Category: ไอที

  • SCB EIC คาด GDP ไทยปี 69 โตเพียง 1.5% ชี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2.0% ในปี 2568 และถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ หากไม่รวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนแรงกดดันรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุน รวมถึงข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    สำหรับเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะการส่งออกที่ชะลอตัวจากฐานสูงในปีนี้ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ถูกกดดันจากปัญหารายได้ หนี้สิน และเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความหวัง แต่ผลเชิงบวกในระยะสั้นยังจำกัดจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังที่ต้องระมัดระวังระดับหนี้สาธารณะ SCB EIC มองว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เหลือ 1% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ มากกว่าการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อโดยตรง

    ด้านเศรษฐกิจโลก คาดว่าในปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.7% ในปีนี้ โดยมีแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังจากเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ยังผ่อนคลาย

    สำหรับแนวโน้มนโยบายการเงินโลก ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมรวม 0.50% ในปี 2569 ก่อนจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2% ตลอดปี ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1–1.25% ภายในปีหน้า หลังการปรับเพิ่มค่าจ้างมีความชัดเจนมากขึ้น

    โดยยังชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยขยายวงกว้างไปยังทุกกลุ่มรายได้ แม้แต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 50,000–100,000 บาทต่อเดือน ก็เริ่มเผชิญภาระหนี้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อในระบบการเงินยังน่าเป็นห่วง

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว SCB EIC เน้นย้ำว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็น “New Normal” โดยความสำเร็จของการปฏิรูปต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ชัดเจนและต่อเนื่อง กลไกการทำงานที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมถึงมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบในระยะสั้น เพื่อสร้างฉันทามติและแรงสนับสนุนจากสังคม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw035MiXMrtzRtYYd530DhEA

  • SCB EIC คาด GDP ไทยปี 69 โตเพียง 1.5% ชี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2.0% ในปี 2568 และถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ หากไม่รวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนแรงกดดันรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุน รวมถึงข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    สำหรับเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะการส่งออกที่ชะลอตัวจากฐานสูงในปีนี้ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ถูกกดดันจากปัญหารายได้ หนี้สิน และเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความหวัง แต่ผลเชิงบวกในระยะสั้นยังจำกัดจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังที่ต้องระมัดระวังระดับหนี้สาธารณะ SCB EIC มองว่านโยบายการเงินจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้เหลือ 1.25% และอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปี 2569 เหลือ 1% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและช่วยลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ มากกว่าการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อโดยตรง

    ด้านเศรษฐกิจโลก คาดว่าในปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.7% ในปีนี้ โดยมีแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังจากเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ยังผ่อนคลาย

    สำหรับแนวโน้มนโยบายการเงินโลก ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมรวม 0.50% ในปี 2569 ก่อนจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2% ตลอดปี ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1–1.25% ภายในปีหน้า หลังการปรับเพิ่มค่าจ้างมีความชัดเจนมากขึ้น

    โดยยังชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยขยายวงกว้างไปยังทุกกลุ่มรายได้ แม้แต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 50,000–100,000 บาทต่อเดือน ก็เริ่มเผชิญภาระหนี้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อในระบบการเงินยังน่าเป็นห่วง

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว SCB EIC เน้นย้ำว่า การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การเติบโตต่ำกว่า 2% กลายเป็น “New Normal” โดยความสำเร็จของการปฏิรูปต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ชัดเจนและต่อเนื่อง กลไกการทำงานที่โปร่งใส การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมถึงมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบในระยะสั้น เพื่อสร้างฉันทามติและแรงสนับสนุนจากสังคม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw035MiXMrtzRtYYd530DhEA

  • ไทย-กัมพูชา: ทร.ยกเลิกเคอร์ฟิวส์จ.ตราด หลังคุมสถานการณ์ได้ เหตุขัดแย้งยังไม่กระทบการค้า-ท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ (ภาพ: thaigov.go.th)

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวจากศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    สรุปสถานการณ์

    – เวลา 06:47 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

    – เวลา 07:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 11:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และอาวุธหนักเข้าใส่เนิน 350 อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    – เวลา 12:00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้าใส่ปราสาทตาควายอย่างหนัก ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

    ทั้งนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติล่าสุดให้มีการควบคุมการขนส่งน้ำมัน และยุทธปัจจัยทางทะเล สำหรับเรือพาณิชย์ ที่ขึ้นทะเบียนสัญชาติไทย อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้มีการบังคับใช้เป็นเพียงมติเท่านั้น

    ข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข ล่าสุดของวันที่ 16 ธ.ค. 68

    – ประชาชนเสียชีวิต (ผลกระทบทางอ้อมจากเหตุการณ์) 15 คน

    – ประชาชนเสียชีวิต (จากการโจมตีของกัมพูชา) 1 คน

    – ประชาชนบาดเจ็บ (จากการโจมตีของกัมพูชา) 6 คน

    – ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีจำนวน 996 แห่ง

    – ประชาชนในศูนย์พักพิง จำนวน 263,285 คน

    – โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ 20 แห่ง

    – รพ.สต. ที่ได้รับผลกระทบ 214 แห่ง

    การปฎิบัติการทางทหาร

    ร.ท.หญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงกรณีที่ล่าสุดมีประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวส์ที่จ.ตราด โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงลดลง ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ ในส่วนของประชาชนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาปล่อยข่าวว่าฝ่ายไทยใช้ระเบิดพวงโจมตีกัมพูชาว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาปล่อยข่าวเช่นนี้ มีการปล่อยข่าวแบบนี้มาสักระยะแล้ว ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดพวง ซึ่งทำให้การปล่อยข่าวไม่มีประโยชน์ และทุกการปฎิบัติการทางทหาร การใช้อาวุธทุกชนิดของกองทัพไทย มุ่งไปที่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่มีกระทบต่อพลเรือน

    ผลกระทบการค้าและการท่องเที่ยว

    นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตั้งแต่ปิดด่านเมื่อเดือนก.ค. 68 เป็นต้นมา การค้าของประเทศไทยโดยเฉพาะการส่งออกในช่วง 10 (ม.ค.-ต.ค. 68) เดือนแรกโต 13% คิดเป็นมูลค่า 9.3 ล้านล้านบาท ในส่วนของการค้าชายแดน 10 เดือนแรกโต 4.7% คิดเป็นมูลค่า 913 พันล้านบาท

    นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อการค้า โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการเชื่อว่าได้รับผลกระทบอยู่บ้าง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำโครงการหลายโครงการเพื่อให้ค่าครองชีพคงที่ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วถึง เช่น โครงการธงฟ้า

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนที่มีรถบรรทุกน้ำมันค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก มีการตรวจสอบหรือประสานงานกับพาณิชย์ของสปป.ลาว แล้วหรือไม่นั้น นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาบอกแล้วว่า ตรวจสอบแล้วว่าเป็นการค้าปกติ ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับการนำเข้าน้ำมัน

    ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ตรววจสอบกับสำนักงานที่สปป.ลาว แล้วเช่นกัน พบว่า เป็นการค้าปกติ โดยน้ำมันทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ที่ด่าน จะเป็นการขนส่งไปที่สปป.ลาว ที่เดียว โดยสำนักงานพาณิชย์ต่างประเทศ ในกรุงเวียงจันทน์ ได้ตรวจสอบแล้วว่า โดยทางสปป.ลาวยืนยันว่าน้ำมันทั้งหมดเป็นการนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศสปป.ลาว ส่วนที่เห็นค้างคาอยู่ที่ด่านช่องเม็ก เพราะเขากังวลการจราจรที่จะแออัดในช่วงปีใหม่ ดังนั้น ยืนยันว่าการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดเป็นการใช้ในประเทศสปป.ลาว โดยไม่มีการส่งไปประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด

    ด้านนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ปัจจุบันยังสถานการณ์ท่องเที่ยวยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยตามปกติ ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ รวมถึงฝั่งทะเลฝั่งอันดามัน และชลบุรี ซึ่งยังไม่มีการยกเลิกท่องเที่ยวแต่อย่างใด โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 ธ.ค. 68 มีทักท่องเที่ยวเข้ามา 102,000 คน รวมยอดนักท่องเที่ยวปัจจุบันอยู่ที่ 31.1 ล้านคน โดยมีเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 32.8 ล้านคน

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังเดินทางเที่ยวตามปกติเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเน้นเที่ยวภาคเหนือและอีสาน หรือเขาใหญ่ และภาคกลางและกรุงเทพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวแล้ว 200 ล้านคน-ครั้ง คาดเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 206 ล้านคน-ครั้ง

    อย่างไรก็ตาม หลายประเทศอาจมีความห่วงใยพลเมืองของตนเอง ก็อาจมีการแจ้งเตือนถึงสถานการณ์ และพื้นที่ที่ยังสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ จึงอาจทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปสู่ภูมิภาคอื่น โดยพื้นที่จังหวัดตราดมีการยกเลิกจองที่พักล่วงหน้าไปบ้าง แต่นักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ก็เข้าใจสถานการณ์และเดินทางท่องเที่ยวต่อ ในส่วนของเที่ยวบินก็ยังให้บริการตามปกติ แต่อาจมีการปรับเวลาให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิวส์

    ททท. จะชี้แจงข้อเท็จจริง และมาตรการต่าง ๆ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก็จะมีการเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ กระตุ้นการท่องเที่ยว รวมถึงออกมาตรการเยียวยาดูแลผู้ประกอบการให้กลับมามีความพร้อมต่อไป ขอยืนยันว่าอยากให้นักท่องเทียวชาวไทยและต่างประเทศ มีความมั่นใจที่จะเดินทางท่องเที่ยวในไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/554142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1geVIslWCvQmN4p0Y69RBJ

  • “ดาวโจนส์” ปิดลบ 41 จุด นักลงทุนจับตา “ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (15 ธ.ค.68) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง หลังนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หลายรายการตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะถัดไป

    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,416.56 จุด ลดลง 41.49 จุด หรือ 0.09%
    • ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,816.51 จุด ลดลง 10.90 จุด หรือ 0.16%
    • ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,057.41 จุด ลดลง 137.76 จุด หรือ 0.59%

    รายงานระบุว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2568 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ขณะที่วันที่ 18 ธันวาคม จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในสัปดาห์เดียวกัน อาทิ ยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการจาก S&P Global

    ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม พบว่า หุ้น 8 ใน 11 กลุ่ม ในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เพิ่มขึ้น 0.88% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลงมากที่สุด 1.04% และหุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 0.76%

    สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น iRobot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ “รูมบา” (Roomba) ร่วงลงหนักถึง 72.7% หลังบริษัทได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ

    ขณะที่หุ้น ServiceNow ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ลดลง 11.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการสตาร์ตอัป ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Armis

    ส่วนหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 3.5% หลัง อีลอน มัสก์ ซีอีโอ เปิดเผยว่า เทสลาอยู่ระหว่างการทดสอบบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นในช่วงท้ายตลาด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/802146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32U7RixzJHsM_wbp4eI5gC

  • “ดาวโจนส์” ปิดลบ 41 จุด นักลงทุนจับตา “ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (15 ธ.ค.68) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง หลังนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หลายรายการตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะถัดไป

    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,416.56 จุด ลดลง 41.49 จุด หรือ 0.09%
    • ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,816.51 จุด ลดลง 10.90 จุด หรือ 0.16%
    • ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,057.41 จุด ลดลง 137.76 จุด หรือ 0.59%

    รายงานระบุว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2568 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ขณะที่วันที่ 18 ธันวาคม จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในสัปดาห์เดียวกัน อาทิ ยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการจาก S&P Global

    ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม พบว่า หุ้น 8 ใน 11 กลุ่ม ในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เพิ่มขึ้น 0.88% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลงมากที่สุด 1.04% และหุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 0.76%

    สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น iRobot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ “รูมบา” (Roomba) ร่วงลงหนักถึง 72.7% หลังบริษัทได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ

    ขณะที่หุ้น ServiceNow ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ลดลง 11.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการสตาร์ตอัป ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Armis

    ส่วนหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 3.5% หลัง อีลอน มัสก์ ซีอีโอ เปิดเผยว่า เทสลาอยู่ระหว่างการทดสอบบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นในช่วงท้ายตลาด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/802146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32U7RixzJHsM_wbp4eI5gC

  • “ดาวโจนส์” ปิดลบ 41 จุด นักลงทุนจับตา “ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (15 ธ.ค.68) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง หลังนักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หลายรายการตลอดสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะถัดไป

    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 48,416.56 จุด ลดลง 41.49 จุด หรือ 0.09%
    • ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,816.51 จุด ลดลง 10.90 จุด หรือ 0.16%
    • ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,057.41 จุด ลดลง 137.76 จุด หรือ 0.59%

    รายงานระบุว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2568 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ ขณะที่วันที่ 18 ธันวาคม จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤศจิกายน

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในสัปดาห์เดียวกัน อาทิ ยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการจาก S&P Global

    ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายกลุ่ม พบว่า หุ้น 8 ใน 11 กลุ่ม ในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค เพิ่มขึ้น 0.88% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลงมากที่สุด 1.04% และหุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 0.76%

    สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น iRobot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ “รูมบา” (Roomba) ร่วงลงหนักถึง 72.7% หลังบริษัทได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ

    ขณะที่หุ้น ServiceNow ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ลดลง 11.5% หลังมีรายงานว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการสตาร์ตอัป ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Armis

    ส่วนหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 3.5% หลัง อีลอน มัสก์ ซีอีโอ เปิดเผยว่า เทสลาอยู่ระหว่างการทดสอบบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งช่วยหนุนแรงซื้อหุ้นในช่วงท้ายตลาด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/802146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32U7RixzJHsM_wbp4eI5gC

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • กาญจนบุรี///TOPNEWS ตะวันตก จับมือ สมาคมฯ นำทีมยินดี ‘ผู้ว่าฯ วริษฐา’ พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Wellness Tourism จ.กาญจนบุรี | TOPNEWS

    บรรณาธิการข่าวภาคตะวันตกและนายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นำทีมแสดงความยินดีต่อ ผู้ว่าฯ วริษฐา สงวนเสริมศรี ในโอกาสรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีคนใหม่ พร้อมหารือยุทธศาสตร์ใช้ศักยภาพธรรมชาติของจังหวัดกาญจนบุรี ยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี คณะสื่อมวลชน TOPNEWS ทั่วไทยภาคตะวันตก และภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เข้าพบนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี คนที่ 67

    โดย คุณจิตติมาพร นิลมัย ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งบรรณาธิการข่าว TOPNEWS ทั่วไทยภาคตะวันตก และนายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกาญจนบุรี / กรรมการผู้จัดการศรีชัยยะปุระ ได้มอบกระเช้าของขวัญและแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ

    ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ได้พบปะและทำความรู้จักกับ ทีมข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคตะวันตก อย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางการ เผยแพร่ข่าวสารและการนำเสนอข่าวสาร ของจังหวัด

    โดยได้มีการแนะนำตัวทีมผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคตะวันตก ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย นายธบดี ศรีวิเชียร, นางสาวปภัชญา ศรีวิเชียร, นายโชคชัย ฤทธิเดช, นางสาวกัญชฎา โพธิสุวรรณ และนายราชา แฉล้มล้ำ ซึ่งทีมงานพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการประชาสัมพันธ์งานและนโยบายของจังหวัด

    นอกจากนี้วาระสำคัญในการหารือคือการ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของจังหวัดกาญจนบุรี โดยผู้แทนสมาคมฯ ได้เน้นย้ำถึงจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติของกาญจนบุรีที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness)

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการ ผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ สื่อมวลชน และภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้กาญจนบุรีเป็น ศูนย์กลาง Wellness Tourism ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และส่งเสริมความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป

    ปภัชญา ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1425136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06t70bKLFRCZQvmIgksvn_

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Key highlights

    ·       เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

    ·       เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569

    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war
    ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging)

    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ

    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง
    แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก
    ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น
    จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก, กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง, ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ, การแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจ
    ในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาด
    ที่มีศักยภาพเติบโต

    ·       เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น

    o  SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Front-loading
    แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed
    มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2%  สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603364/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX8t2RQJT8Ke8LMYwFH49