในช่วงกลางวัน และสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในช่วงเวลากลางคืน-เช้ามืด การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เดินออกกำลังกายระยะทางสั้น จากจุดเริ่มต้นในหมู่บ้านป่าตึงไปอ่างเก็บน้ำแม่ผาแหน พร้อมสอดแทรกความรู้เรื่องมลภาวะทางแสงให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เศรษฐศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กิจกรรมการดูดาวและการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อชุมชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากชุมชนของเราเป็นชุมชนที่อยู่พื้นที่รอบนอกแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มากแต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักหากเทียบกับชุมชนอื่นๆ พอมีกิจกรรมเกี่ยวกับการดูดาวเข้ามาก็ทำให้มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาในชุมชนของเรามากขึ้น ทำให้ชุมชนเป็นที่รู้จักชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น ทั้งจากการค้าขาย และการเปิดเป็นที่พักโฮมสเตย์

    “โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาพักภายในหมู่บ้านเพราะง่ายต่อการเดินทางที่จะไปดูดาวหรือทำกิจกรรมอื่นๆ นับว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลดีต่อการรักษาป่าไม้และสัตว์ป่า เพราะชุมชนก็จะช่วยกันไม่ให้ป่าไม้ถูกทำลาย”

    “อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากิจกรรมนี้สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้อีกมาก เพราะเป็นผลดีต่อชุมชนรวมถึงการท่องเที่ยวในภาพรวม ทั้งนี้จึงอยากจะอยากให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ให้ดีขึ้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ที่มาร่วมกิจกรรมมากยิ่งขึ้น และปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการดูดาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก” เศรษฐศักดิ์ กล่าว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-dark-sky-sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PBxShKCvGhFjZiAJPKMYh

  • Mindful Consumption มาแรง คนไทยเลือกคุณค่า สุขภาพ และประสบการณ์

    The 1 Insight เผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทย หันมาเลือกใช้จ่ายอย่างมีสติมากขึ้น สะท้อนชัดว่า ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค Mindful Consumption อย่างจริงจัง ยุคที่การใช้จ่ายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการใช้จ่ายเพื่อคุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) และเลือกสินค้าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Wellness–Driven Choices) ซึ่งกลายเป็นสองเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อของคนทุกช่วงวัย

    ในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อคุณค่าที่ได้รับ (Value-Oriented Spending) แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังนิยาม “ความคุ้มค่า” ใหม่ จากเดิมที่มองราคาหรือส่วนลด เป็นการมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตในตอนนี้ ทำให้แต่ละช่วงวัยมีนิยามคุณค่าที่แตกต่างกัน

    กลุ่ม Gen Y และ Z ให้ความสำคัญกับการค้นพบแบรนด์ใหม่ แบรนด์เฉพาะกลุ่ม และสินค้าที่สะท้อนตัวตน สะท้อนผ่านการเติบโตของแบรนด์แฟชั่นของไทยและเกาหลีรุ่นใหม่

    กลุ่มครอบครัวที่มีลูก มีการเติบโตในส่วนของการใช้จ่ายเพื่อการเรียนเสริมทักษะ และของเล่นเพื่อการเรียนรู้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงคือการลงทุนให้ลูก พร้อมถึงมองหา Family Solution คือการรวมหลากหลายหมวดสินค้าสำหรับทั้งพ่อ แม่ ลูก ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา แฟชั่น บิวตี้ ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกาย

    กลุ่ม Gen X และ Baby Boomers ที่เพิ่มการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อนำไปสู่การมีอายุยืนยาว (Longevity) หมวดยอดนิยมที่มีการเติบโต ได้แก่ สปาเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส และวิตามินและอาหารเสริม

    อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคุณค่าที่ได้รับคือ “สิ่งที่ได้เพิ่มจากการซื้อ” ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสะสม บริการพิเศษ หรือประสบการณ์เหนือระดับ โดยในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะคิดอย่างละเอียดและมีสติ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดอย่างแท้จริง โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย ชี้ชัดถึงความสำคัญของปัจจัยนี้ เช่น การสะสมคะแนนบัตรเครดิตเพื่อแลกใช้เป็นส่วนลดในการช้อปหรือไมล์สายการบิน การเลือกซื้อเครื่องดื่มที่ร้านประจำ เนื่องจากสามารถสะสมคะแนนและนำมาแลกเป็นสิทธิประโยชน์ได้ภายหลัง หรือการเป็นสมาชิกของ Loyalty Program ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษและบริการที่เหนือกว่าในทุกการซื้อ ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่าความคุ้มค่าแบบใหม่คือ ความคุ้มค่าจากประสบการณ์และสิทธิประโยชน์ด้วย ไม่ใช่แค่จากราคาเท่านั้น

    ส่วนในมุมของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี Health & Wellness–Driven Choices ซึ่งพบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันได้กลายเป็นเหตุผลหลักอีกด้านของการใช้จ่ายยุค Mindful Consumption ผู้บริโภคทุกวัยกำลังให้น้ำหนักกับ “สุขภาพดี” เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อใดๆ เห็นได้จากยอดซื้อสินค้า healthy food & beverages ที่เติบโต 2 เท่า, หมวดวิตามินและอาหารเสริมมีการเติบโตสูงกว่า 5 เท่า ส่วนหมวด activewear และสินค้าเพื่อการออกกำลังกาย สินค้าขายดีโดดเด่น 3 อันดับ ได้แก่ รองเท้าวิ่ง ชุดออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย ส่วนหมวดความงามและะสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 อันดับยอดนิยม ได้แก่ Skincare, Beauty Spa และ Fitness  นอกจากนี้ การซื้อประกันสุขภาพยังเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าอีกด้วย

    เมื่อพิจารณาทั้งสองแรงขับร่วมกันจะพบว่า Mindful Consumption ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สั้น ๆ แต่เป็น การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง แนวโน้มต่อจากนี้ คนไทยเลือกใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่ให้ “คุณค่าที่แท้จริงต่อชีวิต” ซึ่งต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม พร้อมเพิ่มความสำคัญให้ “สุขภาพและสวัสดิภาพของตนเองและคนที่รัก” มากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และกำลังจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนด loyalty และแรงขับของการใช้จ่ายในยุคถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-mindful-consumption&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zvh_oDlVlGEDd8I9mi06W

  • เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด จ.เชียงใหม่ ชมความงามของดวงดาว ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

    กิจกรรมดูดาวเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เองมีหลายพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการชมบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืน สังเกตดวงดาวที่ส่งแสงสวยงามอยู่บนท้องฟ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการดูดาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นสบาย ทำให้การดูดาวที่เชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V02-2.jpg

    โดยปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการสังเกตการณ์ท้องฟ้าและปรากฏการณ์ฝนดาวตก ทั้งความมืดของท้องฟ้า และมีพื้นที่โล่งกว้างปราศจากสิ่งบดบังบริเวณขอบฟ้า ทำให้สามารถชมฝนดาวตกได้รอบทิศทาง รวมถึงมีการบริหารจัดการแสงสว่างอย่างเหมาะสม

    เจษฎา กีรติภารัตน์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ดูดาวและผู้เชี่ยวชาญท้องฟ้า ในสังกัดของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า กิจกรรมการสังเกตวัตถุบนท้องฟ้าหรือการดูดาวในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้คนโหยหาที่จะไปสัมผัสกับความเงียบสงบ ออกจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    “ซึ่งในแต่ละช่วงของปีเสน่ห์ของการดูดาวก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น ฝนดาวตก สังเกตทางช้างเผือก หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ทำให้หลายคนหลงใหลในกิจกรรมนี้เราต้องหาโอกาสหนึ่งถึงสองครั้งเพื่อไปร่วมกิจกรรมทั้งแบบกลุ่มและไปกันเอง”

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo06.jpg

    เจษฎา กล่าวว่า การดูดาวนั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่ใช้ตาเปล่าก็สามารถเพลิดเพลินได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการดูดาวไม่มีเสียงรบกวนมาก ผู้ใดสนใจก็สามารถปิดไฟ ปิดโทรศัพท์ ให้ตาค่อยๆ คุ้นกับความมืด มองหากลุ่มดาวพื้นฐาน เช่น ดาวนายพราน แคสสิโอเปีย หรือทางช้างเผือก

    “แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดวงดาวก็สามารถสนุกสนานได้เช่นกัน ด้วยการมองความสวยงามและสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้า เพียงแค่ตนเองชอบและมีความสุขก็ถือว่าเพียงพอ ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นต้องการเพลิดเพลินกับอะไร สุดท้ายเวลาเงยหน้าดูดาว เราไม่ได้แค่มองท้องฟ้าแต่เราอาจจะกำลังมองตัวเองผ่านท้องฟ้าด้วยเช่นกัน”

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo03.jpg

    เจษฎา กล่าวต่อว่า ในส่วนของชุมชนก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน อย่าง “ชุมชนอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด”  คือ เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน เทศบาล ตำบล ที่รักษาและสงวนท้องฟ้าในเวลากลางคืนให้มีความมืดที่เหมาะสม ภายใต้การร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชน ด้วยวิธีการใช้แสงสว่างอย่างระมัดระวัง เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางแสงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การสิ้นเปลืองพลังงาน ความปลอดภัยบนท้องถนน และการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์

    “รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเชิงดาราศาสตร์ ที่ช่วยเผยแพร่และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของมลภาวะทางแสงแก่ประชาชน อาทิ บริเวณอ่างเก็บน้ำ เขื่อน สวนสาธารณะ มีค่าความมืดท้องฟ้าอยู่ในระดับที่สามารถสังเกตเห็นวัตถุท้องฟ้าได้ด้วยตาเปล่า” เจษฎา กล่าว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่ผาแหน หมู่บ้านแม่ผาแหน หมู่ที่ 6 ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ไกลมาก มีจุดเด่นคือ บริเวณหน้าอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีแนวเขาเป็นฉากหลังที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งจะเห็นเป็นภูเขาหินที่มีหน้าตัดเหมือนหน้าผา

    บริเวณสันเขื่อนเหมาะแก่การถ่ายภาพบุคคลคู่กับวัตถุท้องฟ้า เช่น ทางช้างเผือก กลุ่มดาว ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ รวมถึงวัตถุในห้วงลึกอวกาศ เช่น เนบิวลา ซึ่งมีนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้เหมาะเป็นสนามซ้อมมือของพรานดาราที่เพิ่งเริ่มฝึกถ่ายดาว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V04.jpg

    ด้าน เศรษฐศักดิ์​ ฟักสด​ ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์​โคนมสันกำแพง ​(ป่าตึงห้วยหม้อ)​ จำกัด เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่คนที่สนใจจะมาถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ทั้งนักถ่ายภาพมือใหม่ และนักถ่ายภาพมืออาชีพ

    นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ตามปรากฎการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ดาวเคียงเดือน ดาวเคราะห์ชุมนุม และฝนดาวต  รวมมีมีการท่องเที่ยวหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ CIV ออนใต้ ในช่วงกลางวัน และสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในช่วงเวลากลางคืน-เช้ามืด การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เดินออกกำลังกายระยะทางสั้น จากจุดเริ่มต้นในหมู่บ้านป่าตึงไปอ่างเก็บน้ำแม่ผาแหน พร้อมสอดแทรกความรู้เรื่องมลภาวะทางแสงให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เศรษฐศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กิจกรรมการดูดาวและการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อชุมชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากชุมชนของเราเป็นชุมชนที่อยู่พื้นที่รอบนอกแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มากแต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักหากเทียบกับชุมชนอื่นๆ พอมีกิจกรรมเกี่ยวกับการดูดาวเข้ามาก็ทำให้มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาในชุมชนของเรามากขึ้น ทำให้ชุมชนเป็นที่รู้จักชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น ทั้งจากการค้าขาย และการเปิดเป็นที่พักโฮมสเตย์

    “โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาพักภายในหมู่บ้านเพราะง่ายต่อการเดินทางที่จะไปดูดาวหรือทำกิจกรรมอื่นๆ นับว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลดีต่อการรักษาป่าไม้และสัตว์ป่า เพราะชุมชนก็จะช่วยกันไม่ให้ป่าไม้ถูกทำลาย”

    “อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากิจกรรมนี้สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้อีกมาก เพราะเป็นผลดีต่อชุมชนรวมถึงการท่องเที่ยวในภาพรวม ทั้งนี้จึงอยากจะอยากให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ให้ดีขึ้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ที่มาร่วมกิจกรรมมากยิ่งขึ้น และปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการดูดาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก” เศรษฐศักดิ์ กล่าว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-dark-sky-sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PBxShKCvGhFjZiAJPKMYh

  • ธุรกิจเสียหายพันล้าน คนชายแดนหนุน รบให้สุด ‘เจ็บแต่จบ’

    สถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในเขตภาคอีสานตลอดแนว ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ผ่านมากว่า 1 สัปดาห์ ยังไม่มีท่าทีสงบลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาจะโทรหาผู้นำทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงเดินหน้าสู่สันติภาพ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียงปืน ตามแนวชายแดนจนถึงวันนี้(14 ธันวาคม 2568)เบาลงเลยแม้แต่น้อย 

    ขณะที่ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาจำนวนมาก ยังคงอยู่ในศูนย์อพยพ มีเพียง ชรบ.และผู้นำหมู่บ้านบางส่วน ที่จัดกำลังผลัดเปลี่ยนอยู่เฝ้าหมู่บ้านและทรัพย์สินให้ประชาชน ส่วนใหญ่กังวลว่า สถานการณ์จะยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ 

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo08.jpg

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สุรพิศ มิ่งขวัญ อายุ 55 ปี ชาวบ้านใน ต.บัดได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะตั้งแต่รอบแรก 24 กรกฎาคม ผ่านมา 4 เดือน จนกระทั่งมีการปะทะรอบ 2 ในวันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นมา ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงที่ทางจังหวัดจัดให้ห่างไกลวิถีกระสุนตก ส่วนตัวเองเป็นห่วงทรัพย์สิน วัวควายที่มีอยู่กว่า 10 ตัว จึงตัดสินใจอยู่ที่บ้าน อาศัยนอนในบังเกอร์ ส่วนครอบครัว ลูกและภรรยาให้อพยพไปอยู่ที่กรุงเทพฯ 

    “จนถึงทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ปะทะจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ได้แต่ภาวนาให้เหตุการณ์ครั้งนี้จบลงด้วยดี เพราะชาวบ้านไม่อยากอยู่ในสภาพที่อึดอัด หวาดระแวง และไม่มีรายได้”

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สุรพิศ มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า ก่อนช่วงที่ยังไม่มีเหตุการณ์ปะทะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในแถบชายแดน ไทยกัมพูชา ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน ปลูกยางพารา ปลูกอ้อย เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย แต่พอมีเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม ชาวบ้านก็ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้  โดยเฉพาะช่วงนี้ เป็นช่วงการปะทะอย่างหนัก งานทุกอย่างต้องยุติลง 

    “ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างกรีดยาง ตัดอ้อย เคยมีรายได้วันละ 250 บาท กลายเป็นว่าไม่มีรายได้แม้แต่บาทเดียว ประกอบกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง ยิ่งซ้ำเติมให้ชาวบ้าน มีแต่ความทุกข์ทั้งกายที่ต้องนอนอยู่ในหลุมบังเกอร์ ทั้งใจที่หดหู่ เพราะไม่มีรายได้”

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ไม่ต่างจาก เหือน เล็งตามดี อายุ 67 ปี  ชาวบ้านตำบลบักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ต้องทิ้งสวนยางหลายวัน ไปอาศัยหลบอยู่ที่บังเกอร์ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย 

    “ปกติมีรายได้จากการกรีดยาง ซึ่งเป็นพื้นที่ของตัวเองประมาณ 5 ไร่ ทำรายได้วันละ 500 บาท แต่พอเกิดเหตุการณ์ปะทะ รอบ 2 ถือว่าดุเดือด จึงไม่กล้าไปกรีดยาง ยางที่กรีดไว้ยังไม่ได้นำออกจากกะลา น้ำหนักก็จะเบาลงทำให้สูญเสียรายได้ ล่าสุดมีจรวดบีเอ็ม 21 ตกมาในสวนยาง ทำให้ต้นยางเสียหาย ยิ่งตอกย้ำว่าพื้นที่สวนยางก็ไม่ปลอดภัย จึงไม่กล้าออกไปกรีดยาง ส่วนลูกหลาน ให้ย้ายออกไปอยู่ศูนย์อพยพชั่วคราว”

    เหือน เล็งตามดี กล่าวอีกว่า อยากให้รัฐบาลและทหารรบกับกัมพูชาให้จบๆ จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพราะตอนนี้ชาวบ้านตามแนวชายแดน ขาดรายได้ ตั้งแต่ชาวบ้านทั่วไป จนถึงผู้ประกอบการที่รับซื้อน้ำยาง ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ 

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ชาวบ้านจะเดือดร้อนมากกว่านี้ ลำพังแค่ปะทะกัน 2-3 สัปดาห์ ชาวบ้านก็ไม่ไหวแล้ว เพราะไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางส่วนต้องกู้หนี้ยืมสิน ทำให้ตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะความเครียด”

     ขณะที่ วิรัตน์ เศรษฐวิพัฒนชัย ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการภาคเอกชน ประเมินสถานการณ์ว่าการปะทะชายแดนไทยกัมพูชา อาจจะยืดเยื้อ ซึ่งไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง 

    “เฉพาะตัวเลขที่ทางหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ประเมินความเสียหายตั้งแต่การปะทะรอบแรก ความตึงเครียดทอดยาวจนถึงปัจจุบัน 4-5 เดือน ส่งผลต่อเศรษญกิจ เสียหายนับพันล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายในภาคการส่งออกเครื่องอุปโภคบริโภค เดือนละ 300-500 ล้านบาท เนื่องจากการปิดด่าน นอกจากนี้ยังมีมูลค่าเสียหายด้านอื่นๆ ทั้งการท่องเที่ยว โรงแรม”

    ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์ กล่าวอีกว่า ทางหอการค้า จ.สุรินทร์  มีข้อเสนอให้รัฐบาลตั้งแต่การปะทะรอบแรกสิ้นสุดลง คือ อยากให้มีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวคนละครึ่งในพื้นที่ชายแดน กระตุ้นการใช้บริการภาคโรงแรม รวมทั้งสนับให้หน่วยงานมาจัดอบรมสัมนาในพื้นที่ชายแดน และลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ส่วนเรื่องแรงงาน อยากให้รัฐบาลจัดหาแรงงานจากที่อื่นทดแทนแรงงานกัมพูชา ซึ่งพื้นที่สุรินทร์ขาดแคลนแรงงานค่อนข้างเยอะ เนื่องจากแรงงานกัมพูชา เดินทางกลับประเทศหมด 

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo09.jpg

    “กรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิงทันทีนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่อยากให้การปะทะหยุดกลางครัน เพราะปัญหาจะไม่จบ ไม่อยากให้ซ้ำรอยเหมือนการปะทะรอบแรก ที่สุดท้ายก็ต้องกลับมาปะทะกันอีก เพราะถ้าหากไม่จบ คนชายแดนก็จะกังวลไม่กล้าใช้ชีวิต คนภายนอกไม่กล้ามาเที่ยว ไม่กล้ามาลงทุน ทำให้พื้นที่ตามแนวชายแดนทั้งอบุลฯ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ กลายเป็นพื้นที่เสี่ยง ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนักกว่าเดิม ตอนนี้อยากให้ทุกอย่างจบลงและมีความชัดเจนมากขึ้น อยากเจ็บครั้งเดียว จบครั้งเดียว ไม่อยากให้ชายแดนเกิดความสุ่มเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาอีกแล้ว” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-suffer-billions-border&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wyzi_N9HStv0SriJpev4l

  • ธุรกิจเสียหายพันล้าน คนชายแดนหนุน รบให้สุด ‘เจ็บแต่จบ’

    สถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในเขตภาคอีสานตลอดแนว ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ผ่านมากว่า 1 สัปดาห์ ยังไม่มีท่าทีสงบลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาจะโทรหาผู้นำทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงเดินหน้าสู่สันติภาพ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียงปืน ตามแนวชายแดนจนถึงวันนี้(14 ธันวาคม 2568)เบาลงเลยแม้แต่น้อย 

    ขณะที่ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาจำนวนมาก ยังคงอยู่ในศูนย์อพยพ มีเพียง ชรบ.และผู้นำหมู่บ้านบางส่วน ที่จัดกำลังผลัดเปลี่ยนอยู่เฝ้าหมู่บ้านและทรัพย์สินให้ประชาชน ส่วนใหญ่กังวลว่า สถานการณ์จะยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ 

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo08.jpg

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สุรพิศ มิ่งขวัญ อายุ 55 ปี ชาวบ้านใน ต.บัดได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะตั้งแต่รอบแรก 24 กรกฎาคม ผ่านมา 4 เดือน จนกระทั่งมีการปะทะรอบ 2 ในวันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นมา ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงที่ทางจังหวัดจัดให้ห่างไกลวิถีกระสุนตก ส่วนตัวเองเป็นห่วงทรัพย์สิน วัวควายที่มีอยู่กว่า 10 ตัว จึงตัดสินใจอยู่ที่บ้าน อาศัยนอนในบังเกอร์ ส่วนครอบครัว ลูกและภรรยาให้อพยพไปอยู่ที่กรุงเทพฯ 

    “จนถึงทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ปะทะจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ได้แต่ภาวนาให้เหตุการณ์ครั้งนี้จบลงด้วยดี เพราะชาวบ้านไม่อยากอยู่ในสภาพที่อึดอัด หวาดระแวง และไม่มีรายได้”

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สุรพิศ มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า ก่อนช่วงที่ยังไม่มีเหตุการณ์ปะทะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในแถบชายแดน ไทยกัมพูชา ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน ปลูกยางพารา ปลูกอ้อย เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย แต่พอมีเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม ชาวบ้านก็ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้  โดยเฉพาะช่วงนี้ เป็นช่วงการปะทะอย่างหนัก งานทุกอย่างต้องยุติลง 

    “ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างกรีดยาง ตัดอ้อย เคยมีรายได้วันละ 250 บาท กลายเป็นว่าไม่มีรายได้แม้แต่บาทเดียว ประกอบกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง ยิ่งซ้ำเติมให้ชาวบ้าน มีแต่ความทุกข์ทั้งกายที่ต้องนอนอยู่ในหลุมบังเกอร์ ทั้งใจที่หดหู่ เพราะไม่มีรายได้”

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ไม่ต่างจาก เหือน เล็งตามดี อายุ 67 ปี  ชาวบ้านตำบลบักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ต้องทิ้งสวนยางหลายวัน ไปอาศัยหลบอยู่ที่บังเกอร์ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย 

    “ปกติมีรายได้จากการกรีดยาง ซึ่งเป็นพื้นที่ของตัวเองประมาณ 5 ไร่ ทำรายได้วันละ 500 บาท แต่พอเกิดเหตุการณ์ปะทะ รอบ 2 ถือว่าดุเดือด จึงไม่กล้าไปกรีดยาง ยางที่กรีดไว้ยังไม่ได้นำออกจากกะลา น้ำหนักก็จะเบาลงทำให้สูญเสียรายได้ ล่าสุดมีจรวดบีเอ็ม 21 ตกมาในสวนยาง ทำให้ต้นยางเสียหาย ยิ่งตอกย้ำว่าพื้นที่สวนยางก็ไม่ปลอดภัย จึงไม่กล้าออกไปกรีดยาง ส่วนลูกหลาน ให้ย้ายออกไปอยู่ศูนย์อพยพชั่วคราว”

    เหือน เล็งตามดี กล่าวอีกว่า อยากให้รัฐบาลและทหารรบกับกัมพูชาให้จบๆ จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพราะตอนนี้ชาวบ้านตามแนวชายแดน ขาดรายได้ ตั้งแต่ชาวบ้านทั่วไป จนถึงผู้ประกอบการที่รับซื้อน้ำยาง ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ 

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ชาวบ้านจะเดือดร้อนมากกว่านี้ ลำพังแค่ปะทะกัน 2-3 สัปดาห์ ชาวบ้านก็ไม่ไหวแล้ว เพราะไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางส่วนต้องกู้หนี้ยืมสิน ทำให้ตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะความเครียด”

     ขณะที่ วิรัตน์ เศรษฐวิพัฒนชัย ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการภาคเอกชน ประเมินสถานการณ์ว่าการปะทะชายแดนไทยกัมพูชา อาจจะยืดเยื้อ ซึ่งไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง 

    “เฉพาะตัวเลขที่ทางหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ประเมินความเสียหายตั้งแต่การปะทะรอบแรก ความตึงเครียดทอดยาวจนถึงปัจจุบัน 4-5 เดือน ส่งผลต่อเศรษญกิจ เสียหายนับพันล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายในภาคการส่งออกเครื่องอุปโภคบริโภค เดือนละ 300-500 ล้านบาท เนื่องจากการปิดด่าน นอกจากนี้ยังมีมูลค่าเสียหายด้านอื่นๆ ทั้งการท่องเที่ยว โรงแรม”

    ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์ กล่าวอีกว่า ทางหอการค้า จ.สุรินทร์  มีข้อเสนอให้รัฐบาลตั้งแต่การปะทะรอบแรกสิ้นสุดลง คือ อยากให้มีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวคนละครึ่งในพื้นที่ชายแดน กระตุ้นการใช้บริการภาคโรงแรม รวมทั้งสนับให้หน่วยงานมาจัดอบรมสัมนาในพื้นที่ชายแดน และลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ส่วนเรื่องแรงงาน อยากให้รัฐบาลจัดหาแรงงานจากที่อื่นทดแทนแรงงานกัมพูชา ซึ่งพื้นที่สุรินทร์ขาดแคลนแรงงานค่อนข้างเยอะ เนื่องจากแรงงานกัมพูชา เดินทางกลับประเทศหมด 

    economic-business-thai-suffer-billions-border-SPACEBAR-Photo09.jpg

    “กรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิงทันทีนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่อยากให้การปะทะหยุดกลางครัน เพราะปัญหาจะไม่จบ ไม่อยากให้ซ้ำรอยเหมือนการปะทะรอบแรก ที่สุดท้ายก็ต้องกลับมาปะทะกันอีก เพราะถ้าหากไม่จบ คนชายแดนก็จะกังวลไม่กล้าใช้ชีวิต คนภายนอกไม่กล้ามาเที่ยว ไม่กล้ามาลงทุน ทำให้พื้นที่ตามแนวชายแดนทั้งอบุลฯ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ กลายเป็นพื้นที่เสี่ยง ยิ่งทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนักกว่าเดิม ตอนนี้อยากให้ทุกอย่างจบลงและมีความชัดเจนมากขึ้น อยากเจ็บครั้งเดียว จบครั้งเดียว ไม่อยากให้ชายแดนเกิดความสุ่มเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาอีกแล้ว” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-suffer-billions-border&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wyzi_N9HStv0SriJpev4l

  • เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด จ.เชียงใหม่ ชมความงามของดวงดาว ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

    กิจกรรมดูดาวเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เองมีหลายพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการชมบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืน สังเกตดวงดาวที่ส่งแสงสวยงามอยู่บนท้องฟ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการดูดาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นสบาย ทำให้การดูดาวที่เชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V02-2.jpg

    โดยปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการสังเกตการณ์ท้องฟ้าและปรากฏการณ์ฝนดาวตก ทั้งความมืดของท้องฟ้า และมีพื้นที่โล่งกว้างปราศจากสิ่งบดบังบริเวณขอบฟ้า ทำให้สามารถชมฝนดาวตกได้รอบทิศทาง รวมถึงมีการบริหารจัดการแสงสว่างอย่างเหมาะสม

    เจษฎา กีรติภารัตน์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ดูดาวและผู้เชี่ยวชาญท้องฟ้า ในสังกัดของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า กิจกรรมการสังเกตวัตถุบนท้องฟ้าหรือการดูดาวในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้คนโหยหาที่จะไปสัมผัสกับความเงียบสงบ ออกจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    “ซึ่งในแต่ละช่วงของปีเสน่ห์ของการดูดาวก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น ฝนดาวตก สังเกตทางช้างเผือก หรือปรากฏการณ์ต่างๆ ทำให้หลายคนหลงใหลในกิจกรรมนี้เราต้องหาโอกาสหนึ่งถึงสองครั้งเพื่อไปร่วมกิจกรรมทั้งแบบกลุ่มและไปกันเอง”

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo06.jpg

    เจษฎา กล่าวว่า การดูดาวนั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่ใช้ตาเปล่าก็สามารถเพลิดเพลินได้ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการดูดาวไม่มีเสียงรบกวนมาก ผู้ใดสนใจก็สามารถปิดไฟ ปิดโทรศัพท์ ให้ตาค่อยๆ คุ้นกับความมืด มองหากลุ่มดาวพื้นฐาน เช่น ดาวนายพราน แคสสิโอเปีย หรือทางช้างเผือก

    “แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มดวงดาวก็สามารถสนุกสนานได้เช่นกัน ด้วยการมองความสวยงามและสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้า เพียงแค่ตนเองชอบและมีความสุขก็ถือว่าเพียงพอ ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นต้องการเพลิดเพลินกับอะไร สุดท้ายเวลาเงยหน้าดูดาว เราไม่ได้แค่มองท้องฟ้าแต่เราอาจจะกำลังมองตัวเองผ่านท้องฟ้าด้วยเช่นกัน”

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo03.jpg

    เจษฎา กล่าวต่อว่า ในส่วนของชุมชนก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน อย่าง “ชุมชนอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด”  คือ เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน เทศบาล ตำบล ที่รักษาและสงวนท้องฟ้าในเวลากลางคืนให้มีความมืดที่เหมาะสม ภายใต้การร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชน ด้วยวิธีการใช้แสงสว่างอย่างระมัดระวัง เหมาะสมต่อการใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางแสงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การสิ้นเปลืองพลังงาน ความปลอดภัยบนท้องถนน และการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์

    “รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเชิงดาราศาสตร์ ที่ช่วยเผยแพร่และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของมลภาวะทางแสงแก่ประชาชน อาทิ บริเวณอ่างเก็บน้ำ เขื่อน สวนสาธารณะ มีค่าความมืดท้องฟ้าอยู่ในระดับที่สามารถสังเกตเห็นวัตถุท้องฟ้าได้ด้วยตาเปล่า” เจษฎา กล่าว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่ผาแหน หมู่บ้านแม่ผาแหน หมู่ที่ 6 ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ไกลมาก มีจุดเด่นคือ บริเวณหน้าอ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีแนวเขาเป็นฉากหลังที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งจะเห็นเป็นภูเขาหินที่มีหน้าตัดเหมือนหน้าผา

    บริเวณสันเขื่อนเหมาะแก่การถ่ายภาพบุคคลคู่กับวัตถุท้องฟ้า เช่น ทางช้างเผือก กลุ่มดาว ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ รวมถึงวัตถุในห้วงลึกอวกาศ เช่น เนบิวลา ซึ่งมีนักถ่ายภาพทางดาราศาสตร์กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้เหมาะเป็นสนามซ้อมมือของพรานดาราที่เพิ่งเริ่มฝึกถ่ายดาว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V04.jpg

    ด้าน เศรษฐศักดิ์​ ฟักสด​ ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์​โคนมสันกำแพง ​(ป่าตึงห้วยหม้อ)​ จำกัด เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่คนที่สนใจจะมาถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ทั้งนักถ่ายภาพมือใหม่ และนักถ่ายภาพมืออาชีพ

    นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ตามปรากฎการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ดาวเคียงเดือน ดาวเคราะห์ชุมนุม และฝนดาวต  รวมมีมีการท่องเที่ยวหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ CIV ออนใต้ ในช่วงกลางวัน และสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในช่วงเวลากลางคืน-เช้ามืด การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เดินออกกำลังกายระยะทางสั้น จากจุดเริ่มต้นในหมู่บ้านป่าตึงไปอ่างเก็บน้ำแม่ผาแหน พร้อมสอดแทรกความรู้เรื่องมลภาวะทางแสงให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เศรษฐศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กิจกรรมการดูดาวและการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อชุมชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากชุมชนของเราเป็นชุมชนที่อยู่พื้นที่รอบนอกแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มากแต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักหากเทียบกับชุมชนอื่นๆ พอมีกิจกรรมเกี่ยวกับการดูดาวเข้ามาก็ทำให้มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาในชุมชนของเรามากขึ้น ทำให้ชุมชนเป็นที่รู้จักชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น ทั้งจากการค้าขาย และการเปิดเป็นที่พักโฮมสเตย์

    “โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาพักภายในหมู่บ้านเพราะง่ายต่อการเดินทางที่จะไปดูดาวหรือทำกิจกรรมอื่นๆ นับว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลดีต่อการรักษาป่าไม้และสัตว์ป่า เพราะชุมชนก็จะช่วยกันไม่ให้ป่าไม้ถูกทำลาย”

    “อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากิจกรรมนี้สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้อีกมาก เพราะเป็นผลดีต่อชุมชนรวมถึงการท่องเที่ยวในภาพรวม ทั้งนี้จึงอยากจะอยากให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ให้ดีขึ้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ที่มาร่วมกิจกรรมมากยิ่งขึ้น และปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการดูดาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก” เศรษฐศักดิ์ กล่าว

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Chiang Mai-Dark-Sky-Sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community-SPACEBAR-Photo V03-1.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-dark-sky-sanctuary-helps-distribute-income-to-the-community&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PBxShKCvGhFjZiAJPKMYh

  • เศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    การจ้างงานในสหรัฐฯ ยังอ่อนแอ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ส่วนจีนถูกฉุดรั้งจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอและวิกฤตภาคอสังหาฯ

    •สหรัฐ
    ความคาดเคลื่อนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 119,000 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน แต่ตัวเลขเดือนสิงหาคมแย่ลงจากรายงานเดิมซึ่งเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง ปรับเป็นลดลง 4,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน อยู่ที่ 51 ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเติบโตในอัตราต่ำสุดในรอบ 4 เดือน แม้ดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นขยายตัวมากสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

    ตลาดแรงงานและภาคการผลิตที่มีสัญญาณอ่อนแอลง รวมถึงความเชื่อมั่นที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ขณะเดียวกันการประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 2,000 รายการ และราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจะช่วยลดทอนแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออันเป็นผลมาจากนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม การยกเลิกรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนตุลาคมและการเลื่อนออกตัวเลขเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดขาดข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้

    •ญี่ปุ่น
    แม้มีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น GDP ของญี่ปุ่นในไตรมาส 3 หดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ที่ -1.8% YoY และ -0.4% QoQ โดยการส่งออกลดลง -1.2% QoQ ขณะที่ PMI ภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ 48.8 ในเดือนพฤศจิกายน ส่วน PMI ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่องที่ 53.1 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
    เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอเนื่องจากการบริโภคถูกกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และการส่งออกที่ถูกกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ความขัดแย้งกับจีนเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของญี่ปุ่น ภายหลังจีนประกาศให้ประชาชนงดเดินทางไปญี่ปุ่น รวมถึงหยุดซื้ออาหารทะเลและหยุดการอนุมัติฉายภาพยนต์เรื่องใหม่จากญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อภาคท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นที่มีมูลค่ามากสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 อาจช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% ภายในไตรมาสแรกปีหน้า เพื่อตอบสนองต่อเงินเยนที่อ่อนค่าแรงและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

    •จีน
    ความอ่อนแอในตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว (16-24 ปีไม่รวมนักเรียน) ในเดือนตุลาคมยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 17.3% ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาฯ 100 อันดับแรกหดตัวแรงที่สุดในรอบหนึ่งปีที่ -41.9% YoY ส่วนราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองเฉลี่ยใน 70 เมืองหดตัวต่อเนื่องนานเกือบ 4 ปีในเดือนตุลาคมที่ -2.6% และ -5.4% ตามลำดับ ล่าสุด รัฐบาลกำลังพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตในภาคอสังหาฯ เช่น เงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่ การเพิ่มเงินคืนภาษีสำหรับผู้กู้ซื้อบ้าน และการลดต้นทุนในการทำธุรกรรมการซื้อบ้าน

    การส่งออกที่อ่อนแรงลงอาจทำให้จีนต้องหันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น หากการเติบโตของยอดค้าปลีกสูงขึ้นจาก 3.5% YoY ในปี 2567 เป็น 5.5% ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ถึง 26% อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นการบริโภคยังเผชิญอุปสรรคและข้อจำกัด อาทิ
    (i) การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สูง
    (ii) ความเชื่อมั่นต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้าที่ต่ำกว่าก่อนโควิดถึง 45% และ
    (iii) ความมั่งคั่งที่สูญเสียไปจากวิกฤตในภาคอสังหาฯ ปัจจุบัน ภาคอสังหาฯ ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวแต่อย่างใดแม้จีนเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุปสงค์บ้านใหม่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะยาวตามโครงสร้างประชากรที่หดตัวลง

    •เศรษฐกิจไทย
    กรอบแผนการคลังระยะปานกลางชี้ไทยเร่งลดความเสี่ยงทางการคลัง ท่ามกลางแรงกดดันด้านอันดับเครดิต

    รัฐบาลเร่งคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลการคลังต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570–2573 โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณเหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ลดลงจากขาดดุล 4.4% ในปี 2569 พร้อมยืนยันคงเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP นอกจากนี้ ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การกำหนดกรอบการคลังให้เข้มงวดชัดเจนขึ้น เช่น (i) การตั้งงบกลางไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่าย (ii) การตั้งงบใช้คืนหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่าย และ (iii) การตั้งงบประมาณผูกพันสูงสุดไม่เกิน 5% ของงบประมาณรายจ่าย เป็นต้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเริ่มเร่งรัดพิจารณากระบวนการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วางกรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากปีงบฯก่อน และเป็นงบขาดดุล 3.9% ของ GDP

    การกำหนดกรอบวินัยการคลังที่เข้มงวดขึ้นสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่สถาบันจัดอันดับเครดิตสำคัญ 2 แห่งได้ปรับแนวโน้มเครดิต (Outlook) ของไทยลงสู่เชิงลบ (Negative) (เดือนเมษายนและกันยายนที่ผ่านมา) การกำหนดเป้าหมายลดขาดดุลทางการคลังให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 เร็วขึ้นจากการแผนครั้งก่อน รวมถึงการจำกัดงบกลาง งบใช้คืนหนี้ และงบผูกพัน จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการจัดทำงบประมาณ ตลอดจนแสดงความมุ่งมั่นที่จำกัดการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกินเพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญ นอกจากนี้ การเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้รัฐ ควบคู่กับการควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น จะช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐในระยะกลาง หากสามารถดำเนินนโยบายตามกรอบที่กำหนดได้จริง จะเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพการคลังและอันดับเครดิตของประเทศในอนาคต ล่าสุด กลางเดือนพฤศจิกายน S&P ประกาศยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ และคงแนวโน้มที่ มีเสถียรภาพ (Stable)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/264457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06GeWlXD0oHahPbIvHQ-Qe