Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ โดมโรงเรียนพนมดงรักวิทยา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และพบปะประชาชน หัวหน้าส่วน นายอำเภอ นายกองค์การ บริหารส่วนตำบล และกำนันในพื้นที่ โดยมีพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้เข้าทักทายถามไถ่เหล่าทหารผ่านศึกและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นกันเองและอบอุ่น พร้อมกล่าวว่า วันนี้ได้นำรัฐมนตรีหลายคนมา ด้วยความตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมพี่น้องประชาชนจังหวัดสุรินทร์ ด้วยความเป็นห่วงและนำกำลังใจอย่างเปี่ยมล้นมาให้กับประชาชน รวมไปถึงทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทุกคน โดยย้ำว่ารัฐมนตรีจะมาช่วยเหลือประชาชนและทำให้เรื่องต่าง ๆ ดีขึ้น ทั้งความมั่นคง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสนี้ย้ำความพร้อมที่จะมาทำงานแก้ไขปัญหา โดยยืนยันว่า เงินเยียวยาจะถึงมือประชาชนทุกคน “บ่ต้องห่วงนะ เงินเยียวยาอาทิตย์หน้าเข้ากระเป๋าประชาชนทุกคน” ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว รวมถึงการสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย ขอไม่ต้องกังวล

    “ที่มาวันนี้ด้วยความตั้งใจ และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน วันนี้จะต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะคนสุรินทร์ แต่รวมถึงประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทุกจังหวัดด้วย พร้อมทำตามความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่ขณะเดียวกันเราก็จะใช้การทูตเจรจาให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดและไม่เสียเปรียบ ด้วยการดำเนินการผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ เพื่อให้สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติให้ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรีย้ำ

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า จะกลับไปดูเรื่องการเยียวยา เรื่องความปลอดภัย รวมถึงเรื่องหนี้สิน ราคาสินค้าเกษตร และสวัสดิการฟอกไตฟรี จะรีบดูแลให้โดยเร็ว ฝากความห่วงใย ขออวยพรให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากภัยอันตราย

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบชุดเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้แก่ 3 ตัวแทนจากอำเภอพนมดงรัก อำเภอบัวเชด และอำเภอสังขะ และได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชน ร่วมกับคณะรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uldtObGAJDfQkiC293mc4

  • ป้องกันเต็มที่! อยุธยาสร้างแนวคันกั้นน้ำ 900 ม. ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ โบราณสถาน | เดลินิวส์

    ป้องกันเต็มที่! อยุธยาสร้างแนวคันกั้นน้ำ 900 ม. ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ โบราณสถาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการระบายน้ำอีก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแม่น้ำน้อยและคลองสาขาต่างๆ ที่รับน้ำจากแม่น้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

    สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานสถานการณ์พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำท่วมแล้ว 11 อำเภอ 139 ตำบล 795 หมู่บ้านประชาชนได้รับความเดือดร้อน 41,551 ครัวเรือน วัด ถูกน้ำท่วม 38 วัด มัสยิด 2 แห่ง โรงเรียน 33 แห่ง สถานที่ราชการ 8 แห่ง และถนนในหมู่บ้านอีก 34 สาย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

    ที่ถนนอู่ทองบริเวณพระเจดีย์สุริโยทัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของพื้นที่เกาะเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ ที่ตั้งสถานที่ราชการ โรงพยาบาลศูนย์พระนครศรีอยุธยา พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ เจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา นักศึกษาวิชาทหารเร่งติดตั้งแบริเออร์สร้างแนวป้องกันน้ำล้นตลิ่ง พร้อมวางแนวกระสอบทรายเพื่อความแข็งแรงคลุมทับด้วยผ้าใบอีกชั้น ระยะทางกว่า 900 เมตร สูงจากแนวตลิ่ง 2 เมตร

    ดาบตำรวจสุรินทร์ ผดุงเพียร รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุดของเกาะเมือง หากน้ำล้นตลิ่ง แนวคันสามารถเสริมความแข็งแรงได้อีกด้วยการเพิ่มกระสอบทราย โดยมีการสั่งการจากว่าที่ร้อยตรี ดร.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ให้รองนายกแต่ละคนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมประสานจังหวัดใกล้เคียงติดตามปริมาณน้ำ เพื่อเตรียมรับมืออย่างทันท่วงที

    ที่ชุมชนเกาะลอย หมู่ 12 ต.บ้านเลน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีบ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือน ถูกน้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร ติดต่อกันนานกว่า 1 เดือน ถนนในชุมชนถูกน้ำท่วม ต้องใช้เรือสัญจรเข้าออกและต้องพายเรือฝ่ากระแสน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ออกมาจากเกาะ

    นางนงเยาว์ อายุ 70 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ปีนี้น้ำท่วมสูงกว่าปีที่ผ่านมา และมากกว่าปี 2554 ทำให้การใช้ชีวิตลำบาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องสวมเสื้อชูชีพพายเรือไปโรงเรียน บางคนไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือก็ต้องเสี่ยงอันตราย ชาวบ้านยอมรับว่าแม้จะคุ้นชินกับการใช้เรือเพราะเป็นเกาะ แต่ทุกครั้งที่น้ำท่วมก็ได้รับผลกระทบ จึงอยากให้หน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ และหาทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5169326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gzepFgk9C0U3cAw3AbQxQ

  • “

    “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนของประชาชน


    3/10/2568 | 80 |

    วันนี้ (3 ต.ค. 68) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม

    นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืน) บ่อยครั้ง และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น

    ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต

    สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor) ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ

    เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน

    นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นผู้ป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด

    ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคี ไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

    กองสารนิเทศ สป.มท.

    ครั้งที่ 726/2568

    วันที่ 3 ต.ค. 2568


    image รูปภาพ

    image


    image วิดีโอ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVEuihMrho-cj2JWVMYRa

  • ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 อัปเดตเงื่อนไขล่าสุด เช็กชัดๆ ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เผยถึง “โครงการคนละครึ่งพลัส” ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไป และอุดหนุนงบในบัตรสวัสดิการ คาดว่าโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินรวมกันกว่า 44,000 ล้านบาท โดยงบประมาณจะมาจาก 2 ส่วน คือ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางปี 2569 จำนวน 19,000 ล้านบาท

    “คนละครึ่ง” สู่ “คนละครึ่งพลัส”

    คนละครึ่งหลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท บิ๊กพอและเร็วด้วย เพราะเราใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มีอยู่แล้วจึงไม่ได้เพิ่มภาระทางการคลัง

    ส่วนเรื่องของ Win คือ สิทธิประชาชน 20 ล้านคน จะได้ประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ เพราะครึ่งหนึ่งรัฐบาลสมทบให้ ขณะที่ร้านค้าจะเกิดการหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าให้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ได้ให้ร้านใหญ่ๆ ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกกับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็เข้าร่วมได้ด้วย สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    “คนละครึ่งพลัส” อัปเดตคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ

    นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า คนละครึ่งหลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    สรุปเงื่อนไข “คนละครึ่ง 2568” ดังนี้

    • อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (จากเดิมอายุ 18 ปี)
    • มีสัญชาติไทย
    • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ไทม์ไลน์ล่าสุด “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน

    15 ตุลาคม 2568 : เปิดลงทะเบียนร้านค้า

    • โดยเอาระบบเดิมมาใช้ ส่วนร้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบก็เปิดให้เข้าด้วย ประกอบด้วย

    1. ร้านอาหาร-เครื่องดื่มทั่วไป

    2. ผู้ประกอบการบริการ นวดสปา ทำผม ทำเล็บ

    3. บริการขนส่งสาธารณะ อาทิ แท็กซี่ รถรับจ้าง ที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ

    20-26 ตุลาคม 2568 : เปิดลงทะเบียนสำหรับประชาชนทั่วไป

    • ประชาชน 20 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง”
    • เป็นระบบมีอยู่แล้ว โดยต้องทำเร็ว ทำทันที ใครเคยลงทะเบียนแล้วก็มายืนยันสิทธิเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ใครยังไม่มีก็มาลงทะเบียน

    29 ตุลาคม 2568 : เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส”

    • เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
    • หากใช้ไม่ถึง 200 บาท สามารถสะสมได้

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากการประชุม ครม. หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fm55yZsixRMTAzaCuUAxp

  • ขุนคลังอินเดียมั่นใจรับมือวิกฤตโลก หวังศก.โต 8% ผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้ว : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังอินเดียมั่นใจรับมือวิกฤตโลก หวังศก.โต 8% ผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้ว : อินโฟเควสท์

    นีรมาลา สิธารามาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินเดีย แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจอินเดียมีความยืดหยุ่นเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจอินเดียสามารถรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้

    รมว.คลังอินเดียกล่าวในการประชุม Kautilya Economic Conclave ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงนิวเดลีในวันนี้ว่า แม้กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทั่วโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เศรษฐกิจอินเดียมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ พร้อมกับกล่าวว่า การเติบโตของอินเดียส่วนใหญ่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในต่างประเทศได้

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังอินเดียกล่าวว่า อินเดียต้องการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตโดยเฉลี่ยที่ 8% เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2590 โดยการแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากธนาคารกลางอินเดียได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมี.ค. สู่ระดับ 6.8% จากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 6.5% ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐบาลประมาณการไว้ที่ 6.3% – 6.8% สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

    รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียในอัตรา 50% ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย นอกจากนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงอีกเมื่อปธน.ทรัมป์ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภท H-1B ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคบริการ อันเป็นภาคส่วนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดียถึง 60%

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเพื่อเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลอินเดียได้ปรับลดภาษีสินค้าและบริการ (GST) สำหรับสินค้าในชีวิตประจำวันและสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.5% ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. โดยระบุถึงความไม่แน่นอนทั่วโลก และความจำเป็นในการประเมินว่าการปรับลดภาษี GST จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างไร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B7IDT__ebGEHCe3gw2B3X

  • คนที่เคยได้คนละครึ่ง เฟส 5 อาจมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เพราะอะไร ?

    คนที่เคยได้คนละครึ่ง เฟส 5 อาจมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เพราะอะไร ?

              คนได้คนละครึ่ง เฟส 5 จะมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เนื่องจากอะไร งานนี้ต้องรีบลงทะเบียนคนละครึ่ง เอ้อระเหยไม่ได้

    คนละครึ่ง 2568

              โครงการคนละครึ่ง 2568 กำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เบื้องต้น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่จะได้รับเงิน ดังนี้

              1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

              2. กลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี 9 ล้านคน ได้เงินคนละ 2,000 บาท

              3. กลุ่มคนทั่วไปที่อยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคน ได้เงินคนละ 2,400 บาท

              ทั้งนี้ การลงทะเบียนคนละครึ่ง หากเคยเป็นคนเคยเข้าคนละครึ่ง เฟส 5 จำนวน 27 ล้านคน จะมีโอกาสยืนยันตัวตนได้เร็วกว่า เนื่องจากระบบรัฐบาลมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว

    คนละครึ่ง 2568

    7 ล้านคนที่หายไป

              วันที่ 3 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม มีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คนละครึ่ง เฟส 5 มีคนเข้าร่วมโครงการถึง 27 ล้านคน (คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไม่ได้) แต่คนละครึ่งพลัส ที่กำลังจะเกิดขึ้น บุคคลทั่วไป รวมกันแล้วมีประมาณ 20 ล้านคน เท่ากับว่า อาจจะมีคน 7 ล้านคนที่เคยได้คนละครึ่งเฟส 5 ไม่สามารถลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสได้ เป็นส่วนต่างที่น่าสงสัยว่า หายไปไหน

              อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อนได้จากสัดส่วนจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากคนละครึ่งเฟส 5 เป็นสถิติที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295457.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OShoCGj7nJQmbc1mPoA8d

  • CIMBT จับมือบลจ.พรินซิเพิล ส่งกองทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ขายถึง 10 ต.ค.รับยีลต์สม่ำเสมอ : อินโฟเควสท์

    CIMBT จับมือบลจ.พรินซิเพิล ส่งกองทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ขายถึง 10 ต.ค.รับยีลต์สม่ำเสมอ : อินโฟเควสท์

    ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย [CIMBT] ผนึกกำลัง บลจ.พรินซิเพิล เปิดตัวกองทุนเปิด พรินซิเพิล มาเลเซียน ฟิกซ์ อินคัม อันเฮดจ์ Principal Malaysian Fixed Income Fund Unhedged (PRINCIPAL MYRFIUH) ที่จะมาช่วยเสริมพอร์ตลงทุนให้แข็งแกร่ง โดยเสนอขายครั้งแรก (IPO) 29 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568 ผ่านธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา และแอป CIMB THAI

    นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Segment ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวในงานเปิดตัวกองทุนว่า PRINCIPAL MYRFIUH เป็นกองทุนแรกในประเทศไทยที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเทศมาเลเซีย ธนาคารได้คัดสรรกองทุนนี้เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังตลาดตราสารหนี้ที่มีเสถียรภาพ และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ภายใต้สภาพแวดล้อมด้านอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้มาเลเซียที่เอื้อต่อการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว

    ธนาคารเล็งเห็นว่า มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Moody’s ให้อันดับเครดิตของพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียที่ระดับ A3 และ S&P ที่ระดับ A- ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว กองทุน PRINCIPAL MYRFIUH เน้นลงทุนเน้นตราสารหนี้มาเลเซียคุณภาพดี กองทุนไม่เคยเกิดการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่จัดตั้งมาเกือบ 30 ปี บริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์สูง ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยไทยมีแนวโน้มปรับลดลง การลงทุนในตราสารหนี้มาเลเซียคุณภาพดีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุน พร้อมสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมออย่างต่อเนื่องให้ลูกค้า

    นายอมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียปีนี้จะเติบโต 4.2-4.3% และมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะโตเหนือ 4% ต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจมีศักยภาพสูงจากโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว อีกทั้งปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน รายได้และค่าจ้างมีอัตราเติบโต ภาคอุตสาหกรรมมีการลงทุนและก่อสร้าง สำคัญคือผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น กล้าใช้จ่าย การเมืองมีเสถียรภาพ มีการลงทุนจากต่างชาติต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้า แต่ด้วยสินค้าส่งออกมีคุณภาพสูง ทำให้มาเลเซียมีศักยภาพในการแข่งขัน ด้านการลงทุนในตราสารหนี้ รัฐบาลมาเลเซียมีวินัยทางการเงินและการคลัง มุ่งลดการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ทำให้อันดับความน่าเชื่อถือเครดิตเรตติ้งของพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียอยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเติบโตได้

    นายศุภกร ตุลยธัญ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. พรินซิเพิล กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้ของมาเลเซียอาจไม่คุ้นเคยในหมู่นักลงทุนไทย แต่กลับมีศักยภาพที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ผลตอบแทน ความมีเสถียรภาพด้านเครดิต อัตราเงินเฟ้อระดับต่ำ และนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ บลจ.พรินซิเพิล จึงเปิดตัวกองทุนเปิด PRINCIPAL MYRFIUH กองทุนแรกในประเทศไทยที่เน้นลงทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ลงทุนในกองทุนหลัก Principal Lifetime Bond Fund ภายใต้การบริหารจัดการโดย Principal Asset Management Berhad เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Principal Financial Group สถาบันการเงินระดับโลกที่ได้รับการจัดอันดับใน FORTUNE 500® โดยกองทุนมีประวัติยาวนานเกือบ 30 ปี ตราสารที่ลงทุนไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ และสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอด้วยกระบวนการลงทุนที่เข้มข้นและทีมงานมืออาชีพ จากที่กล่าวมาข้างต้น บลจ.พรินซิเพิลหวังว่า กองทุนนี้จะเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีให้แก่นักลงทุนไทย และเป็นหนึ่งในพอร์ตการลงทุนของทุกท่าน

    นายศุภจักร เอิบประสาทสุข รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ. พรินซิเพิล เปิดเผยว่า กองทุนเปิด PRINCIPAL MYRFIUH ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันกองทุนลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวคือ Principal Lifetime Bond Fund (กองทุนหลัก) Share Class MYR โดยเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชนมาเลเซียคุณภาพสูงระดับ Investment Grade (เครดิตเฉลี่ย AAA-AA1) ให้อัตราผลตอบแทน (Yield to Maturity) ราว 3.8% และ อายุตราสารเฉลี่ยของพอร์ต (Duration) ประมาณ 4.4 ปี พร้อมการันตีคุณภาพด้วย Morningstar 4 ดาว ผลตอบแทนกองทุนโดดเด่น YTD (Jan-Aug 25) 4.3% และเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 5.4% ต่อปี ที่สำคัญ กองทุนนี้มีนโยบายเปิดรับความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยง และยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มจากแนวโน้มค่าเงินบาทเทียบมาเลเซียริงกิตที่คาดว่าอ่อนค่าในระยะข้างหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534383&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BGp_9xTwvpEDw4kMZHk63

  • นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวเข้ากัมพูชา 8 เดือนแรกลดลง 5.6% นทท.จีนสวนทาง พุ่ง 45.7% : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาเปิดเผยในวันนี้ (3 ต.ค.) ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ากัมพูชาในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.05 ล้านคน ลดลง 5.6% จาก 4.29 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    รายงานระบุว่า ไทยครองอันดับหนึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค. ด้วยจำนวน 962,462 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวร่วงลง 28.2%

    เวียดนามตามมาอันดับสองที่จำนวน 808,471 คน ลดลง 6.9% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่ที่ 784,965 คน เพิ่มขึ้น 45.7%

    ทอง เมงเดวิด อาจารย์จากสถาบันการศึกษานานาชาติและนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัย Royal University of Phnom Penh กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงสะท้อนสองสาเหตุ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจภูมิภาค และการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้น

    อย่างไรก็ดี เขากล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า สนามบินนานาชาติเตโชที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ จะเป็นประตูหลักสู่กัมพูชา โดยจะรองรับเที่ยวบินมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ดีขึ้น การรองรับเที่ยวบินตรงทั้งระยะไกลและเที่ยวบินภูมิภาคได้มากขึ้นจะทำให้การเดินทางมายังกัมพูชามีความสะดวกและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 4 เสาหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจของกัมพูชา นอกเหนือไปจากการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าสำหรับการเดินทาง เกษตรกรรม การก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534482&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06RTVLW9m1Qwka5HbmLKMo

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 3 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.07 น.

    กลยุทธ์ : ลุ้นปรับฐานระยะสั้น
    แนวรับ : $3,800  หรือ  58,650 บาท
    แนวต้าน : $3,900  หรือ  59,650 บาท

    ข่าว :  

    .

    วิกฤตงบประมาณสหรัฐฯ (Shutdown) : ทำเนียบขาวกดดันสภาให้ผ่านงบฯ โดย ปธน.ทรัมป์ขู่ปลดพนง.รัฐจำนวนมาก ความตึงเครียดการเมืองเพิ่ม “ความไม่แน่นอน” หนุนแรงซื้อทองในฐานะ Safe Haven

    สหรัฐฯ-จีน : ฝั่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณหวัง “คืบหน้าใหญ่” ในการเจรจาการค้า แต่ประเด็นจีนระงับนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ยังเป็นจุดเปราะบาง สะท้อนว่าสงครามการค้ายังยืดเยื้อ

    EU ขึ้นกำแพงเหล็ก : สหภาพยุโรปเตรียมปรับภาษีนำเข้าเหล็กจาก 25% เป็น 50% พร้อมลดโควตา เพื่อตอบโต้สินค้าราคาถูก (โดยเฉพาะจากจีน) เสี่ยงยกระดับ “สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง” ทั่วโลก

    ตลาดหุ้นร้อนแรง : หุ้นสหรัฐฯ ทำ All-Time High นำโดยเทคโนโลยี สภาพ Risk-on แย่งสภาพคล่องจากทอง ทำให้ Upside ของทองถูกจำกัดเป็นระยะ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ภาพใหญ่ (Trend) : ยังเป็นขาขึ้นแข็งแกร่ง หนุนโดยความไม่แน่นอนด้านนโยบาย/การค้าและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    ภาพสั้น (Momentum) : เกิดสัญญาณ Bearish Divergence มีโอกาสย่อเพื่อพักฐาน

    ตัวแปรถ่วง-หนุน

    ถ่วง : หุ้นทำนิวไฮ/กระแสเสี่ยงสูง, ข่าวดีด้านดีลการค้า

    หนุน : ข่าวลบงบประมาณสหรัฐฯ/ชัตดาวน์, การยกระดับมาตรการกีดกันการค้า

    กลยุทธ์ :

    .

    สำหรับคนยังไม่มีสถานะ : รอจังหวะ “ย่อใกล้แนวรับ” แถว $3,800 ค่อยทยอยสะสม (แบ่งไม้ 2-3 ไม้ เพื่อลดความเสี่ยง Slippage)
    สำหรับคนที่มีของอยู่แล้ว : หากราคาดีดใกล้ $3,900 ให้ แบ่งขายทำกำไรบางส่วน เพื่อล็อกกำไร และเว้นเงินไว้รับตอนย่อ

    จุดคุมความเสี่ยง : วาง Stop/hedge หากหลุด $3,780 ลงไป (ยอมรับรีเทสลึก) เพื่อรักษาทุน

    จังหวะเสริมน้ำหนัก : หากทะลุและยืนเหนือ $3,900 ได้ด้วยวอลุ่ม-เปลี่ยนโหมดเป็น Follow Breakout โดยย้ายจุดคุมความเสี่ยงตาม Low ระยะสั้น

    เช็กปฏิทินข่าว : ติดตามพัฒนาการงบประมาณสหรัฐฯ/ผลประชุม-ถ้อยแถลงสำคัญ และท่าทีการค้า US-China/EU เพราะมีผลต่อทิศทางในทันที

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-3-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qUE6TIDpqxy4T9QulmJvC

  • ดีพร้อม ชูอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 กระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    ดีพร้อม ชูอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 กระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    ดีพร้อม ชูอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 กระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท เชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ดันท่องเที่ยวเมืองรอง พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรภาคเอกชน เปิดพื้นที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ ดัน ‘ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง’

    3 ต.ค. 2568 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าจับมือพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย เปิดงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 “ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง” ระหว่างวันที่ 2 – 6 ต.ค. 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ ภายในงานพบกับมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ และสินค้าอื่น ๆ จากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ พร้อม Mind Motorshow รถที่ใช่ดีลที่ชอบ โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 200 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน และสามารถเพิ่มยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ภายในงานกว่า 100 คัน

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรร(กสอ.) หรือดีพร้อม กล่าวว่างานอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 : ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง เป็นการรวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพและยกระดับจาก ดีพร้อม ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ 1 ปฏิรูป โดยเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

    พร้อมทั้งเป็นสร้างโอกาสทางการค้า ทั้งในรูปแบบของยอดขายภายในงาน ข้อตกลงทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะคนและชุมชน ให้พร้อมสู่อนาคต และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้กับ SME ไทย โดยเป้าหมายส้รางมูลค่าเศรษฐกิจได้ 200 ล้านบาทนั้น จะเป็นการเชื่อมโยงจากการจัดงานดังกล่าวไปยังการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดลำปางและกลุ่มภาคเหนือ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยว ภาคบริการ ร้านค้า โรงแรมอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ในการจัดงาน อุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ เพื่อเปิดโอกาสในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม

    “เชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับให้ไทย เป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นางสาวณัฏฐิญา กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/872563/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mnkagtIYRxlEXpVQLfp__