Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ

    “อนุทิน” ปาฐกถา SX2025 ย้ำ “ความยั่งยืนคือทางรอด” รัฐบาลใช้ “โอกาส” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ


    “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม

    เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025)  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม 
     
    นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืนบ่อยครั้ง) และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
     
    สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น
     
    ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต
     
    สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องมองไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor)  ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ
     
    เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน 
     
    นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด
     
    ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคีไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rFBm-b60JmBCAX6rFLJo1

  • G

    G

    บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่าทองคำยังคงเคลื่อนไหวตามข่าวการเมือง-เศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อาจถูกเลื่อนประกาศหรือระงับ หากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถเปิดทำการได้ ด้านนักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815

    GCAP GOLD ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนราคาทองคำ

    นางสาว อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวตามกระแสการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนกังวลว่าหากการปิดทำการยืดเยื้อ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) หรือดัชนีอื่น ๆ อาจล่าช้า ซึ่งจะทำให้ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดยิ่งคลุมเครือ ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่หนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน หากสามารถตกลงเรื่องงบประมาณกันได้ ต้องระวังแรงขายทำกำไรที่จะตามมาเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม หากสภาวะชัตดาวน์เกิดขึ้นเพียงในระยะเวลาสั้น ๆ และการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในคืนวันศุกร์ คาดว่าตลาดจะยังจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยมีการคาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนล่าสุดจะเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานน่าจะทรงตัวที่ 4.3%

    หากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด จะสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม แต่หากตัวเลขจ้างงานฟื้นตัวดีกว่าคาด ความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยอาจค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นควรจับตาการตีความของตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นและทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังเฝ้าติดตามการให้สัมภาษณ์และการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย เช่น Philip Jefferson, Susan Collins, Austan Goolsbee, Lorie Logan และ John Williams เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป โดยคำแถลงเหล่านี้จะส่งผลต่อกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ $3,835 – $3,815 รับปัจจัยหนุนเชิงบวกจากภาวะ US Government Shutdown ในระยะนี้มองว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยมีแนวรับที่ $3,835 – $3,815 (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700 -58,500 บาท) และมีแนวต้านทำกำไรที่ $3,885-$3,900 (ราคาทองคำไทยประมาณ 59,600-59,800 บาท) พร้อมย้ำว่าการเข้าซื้อรอบนี้ควรเคร่งครัดในการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ $3,790 (ราคาทองคำไทยประมาณ 58,000) หากหลุดระดับดังกล่าวควรชะลอการเข้าซื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywap8l8f9jbq0eadagrkstkbqpx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JaAsU4lFmrX_neshCuUz1

  • “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน “Quick Big Win” 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ลดภาระค่าครองชีพประชาชน วางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง


    3/10/2568 | 231 |

    บทสรุป
    นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็น 1 ใน 5 ด้าน ของนโยบายหลักที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งขับเคลื่อนประเทศในช่วง 4 เดือน ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำนโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะติดหล่ม โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3. การช่วยเหลือธุรกิจ SME 4. เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5. การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ ภายใต้ 1 ฐานรากโดยทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลัง มีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่อยู่ภายใต้เสากระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวนั้นจะมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนเป็น 200 บาทต่อวัน จากโครงการเดิมที่สนับสนุน 150 บาทต่อวัน ซึ่งจะเปิดให้ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ์สามารถลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 และสามารถเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยวงเงินที่เหลือจากแต่ละวันสามารถสะสมใช้ได้จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ พร้อมเพิ่มสิทธิ์ให้ผู้เสียภาษีและพัฒนาทักษะผู้ค้ารายย่อย เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนและวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

    รายละเอียด
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงนโยบายคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 30 กันยายน 2568 และได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ว่า ไตรมาสที่ 4 ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงติดหล่ม เนื่องจากการขยายตัวต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นหากไม่ทำอะไรเลยจะไม่เป็นเพียงแค่ “การติดหล่ม” แต่อาจจะถึงขั้น “ตกเหวได้” จึงได้เปิดยุทธศาสตร์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” หรือ “Quick Big Win” กระตุ้นสั้น (Quick) คือ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันทีภายใน 4 เดือน มีขนาดใหญ่ (Big) พอที่จะสามารถดันเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะติดหล่มได้ และที่สำคัญต้องกระจายตัว (Win) ต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ได้แก่

    เสาที่ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 
    •    ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการเดิม เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่าย โครงการนี้จะเน้นให้ประโยชน์กับร้านค้ารายเล็ก หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ 
    •    เหตุผลที่เป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เนื่องจาก “พลัส” คือ การจูงใจเข้าระบบภาษี โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงินมากกว่าคนนอกระบบ 
    •    ต่อยอดโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งเคยมีอยู่เดิม สำหรับช่วยเหลือประชาชนฐานราก ที่ไม่มีต้นทุนเพียงพอร่วมจ่ายคนละครึ่ง เน้น Reskill ให้กับผู้ค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ เพิ่มทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะการจัดอบรมทักษะการ ขายของออนไลน์ (E-commerce) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมีการร่วมมือกับภาครัฐ และพัฒนาทักษะการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งมีระบบคำนวณและจัดทำบัญชีให้อยู่แล้ว บัญชีเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดสู่การขอสินเชื่อจากธนาคารในอนาคตได้ 
    •    การกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง จะมีมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับโรงแรมในเมืองรองที่ปรับปรุงและพัฒนาสถานประกอบการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และใช้เม็ดเงินภาษีไม่มาก

    เสาที่ 2 แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL)
    •    รัฐบาลจะนำเงินคงเหลือจากกองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ร่วมกับธนาคาร เพื่อซื้อหนี้เสียของประชาชนออกมาบริหาร 
    •    จากนั้นจะทำการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดระยะเวลาผ่อน ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาหายใจได้อีกครั้ง 
    •    ไม่ได้มีแค่สินเชื่อสำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย แต่ยังมีสินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปตามความเสี่ยง เพื่อลดความต้องการกู้นอกระบบ

    เสาที่ 3 การช่วยเหลือธุรกิจ SME สำหรับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ SME ประกอบด้วย
    •    การค้ำประกันสินเชื่อ โดยใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท 
    •    การคืนภาษีเร่งด่วน โดยให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งมีเงินที่สามารถคืนได้ทันทีกว่า 160,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ 
    •    โครงการพี่ช่วยน้อง ที่เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน 

    เสาที่ 4 เพิ่มการออมภาคประชาชน 
    •    “เสี่ยงโชคเพื่อออม” ผ่านสลากออมทรัพย์ออนไลน์ โดยจะปรับปรุงระบบการซื้อสลากออนไลน์ และจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อทุกครั้งเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติ 
    •    ผู้ซื้อจะสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปี หรือถือครองครบ 5 ปี เพื่อเป็นหลักประกันในยามเกษียณ 
    •    จะเปิดให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อเป็นทางเลือกในการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

    เสาที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ
    •    การลงทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศระยะยาว
    •    ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วแต่ยังไม่เริ่มลงทุนสูงถึง 470,000 ล้านบาท เนื่องจากติดปัญหาด้านการขออนุญาตในเรื่องต่าง ๆ 
    •    รัฐบาลจะจัดทำ “Fast Plus Pass” เป็นช่องทางด่วนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติทั้งหมดให้เกิดขึ้นภายใน 4 เดือน 
    •    การ Reskill แรงงาน โดยจะนำเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของ BOI จำนวน 10,000 ล้านบาท มาจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เกษตรชีวภาพ และดิจิทัล 

    1 ฐานราก โดยทุกโครงการอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือ “ไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังมีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดา” และตั้งอยู่บนความโปร่งใส สามารถอธิบายที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณได้
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3umwN7jjYZS3uKqFYJnyRI

  • ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม

    ประธานรัฐสภาในการร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบของเลขาธิการพรรคฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ณ เมืองกุม
    🔹 ระบอบไซออนิสต์ ได้ดำเนินแนวทางแห่งสงครามและการยึดครองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จนถึงปัจจุบัน
    🔹 ระบอบนี้ยังคงยึดมั่นในนโยบายของสงครามและสันติภาพที่บีบบังคับ แม้จะอยู่ในระหว่างการเจรจาสันติภาพก็ตาม และในหลายทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงในการเจรจาแคมป์เดวิด ออสโล และออสโล 2 ก็ยังคงดำเนินเป้าหมายแห่งการยึดครองและอาชญากรรมต่อไป
    🔹 แม้หลังจากการเสียชีวิตของ ยัสเซอร์ อาราฟัต ระบอบนี้ก็ยังมีการขุดหลุมศพของเขาและทำการทดสอบทางการแพทย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้มีการติดตามการลอบสังหารเขา
    🔹 ประวัติศาสตร์และการกระทำของระบอบนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่การเจรจาอย่างเป็นทางการก็ไม่สามารถหยุดยั้งการก่อการร้ายและอาชญากรรมของพวกเขาได้

  • “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    “รมว.คลัง” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนเวทีรูปการแข่งขันของประเทศ

    2 ต.ค. 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานการประชุมระหว่างประเทศ TCCT – OECD Competition Day 2025 เพื่อขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปการแข่งขันของประเทศ ภายใต้โครงการ OECD – Thailand Country Programme ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมี Mr. Yoshiki Takeuchi รองเลขาธิการ OECD และนายไมตรี สุเทพากุล ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เข้าร่วมงาน

    ระยะที่ 2 โดยมีหัวข้อหลักคือ “นโยบายการแข่งขัน” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสีเขียว และพลวัตทางการค้าโลก เป็นต้น ท่ามกลางสภาวะดังกล่าว กรอบการกำกับดูแลการแข่งขันที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และเข้มแข็ง จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเงื่อนไขที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยภายในงานมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายประเด็น เช่น สภาพตลาดและการแข่งขันของไทยในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านพลังงาน กิจการด้านพลังงานและกิจการด้านโทรคมนาคม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า เป็นต้น เพื่อยกระดับนโยบายและพัฒนากฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

    นายเอกนิติ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า วิสัยทัศน์ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นไปเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างกลไกการขับเคลื่อนใหม่เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง โดยมีแก่นสำคัญคือ การทำให้กระบวนการแข่งขันในตลาดดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ ปราศจากการบิดเบือนกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขัน เกิดการไหลเวียนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดนวัตกรรม เศรษฐกิจเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคเชิงระบบราชการ แต่กรอบการแข่งขันที่เข้มแข็งและเป็นธรรมย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการมีกฎกติกาที่ชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขัน ดังนั้นความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการแข่งขัน จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงการยึดหลัก “ความเป็นกลางในการแข่งขัน” (Competitive Neutrality) ซึ่งจะช่วยให้ทุกกิจการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนสามารถแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง
     

    ด้าน รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า การจัดประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนานโยบายและกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากรายงานการประเมินกฎหมายและนโยบายการแข่งขันของประเทศไทย (OECD Peer Review) เป็นแนวทางหลักในการยกระดับกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของสำนักงาน กขค. ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

    ปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มตื่นตัวในการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดด โดยแนวความคิดในโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจาก disruption ทั้งทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจและตลาดการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ล้าสมัยกะทันหัน จึงต้องปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางการแข่งขันของตลาดโลก ประเทศไทยเองต้องพัฒนาขีดความสามารถ สร้างตลาดเพื่อการแข่งขันทางการค้าให้ทันต่อพลวัต ปรับปรุงนโยบายและ
    แนวทางการใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเพื่อเสริมสร้างการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดและการกระจายผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยของไทยให้เข้าสู่ตลาดที่นับวันจะเป็นตลาดข้ามชาติได้มากขึ้น และสามารถแข่งขันกับผู้เล่นในตลาดข้ามชาติได้อย่างเป็นธรรม  

    ท้ายที่สุดแล้ว การดำเนินงานของสำนักงาน กขค. ได้ตอกย้ำเป้าหมายหลัก คือ การแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวความคิดที่เป็นประโยชน์ด้านการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ โดยประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนเองได้มีการดำเนินงานร่วมกันภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือด้านการแข่งขันทางการค้า อันเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันทางการค้าถือเป็นนโยบายสำคัญของชาติ และพร้อมผลักดันให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเสรีและเป็นธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/608110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uy9GBKzAf1ZAmFLAahatl

  • เอกชนชี้ ’คนละครึ่งพลัส‘ คาดเม็ดเงินสะพัด 2 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    เอกชนชี้ ’คนละครึ่งพลัส‘ คาดเม็ดเงินสะพัด 2 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า มาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐบาลเตรียมเดินหน้าในไตรมาส 4/2568 ถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยคาดว่าจะช่วยสร้างการกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่น ประชาชนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ในภาคการค้า การบริการ อุตสาหกรรม ตลอดจนเกษตรกรต้นน้ำ ส่งผลให้ GDP ไทยมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นปี

    มาตรการดังกล่าวตั้งเป้าเพิ่มกำลังซื้อประชาชนกว่า 33 ล้านราย แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน ได้รับวงเงินเพิ่มเติม 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาท/เดือน ผ่านบัตรสวัสดิการ คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 22,000 ล้านบาท
    2. ประชาชนที่ไม่ได้ยื่นภาษี 9 ล้านคน ได้สิทธิร่วมจ่าย 50:50 วงเงิน 2,000 บาท ใช้จ่ายได้ไม่เกิน 200 บาท/วัน ระหว่าง พ.ย.–ธ.ค. 68
    3. ประชาชนที่ยื่นภาษี 11 ล้านคน ได้สิทธิร่วมจ่าย 50:50 วงเงิน 2,400 บาท ใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาท/วัน ในช่วงเวลาเดียวกัน

    กลุ่มที่ไม่ได้ยื่นและยื่นภาษีใช้ผ่าน Application เป๋าตังซึ่งคาดเปิดลงทะเบียน และเริ่มใช้ภายในปลายตุลาคม คาดเกิดการ กระตุ้นเศรษฐกิจถึง 2-3 รอบ เม็ดเงินราว 200,000 ล้านบาทจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ร้านค้าสะดวกซื้อ และร้านอาหาร ที่ส่งผลต่อ Supply chain ทั้งระบบ ต้นน้ำกลุ่มเกษตรกร กลางน้ำโรงงาน ผู้ผลิต ผู้แปรรูป และปลายน้ำร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ

    จากฐานข้อมูล สสว พบว่าจำนวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคาร แผงลอย Food truck และร้านเครื่องดื่ม SME รวมทั้งสิ้น 390,938 ราย แบ่งเป็นรายย่อย (Micro) 359,926 ราย (92%) รายย่อม (Small) 30,303 ราย (7.8%) และรายกลาง (Medium) 846 ราย (0.2%) หากจำแนกประเภทการจดทะเบียนพบว่าเป็นนิติบุคคล 27,641 ราย (7%) และบุคคลธรรมดา 363,297 ราย (93%) เกิดการจ้างงาน 1,089,150 ราย จำนวนผู้ประกอบการร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ มินิมาร์ท Discount Store Hypermarket Supermarket SME รวมทั้งสิ้น 420,242 ราย แบ่งเป็นรายย่อย (Micro) 415,266 ราย (92%) รายย่อม (Small) 2,319 ราย (7.8%) และรายกลาง (Medium) 128 ราย (0.2%)

    เอกชนชี้ ’คนละครึ่งพลัส‘ คาดเม็ดเงินสะพัด 2 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    โดยจำแนกเป็นร้านขายของชำ 410,747 ราย (97.7%) ร้านสะดวกซื้อ มินิมาร์ท 7,994 ราย (1.9%) Supermarket 1,163 ราย (0.3%) และ Discount Store – Hypermarket 338 ราย (0.1%)  เป็นนิติบุคคล 3,463 ราย (7%) และบุคคลธรรมดา 416,217 ราย (93%) มีการจ้างงาน 955,881 ราย ซึ่งหากรวม 2 กลุ่ม ด้านผู้ประกอบการ SME พบว่าจะเปิดโอกาสให้มีผู้ได้รับประโยชน์มากถึง 811,180 ราย และจ้างงานรวม 2,045,031 ราย

    นายแสงชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนนโยบายจะมีประสิทธิภาพหากควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบภาษีและมาตรการเสริม เช่น การทบทวนยกเลิกภาษีเหมาจ่าย การสร้างระบบพี่เลี้ยงภาษีสำหรับ SME การยกเว้นโทษปรับย้อนหลัง รวมถึงการส่งเสริมการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์จูงใจ เช่น สลาก SME รายเดือน และ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ 2%

    “รัฐบาลควรเร่งยกระดับศักยภาพ SME ผ่านการรีสกิล อัพสกิล และพัฒนา Digital Credit Scoring Ecosystem เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะเดียวกันควรส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ลดต้นทุนขนส่ง และใช้พลัง Influencer สนับสนุนการตลาด SME” นายแสงชัยกล่าว

    ทั้งนี้ย้ำด้วยว่า ควรออกแบบมาตรการให้ต่อเนื่อง อาทิ “คนละครึ่งภาคประกันสังคม” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพแรงงานรายได้น้อย รวมถึงมาตรการสนับสนุน Local Content ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ “เรามั่นใจว่าหากรัฐบาลเดินหน้านโยบายนี้จริงจัง จะตอบโจทย์ทั้งประชาชนและ SME ได้อย่างแท้จริง” นายแสงชัยกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/640468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BgVlMj4c7Qhg5HnWA9uu7

  • เศรษฐกิจชายแดนช่องจอมซบเซาหนัก แม่ค้าส้มตำไปต่อไม่ไหวต้องย้ายร้านหนีไปขายที่อื่น

    เศรษฐกิจชายแดนช่องจอมซบเซาหนัก แม่ค้าส้มตำไปต่อไม่ไหวต้องย้ายร้านหนีไปขายที่อื่น

    (2ต.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซบเซาหนัก นับวันยิ่งทรุดหนักมากยิ่งขึ้น ร้านค้าส่วนใหญ่ต่างปิดตัวลง แม้จะเหลือร้านค้า อาหารสด ผลไม้ และของอุปโภค=บริโภค บางส่วนที่ยังคงเปิดจำหน่ายอยู่บ้างเท่านั้นก็ตาม ซึ่งต่างก็ต้องปรับตัว และยังคงดำเนินกิจการต่อเพื่อความอยู่รอด โดยขายให้คนไทยที่มาช่วยซื้อกันเอง แม้รายได้จะลดลงจากเดิมก็ตาม แต่ทุกคนก็ทำใจและยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ในวันที่ไร้ซึ่งนักท่องเที่ยว

    ขณะที่ร้านอาหารต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลงและหันไปหาทำเลเปิดร้านแห่งใหม่ในพื้นที่ต่างอำเภอและในตัวเมืองกันหมดแล้ว แม้กระทั่งร้านเจ้นาง ส้มตำทะเลแซ่บนัวร์และอาหารตามสั่งต้องปิดตัวลงไปโดยปริยายเช่นกัน 

    โดยนางศิริภา บูรณ์เจริญ หรือ เจ้นาง อายุ 52 ปี เจ้าของร้าน บอกว่า ทนแบกภาระหนี้สินที่รุมเร้า รวมทั้งค่าเช่าร้าน จากผลกระทบในช่วงสงครามไม่ไหว จึงตัดสินใจปิดร้าน เนื่องจากไม่มีลูกค้า และไม่มีใครกล้าออกจับจ่ายซื้อของในสถานการณ์แบบนี้ จึงต้องตัดสินใจปิดร้านย้ายทำเลไปขายที่หมู่บ้านขนาดมอญ ร้านอยู่เยื้อง ๆ อบต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์แทน 

    นางศิริภา บอกด้วยว่า วันนี้ได้มีการเปิดร้านเป็นวันแรกก็พบว่ามีลูกค้าให้ความสนใจมาช่วยอุดหนุนส้มตำมากพอสมควร ดีกว่าขายที่ย่านการค้าตลาดชายแดนช่องจอมที่เงียบกริบ วัน ๆ แทบขายไม่ได้สักครก

    นางศิริภา กล่าวว่า ที่ช่องจอมเงียบมาก เศรษฐกิจแย่มาก ตั้งแต่ปิดด่าน และมีสงคราม ปิดตัวแทบทุกร้าน ออกไปหาที่ทำมาหากินกันใหม่ อยู่ไม่ได้ ส่วนสถานการณ์คลุมเครือไม่มีใครกล้าลงทุนทำอะไร 

    “ฝากแม่ทัพคนใหม่รีบเคลียร์ให้จบเพื่อปากท้องของคนชายแดนจะได้มีที่ทำมาหากินอย่างสบายใจ และขอฝากนายกรัฐมนตรีที่จะลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก ให้ช่วยให้กำลังใจคนชายแดนที่กำลังย่ำแย่ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและกลัวจะรบกันช่วงเกี่ยวข้าว ไม่อยากให้มีการเจรจา เพราะไม่ได้ผลทุกรอบ ให้รีบจัดการให้เด็ดขาด ไม่งั้นคงจะยืดเยื้อและลำบากชาวบ้าน” นางศิริภา กล่าว

    นางศิริภายังได้ขอเชิญชวนชาว ต.ตาตุม อ.สังขะ ช่วยแวะมาอุดหนุนส้มตำทะเลแซ่บนัวร์ ที่พึ่งย้ายมาจากช่องจอม มาช่วยลองชิมดูก่อน และรับฟังทุกข้อติชม

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NXRkUSQrs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ytBB71pK0x10v6Mb_WzA-

  • ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ครั้งแรกในรอบ 7 ปี ซึ่งภาวะชัตดาวน์ คือ การที่รับบาลสหรัฐหยุดทำงานชั่วคราว เพราะไม่มีงบประมาณในการดำเนินการต่อเนื่อง โดยสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งของ 2 พรรคการเมือง 

    สำหรับการชัตดาวน์ครั้งนี้พรรครีพับลิกันพยายามผลักดันร่างกฎหมายจัดสรรเงินทุนรัฐบาลโดยไม่มีโครการริเริ่มอื่นๆ หรือ Clean CR เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อไปได้ชั่วคราว แต่พรรครีพับลิกันมีเสียงในสภาเพียง 53 เสียง ไม่ถึง 60 เสียง ตามกติกา ทำให้ต้องพึ่งเสียงจากพรรคเดโมแครต ขณะที่พรรคเดโมแครต เรียกร้องนโยบายด้านสุขภาพ เช่น ต่ออายุเงินอุดหนุนประกันสุขภาพ ทำให้เจรจาไม่กันไม่ลงตัว 

    อย่างไรก็ตาม การชัตดาวน์นี้ ไม่กระทบกับหน่วยงาน เช่น การป้องกันชายแดน โรงพยาบาล และการควบคุมการบิน แต่กระทบกับหลายส่วน อาทิ โครงการอาหารช่วยเหลือ โรงเรียนอนุบาลที่ได้รับเงินช่วยเหลือ และการเปิดบริการในอุทยานแห่งชาติ 

    ในส่วนของพนักงานที่มีหน้าที่จำเป็นยังต้องทำงานต่อไป แม้จะไม่ได้รับค่าจ้าง แต่หลังจบชัตดาวน์รัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนย้อนหลังให้ ขณะที่พนักงานที่มีหน้าที่ไม่จำเป็น จะถูกพักงาน

    ทั้งนี้ การเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก 

    ดังนั้น “โพสต์ทูเดย์” จึงได้หยิบยก บทวิเคราะห์ของ บล.เอเซีย พลัส ซึ่งได้ย้อนรอยผลกระทบ GOVERNMENT SHUTDOWN ของสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา ต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และตลาดการเงิน

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน

    โดยผลกระทบ GOVERNMENT SHUTDOWN ของสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น ดังนี้ 

    14 พ.ย.-19 พ.ย.1995 (Clinton vs. Republican Congress)

    • ระยะเวลา : 5 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ขัดแย้งงบประมาณเรื่องการลดการใช้จ่ายรัฐบาล
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : เศรษฐกจิสะดุดเล็กน้อย แต่จำกด
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนกังานรัฐบาลถูกพักงาน ประมาณ 800,000 คน
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : หุ้นผันผวนเล็กน้อย

    16 ธ.ค.1995-6 ม.ค.1996 (Clinton vs. Republican Congress)

    • ระยะเวลา : 21 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ต่อเนื่องจากรอบแรก, ขัดแย้งเรื่อง Medicare, การใช้จ่ายรัฐ
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : GDP ไตรมาสนั้นชะลอตัว
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงานถูกพักงานจำนวนมาก
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : ตลาดการเงินแกว่งตัวระยะสั้น

    1 ต.ค.-16 ต.ค.2013 (Obama vs. Republican House)

    • ระยะเวลา : 16 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ขัดแย้งเรื่องงบประมาณและ Obamacare
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกจิ ประมาณ 24 พันล้านดอลลาร์, GDP ลดลง ประมาณ 0.3%
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงานประมาณ 850,000 คน พักงาน, ค่าจ้างล่าช้า
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : หุ้น S&P 500 ผันผวน, พันธบตัรสหรัฐฯ ถูกจับตามากขึ้น

    22 ธ.ค.2018-25 ม.ค.2019 (Trump vs. Democrats)

    • ระยะเวลา : 35 วัน (ยาวนานสุด)
    • สาเหตุหลัก : ขัดแย้งเรื่องงบประมาณ “กำแพงชายแดนเมก็ซิโก” 
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : ความเสียหาย ประมาณ 11 พันล้านดอลลาร์ (สูญเสียถาวร ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์), GDP ไตรมาส 1 ชะลอ
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงาน ประมาณ 800,000 คน ไม่ได้รับค่าจ้าง กระทบครัวเรือน
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน :  ตลาดหุ้นผันผวนสูง แต่ได้แรงหนุนจาก Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2018 

    Shutdown ย่อย (1976-1990) หลายครั้ง

    • ระยะเวลา : ส่วนใหญ่ 1-3 วัน 
    • สาเหตุหลัก : ความขัดแย้งงบประมาณเล็กๆ ระหว่างสภาคองเกรสกับประธานาธิบดี
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน : พนักงานบางส่วนพักงานชั่วคราว
    • ผลกระทบต่อตลาดการเงิน : ตลาดการเงินไม่สะท้อนมาก

    จะเห็นได้ว่า ระยะเวลาการ SHUTDOWN ที่ยาวนาน จะส่งผลต่อการชะลอตัวของ GDP ชัดเจน โดยเฉพาะ 2013 และ 2018-2019 ขณะที่ตลาดแรงงาน พนักงานรัฐบาลหลายแสนคนถูกพักงาน และค่าจ้างล่าช้า ทำให้กระทบการบริโภค ส่วนตลาดการเงิน สร้างความผันผวนระยะสั้นต่อหุ้นและพันธบัตร แต่ส่วนใหญ่ฟื้นตัวเร็วหลังมีข้อตกลง

    ในแง่มุมของตลาดหุ้นช่วงที่เกิด GOVERNMENT SHUTDOWN ตั้งแต่ปี 1976-2019 ดัชนี S&P500 ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 0.3% ขณะที่ SHUTDOWN ครั้งก่อน (2018-2019) ปรับตัวสูงขึ้นราว 10.3% เนื่องจากได้แรงหนุนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) หยุดขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2018 อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวราว 2% นอกจากนี้สถิติดัชนี S&P500 หลังจากที่เกิด GOVERNMENT SHUTDOWN 12 เดือน มีแนวโน้มขยับขึ้นเฉลี่ย 12.3% 

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่กังวลต่อประเด็น GOVERNMENT SHUTDOWN มากนัก และเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่องสะท้อนได้จาก FUND FLOW จาก ETF วานนี้ (1 ต.ค.) ยังไหลเข้าตลาดหุ้นทุกทวีป 1.6 หมื่นล้านเหรียญ โดยเห็นน้ำหนักเอนเอียงมาที่ตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น 1.8 พันล้านเหรียญ (ยอดซื้อสุทธิ 1 เดือน 2.1 หมื่นล้านเหรียญ เป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของยอดซื้อสะสมทั้งปีนี้ที่ 6.1 หมื่นล้านเหรียญ YTD) คาดเป็น SENTIMENT บวกต่อตลาดหุ้นไทยด้วย ที่ย่อตัวลงมาพอสมควร

    ย้อนรอยรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ กระทบเศรษฐกิจ-แรงงาน-ตลาดการเงิน  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NbcwS4w5QDfd4duaBV8ws

  • จุดเปลี่ยนใหญ่! รัฐปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี เขย่าอุตสาหกรรมไทย สู่ทางรอดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    จุดเปลี่ยนใหญ่! รัฐปรับเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี เขย่าอุตสาหกรรมไทย สู่ทางรอดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศนโยบายผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการตั้งเป้าให้ไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2593 จากเดิมที่มีเป้าหมายจะบรรลุ Net zero ในปี 2608 ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของไทย นับตั้งแต่ได้มีการตั้งเป้าหมาย Net zero อย่างเป็นทางการกับประชาคมโลกในปี 2021

    โดยการปรับเป้า Net zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปีนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเขย่าอนาคตของอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากภาครัฐของไทยส่งสัญญาณชัดเจนว่า “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทยในโลกอนาคต”

    SCB EIC มองว่า การตั้งเป้า Net zero เร็วขึ้น 15 ปี ของภาครัฐ จะช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยปรับตัวได้เท่าทันกับจังหวะก้าวของโลก โดยหากไทยยังคงเป้าหมายเดิมไว้ในปี 2608 จะทำให้ไทยบรรลุ Net zero ช้ากว่า 111 ประเทศถึง 15 ปี และเสี่ยงหลุดจากวงจรการค้าโลกในอนาคต เนื่องจากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ที่มีเป้า Net zero 2050 มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะจากประเทศและบริษัทที่มีเป้าหมาย Net zero ไม่ช้าไปกว่าเป้าหมายที่ประเทศหรือบริษัทของตนเองกำหนดไว้

    โดยนโยบาย Net zero 2050 ของรัฐบาลใหม่ จะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชนไทยให้เท่าทันโลก เนื่องจากการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องไปอีกในช่วง 25 ปีข้างหน้า โดยภาคเอกชนเพียงลำพังจะไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจนนำไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ทั้งนี้ แม้เป้าหมายใหม่จะถือเป็นความก้าวหน้า แต่ในระดับโลก ไทยเพียงแค่ “กลับเข้าสู่มาตรฐานสากล” เช่นเดียวกับญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป และเวียดนาม ที่ได้ประกาศเป้าหมาย Net zero 2050 ไปก่อนแล้ว

    นโยบาย Net zero 2050 จะทำให้อุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มเติบโต จากความต้องการใช้สินค้าและบริการที่จะเพิ่มขึ้น ได้แก่

    1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด เช่น โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แผงโซลาร์

    2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อาทิ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

    3. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถไฟฟ้า เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ สถานีชาร์จ

    4. กลุ่มอุตสาหกรรมจัดการของเสีย อาทิ ธุรกิจรีไซเคิล ธุรกิจจัดการขยะและน้ำเสีย

    5. กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุฐานชีวภาพ เช่น พลาสติกชีวภาพ

    6. กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ เช่น ไฮโดรเจน เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) และ

    7. กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS)

    โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ จัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ที่รัฐบาลไทยกำลังให้การส่งเสริมอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของผู้ผลิตและผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี หรือผู้ซื้อรถไฟฟ้าจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 50,000-100,000 บาท เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากในประเทศให้เปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ก่อนประกาศนโยบาย Net zero 2050 ภาคอุตสาหกรรมไทยก็เผชิญแรงกดดันจากคู่ค้าในตลาดโลกให้บรรลุเป้าหมาย Net zero เร็วกว่าเป้าประเทศ 15 ปีอยู่แล้ว ซึ่งนโยบาย Net zero 2050 จะเพิ่มแรงกดดันจากฝั่งในประเทศ

    โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐจะเร่งทยอยออกมา เช่น การตั้งเป้าหมายรับซื้อพลังงานหมุนเวียน การเก็บภาษีคาร์บอน และการบังคับใช้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System : ETS) จะสร้างแรงกดดันให้อุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต้องเร่งปรับตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ, โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล, เคมีภัณฑ์, วัสดุก่อสร้าง (เหล็ก ซีเมนต์), อะลูมิเนียม, ขนส่ง และรถยนต์สันดาปภายใน (รถน้ำมัน) โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ จะยังสามารถเติบโตต่อได้ หากสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในไทยได้มีความพยายามในการปรับตัวบ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในไทย มีการตั้งเป้าบรรลุ Net zero 2050 หรือแม้แต่กลุ่ม บมจ.ปตท. (PTT) ก็ได้มีการประกาศเป้าหมาย Net zero 2050 เช่นเดียวกัน โดยได้มีแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว ดังนั้น โจทย์ต่อไปคือการเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กต้องปรับตัวเพื่อเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้นพร้อม ๆ กันด้วย

    ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากเป้า Net zero 2050 แรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดยผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ผ่านการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้

    1. ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ขั้นตอนนี้จะทำให้ผู้ประกอบการทราบว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมไหนในการดำเนินธุรกิจ

    2. ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติหรือมาตรฐานของอุตสาหกรรม โดยมาตรฐาน SBTi (Science Based Targets initatives) เป็นมาตรฐานการตั้งเป้าหมาย Net zero ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในระดับสากล

    3. ค้นหาเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยต้องประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้

    4. ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการสร้างกลไกในองค์กรที่จะช่วยให้การดำเนินการตามแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบรรลุผล เช่น การกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารให้ยึดโยงกับผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

    5. ติดตาม ประเมินและรายงานผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทราบถึงความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น ดังที่กล่าวไปตอนต้น หรือการใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green finance) หรือเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition finance) เพื่อสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การผลิตสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ หรือโรงแรมสีเขียว เป็นต้น

    ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอน โดยมาตรการภาครัฐจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ระยะเวลาและต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน สามารถสัมฤทธิผลได้ในที่สุด

    ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรก คือการออกมาตรการสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรแต่ขาดแรงจูงใจในการปรับตัว ตัวอย่างเช่น การเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การลดการรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นต้น

    ส่วนที่สอง คือการออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่ขาดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการปรับพฤติกรรม เช่น การให้องค์ความรู้ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการที่ขาดแคลนเงินลงทุน หรือการสนับสนุนเงินทุนแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำไปปรับปรุงบ้านพักให้สามารถประหยัดการใช้พลังงานมากขึ้น เป็นต้น

    SCB EIC มองว่า นโยบาย Net zero 2050 คือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะมาตรฐานคาร์บอนต่ำจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลกในอนาคต ประเทศและธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันจะถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่อุปทาน และสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการที่เริ่มลงมือวันนี้จะได้เปรียบทั้งในด้านการเข้าถึงตลาดใหม่ แหล่งเงินทุนสีเขียว และการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ในทางกลับกันผู้ที่รออาจต้องเผชิญต้นทุนการปรับตัวที่สูงขึ้น และความเสี่ยงในการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ดังนั้น การบรรลุ Net zero 2050 จึงไม่ใช่แค่เป้าหมายของภาครัฐ แต่เป็น “เกมใหม่” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเล่น โดยภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขณะที่ภาคธุรกิจต้องมองการลดคาร์บอนเป็นกลยุทธ์หลัก ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ เพราะในโลกอนาคต ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L3lEIWIu_7fyBVMikPIPB

  • เจาะประเด็น ‘ชัตดาวน์สหรัฐ’ ดอลลาร์อ่อนค่า การบริโภคหดตัว จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก

    เจาะประเด็น ‘ชัตดาวน์สหรัฐ’ ดอลลาร์อ่อนค่า การบริโภคหดตัว จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก

    หนึ่งในประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังจับตามองในเวลานี้ คือ สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Government Shutdown หรือการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นคือสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งแรก

    ผลกระทบที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดในรอบหนึ่งเดือน ซ้ำเติมด้วยรายงานการจ้างงานภาคเอกชนที่ออกมาน่าผิดหวัง พลิกกลับมาหดตัวเป็นครั้งแรก สร้างแรงกดดันให้ตลาดเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

    ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง

    ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 ครั้งนั้นการชัตดาวน์ของสหรัฐฯ กินเวลา 35 วัน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมีไม่มากนัก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ดูเหมือนจะเป็นสินทรัพย์เดียวที่ได้รับแรงกดดัน

    หากพิจารณาจากภาพปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ เปราะบางกว่ามาก ทำให้เราเห็นการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ พร้อมกับเงินทุนที่ไหลเข้าพันธบัตร และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ย

    ด้าน จอร์จ กอนคัลเวส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคสหรัฐฯ ของ MUFG กล่าวกับ Bloomberg Television ว่า “คุณเริ่มเห็นการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์แล้ว หากภาวะ Shutdown ยืดเยื้อ มันอาจสร้างความปั่นป่วนได้”

    ผลกระทบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Government Shutdown คือ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกันยายนของรัฐบาล ซึ่งเดิมมีกำหนดจะเผยแพร่ในวันนี้ (3 ตุลาคม) มีแนวโน้มสูงที่จะถูกเลื่อนออกไป

    ฌอน ออสบอร์น หัวหน้านักกลยุทธ์ค่าเงินของ Scotiabank กล่าวว่า “สำหรับตลาด การติดตามเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยากขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางการเลื่อนการเปิดเผยข้อมูลบางส่วน”

    การขาดข้อมูลสำคัญจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับทั้งนักลงทุนและเฟดเองในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ทั้งนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ของทรัมป์, ปัญหาการขาดดุลที่เพิ่มสูงขึ้น และแรงกดดันต่อความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ในปีนี้

    ‘คลื่นปลดคน’ ที่อาจฉุดเศรษฐกิจ

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า หากการชัตดาวน์กินเวลานาน เช่น 2-3 เดือน อาจทำให้การบริโภคซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีปัญหา

    พูนกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลรอบนี้คือ การส่งสัญญาณของทรัมป์ที่วางแผนปลดแรงงานครั้งใหญ่ หากเกิดขึ้นจริงจะเริ่มเห็นผลกระทบกับเศรษฐกิจมากขึ้น

    “สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างตลาดแรงงานที่จะเปลี่ยนไป หลังจากนั้นอาจเห็นการจ้างงานลดลง และนำไปสู่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ติดลบ ซึ่งจากสถิติแล้วเมื่อเห็นการติดลบ จะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเฉลี่ย 2% ในช่วง 3 เดือนถัดจากนั้น”

    ขณะที่สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัสเซลล์ โวท ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณทำเนียบขาว ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าหน่วยงานรัฐบาลกลางบางแห่งจะเริ่มกระบวนการเลิกจ้างพนักงานภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งต่อมา แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ก็ได้ออกมายืนยันว่าการเลิกจ้างจะเกิดขึ้น “ในเร็วๆ นี้” แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่าหน่วยงานหรือตำแหน่งใดจะตกเป็นเป้าหมาย

    การขู่เลิกจ้างพนักงานอย่างถาวร ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในการชัตดาวน์ครั้งก่อนๆ พนักงานส่วนใหญ่มักจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว แต่จะยังคงสถานะพนักงานไว้และกลับมาทำงานได้เมื่อรัฐบาลเปิดทำการอีกครั้ง

    ด้าน ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน กล่าวกับ Fox Business ว่า ภาวะชัตดาวน์เปิดโอกาสให้พรรครีพับลิกัน “ทำบางสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ในภาวะปกติ เพราะเราจะไม่มีทางได้รับเสียงสนับสนุนจากเดโมแครตสำหรับเรื่องเหล่านั้น” และเสริมว่า “ตอนนี้ทำเนียบขาวมีอำนาจตัดสินใจว่าบริการใดที่จำเป็น โครงการและนโยบายใดควรดำเนินต่อไป และสิ่งใดที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน”

    ชัตดาวน์สหรัฐฯ อาจฉุดตลาดหุ้นให้ปรับฐาน

    ณัฐชาต กล่าวเพิ่มเติมว่า การชัตดาวน์ที่เกิดขึ้นจะทำให้หน่วยงานรัฐบาล พิพิธภัณฑ์ และอุทยานแห่งชาติปิดทำการชั่วคราว ข้าราชการกลางราว 8 แสนคน มีโอกาสถูกพักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน ขณะที่การจ่ายเงินประกันสังคม และ Medicare จะยังดำเนินต่อไป แต่มีโอกาสล่าช้า

    ล่าสุด ทรัมป์เริ่มออกมาส่งสัญญาณว่า หากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข มีโอกาสสูงขึ้นที่พนักงานของหน่วยงานรัฐบาลกลางจะถูกเลิกจ้างอีกเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ADP ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ลดลง 32,000 ตำแหน่ง ทรุดตัวแรงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง มีโอกาสจะทำให้ภาพเศรษฐกิจจริง ของสหรัฐฯ ในช่วงถัดไปมีความเปราะบางมากขึ้น และจะส่งผลกระทบไปยังภาพ ของการบริโภคภายในประเทศที่จะเริ่มเผชิญกับภาวะราคาสินค้าที่ทยอยขยับขึ้น ในช่วงถัดไปเช่นกัน มองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่รออยู่ซึ่งอาจกระทบกับภาพเศรษฐกิจโลกและการลงทุนในช่วงถัดไปได้

    โดย ณ วันนี้ ตลาดหุ้นยังอยู่ได้บนความคาดหวังเดียว นั่นก็คือการลดดอกเบี้ย Fed ที่รออยู่ในช่วงถัดไป ซึ่งจะทำให้ในช่วงนี้ เราจะเห็นภาพการปรับตัวที่แข็งแกร่งกว่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นกลุ่มวัฏจักรในสหรัฐฯ แต่หากในท้ายที่สุดกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับความคาดหวังราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแล้ว เชื่อว่าการปรับฐานที่รุนแรงของหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ไม่น้อย

    รมช.คลังห่วง สถานการณ์ยืดเยื้อบานปลายจะกระทบไทย

    วรภัค ธัญญวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงกรณี Government Shutdown ของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อไทย โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งปิดทำการ (Shutdown) หลังสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณทันเส้นตาย 1 ตุลาคม ทำให้บริการของรัฐที่ไม่จำเป็น ต้องหยุดชะงัก มีเจ้าหน้าที่ราว 750,000 คน ถูกสั่งพักงาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจในประเทศทันที

    วรภัค อธิบายต่อว่า ภาวะนี้นำไปสู่ผลกระทบภายในสหรัฐฯ ได้แก่ มี หน่วยงานหลายแห่งปิด รวมถึงอุทยานแห่งชาติ ศุลกากร และหน่วยงานสถิติแรงงาน (BLS) ซึ่งจะทำให้การรายงานการจ้างงานเดือนกันยายน เลื่อนออกไป ซึ่งกระทบตลาดแรงงานและการตัดสินใจของ Fed ที่กำลังพิจารณาลดดอกเบี้ย

    นอกจากนี้ ที่สำคัญ รัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณว่า shutdown รอบนี้อาจไม่ใช่การ ‘พักงานชั่วคราว’ แต่เป็นการ ‘ปลดถาวร’ ข้าราชการบางส่วน ทำให้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอหนักขึ้น

    โดยผลกระทบเศรษฐกิจขึ้นกับระยะเวลา ซึ่งครั้งก่อนเมื่อปี 2018 – 2019 ทำ GDP หายไป 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 3 พันล้านดอลลาร์

    รมช.คลังกล่าวต่อว่า ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อบานปลาย อาจจะมี ผลกระทบต่อประเทศไทยได้ ดังนี้

    • ค่าเงินบาทและตลาดการเงิน นักลงทุนอาจจะผันเงินไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย ค่าเงินอาจจะผันผวน SET รับแรงกดดัน

    • การส่งออก คำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ เสี่ยงชะลอ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรม อีกทั้งศุลกากรสหรัฐฯ ที่ทำงานล่าช้าอาจทำให้สินค้าค้างท่าเรือ

    • การท่องเที่ยว ถ้าผู้บริโภคอเมริกันระมัดระวังการใช้จ่าย การเดินทางท่องเที่ยวอาจลดลงบ้าง

    • ความเชื่อมั่นการลงทุน ความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย แต่ก็เปิดโอกาส หาก Fed ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด เงินทุนบางส่วนอาจไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค

    วรภัคยังกล่าวถึงแนวทางที่ไทยควรเตรียมรับมือ ถ้าสถานการณ์ลุกลาม บานปลาย ได้แก่

    • ดูแลเสถียรภาพค่าเงิน: ธปท. ต้องพร้อมใช้เครื่องมือดูแล FX ไม่ให้กระทบภาคส่งออก/นำเข้า

    • บริหารความเสี่ยงด้านส่งออก: หาตลาดเสริม (เช่น จีน อาเซียน ตะวันออกกลาง) และประสานทูตพาณิชย์กับฝ่ายสหรัฐฯ ถ้ามีปัญหาติดขัดด้านศุลกากร

    • เตรียมมาตรการ ช่วยเหลือภาคธุรกิจ: อาทิเช่นมาตรการ soft landing เช่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs และ FX hedging สำหรับผู้ส่งออกที่ถูกกระทบจากตลาดสหรัฐ

    ภาพ: Chip Somodevilla / Staff / GettyImages

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-shutdown-weak-dollar/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rl0spryJS4dgw3VZm1LkZ