Category: เศรษฐกิจ

  • วุฒิสภาสหรัฐประชุมคืนนี้ โหวตรอบที่ 3 งบประมาณ คาดยังไม่ผ่าน ชัตดาวน์ต่อ

    วุฒิสภาสหรัฐประชุมคืนนี้ โหวตรอบที่ 3 งบประมาณ คาดยังไม่ผ่าน ชัตดาวน์ต่อ

    03 ตุลาคม 2568, 20:39น.

             วุฒิสภาสหรัฐเตรียมลงมติต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวครั้งใหม่ในวันนี้ หลังจากที่พักการประชุมวานนี้ เนื่องในวัน Yom Kippur หรือ “วันแห่งการชดใช้บาป” (Day of Atonement) ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของศาสนายิว

              การลงมติในวันนี้ หลายฝ่ายยังคงคาดว่าวุฒิสภาสหรัฐจะไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน หลังจากที่แต่ละฝ่ายต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการชัตดาวน์

              การชัตดาวน์ส่งผลให้กระทรวงแรงงานสหรัฐไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในวันที่ 2 ต.ค., ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันที่ 3 ต.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันที่ 15 ต.ค. ซึ่งล้วนเป็นตัวเลขสำคัญต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อนจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 28-29 ต.ค.

              ขณะนี้ ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการชัตดาวน์ในรอบนี้จะกินเวลานานเพียงใด หลังจากที่ปธน.ทรัมป์เคยสร้างสถิติชัตดาวน์นานถึง 35 วันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งเป็นระยะเวลาชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก ซึ่งจบลงด้วยการที่สภาคองเกรสยอมผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว โดยแลกกับการที่งบประมาณฉบับดังกล่าวไม่มีการตั้งวงเงินสำหรับการสร้างกำแพงตามที่ปธน.ทรัมป์เรียกร้อง

              การลงมติ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในวันที่ 30 ก.ย.และ 1 ต.ค. ที่ประชุมวุฒิสภาให้การอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียงเพียง 55 เสียง ขณะที่คัดค้าน 45 เสียง โดยพรรครีพับลิกันยังคงไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนมากถึง 60 เสียงตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ร่างงบประมาณดังกล่าวตกไป และทำให้สหรัฐยังคงอยู่ในภาวะชัตดาวน์

    #ลงมติร่างงบประมาณ

    #สหรัฐ 

    แฟ้มภาพ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MRYg43_MAS8yIpgxdbyiw

  • กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย

    กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

    กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญสรุป ดังนี้

    บรรเทาค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการธงเขียวและธงฟ้าราคาประหยัด ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรกว่า 3.45 ล้านบาท และลดค่าครองชีพประชาชนกว่า 111 ล้านบาท

    แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การจัดงานผลไม้ Thailand Fruit Festival 2025 เชื่อมโยงการตลาดกว่า 58,000 ตัน และลงนาม MOU การส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่น รวมทั้งเจรจาซื้อขายมันสำปะหลังกว่า 1.48 ล้านตัน มูลค่า 10,876 ล้านบาท

    ผลักดันสินค้าไทยสู่สากล ทั้งการยกระดับสินค้า GI สู่ร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่ง การสร้างมูลค่าทางการค้ากาแฟไทยกว่า 15 ล้านบาท การจัดงานอัตลักษณ์แห่งสยามมูลค่า 23 ล้านบาท และยกระดับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่แบรนด์ระดับโลก

    ขยายตลาดการค้าใหม่ สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 3,600 ล้านบาท โดยรุกตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา

    เสริมความแข็งแกร่ง SMEs ผ่านงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2025) ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจทันที 150 ล้านบาท การสนับสนุนแฟรนไชส์มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และการจัดงานแสดงสินค้าในภูมิภาคสร้างมูลค่ารวมกว่า 900 ล้านบาท พร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร่วมกับ EXIM Bank

    ส่งเสริมการค้าออนไลน์ โดยร่วมมือกับ Amazon เปิดร้าน TOPTHAI มีแบรนด์ไทยกว่า 20 แบรนด์ เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก

    พัฒนาระบบบริการประชาชน เปิดช่องทาง “MOC Fondue” ผ่าน Line app ให้ประชาชนแจ้งปัญหาและติดตามผลการแก้ไขแบบ Real-time

    กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชน สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/918525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l5gu54a9E21UP5YK4E3U5

  • ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจ จากอดีตถึงปัจจุบัน   อนุทิน ฟื้นกลไก ตอบโจทย์ ‘Quick Big Win’

    ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจ จากอดีตถึงปัจจุบัน  อนุทิน ฟื้นกลไก ตอบโจทย์ ‘Quick Big Win’

    รัฐบาลอนุทินนำกลไก “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ การฟื้น ครม.เศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบาย “Quick Big Win”ทำงานที่จำกัด

    • รัฐบาลอนุทินนำกลไก “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
    • การฟื้น ครม.เศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบาย “Quick Big Win” ให้เกิดผลอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลาการทำงานที่จำกัด
    • ครม.เศรษฐกิจเป็นกลไกที่เคยถูกใช้ในรัฐบาลหลายยุคสมัย เพื่อรวมศูนย์การตัดสินใจและประสานงานนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วนหรือภาวะวิกฤต
    • นายกรัฐมนตรีอนุทินกำหนดให้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เป็นประจำทุกบ่ายวันจันทร์ เพื่อกลั่นกรองเรื่องสำคัญก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่

    เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมาสำหรับการทำงานของ ’รัฐบาลอนุทิน’ ที่ประกาศจะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศในช่วงเวลา 4 เดือน ก่อนจะยุบสภาคืออำนาจให้ประชาชนในเดือน ม.ค.2569  

    หนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลประกาศว่ามุ่งมั่นจะแก้ไขคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ประกาศนโยบาย “Quick Big Win”การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและสร้างผลกระทบระยะยาว

    ด้วยระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลที่จำกัด กลไกในการที่จะแปลงแนวคิดและนโยบายไปสู่การปฏิบัติจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งนอกจากการทำงานของทีมเศรษฐกิจที่มาจากโควต้า “คนนอก” ยังต้องมีการทำงานร่วมกันของกระทรวงอื่นๆที่ขับเคลื่อนโดย “นักการเมือง” เข้ามาทำงานควบคู่กันเพื่อให้เป้าหมายการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงมีแนวคิดให้มีการนำเอากลไกการจัดประชุม “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาอีกครั้ง โดยระบุว่าจะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกวันจันทร์ ที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนที่ในวันอังคารจะมีการประชุม ครม.เต็มคณะเพื่อพิจารณาเห็นชอบเรื่องต่างๆตามวาระต่อไป

    หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย “ครม.เศรษฐกิจ” เกิดขึ้นมาแล้วในรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย เป็นกลไกสำคัญในการบริหาร และกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งในภาวะปกติเพื่อผลักดันวาระสำคัญ และในภาวะวิกฤติเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน

    ในรายงานสรุปสาระสำคัญของโครงการวิจัย การบริหารเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เขียนโดย ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต ที่ ได้ระบุว่าคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2526 โดยนโยบายเศรษฐกิจแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2523 คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ หรือ รศก. เกิดจากความจำเป็นทางการบริหารนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมือง

    ทั้งนี้เพื่อให้มิติการเมืองเข้ามามี บทบาทสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจมากขึ้น ให้ทำหน้าที่ตั้งรับและประสานความขัดแย้ง อันเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นแกนกลางที่จะประสานนโยบายเศรษฐกิจ ด้านต่างๆ ให้สอดคล้องสัมพันธ์กับแผนพัฒนาของประเทศ

    คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ปฏิบัติงานในกรอบการประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ โดย มีฝ่ายเลขานุการทำหน้าที่เลือกสรร จัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา โดยในการพิจารณา นั้น นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประสาน ประนีประนอม ลดความขัดแย้ง และเลี่ยงการตกลงต่อรองทางการ เมือง เมื่อมีมติก็แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ จึงเท่ากับคณะกรรมการชุดนี้ตัดสินนโยบายทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้บทบาทสำคัญขึ้นกับภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการสนับสนุนบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำกับและบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยจากกลุ่มเทคโนแครท และกลุ่มนักวิชาการในการเตรียมพร้อมและป้อนข้อมูล รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการของคระกรรมการก็จะมีบทบาทสำคัญในการทำวาระการประชุม 

    ขณะเดียวกันยังมีบางแหล่งข้อมูลที่ระบุว่า ครม.เศรษฐกิจมีรูปแบบมาจากในประเทศอังกฤษอันเป็นผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงทศวรรษ 1970 กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับ “คณะรัฐมนตรีวงใน” (inner cabinet) ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันในสหราชอาณาจักร

    ที่ใช้เรียก “กลุ่มรัฐมนตรีชั้นใน” ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีจำนวนไม่มาก และจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมหารือในประเด็นสำคัญเป็นพิเศษ ถือเป็นกลไกภายในของ Cabinet system ที่อังกฤษพัฒนาขึ้นมา โดย Cabinet คือคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่ Inner Cabinet คือวงเล็กที่ใกล้ชิดนายกฯ และมีอิทธิพลจริงในการตัดสินใจ เพื่อช่วยในการบริหาร และติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของชาติ

    ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจในประทเศไทย 

    สำหรับในประเทศไทย โครงสร้างและบทบาทของ ครม.เศรษฐกิจได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีในแต่ละสมัย ดังนี้ 

    1.ในสมัยยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีการจัดตั้ง ครม.เศรษฐกิจขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเอง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการจัดการและประสานงานนโยบายเศรษฐกิจของชาติ เพื่อแก้ปัญหาสำคัญเช่น วิกฤตการณ์นํ้ามันครั้งที่ 2 ทำให้ทั่วโลกเกิดเงินเฟ้อหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจตกตํ่า รวมทั้งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง ขาดดุลการค้า ดุลการชำระเงิน และดุลงบประมาณ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ประเทศล้มละลาย จากนั้นเริ่มมีนโยบายพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ Eastern Sea Board (ESB) เข้าสู่ยุค “โชติช่วง ชัชวาล”

    ทีมเศรษฐกิจบ้านพิษณุโลก

    ขณะที่ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีการระดมที่ปรึกษาเศรษฐกิจเข้ามาในนาม “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก จนเกิดเป็นนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” จุดแข็งของรัฐบาล “น้าชาติ ซึ่งทีม “มันสมองบ้านพิษณุโลก” ในขณะนั้นทำงานร่วมกันกับรัฐบาลเหมือน ครม.เศรษฐกิจสามารถวางกรอบยุทธศาสตร์ที่ทำให้การบริหารในยุคนั้นถูกจดจำในฐานะหนึ่งในรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้สำเร็จ

    ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คือหนึ่งในโมเดลพิเศษของการบริหารเศรษฐกิจ เมื่อ “ครม.เศรษฐกิจ” ไม่ได้มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ แต่เป็นการมอบหมายให้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธาน ผ่านกลไก คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม (คศร.) ที่ดึงหน่วยงานเทคนิคและกฎหมายเข้าร่วมครบชุด ไม่ว่าจะเป็น สำนักงบประมาณ เลขาธิการกฤษฎีกา ผู้ว่าการธนาคารแห่งประทเศไทย (สศค.) ไปจนถึงคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มาทำงานร่วมกัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักวิชาการ ตัวท็อปทั้ง ประธานหอการค้า–สภาอุตฯ–สมาคมธนาคาร โดยมีภารกิจหลักคือ “สแกนเศรษฐกิจ” ทั้งใน–นอกประเทศ แล้วรายงานตรงต่อนายกฯ

    รศก.ครม.เศรษฐกิจยุคอภิสิทธิ์ 

    ขณะที่ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” หรือ “รศก.” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเร่งรัดติดตาม แก้ไขปัญหา และกำหนดมาตรการ โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะเร่งด่วน โดยกำหนดให้มีการประชุมเป็นประจำ “ทุกวันพุธ”

    ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ในขณะนั้นคือกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ การกำกับดูแลราคาสินค้า และการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

    ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และเสนอแนะมาตรการเชิงรุกก่อนนำเสนอ ครม. โดยในปี 2563 -2564 มีการจัดตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือ ศบศ. เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากโควิด-19 และการวางแผนฟื้นเศรษฐกิจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

    เศรษฐาเรียก ครม.เศรษฐกิจรับ GDP ติดลบ 

    ต่อมาในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการเรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจด่วน เนื่องจากตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 67 ขยายตัวต่ำเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียน. นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้มีการประชุมในวันจันทร์แต่มีการประชุมไม่กี่ครั้งก็ยกเลิกไป

    ขณะที่ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ใช้กลไก ครม.เศรษฐกิจ มีแค่การเนียกประชุมเป็นวาระในเรื่องสำคัญ เช่น การรับมือกับมาตรการภาษีสหรัฐ

    สำหรับการบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า เตรียมจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “ทุกบ่ายวันจันทร์” ซึ่งจะเริ่มครั้งแรกในวันจันทร์นี้

    ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤติ นายเอกนิติ เปรียบเสมือนรถที่ติดหล่มและกำลังดิ่งลงเหว เนื่องจากเครื่องยนต์หลักๆ เช่น การส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน. ดังนั้น ครม.เศรษฐกิจจึงเป็นกลไกสำคัญในการข้บเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างความเชื่อมั่น: โจทย์ใหญ่ของ ครม.เศรษฐกิจคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยให้กับประชาชนและภาคเอกชน โดยผลลัพธ์จากการประชุมต้องเป็นรูปธรรมและจับต้องได้.

    การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน ทีม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าเป็น “ดรีมทีมเศรษฐกิจ”  ได้กำหนดแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ภายในระยะเวลา 4 เดือน.

    “อนุทิน” ดัน ครม.เศรษฐกิจ ทำ Quick Big Win 

    การมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาปากท้อง: โดยกระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกฯและ รมว. คลัง) มุ่งเน้นการกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว ผ่าน 5 เสาหลัก เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส, มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้เสียที่มีมูลค่ารวม 123,000 ล้านบาท, การเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการรายย่อย (SME), และการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี. เป้าหมายคือการดัน GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ให้ขยายตัวมากกว่า 0.3% และลดหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า 87% ของ GDP.

    ส่วนกระทรวงพลังงาน ภายใต้แผน “QUICK BIG WIN” ของ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว. พลังงาน  มุ่งผลักดันโซลาร์ภาคประชาชนและการลงทุนพลังงานสะอาด โดยถูกคาดหวังอย่างมากในการลดค่าพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน

    เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว. พาณิชย์ มุ่งเร่งเจรจาการค้า เช่น FTA ไทย-ยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ พร้อมทั้งมาตรการลดค่าครองชีพด้วยโครงการธงฟ้าและการควบคุมราคาเวชภัณฑ์.

    จะเห็นได้ว่า การนำ ครม.เศรษฐกิจกลับมาใช้อีกครั้งในปัจจุบันจึงสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการรวมอำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดการประสานงานที่รวดเร็ว (Quick Win) และสามารถตอบสนองต่อปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24_IDeVB-dQ9Er8DISh2kN

  • ทองวันนี้! ร่วงลง 300 บาท -ปรับฐาน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ชัตดาวน์อเมริกัน

    ทองวันนี้! ร่วงลง 300 บาท -ปรับฐาน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ชัตดาวน์อเมริกัน

    03 ตุลาคม 2568, 11:56น.

              เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 32.45 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อน ค่าจากปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 32.37 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากรัฐบาล สหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ต้องประกาศเมื่อคืนนี้ยังไม่ประกาศออก มาในระยะใกล้ ส่วนผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าภาวะชัตดาวน์จะขยายวงกว้างและยืดเยื้อนานเพียงใด

              ส่วนราคาทองคำประจำวันนี้ (3 ต.ค. 2568) เมื่อเวลา 11.25 น.ปรับตัวลดลง 300 บาทตามประกาศครั้งที่ 6  เมื่อเทียบกับราคาปิดวานนี้ 

    +++ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 59,000 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 59,100 บาท

    +++ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 57,820.24 บาท และขายออกที่ราคา 59,900 บาท

    +++ราคาทองคำโลก (Gold Spot) อยู่ที่ระดับ 3,847.00 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

              ราคาทองโลกปรับตัวลงระยะสั้น จากการที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้มีการฟื้นตัวขึ้นในวันพฤหัสบดีหลังจากปรับตัวลง 4 วันติดต่อกัน สืบเนื่องมาจากนางลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ได้กล่าวว่า คณะกรรมการเฟดควรใช้ความระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของเฟดเป็นเวลานานกว่า 4 ปี

    #ทองวันนี้

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mHurEOUljGoMwdRZv27ss

  • ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    เศรษฐกิจ

    ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    04 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    กระทรวงการคลังจะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในเดือนพ.ย.นี้

    • กระทรวงการคลังจะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในเดือนพ.ย.นี้
    • การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาว
    • คลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในส่วนที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เช่น การพิจารณาปรับปรุงพิกัดสินค้าบางรายการ

    สิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นคือนโยบายที่ช่วยประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ “กติกาใหญ่” ที่กำหนดขอบเขตการใช้จ่ายของรัฐและมักถูกมองข้ามไป คือ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ คือ การเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในช่วงเดือนพ.ย.นี้ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะตั้งอยู่บนหลักการของการมีธรรมาภิบาลและวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ด้วยการเปิดเผยข้อมูลทุกนโยบายที่ดำเนินการอย่างชัดเจน โดยระบุถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับและต้นทุนทางการคลังที่ประเทศต้องจ่าย

    ด้านการบริหารงบประมาณ นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจะเริ่มใช้งบประมาณภายใต้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ไปแล้ว โดยมีการวางรากฐานและกำหนดทิศทางด้านรายจ่ายให้สอดคล้องกับกรอบวินัยการคลัง

    ขณะเดียวกัน ในมิติของการจัดการรายได้ แม้ในระหว่างการทำงานของรัฐบาลจะยังไม่สามารถแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติได้ แต่ก็จะมีการดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ซึ่งเบื้องต้น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมธนารักษ์ ได้เตรียมการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ทั้งหมดแล้ว อาทิ การพิจารณาดำเนินการกับแนวคิดที่เคยมีการศึกษาไว้ เช่น การจัดการ พิกัดสินค้าบางตัว ที่ยังไม่เต็มเพดาน หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีต่างๆ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่กำกับให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ป้องกันไม่ให้นโยบายประชานิยมระยะสั้นเข้ามาทำลายเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว ซึ่งการวางกรอบการคลังที่ชัดเจนนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจโดยรวม

    นายวรภัค เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้

    “การคลังของประเทศจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องไม่หลุดกรอบไปตามแรงกดดันทางการเมือง” 

    นายวรภัค กล่าวต่อว่า ครม. เศรษฐกิจให้ความสำคัญ การดำเนินนโยบายภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ได้แก่

    1.แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Plan) ถือเป็นแผนแม่บทที่ทุกหน่วยงานต้องยึดเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ การทบทวนแผนดังกล่าวจึงเป็นภารกิจแรกๆ เพื่อให้ทิศทางการคลังของประเทศมีความต่อเนื่องและไม่บิดเบือน

    2.การตั้งงบประมาณ สำหรับการเตรียมการงบประมาณปี 2569 จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น งบลงทุน ต้องไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณทั้งหมดและต้องไม่ต่ำกว่าวงเงินขาดดุลงบประมาณ ขณะที่ งบกลาง จะต้องตั้งไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเป็นงบสำรองตามความสะดวก

    3.โครงการผูกพันงบประมาณ ทุกโครงการที่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณในอนาคต จะต้องมีการคำนวณภาระหนี้ รายจ่าย และชี้แจงแหล่งเงินทุนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางการคลังในภายภาคหน้า

    4.การบริหารหนี้สาธารณะ ต้องบริหารจัดการหนี้ให้อยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด เช่น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP หากมีแนวโน้มจะทะลุกรอบ จะต้องมีการรายงานและเสนอแนวทางแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีโดยทันที

    นายวรภัค กล่าวว่า การเมืองมักถูกท้าทายด้วยความเร่งด่วน ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ดังนั้นการตัดสินใจด้านงบประมาณเปรียบเสมือนการเดินบนสะพานเชือกที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประชาชน กับความเชื่อมั่นของตลาดการเงินและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว 

    ทั้งนี้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง จึงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นราวจับที่ช่วยให้รัฐบาลก้าวเดินได้อย่างมั่นคง และเป็น “กรอบป้องกัน” ที่ทำให้การบริหารการคลังอยู่บนเส้นทางที่ยั่งยืน เพื่อให้ทุกนโยบายสามารถตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นในการช่วยเหลือประชาชน และระยะยาวในการรักษาเสถียรภาพของประเทศไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oQwYXCm5pIjw5OrHuPzNf

  • ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นับหนึ่ง 120 วัน หรือ 4 เดือนภายใต้กรอบการทำงานที่จำกัดของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ที่ล่าสุดเตรียมลุยฟื้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” เน้นรวดเร็ว-สร้างผลกระทบสูง พร้อมตั้งเป้า ลดขาดดุลระยะยาวกลับสู่ 3% โดยการบูรณาการร่วมกัน ระหว่าง รัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชน พร้อมยกระดับธรรมาภิบาลการคลัง รักษาวินัยการคลัง ที่ยั่งยืน   

    แม้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและอำนาจการบริหาร แต่โจทย์ใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าของรัฐบาลอนุทิน คือการ “แก้ปัญหาปากท้อง” อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับการวางหมุดหมายทางเศรษฐกิจ เพื่อปูทางสู่ความมั่นคงในระยะยาว

    ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบางจากผลกระทบของเงินเฟ้อ ค่าแรงไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และการบริโภคภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ การลดค่าผ่านทางด่วน รถเมล์ รถไฟฟ้า  จึงกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยอย่างมีความหวัง รวมถึง รถไฟฟ้า 20 บาท สายสีแดงและสายสีม่วง ที่ได้ใจอย่างแรงจากการขยายอายุให้ประชาชนลดค่าครองชีพต่อไปได้อีก 2 เดือน  

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องไม่ละเลยการเร่งรัด โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ ทางด่วนเชื่อมเมือง และ การลงทุนใน EEC ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ  

    หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่จำกัดอย่างรัดกุม โปร่งใส และ ทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ในระยะสั้น สิ่งนี้จะไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานความไว้วางใจ ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อ “สมรภูมิการเลือกตั้ง” ที่จะมาถึงในไม่ช้า 

    อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในอนาคตไม่ได้จำกัดแค่ปากท้อง หากยังรวมถึงการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนเร็ว เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน, เทคโนโลยี AI ที่กระทบแรงงานดั้งเดิม, และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน รัฐบาลเฉพาะกิจต้องเตรียมวางแนวนโยบายเบื้องต้นเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลถาวรอย่างไม่สะดุด 

    บทพิสูจน์ของรัฐบาลอนุทินในช่วงเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่การ “ประคองสถานการณ์” แต่คือ การส่งสัญญาณความพร้อม ความจริงใจ และ ประสิทธิภาพ ที่จะเป็นปัจจัยชี้วัดความเชื่อมั่นจากประชาชน ในวันที่ต้องหวนกลับสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

    บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,137 วันที่ 5 – 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/640558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d7oRHrRcIkspv3lv_g5Gs

  • พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก พลิกโฉมการศึกษา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และค่านิยมใหม่

    พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก พลิกโฉมการศึกษา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และค่านิยมใหม่


    พรรคไทยก้าวใหม่ ภายใต้การนำของ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ทรู ดิจิทัลพาร์ค พร้อมชูนโยบาย ธนู 4 ดอก เพื่อปฏิรูปการศึกษา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และค่านิยมไทย ให้ประเทศกลับมาสตรอง

    เวลา 10.00 น. ที่ทรูดิจิทัลพาร์ค กทม.ได้มีงานเปิดตัว “พรรคไทยก้าวใหม่ “โดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ นอกจากนั้นยังมีบรรดากลุ่มนักธุรกิจ การศึกษา นักวิชาการ ที่เคยทำงานร่วมกับนายสุชัชวีร์และคุณหญิงกัลยา มาร่วมงานเปิดตัวพรรคในครั้งนี้ด้วยนอกจากนี้ยังมีนายนิวัติไชย เกษมมงคล อดีตเลขาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) นายวัลลภ สุวรรณดี อดีตรองผู้ว่ากทม.สมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่ากทม.มาร่วมงานด้วย

    ต่อมา 11.00น. นายสุชัชวีร์ กล่าวเปิดตัว พรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ นำทีมประกาศวิสัยทัศน์ ก้าวสู่การเมืองยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญพลังของความรู้เดินหน้าพาประเทศไทยหลุดพ้นจากสภาพสิ้นหวังและหลุมดำทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าพลิกโฉมการศึกษาแก้จน แก้ปัญหาปากท้อง พร้อมชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” ปฏิรูปประเทศให้ สตรอง

    นายสุชัชวีร์ กล่าวด้วยว่า พรรคไทยก้าวใหม่ ตั้งใจชูนโยบายธนู 4 ดอก คือ ธนูดอกที่หนึ่งสร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทยเพราะเด็กไทยทุกคน อาทิ การศึกษาฟรีจริงๆ ถึงระดับปริญญา,ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ,ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สองเพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก และขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน

    ธนูดอกที่สอง สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อนอาทิ ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ,สนับสนุนให้คนไทยจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ,ปฏิรูปกฎหมายเพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์และงานนวัตกรรมของคนไทย

    ธนูดอกที่สาม สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะเพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติสะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยต้นตอสาเหตุอย่างโปร่งใส,แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยีไม่ให้เกิดการซื้อที่ซ้ำซากการบริหารซ้ำซ้อน,รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อม

    ด้วย AIและเทคโนโลยีอวกาศและสนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน

    และธนูดอกที่สี่ สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอร์รัปชัน ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษาเด็กไทยมีวินัยยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน, ป้องกันการคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบดิจิทัล Blockchain และ Al ,สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ

    ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชันไม่มีทิศทางไม่รู้อนาคต

    นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ทั้งนี้สัญลักษณ์พรรคฯเป็นลูกศร สีเหลืองเลม่อน ชี้ขึ้นทางขวา โดยสีเหลืองเลมอน แสดงถึงพลังงาน ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์และความหวัง สีกรมท่าหมายถึง ความมั่นคงสุขุมและความเป็นมืออาชีพ โลโก้ไทยก้าวใหม่สื่อสารการก้าวใหม่ การพัฒนาด้วยพลังความรู้ความคิดสร้างสรรค์บนรากฐานที่มั่นคง และความเป็นอาชีพ เราจะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเปิดพื้นที่ให้คนมีใจคนมืออาชีพคนมีฝีมือและคนไทยทุกคนได้เข้ามาทำงานการเมือง อย่างสร้างสรรค์และพร้อมทำงานกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชนพรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อไม่ทำแบบเดิม ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเชื่อว่าหากพรรคการเมืองขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังความรู้ให้ไทยสามารถเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่าแล้วกลับมาสตรองได้

    จากนั้นเปิดตัวผู้บริหารพรรคฯ นายวราวิชญ์ กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรค อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยนายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ , นายคเณศ วังส์ไพจิตรหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ทยอยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการด้านเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd), นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคฯ , พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1 )เป็นรองหัวหน้าพรรค
     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/36123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Usl6JS52h6BfPMA39huBr

  • ธนาคารกลาง ปรับลดดอกเบี้ยพึ้นฐานลง 0.5% สัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจลาว

    ธนาคารกลาง ปรับลดดอกเบี้ยพึ้นฐานลง 0.5% สัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจลาว

    ลงเมื่อ

    03 ตุลาคม 2568 13:00

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว)

              จากผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 สิงหาคม 2025        โดยมีท่านนางบุนคำ วอละจิด ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว และประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยรองประธาน กรรมการ คณะผู้ว่าการ (ทหล) คณะกอง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงในการประชุมได้มีมติให้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และ การเงินภายในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ของการประชุม เพื่อประเมินผลการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 2 ประจำปี 2025 รวมถึงประเมินผลการใช้เครื่องมือนโยบายการเงินต่างๆ และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตของธนาคารแห่ง สปป.ลาว พร้อมกันนี้ ยังได้มีการประเมินสถานการณ์การบริหารหนี้ต่างประเทศ และวางแนวทางแผนการ และ มาตรการในการบริหารจัดการหนี้ต่างประเทศอย่างเหมาะสม         นับตั้งแต่การประชุมเมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2025 จนถึงปัจจุบันผลการดำเนินตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน มีความคืบหน้าดังนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 10.18% เฉพาะในเดือน กรกฎาคม 2025 เงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 5.30% จากระดับ 8.3% ในเดือนพฤษภาคม อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ (เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2025) กีบเทียบดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง 0.11% กีบเทียบเงินบาท อ่อนค่าลง 1.19% ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารพาณิชย์กับตลาดเสรี สำหรับกีบ/ดอลลาร์: 1.08% สำหรับกีบ/บาท: 0.90% ปริมาณเงิน M2 ขยายตัว 11.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 4.91 เดือน พร้อมกันนี้ การประชุมยังได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของ สปป.ลาว ในอนาคต โดยเห็นว่า เศรษฐกิจของ สปป.ลาว ยังจะเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกความผันผวนของตลาดโลก     ซึ่งส่งผลต่อราคาทองคำและราคาน้ำมันในตลาดโลก การปรับนโยบายของประเทศต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกา ประกอบกับปัจจัยภายใน โดยเฉพาะฐานการผลิตของประเทศยังไม่เข้มแข็ง และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่รายได้เงินตราต่างประเทศส่วนมากมาจากการส่งออกสินค้าเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้ตามฤดูกาลส่งผลให้บางช่วงเวลาการมีเงินตราต่างประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ 
            นอกจากนี้ ประเทศยังเผชิญกับระดับหนี้ต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต ดังนั้น ในระยะต่อไป ธนาคารแห่ง สปป.ลาว จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะผสมผสานโดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งนี้ ได้มีมติสำคัญดังต่อไปนี้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่ง สปป.ลาว สำหรับระยะ 7 วัน จากระดับ 9.5% ต่อปี เหลือ 9.0% ต่อปี ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบอิงกลไกตลาด ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐโดยคงการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตามอ้างอิงไว้ที่ระดับ 6.5% ดำเนินนโยบายสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ การรวมศูนย์บัญชีเงินฝากของรัฐบาล การพัฒนาระบบการชำระเงิน และ การบริหารจัดการหนี้สิน ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยสนับสนุนสินเชื่อแก่หน่วยธุรกิจ และศึกษาแนวทางกลยุทธ์การให้สินเชื่อในอนาคตการประชุมครั้งนี้โดยผู้เข้าร่วมได้มีการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางส่งผลให้การประชุมประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างราบรื่น
    ที่มา : Lao economic daily
     

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/khewutf0qf67syjmfaf2e44c&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03SsQAM_LTWTYR1SN_yPSm

  • ‘ผยง ศรีวณิช’ ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    ‘ผยง ศรีวณิช’ ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย  และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมงานสัมมนา “ประเทศไทยต้องรอด  SAVE THAILAND: Restore • Reframe • Rise” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า โดยนำเสนอมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้หัวข้อ  “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” 

    นายผยงกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า เผชิญความท้าทายใน 3 ด้านคือ

    1. ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชียที่ราว 48% ของ GDP ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้จำกัดและส่งเสริมการพัฒนาได้ไม่ทั่วถึง อีกทั้งหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของ GDP ขณะที่ข้อมูลหนี้ในระบบไม่สมบูรณ์ บางส่วนยังไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลเครดิตของ NCB 

     2.ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เงินไทยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน  

    3. ความท้าทายของภาครัฐ กฎระเบียบจำนวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน อีกทั้ง ข้อมูลของภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงกัน  

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่  

    ทั้งนี้ “Reinvent Thailand เน้นการมีส่วนร่วม โดยภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว โดยการทำงานของแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand เริ่มจากการมีการระบุปัญหาที่ชัดเจน เรียงลำดับความสำคัญโดยเน้นเรื่องที่มีผลลัพธ์สูง (High impact) พร้อมกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายมี Commitment ร่วมกัน ในการขับเคลื่อน สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมครบทุกขั้นตอนแบบ End-to-End ใช้ Data-driven policy โดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องภายใต้หลัก “ทำดี ได้ดี” เพื่อให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน และสุดท้ายต้องมุ่งเน้น Result Oriented โดยติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องด้วย KPI ที่ชัดเจน ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับ 5 อุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจก่อให้เกิดการจ้างงานและยกระดับรายได้ครัวเรือน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร ยานยนต์  Medical & Wellness และ Smart Electronic 

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    นายผยง กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยได้นำเสนอ 5 แนวทางในการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในโอกาสที่ไปแลกเปลี่ยนมุมมองกับสมาคมธนาคารไทย ประกอบด้วย
      
    1.ผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าในระบบ ทำให้การเข้าสู่ระบบสะดวก ลดขั้นตอน เอกสาร และกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งระบบของภาครัฐต้องเชื่อมโยงกัน ไม่ซ้ำซ้อน พร้อมทั้งให้แรงจูงใจ ลดความกังวลภาระภาษีย้อนหลัง และเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ 

    2.แก้ปัญหาหนี้ ผลักดันให้เจ้าหนี้ทุกรายส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อสร้าง National Credit Score และแยกกลุ่มลูกหนี้ตามศักยภาพ ได้แก่ จมน้ำ ปริ่มน้ำ และพ้นน้ำ เพื่อให้การช่วยเหลือเหมาะสม รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือ AMC ภายใต้หลักการรักษาความเป็นธรรมของข้อมูลตาม PDPA 

    3.ยกระดับรายได้ครัวเรือน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทยและยกระดับรายได้ผ่านการจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ (Right Skill, Right Compensation) ควบคู่กับการปรับปรุงสวัสดิการให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม 

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    4.ผลักดันการลงทุนในประเทศ ดึงดูด FDI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ พร้อมยกระดับ Local Content  โดยมีแรงจูงใจที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะรายเล็ก เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย 

    5.เติมเครื่องมือช่วย SMEs ผลักดันการยกระดับ Operating Model ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรใหม่ พร้อมสนับสนุนการใช้ PromptBiz เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967623&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y4QyeJD-Knq_I4-Kt3Qq5

  • เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    ค้าปลีกเชียงรายโตสวนกระแสเศรษฐกิจเหนือ เบื้องหลังตัวเลข “+1.7% QoQ” ในไตรมาส 2/2568 จากแรงอัดฉีดรัฐ–พลังการค้าชายแดน และบททดสอบครึ่งปีหลัง

    เชียงราย, 3 ตุลาคม 2568 — กลางบรรยากาศค้าขายคึกคักบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก รถบรรทุกผลไม้และสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยผ่านเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าปลีก–ค้าส่งตลอดแนวชายแดนชูโปรโมชันรับลูกค้าชาวไทย–เมียนมา–ลาว ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังจับจ่ายระมัดระวังมากขึ้น ตัวเลข “ขายดีผิดคาด” ของเชียงรายถูกยืนยันด้วยรายงานผลสำรวจเบื้องต้นของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่าใน ไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจการขายปลีกสินค้าและงานบริการของจังหวัด ขยายตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน (+1.7% QoQ)

    ตัวเลขดังกล่าวโดดเด่นด้วยสองเหตุผลสำคัญ หนึ่ง—มันสวนทางกับ “สัญญาณชะลอ” ของการบริโภคในภาคเหนือโดยรวมที่เริ่มอ่อนแรงลง และสอง—มันเผยให้เห็น “โครงสร้างแรงขับ” ที่ไม่ได้มาจากกำลังซื้อครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก การเร่งตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ และ ความแข็งแกร่งของการค้าชายแดน ซึ่งทั้งสองปัจจัยสะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะ “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ของล้านนาตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้

    เลนส์ตัวเลข โตจาก “รายรับรวม” ขณะ “สต็อก” ประเทศลดลง

    ข้อมูลภาพรวมจาก “การสำรวจยอดขายรายไตรมาส พ.ศ. 2568 ไตรมาส 1–2” ของ สสช. ระบุว่ามูลค่ายอดขาย/รายรับรวมของธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้น 1.7% QoQ ในไตรมาส 2/2568 ขณะเดียวกัน มูลค่าสินค้าคงเหลือของธุรกิจค้าปลีกโดยรวมลดลง 2.8% QoQ สะท้อนการระบายสต็อกที่ดีขึ้นในหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดที่ก่อนหน้าเผชิญต้นทุนและภาวะระบายสินค้าช้าจากเศรษฐกิจอ่อนแรง

    หาก “ซูม” มาที่เชียงราย รายได้ค้าปลีก/บริการที่ทยอยดีขึ้นสอดรับกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะ กิจกรรมโลจิสติกส์–เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็น “ห่วงโซ่ตามน้ำ” ของโครงการลงทุนสาธารณะและการค้าข้ามแดน ยิ่งเมื่อประกอบกับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวไตรมาส 2 ยิ่งช่วยประคองกิจกรรมบริการให้เป็นบวก

    เบื้องหลังการเติบโต ไม่ใช่ “ฟื้นกำลังซื้อ” แต่คือ “อุปสงค์นำโดยรายจ่าย”

    เมื่อเทียบกับจังหวะเศรษฐกิจภาคเหนือที่โดยรวมยังระวังการใช้จ่าย ตัวเลขของเชียงรายจึงชวนถามว่า “พลังอะไร” ขับเคลื่อน? คำตอบอยู่ที่ แรงอัดฉีดภาครัฐ และ แรงส่งจากการค้าชายแดน ที่เด่นชัดกว่าจังหวัดอื่น

    • ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายลงทุน ข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคระบุว่า รายจ่ายภาครัฐของเชียงรายพุ่งขึ้นถึง +86.9% YoY ในช่วงไตรมาส 2 โดยมาจากงานลงทุนทางชลประทาน ทางหลวงชนบท และหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมาก เงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าระบบผ่านค่าแรง–ค่าวัสดุ–ค่าน้ำมัน–ค่าขนส่ง จนเกิด “แรงคูณ” ไปยังค้าปลีกและบริการในพื้นที่
    • การค้าชายแดนยังแข็งแรง มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนของเชียงราย ขยายตัวราว +15.0% ในไตรมาสเดียวกัน สินค้าเด่นคือ ผลไม้สด (ทุเรียน–มังคุด) ไปจีน, น้ำมันเชื้อเพลิง ไป สปป.ลาว, รวมถึง รถยนต์–ปูนซีเมนต์ ตัวเลขดังกล่าวย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะโหนดโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ร้านค้าปลีก–ปั๊มน้ำมัน–ศูนย์บริการยานยนต์–โกดังสินค้า รับอานิสงส์ตรง

    กล่าวอีกทางหนึ่ง การเติบโตของเชียงรายในไตรมาส 2/2568 เป็นการโตแบบ “Expenditure-led” คือขับโดยรายจ่ายลงทุนและการค้า ไม่ใช่ “Income-led” ที่เกิดจากรายได้ครัวเรือนขยายฐาน กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเชียงรายจึง “ตัดขาด” จากภาพรวมภาคเหนือบางส่วน และทำไมตัวเลข +1.7% QoQ จึงยืนได้แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภูมิภาคไม่ฟื้นชัด

    ภาพภาคบริการ โรงแรม–อาหาร–เดินทาง ช่วยพยุงโมเมนตัม

    ฝั่งบริการ ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ขยับดีขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2 และกิจกรรมประชุม–สัมมนา–งานอีเวนต์ของหน่วยงานรัฐ–เอกชนที่มากขึ้น โรงแรมในเมือง–ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวง–บริเวณแม่สาย–เชียงแสน รายงานอัตราเข้าพักคงที่ถึงดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจเดินทางและซ่อมบำรุงยานยนต์ได้ “แรงเสริม” จากปริมาณรถบรรทุก–รถตู้รับส่งตามแนวชายแดน

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องจับตา “ฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศที่อาจกดดันการตัดสินใจเดินทาง หากฐานต่างชาติไม่ฟื้นแรง รายได้ฝั่งบริการอาจต้องพึ่งพาตลาดในประเทศและกลุ่มอาเซียน–เกาหลีใต้มากขึ้น

    มองลึกพฤติกรรมค้าปลีก ใครได้ประโยชน์มากสุด?

    เมื่อลอง “แยกชั้น” ภูมิทัศน์ค้าปลีกในเชียงราย จะพบสัญญาณสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

    1. ค้าปลีกเชิงพาณิชย์–โครงสร้างพื้นฐาน ได้อานิสงส์ตรงจากงานรัฐและการค้า ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์โลจิสติกส์ อะไหล่–บริการยานยนต์ หมวดเหล่านี้หมุนเงินไว กำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่ยอดรวมขับดันรายรับทั้งจังหวัด
    2. ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป โตแบบค่อยเป็นค่อยไปและแข่งขันสูง การขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่ในจังหวัดยิ่งกระตุ้น “การแข่งขันด้านราคา–ต้นทุน” ผู้ค้ารายย่อยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเรื่องบริหารสต็อก–ช่องทางดิจิทัล–ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (niche) เพื่อรักษาฐานลูกค้าในย่านชุมชน

    ในภาพรวมจึงเห็น “แนวโน้มควบรวมตลาดเงียบ ๆ” (market consolidation) ที่ยอดขายรวมขยับขึ้น แต่สัดส่วนกลับไหลไปหาผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนและซัพพลายเชนได้มีประสิทธิภาพกว่า

    สัญญาณเตือนครึ่งปีหลัง แรงส่งงบลงทุนเริ่มบาง กำลังซื้อพื้นฐานชะลอ

    แม้ Q2 จะ “สวย” แต่ H2/2568 ของเชียงรายมีโจทย์ยากอยู่ 3 ประการ

    1. แรงอัดฉีดภาครัฐมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ — การเบิกจ่ายระดับ +86.9% YoY เป็นจังหวะเร่งพิเศษ หากเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล ไตรมาสถัดไปกิจกรรมตามน้ำ (เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ขนส่ง) อาจชะลอตัวตาม
    2. กำลังซื้อพื้นฐานอ่อนแรง — ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนในภาคเหนือชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการระวังใช้จ่ายของครัวเรือนและรายได้ภาคเกษตรที่ไม่สดใส หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใหม่ รายจ่ายครัวเรือนด้านสินค้าฟุ่มเฟือยอาจถูกเลื่อนออก
    3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์–ท่องเที่ยวต่างชาติ — ข่าวเชิงลบด้านความปลอดภัย/เสถียรภาพส่งผลต่อการรับรู้ต่างชาติ หากตลาดจีนชะลอยืดเยื้อ รายได้ฝั่งบริการจะถูกท้าทายมากขึ้น

    เมื่อตัวเลขยอดขายรวมเติบโตจาก “อุปสงค์ภายนอก” มากกว่า “รายได้ครัวเรือน” จึงต้องระวัง ความเสี่ยงสต็อกล้น ในหมวดอุปโภคบริโภค หากผู้ค้า “สั่งของตามความรู้สึกว่าขายดี” แต่ฐานลูกค้าจริงยังย่อส่วน

    เมื่อข้อมูลประเทศชี้ “ลดลง 2.8%” ธุรกิจเชียงรายควรอ่านอย่างไร

    ข้อมูล สสช. ระบุว่า มูลค่าสินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศลดลง 2.8% QoQ หมายถึงหลายธุรกิจเลือก “เบาเหมาะ–เร็วพอ” ในการตุนสินค้า กระแสนี้ควรถูกนำมาใช้ที่เชียงรายด้วยหลัก 3 ข้อ

    1. อ่านจังหวะโครงการรัฐ/งานชายแดนให้ขาด — สินค้าตามน้ำ เช่น วัสดุก่อสร้าง–เชื้อเพลิง–อุปกรณ์โลจิสติกส์ ควร “รีสต็อกแบบหมุนไว” ผูกโยงกับแผนงานภาครัฐ–เทศบาล–รัฐวิสาหกิจ และตารางส่งออกผลไม้ผ่านแดน เพื่อหลีกเลี่ยงการตุนเกินจำเป็น
    2. แยกหมวดฟุ่มเฟือย–จำเป็น — หมวดจำเป็น (อาหาร–ยา–ของใช้ประจำ) ปรับสต็อกแบบปลอดภัย แต่หมวดฟุ่มเฟือย (ไฟฟ้าบางชนิด–ของใช้เพื่อไลฟ์สไตล์) ควร “รอคำสั่งซื้อ” มากกว่า “สั่งตุน” เพื่อรักษาเงินสด
    3. ใช้ข้อมูลดิจิทัลบริหารสต็อก — เชื่อมข้อมูล POS/ออนไลน์–ออฟไลน์ ให้เห็นรอบหมุนสินค้า (inventory turns) รายวัน/สัปดาห์ ลดดีมานด์ฟอร์แคสต์แบบเดาใจลูกค้า

    เพื่อให้การเติบโต 1.7% “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ชั่วคราว”

    สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก–บริการ

    • บริหารสภาพคล่อง–สต็อกแบบอนุรักษ์นิยม ใน Q3–Q4/2568 โฟกัสหมวดที่ขายเร็ว เกี่ยวข้องโครงการรัฐ–ชายแดน พร้อมแผนระบายสต็อก (promotion playbook) หากกำลังซื้อสะดุด
    • เสริมช่องทางดิจิทัล–ข้ามแดน ปรับสัดส่วนยอดขายไปยังอีคอมเมิร์ซ B2B/B2C และพาร์ตเนอร์โลจิสติกส์ชายแดน ขายยกลัง/สัญญาระยะสั้นแทนหน้าร้านอย่างเดียว
    • ลงทุน “ความต่าง” สินค้าเฉพาะถิ่น–สุขภาพ–เกษตรปลอดภัย–ของฝากคุณภาพ ช่วยกันแรงกดดันด้านราคา และจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พักค้าง
    • บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เจรจาซัพพลายเออร์–รวมคำสั่งซื้อ–ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดแรงบีบกำไรขั้นต้นในช่วงแข่งขันราคา

    สำหรับหน่วยงานรัฐในจังหวัด

    • คงความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐาน–จุดผ่านแดน ดูแลความคล่องตัวด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ เพิ่มประสิทธิภาพพิธีการศุลกากร–โลจิสติกส์
    • สื่อสารความปลอดภัย–ความสงบ บริหารความเชื่อมั่นเชิงรุก โดยจับมือ ททท.–หอการค้า–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สร้างแคมเปญเจาะตลาดที่ยืดหยุ่น เช่น เกาหลีใต้–มาเลเซีย พร้อมฟื้นภาพลักษณ์ตลาดจีนอย่างมีแผน
    • ข้อมูล–อินไซท์เข้าถึงได้ สนับสนุนแดชบอร์ดข้อมูลค้าปลีก–ชายแดน–นักท่องเที่ยวรายเดือน เพื่อให้เอกชนวางสต็อก–โปรโมชันตรงจังหวะ
    • ยกระดับทักษะดิจิทัล–โลจิสติกส์ สำหรับ SMEs ท้องถิ่น เช่น โปรแกรมย่อส่วน “E-commerce Export Readiness” และการเงินหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม

    เสียงจากพื้นที่ ภาคเอกชนมอง “ชัด–เฉียบ–เชื่อม”

    ผู้ประกอบการค้าปลีกย่านแม่สายสะท้อนคล้ายกันว่า “ลูกค้าดีขึ้นจากรถสินค้าข้ามแดน–แรงงานงานก่อสร้างในพื้นที่ แต่รายจ่ายครัวเรือนทั่วไปยังบีบ” ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในเชียงของมองการค้าผ่านแดนไปจีนตอนใต้ “ทรงตัวถึงขยายเล็กน้อย” หากด่านลื่นไหล–เอกสารดิจิทัลเชื่อมกันได้มากขึ้น “รอบหมุน” จะดีต่อเนื่องและส่งผ่านมายังค้าปลีกปลายทาง

     “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ที่ต้องรักษาสมดุล

    ตัวเลข +1.7% QoQ ของเชียงรายคือ “การพิสูจน์ศักยภาพของเมืองชายแดน” ว่าเมื่อรัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานและด่านการค้าทำงานคล่อง เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถ “ต้านแรงเฉื่อย” ของวัฏจักรบริโภคภูมิภาคได้ อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโมเมนตัมนี้ขึ้นอยู่กับ สามสมดุล ที่ต้องรักษาให้ได้พร้อมกัน

    1. สมดุลรายได้–รายจ่าย จากโตด้วยรายจ่ายรัฐ สู่โตด้วยรายได้ครัวเรือน—ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ–ทักษะ–งานบริการคุณภาพ เพื่อให้กำลังซื้อฐานรากฟื้นจริง
    2. สมดุลค้าปลีก–ชุมชน การขยายของผู้เล่นรายใหญ่ควรเดินคู่การยกระดับร้านชุมชน ให้มีดิจิทัล–โลจิสติกส์–สินค้าคุณภาพ สร้างระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันได้
    3. สมดุลชายแดน–ภาพลักษณ์ ความคล่องตัวด่านและความปลอดภัยท่องเที่ยวคือ “สองคานงัด” ที่ต้องแข็งพร้อมกัน เพื่อให้เชียงรายรักษาฐานค้าชายแดนและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หากทุกฟันเฟืองหมุนสอดประสาน เชียงราย จะไม่เพียง “โตสวนทาง” ชั่วคราว แต่สามารถยืนระยะในฐานะ ศูนย์กลางค้าปลีก–บริการชายแดน ของภาคเหนือ ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ยั่งยืน

    ไฮไลต์ตัวเลขที่ต้องจำ

    • ค้าปลีก/บริการเชียงราย Q2/2568 +1.7% QoQ (รายรับรวม)
    • สินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศ Q2/2568 –2.8% QoQ
    • รายจ่ายภาครัฐเชียงราย เร่งตัว +86.9% YoY (หนุนกิจกรรมตามน้ำ)
    • มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนเชียงราย ขยาย ประมาณ +15.0%
    • ความท้าทาย H2/2568 แรงส่งงบลงทุน “จาง”; การบริโภคพื้นฐาน “อ่อน”; ความเสี่ยงภาพลักษณ์ท่องเที่ยว “ยังมี”

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (Actionable)

    ผู้ประกอบการ

    • ปรับสต็อกให้ “หมุนไว–เสี่ยงต่ำ” โฟกัสสินค้าตามน้ำโครงการรัฐ–ชายแดน
    • เร่ง “อีคอมเมิร์ซ–B2B ชายแดน” และสร้างสินค้าเฉพาะถิ่นเพิ่มมูลค่า
    • ทำ “ต้นทุนแจ่ม–ข้อมูลชัด” ใช้แดชบอร์ดขายรายสัปดาห์ตัดสินใจโปรโมชัน

    ภาครัฐจังหวัด

    • คงความลื่นไหลด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ และระบบเอกสารดิจิทัล
    • สื่อสารความปลอดภัยเชิงรุก ร่วม ททท.–ผู้ประกอบการ
    • เปิดข้อมูลเชิงลึกค้าปลีก–ท่องเที่ยวรายเดือน ให้เอกชนใช้วางแผนสต็อก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-retail-growth-border-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EHinXd0aj6K13d4F7qHCl