Category: ไอที

  • โรงแรมเหนือ หวั่น สู้รบชายแดนกระทบต่างชาติ ช่วงปีใหม่

    นายกสมาคมโรงแรมเหนือชี้สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบท่องเที่ยวเคาต์ดาวน์ปีใหม่ นทท.ต่างชาติกังวลจะได้ผลกระทบหรือไม่ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะส่วนเท่านั้น

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และถือเป็นความเสี่ยงของการท่องเที่ยวไทย คือบริเวณชายแดนไทยสู้รบกันรุนแรงมากขึ้น

    โดยเฉพาะภาพที่ถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาต่างประเทศส่วนใหญ่บอกว่าไทยเกิดการสู้รบขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดเฉพาะส่วน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลว่ามาเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ มีความปลอดภัยแน่นอนไหม

    เมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในทางบวก จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของการท่องเที่ยวในปี 2568 และเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

    นายไพศาล กล่าวว่า แรงส่งของการท่องเที่ยวในสิ้นปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของทุกปี เพราะมีปัญหาต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหายไป แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ซ้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงสู้รบชายแดนอีก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไปหมด

    ยิ่งผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา จากที่เอกชนมีความหวังว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการไปได้ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ทั้งการลดต้นทุนค่าครองชีพ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว หรือราคาพืชผลการเกษตรก็ปรับดีขึ้น ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆ ก็ประกาศยุบสภา ทำให้ทุกคนสะดุดเหมือนกันว่าเราจะไปทางไหนดี หวังว่าการเลือกตั้งจะทำได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    เพราะทุกคนเป็นห่วงถึงการเลือกตั้งจะทำได้ทั้งหมดหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงชายแดนที่ยังไม่จบลง กังวลว่าหากเลือกตั้งล่าช้า จัดตั้งรัฐบาลช้า มีผลกระทบต่องบประมาณประจำปีอีก ทุกอย่างจะสะดุดกันไปหมด

    การเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการจนกว่าจะเลือกตั้งแล้วเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุด ยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อทิศทางการเดินทางหรือการบริหารประเทศด้วยก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเข้าไปอีก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_981507/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y7B_IxJNVqHRo4Z4zF1zw

  • โรงแรมเหนือ หวั่น สู้รบชายแดนกระทบต่างชาติ ช่วงปีใหม่

    นายกสมาคมโรงแรมเหนือชี้สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบท่องเที่ยวเคาต์ดาวน์ปีใหม่ นทท.ต่างชาติกังวลจะได้ผลกระทบหรือไม่ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะส่วนเท่านั้น

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และถือเป็นความเสี่ยงของการท่องเที่ยวไทย คือบริเวณชายแดนไทยสู้รบกันรุนแรงมากขึ้น

    โดยเฉพาะภาพที่ถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาต่างประเทศส่วนใหญ่บอกว่าไทยเกิดการสู้รบขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดเฉพาะส่วน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลว่ามาเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ มีความปลอดภัยแน่นอนไหม

    เมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในทางบวก จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของการท่องเที่ยวในปี 2568 และเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

    นายไพศาล กล่าวว่า แรงส่งของการท่องเที่ยวในสิ้นปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของทุกปี เพราะมีปัญหาต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหายไป แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ซ้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงสู้รบชายแดนอีก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไปหมด

    ยิ่งผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา จากที่เอกชนมีความหวังว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการไปได้ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ทั้งการลดต้นทุนค่าครองชีพ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว หรือราคาพืชผลการเกษตรก็ปรับดีขึ้น ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆ ก็ประกาศยุบสภา ทำให้ทุกคนสะดุดเหมือนกันว่าเราจะไปทางไหนดี หวังว่าการเลือกตั้งจะทำได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    เพราะทุกคนเป็นห่วงถึงการเลือกตั้งจะทำได้ทั้งหมดหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงชายแดนที่ยังไม่จบลง กังวลว่าหากเลือกตั้งล่าช้า จัดตั้งรัฐบาลช้า มีผลกระทบต่องบประมาณประจำปีอีก ทุกอย่างจะสะดุดกันไปหมด

    การเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการจนกว่าจะเลือกตั้งแล้วเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุด ยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อทิศทางการเดินทางหรือการบริหารประเทศด้วยก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเข้าไปอีก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_981507/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y7B_IxJNVqHRo4Z4zF1zw

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • โรงแรมเหนือ หวั่น สู้รบชายแดนกระทบต่างชาติ ช่วงปีใหม่

    นายกสมาคมโรงแรมเหนือชี้สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบท่องเที่ยวเคาต์ดาวน์ปีใหม่ นทท.ต่างชาติกังวลจะได้ผลกระทบหรือไม่ ทั้งที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะส่วนเท่านั้น

    นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และถือเป็นความเสี่ยงของการท่องเที่ยวไทย คือบริเวณชายแดนไทยสู้รบกันรุนแรงมากขึ้น

    โดยเฉพาะภาพที่ถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาต่างประเทศส่วนใหญ่บอกว่าไทยเกิดการสู้รบขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดเฉพาะส่วน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลว่ามาเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่ มีความปลอดภัยแน่นอนไหม

    เมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในทางบวก จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 รวมถึงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของการท่องเที่ยวในปี 2568 และเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

    นายไพศาล กล่าวว่า แรงส่งของการท่องเที่ยวในสิ้นปีนี้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของทุกปี เพราะมีปัญหาต่อเนื่อง ทั้งนักท่องเที่ยวหายไป แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ซ้ำทั้งภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงสู้รบชายแดนอีก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดไปหมด

    ยิ่งผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา จากที่เอกชนมีความหวังว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนการบริหารจัดการไปได้ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ทั้งการลดต้นทุนค่าครองชีพ สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยว หรือราคาพืชผลการเกษตรก็ปรับดีขึ้น ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆ ก็ประกาศยุบสภา ทำให้ทุกคนสะดุดเหมือนกันว่าเราจะไปทางไหนดี หวังว่าการเลือกตั้งจะทำได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

    เพราะทุกคนเป็นห่วงถึงการเลือกตั้งจะทำได้ทั้งหมดหรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงชายแดนที่ยังไม่จบลง กังวลว่าหากเลือกตั้งล่าช้า จัดตั้งรัฐบาลช้า มีผลกระทบต่องบประมาณประจำปีอีก ทุกอย่างจะสะดุดกันไปหมด

    การเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการจนกว่าจะเลือกตั้งแล้วเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เราไม่ชอบมากที่สุด ยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลต่อทิศทางการเดินทางหรือการบริหารประเทศด้วยก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากเข้าไปอีก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_981507/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y7B_IxJNVqHRo4Z4zF1zw

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • เผ่าภูมิ เปิด 10 หลักคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้ครับ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgudhfRDIjvRCAERJGqI

  • LINE ประเทศไทย จับมือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล

    LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลและ LINE STICKERS Creators ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจดทะเบียนสิทธิ และแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่งยืน

    ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าว LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะร่วมกันส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล

    บันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อ LINE ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1552621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7r6UA7-l3tIcOvp3Ou55

  • LINE ประเทศไทย จับมือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัล

    LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด

    ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลและ LINE STICKERS Creators ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจดทะเบียนสิทธิ และแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่งยืน

    ภายใต้กรอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าว LINE ประเทศไทย และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะร่วมกันส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสื่อสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล

    บันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐที่มีต่อ LINE ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1552621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V7r6UA7-l3tIcOvp3Ou55

  • CENTEL-ERW จ่อฟื้นตัวแรง! โบรกฯ ชี้เป้าปี 69 รับอานิสงส์

    ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐ กลุ่มท่องเที่ยวไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้ง หลังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินเกมรุกเต็มรูปแบบดึงสายการบิน โดยนางฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ปี 2569 ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนไม่น้อยกว่า 6.7 ล้านคน เทียบเท่าปี 2567 และเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% จากปี 2568 ขณะเดียวกัน ททท. จะเร่งเพิ่มที่นั่งโดยสารสายการบินให้กลับมา 100% ของระดับปี 2562 ก่อนโควิด โดยปีนี้ที่ฟื้นแล้วราว 85%

    ล่าสุด ททท. อยู่ระหว่างเจรจากับ “ไห่หนาน แอร์ไลน์” เพื่อเพิ่มเส้นทางบินและความถี่ไปยังจุดหมายใหม่ในตารางบินฤดูร้อนปี 2569 พร้อมเตรียมเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “จงไท่อี้เจียซิน” (จีน–ไทย ครอบครัวเดียวกัน) จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย อีเวนต์ และเทศกาลตลอดทั้งปี เพื่อกระตุ้นดีมานด์การเดินทางอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ททท.ยังได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Tencent Video และ We TV ผลิตสารคดีอาหารชื่อดัง “TASTEFUL THAILAND” นำเสนอ 10 เส้นทางวัตถุดิบอาหารระดับตำนานทั่วไทย ควบคู่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ถ่ายทำ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ โดยออกอากาศตอนแรกวันที่ 20 ธันวาคมนี้

    ด้านบล.ดาโอ (ประเทศไทย) มีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากภาครัฐที่เข้ามากระตุ้นการ ท่องเที่ยวจีนมากขึ้น โดยจะมีการเพิ่มประมาณที่นั่งของสายการบินเพิ่มขึ้นให้ เท่าช่วงก่อนโควิด พร้อมกันนี้ยังจะมีการประกาศแคมเปญใหญ่ ‘จงไท่อี้เจียซิน’ (จีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน) รวมถึงยังจะมีกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์ม ดังๆอย่าง “Tencent Video” และ “We TV” ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวจีนปี 2569 มีโอกาสที่เราคาดไว้ที่ 5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก ททท. ที่ คาดไว้ที่ 6.7 ล้านคน

    โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตาม สัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อยคือ ERW (88%) และมีสัดส่วน นักท่องเที่ยวจีนสูงสุดในกลุ่มที่ 13%, CENTEL (80%) และ MINT (15%) โดยคาดว่า ERW และ CENTEL จะได้ sentiment เชิงบวกจากจำนวน นักท่องเที่ยวจีนที่จะฟื้นตัวได้ดี ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวม/นักท่องเที่ยวจีนปี 2568 ที่ 33 ล้าน คน/4.5 ล้านคน ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 จะอยู่ที่ 33 ล้านคน ลดลง 7% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 4.5 ล้าน คน ลดลง 33% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มฟื้นได้อย่างชัดเจนในไตรมาส 4/68 ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มเลือก CENTEL แนะนำซื้อราคาเป้า 36.00 บาท จากกำไรไตรมาส 4/68 มีโอกาสเพิ่มขึ้นทั้งเทียบช่วงเดียวกะนของปีก่อน และเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากยอด Booking และการเติบโตของรายได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ไตรมาส 2/68 เป็นจุด Bottom ของปีไปแล้ว

    นอกจากนี้ยังได้ผลดีจาก สนามบินมัลดีฟส์ที่มีการเปิด Terminal ใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ CENTEL ที่มี สัดส่วนรายได้ที่มัลดีฟส์ราว 15% ERW (ซื้อ/เป้า 2.90 บาท)จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/68 จะเพิ่มขึ้นเทียบไตรมาสก่อนหน้า เพราะ ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/68 ขณะที่ ERW มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยว จีนสูงสุดในกลุ่มที่ 13%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/803142&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QX_GbVgjqxVu2bkCf7WVq