Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ทางรอดเดียวของธุรกิจไทย’ ฝ่าวิกฤติ ‘กฎ-เงิน-ตลาด’ สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    ‘ทางรอดเดียวของธุรกิจไทย’ ฝ่าวิกฤติ ‘กฎ-เงิน-ตลาด’ สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    sustainability

    ‘ทางรอดเดียวของธุรกิจไทย’ ฝ่าวิกฤติ ‘กฎ-เงิน-ตลาด’ สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    การเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ใช่ทางเลือกที่สวยงามอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว โดยมีสามแรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว

    • ธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ได้แก่ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้มงวดขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน (CBAM) ซึ่งกระทบต้นทุนการส่งออก
    • ความเสี่ยงด้านการเงินจากการไม่ปรับตัว ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และพลาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวที่ให้เงื่อนไขพิเศษ เช่น ดอกเบี้ยต่ำ
    • ความต้องการของตลาดและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจสูญเสียคำสั่งซื้อหากไม่ปรับตัว
    • การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และสถาบันการเงิน

    การเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ใช่ทางเลือกที่สวยงามอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ เพื่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว โดยมีสามแรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว

    แรงกดดัน 3 มิติ กฎมาแน่ กลัวเงินหาย ขายให้จึ้ง

    ดร. ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการ ด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะ 3 ปัจจัยหลัก

    • กฎมาแน่ (Regulations are Coming): กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลกกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ CBAM (ภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป) ที่ทำให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูงขึ้น หากกระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูง หรือ EUDR (กฎหมายสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า) ที่กระทบสินค้าเกษตรสำคัญอย่างยางพารา หากไม่ปรับลดการปล่อยคาร์บอนในระดับผลิตภัณฑ์ ธุรกิจไทยจะแข่งขันได้ยากขึ้นทันที
    • กลัวเงินหาย (Fear of Losing Money): การไม่ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินสองมิติ คือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากคู่แข่งหันไปใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวยังจะ พลาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว ที่ภาคการเงินเสนอเงื่อนไขพิเศษ เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม
    • ขายให้จึ้ง (Selling Compellingly): ความต้องการของตลาดและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน บริษัทขนาดใหญ่และคู่ค้าต่างประเทศเริ่มกำหนดข้อบังคับ (Requirement) ให้ซัพพลายเออร์ใช้สินค้าและบริการที่มีคาร์บอนต่ำหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ อาจนำไปสู่การ สูญเสียคำสั่งซื้อ ในอนาคต และยังรวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน การทำธุรกิจสีเขียวจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ

    ความท้าทายของ SME ต้นทุนและความรู้

    ปัจจุบัน ธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียน เป็นกลุ่มผู้นำในการปรับตัว โดยมีความตระหนักและเริ่มดำเนินการแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการขยายผลการเปลี่ยนแปลงนี้ไปสู่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมักเผชิญกับแรงกดดันผ่านห่วงโซ่อุปทานและมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทั้งปัญหา ต้นทุนที่สูงขึ้น 

    ในระยะแรกจากการเปลี่ยนไปใช้วัสดุหรือเทคโนโลยีสีเขียว และการขาด Economy of Scale ทำให้สินค้าสีเขียวมีราคาต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่ง การเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่การยอมขาดทุนในระยะสั้น แต่เป็นการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” ที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ ๆ

    สู่ความสำเร็จ บทบาทร่วมของทุกภาคส่วน (Ecosystem)

    ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยมีบทบาทที่ชัดเจน ดังนี้

    1. ภาครัฐบาล ต้องวาง นโยบายที่ชัดเจนและแน่นอน เพื่อลดความไม่แน่นอน และ สร้างแรงจูงใจ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับโครงการสีเขียว
    2. ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้นำและพี่เลี้ยง” ช่วยเหลือและให้ความรู้แก่ซัพพลายเออร์รายย่อยในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง แทนที่จะตัดออกจากการค้า
    3. สถาบันการเงิน มีบทบาทสำคัญในการเป็น ศูนย์กลางความรู้ (Knowledge Hub) และ ผู้สนับสนุนทางการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อสีเขียว โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นเข็มทิศในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยเริ่มดำเนินการในระยะแรกสำหรับภาคพลังงานและการขนส่ง ก่อนขยายไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ในปี 2568 (ข้อมูลอ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย)

    โอกาสของไทย พลิกวิกฤตสู่การเป็นผู้นำ

    แม้จะมีความไม่แน่นอนในเวทีโลก โดยเฉพาะด้านนโยบายของบางประเทศ แต่แนวโน้มด้านความยั่งยืนยังคงเดินหน้าต่อไปทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดำเนินธุรกิจสีเขียวนอกจากจะ ลดความเสี่ยง ใน Supply Chain และ ลดต้นทุนพลังงาน ในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการ ดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพ และ สร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ในสายตาผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1200615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jMhGqLrzQxRaN20LrflWm

  • ลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ เริ่มใช้จ่าย 29 ต.ค. 68

    ลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ เริ่มใช้จ่าย 29 ต.ค. 68

    เปิดไทม์ไลน์ ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” หรือ คนละครึ่ง 2568 เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มใช้จ่าย 29 ต.ค. 68

    หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้กันงบประมาณปี 2569 เพื่อนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว เพื่อเร่งขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงคาดว่าในสัปดาห์หน้า หลักการจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสามารถให้ประชาชนลงทะเบียนได้ไม่เกินกลางเดือนตุลาคมนี้

    คนละครึ่งพลัส คืออะไร

    โดยล่าสุด (2 ต.ค. 68)  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า วันนี้สภาพเศรษฐกิจแย่มาก ประชาชนได้รับความเดือดร้อน การซื้อขายไม่คล่องตัว นำไปสู่ปัญหาหนี้สิน ซึ่งประเทศไทยคนก็เป็นหนี้เยอะอยู่แล้ว ตนอธิบายในช่วงแถลงนโยบายรัฐบาลว่า เศรษฐกิจเหมือนรถยนต์ที่กำลังจะติดหล่ม ถ้าไม่ทำอะไรมันจะตกเหว นี่คือการออกนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าควรจะมีอะไรที่ฟื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมมอบนโยบายว่าต้อง Quick (เร็ว) Big (ใหญ่) Win (ประชาชนได้ประโยชน์) โดยแนะนำคนละครึ่ง ทำอย่างไรให้คิดถึงเรื่องระยะยาวด้วย จึงใช้คำว่า “คนละครึ่งพลัส”

    “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจากเดิมอย่างไร

    คนละครึ่งพลัส หลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้อง บิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท บิ๊กพอและเร็วด้วย เพราะเราใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มีอยู่แล้วจึงไม่ได้เพิ่มภาระทางการคลัง

    ส่วนเรื่องของ Win คือ สิทธิประชาชน 20 ล้านคน จะได้ประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ เพราะครึ่งหนึ่งรัฐบาลสมทบให้ ขณะที่ร้านค้าจะเกิดการหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าให้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ได้ให้ร้านใหญ่ๆ ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกกับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็เข้าร่วมได้ด้วย

    สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    พลัสที่ 1 คนในระบบภาษีจะได้ 60% หรือ 2,400 บาท จากเดิม 50% แต่ประชาชนที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท เพื่อสะท้อนให้กับเรตติ้งเอเจนซี่รู้ว่าเราคำนึงถึงวินัยการคลัง

    พลัสที่ 2 กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เราจะเพิ่มทักษะการขายของออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้า จากเคยขายของเพียงในตลาด จะสามารถขยายตลาดออนไลน์ได้ ทำให้มีรายได้อย่างยั่งยืน และจะทำระบบบัญชีแบบง่ายๆ เหมือนบัญชีครัวเรือน ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังกำลังประสานกับธนาคารเพื่อให้ปล่อยสินเชื่อได้โดยตรง ถ้าทำบัญชีถูกต้องธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อ จึงเป็นการได้ผลยาวที่ครบวงจร แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ในระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน ซึ่งการออกแบบคนละครึ่งพลัสจะทำควบคู่กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปกติจะได้เงิน 300 บาทต่อเดือนเพื่อไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น เพียง 2-3 วันเงินก็จะหมด 

    เราจึงของบประมาณที่เหลือจากปีที่แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีกรุณาอนุมัติให้วันสุดท้ายของปี 2568 (30 ก.ย.) ที่เราประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที ไปเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากได้ 300 บาท เราเติมไปอีก 1,700 บาท รวมกันเป็น 2,000 บาท คนกลุ่มนี้เราจะเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่ง 2,000 บาท สิทธิจะเท่ากับคนละครึ่งพอดี

    ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้วันไหน

    •  15 ต.ค. 68 เปิดลงทะเบียนร้านค้า โดยเอาระบบเดิมมาใช้ ส่วนร้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบก็เปิดให้เข้าด้วย ประกอบด้วย 1. ร้านอาหาร-เครื่องดื่มทั่วไป 2. ผู้ประกอบการบริการ นวดสปา ทำผม ทำเล็บ 3. บริการขนส่งสาธารณะ อาทิ แท็กซี่ รถรับจ้าง ที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ
    • 20-26 ต.ค. 68 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” เป็นระบบมีอยู่แล้ว โดยต้องทำเร็ว ทำทันที ใครเคยลงทะเบียนแล้วก็มายืนยันสิทธิเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ใครยังไม่มีก็มาลงทะเบียน
    • 29 ต.ค. 68 เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 หากใช้ไม่ถึง 200 บาท สามารถสะสมได้

    “คนละครึ่งพลัส” แบ่งสิทธิผู้ร่วมโครงการเป็น 3 กลุ่ม

    กลุ่มที่ 1 : ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13 ล้านคน

    • จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท
    • ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว
    • ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

    กลุ่มที่ 2 : ผู้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน (ยื่นแบบภาษี)

    • จะได้รับสิทธิพิเศษในโครงการคนละครึ่ง ที่ปรับเปลี่ยนจาก 50:50 เป็น 60:40
    • โดยรัฐบาลจะสมทบ 2,400 บาท และประชาชนเติมเงินอีก 2,000 บาท
    • สามารถจับจ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท

    กลุ่มที่ 3 : ผู้อยู่นอกระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน

    • จะได้รับการเติมเงิน 2,000 บาท

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Qjek-T7bMzohPwzves0zj

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 10.24 น.

    กลยุทธ์ : Buy on Dips
    แนวรับ : $3,790  หรือ  58,600 บาท
    แนวต้าน : $3,900  หรือ  59,600 บาท

    ข่าว :  

    .

    ตลาดแรงงานสหรัฐฯอ่อนแรง : ตัวเลข ADP ลดลงสุทธิ ~32,000 ตำแหน่ง สวนทางคาดชี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ กด Bond Yield 10Y ลงแถว 4.10% และหนุนคาดการณ์ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

    ความไม่แน่นอนการเมืองสหรัฐฯ : วิกฤต Government Shutdown ถูกใช้เป็นเกมต่อรองการเมือง เพิ่มดีมานด์สินทรัพย์ปลอดภัย

    สัญญาณ “แตกเสียง” ในเฟด : ลอรี โลแกนและกรรมการบางส่วน ส่งสัญญาณยังไม่รีบลดดอก หรืออาจลดเพียงครั้งเดียวในปีนี้ กดอารมณ์เก็งกำไร

    ตลาดหุ้นยัง Risk-on : หุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะเทคโนโลยีและเฮลท์แคร์ ทำจุดสูงสุดใหม่ แย่งกระแสเงินจากทองคำ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยหนุน : ยีลด์และดอลลาร์อ่อนจากแรงกดดันเศรษฐกิจ + ความไม่แน่นอนการเมือง หนุนทองในฐานะ Safe Haven

    ปัจจัยถ่วง : หุ้นสหรัฐฯแรงต่อ (Risk-on) และ เฟดส่งสัญญาณแบ่งฝ่าย ทำให้การไต่ขึ้นของทองจำกัดเป็นช่วงๆ

    เทคนิคอล : เทรนด์หลักยัง ขาขึ้น แต่ RSI รายวัน > 77 (Overbought) เสี่ยงเจอแรงขายทำกำไรระยะสั้น ก่อนไปต่อ

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลัก: Buy on Dips

    แนวรับ : $3,790 / 58,600 บาท (จุดรับหลัก หากย่อไม่หลุดยังมองรีบาวด์ได้)
    แนวต้าน : $3,900 / 59,600 บาท (ต้านจิตวิทยา ผ่านได้ลุ้นเป้าใหญ่)
    เป้าหมายถัดไป : $4,000 / 60,500 บาท
    ไอเดียเทรด : ทยอยรับใกล้ $3,790 แบ่งขายทำกำไรแถว $3,900 ถ้าทะลุยืนเหนือ $3,900 ได้ ให้ตามโมเมนตัมไปลุ้น $4,000
    ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้า : หุ้นสหรัฐฯร้อนแรงดึงสภาพคล่องจากทอง + น้ำเสียงเฟดฝั่ง “เบรก” อาจกดการขึ้นเป็นช่วงๆ (ระวังสัญญาณ Overbought)

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-2-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Xa7BU4vT-yTwKrtmrwBF

  • ปธ.เฟดชิคาโกเตือนการขาดแคลนข้อมูลช่วงชัตดาวน์ กระทบการประเมินภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ปธ.เฟดชิคาโกเตือนการขาดแคลนข้อมูลช่วงชัตดาวน์ กระทบการประเมินภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ออสตัน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาชิคาโกเปิดเผยในวันพุธ (1 ต.ค.) ว่า การขาดแคลนข้อมูลจากทางการขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ (ชัตดาวน์) จะทำให้เจ้าหน้าที่เฟดประเมินภาวะเศรษฐกิจได้ยากขึ้น

    กูลส์บีเน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อในภาคบริการที่ปรับตัวขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเขาระบุว่า นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านราคายังคงมีอยู่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาษีน้อยที่สุด แม้ว่าจะมีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับตลาดแรงงานมากมายจากภาคเอกชน แต่ข้อมูลสถิติเงินเฟ้อไม่ได้มีมากมายเช่นนั้น

    กูลส์บีกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า หากไม่มีข้อมูลเหล่านั้น ก็จะมีปัญหา เฟดกำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ต้องคิดว่า เศรษฐกิจถึงจุดเปลี่ยนแล้วหรือยัง และถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านั้น มันก็จะยุ่งยากมากขึ้น

    ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจจะไม่สามารถทำงานได้ในช่วงชัตดาวน์ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันพุธ โดยรายงานประจำเดือนของสำนักงานสถิติแรงงานเกี่ยวกับราคาผู้บริโภคมีกำหนดการเผยแพร่ในวันที่ 15 ต.ค. และเจ้าหน้าที่เฟดจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 28-29 ต.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fAt0qOHvACdfeWJPFzrMa

  • คลังเดินหน้าเต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่ม ไม่ตกเหว

    คลังเดินหน้าเต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่ม ไม่ตกเหว

    คลังเดินหน้าเต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่ม ไม่ตกเหว

    วันนี้, 07:21น.

              การประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติตัณฑประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งเดินหน้า เพื่อผลักดันให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม ไม่ตกเหว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องนี้ และจะร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ กันดำเนินการอย่างเต็มที่ ภายใต้การรักษาเสถียรภาพทางการคลังอย่างเข้มข้น

              เบื้องต้นประเมินว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวได้เพียง 0.3% แต่จากการเร่งผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการบริโภค โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัส และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเป็นบวกเพิ่มอีก 0.2-0.4% ขณะเดียวกันยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง การเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่น เชื่อว่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจโตใกล้เคียงอีก 0.7% ดังนั้นจึงมั่นใจว่า เมื่อรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 จะโตเกิน 1% แน่นอน

              สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมผลักดันออกมาในระยะนี้ คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส วงเงินดำเนินการรวม 6.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การดำเนินการผ่านการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงิน 22,000 ล้านบาท และในสัปดาห์หน้า เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน         

              นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส โดยหลักจะเน้นไปที่กลุ่มไมโครเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบภาษี โดยจากข้อมูลของกรมสรรพากร พบว่า ร้านค้าที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท จำนวน 3 พันร้านค้า และที่มีรายได้ตั้งแต่ 1.8 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาท จำนวน 2 พันร้านค้า รวมทั้งสิ้น 5 พันกว่าร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าและบริการ อาหาร-เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป

              โดยจะใช้เม็ดเงินจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท คาดว่าเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ วันที่ 20-26 ต.ค.68 ขณะที่ร้านค้าลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.68 โดยสามารถลงทะเบียนได้จนกว่าจะจบโครงการ และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ต.ค. จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.68

              จากนั้น ในการประชุม ครม.วันที่ 14 ต.ค.68 กระทรวงการคลัง จะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองรอง โดยจะให้นำค่าใช้จ่ายในการเที่ยวเมืองรอง ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกัน ในช่วง 4 เดือนของการบริหารรัฐบาลชุดนี้ จะเร่งกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เร่งการจัดประชุมสัมมนา เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยพบว่าส่วนราชการมีงบประมาณในส่วนนี้ราว 3-4 พันล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3-4 พันล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหากสามารถผลักดันในส่วนนี้ได้ ก็จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้

              ขณะเดียวกัน จะเร่งสนับสนุนการออมภาคประชาชน เพื่อให้มีเงินใช้ยามเกษียณ ผ่านการซื้อสลากแบบ 6 หลัก (L6) ผ่านระบบออนไลน์ สำหรับผู้ที่ไม่ถูกรางวัล โดยจะมีการคืนเงิน ส่วนรายละเอียดของโครงการ ยังอยู่ระหว่างการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายใน 4 เดือนนี้อย่างแน่นอน

              สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า เริ่มเห็นการอ่อนค่าลงบ้างแล้ว โดยก่อนหน้านี้ ได้หารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยได้เน้นย้ำว่าจะต้องวิเคราะห์ให้ถูกต้องว่าการแข็งค่าของเงินบาทมีสาเหตุมาจากอะไร เพื่อหามาตรการแก้ไขแบบเกาให้ถูกที่คัน

              ส่วนที่มีการถามว่าทองคำมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทหรือไม่นั้น รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุว่า อาจจะมีผลบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดยังมีธุรกรรมอื่นอีกด้วย เช่น ข้อมูลบัญชีดุลการชำระเงินที่มีความคลาดเคลื่อนทางสถิติ รวมถึงอาจจะมีเรื่องเงินนอกตลาด เงินเทา ที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการ

              นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง กล่าวว่า สถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐฯ เชื่อว่าในระยะสั้นจะยังไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย เพราะสถานการณ์เพิ่งเกิดขึ้น และเรื่องนี้ตลาดรับรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ ดังนั้นผลกระทบระยะสั้น จึงน่าจะอยู่ที่สหรัฐฯ เป็นหลักมากกว่า โดยเฉพาะจากการเทขายหุ้น

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DP98rvTOEQnKD-in7l61c

  • ธปท. ติดตาม ชัตดาวน์ สหรัฐฯ  ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย

    ธปท. ติดตาม ชัตดาวน์ สหรัฐฯ ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย


    ธปท. ติดตาม สหรัฐฯ ชัตดาวน์ ยังไม่กระทบเศรษฐกิจไทย ตลาดเงินไทยยังไม่ผิดปกติ แนะผู้ประกอบการ-นักลงทุน บริหารความเสี่ยงค่าเงิน 

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า หากสถานการณ์ government shutdown ของสหรัฐฯ ไม่ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ น้อย เพราะหน่วยงานภาครัฐที่จำเป็นและสำคัญยังคงเปิดดำเนินการ (ตัวอย่างในอดีต ช่วงปลายปี 2018 เคยปิดดำเนินการนานที่สุด 35 วัน ซึ่งทางการสหรัฐฯ ประเมินว่ากระทบ GDP เพียง 0.02%) 
     
    สำหรับผลกระทบต่อไทยจะผ่านช่องทางความผันผวนในตลาดการเงินเป็นหลัก ขณะนี้ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในตลาดการเงินไทย แต่ต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจากฎหมายงบประมาณของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนบริหารความเสี่ยงจากความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงิน

    ภาพรวมตลาดการเงินโลก โดยรวมเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยช่วงข้ามคืนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) อ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อยที่ 0.2% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury) อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 1.2 bps สะท้อนว่าตลาดทยอยรับรู้ (priced-in) ความเสี่ยงจากประเด็นดังกล่าวไปบางส่วนแล้ว

    สำหรับตลาดการเงินไทย ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย 0.09% โดยเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 32.45 บาท ทั้งนี้ เงินสกุลภูมิภาคเคลื่อนไหวในกรอบแคบเช่นกัน ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 2 bps มาอยู่ที่ระดับ 1.4% ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FrlXcj7Nbi_3No2tVvZAY

  • “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมุ่งนำประเทศชาติเติบโตอย่างยั่งยืน

    “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมุ่งนำประเทศชาติเติบโตอย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.58 น.

    “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในเวทีการปฏิรูปการแข่งขันของประเทศ “TCCT – OECD Competition Day 2025” หวังสร้างกลไกการขับเคลื่อนใหม่เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้จัดการประชุมระหว่างประเทศ TCCT – OECD Competition Day 2025 เพื่อขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปการแข่งขันของประเทศ ภายใต้โครงการ OECD – Thailand Country Programme ระยะที่ 2 โดยมีหัวข้อหลักคือ “นโยบายการแข่งขัน” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสีเขียว และพลวัตทางการค้าโลก เป็นต้น ท่ามกลางสภาวะดังกล่าว กรอบการกำกับดูแลการแข่งขันที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และเข้มแข็ง จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเงื่อนไขที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

    การประชุมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วย Mr. Yoshiki Takeuchi รองเลขาธิการ OECD และได้รับเกียรติจากนายไมตรี สุเทพากุล ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยภายในงานมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลายประเด็น เช่น สภาพตลาดและการแข่งขันของไทยในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านพลังงาน กิจการด้านพลังงานและกิจการด้านโทรคมนาคม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า เป็นต้น เพื่อยกระดับนโยบายและพัฒนากฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นไปเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างกลไกการขับเคลื่อนใหม่เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง โดยมีแก่นสำคัญคือ การทำให้กระบวนการแข่งขันในตลาดดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ ปราศจากการบิดเบือนกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขัน เกิดการไหลเวียนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดนวัตกรรม เศรษฐกิจเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคเชิงระบบราชการ แต่กรอบการแข่งขันที่เข้มแข็งและเป็นธรรมย่อมเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการมีกฎกติกาที่ชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขัน ดังนั้น ความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการแข่งขันจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงการยึดหลัก “ความเป็นกลางในการแข่งขัน” (Competitive Neutrality) ซึ่งจะช่วยให้ทุกกิจการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนสามารถแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง

    รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า การจัดประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนานโยบายและกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากรายงานการประเมินกฎหมายและนโยบายการแข่งขันของประเทศไทย (OECD Peer Review) เป็นแนวทางหลักในการยกระดับกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของสำนักงาน กขค. ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

    ปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มตื่นตัวในการส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดด โดยแนวความคิดในโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจาก disruption ทั้งทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจและตลาดการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ล้าสมัยกะทันหัน จึงต้องปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางการแข่งขันของตลาดโลก ประเทศไทยเองต้องพัฒนาขีดความสามารถ สร้างตลาดเพื่อการแข่งขันทางการค้าให้ทันต่อพลวัต ปรับปรุงนโยบายและ

    แนวทางการใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเพื่อเสริมสร้างการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดและการกระจายผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยของไทยให้เข้าสู่ตลาดที่นับวันจะเป็นตลาดข้ามชาติได้มากขึ้น และสามารถแข่งขันกับผู้เล่นในตลาดข้ามชาติได้อย่างเป็นธรรม 

    ท้ายที่สุดแล้ว การดำเนินงานของสำนักงาน กขค. ได้ตอกย้ำเป้าหมายหลัก คือ การแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวความคิดที่เป็นประโยชน์ด้านการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ โดยประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนเองได้มีการดำเนินงานร่วมกันภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยกรอบความร่วมมือด้านการแข่งขันทางการค้า อันเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันทางการค้าถือเป็นนโยบายสำคัญของชาติ และพร้อมผลักดันให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเสรีและเป็นธรรม

    ////

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/448897&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JbSJN_fH1nEuCL9fJW-X8

  • ทองคำทะลุ 6 หมื่น! เศรษฐกิจซึมลึก-การเมืองในนอกกดดันฉ่ำ กูรูทองแนะรอจังหวะย่อซื้อ

    ทองคำทะลุ 6 หมื่น! เศรษฐกิจซึมลึก-การเมืองในนอกกดดันฉ่ำ กูรูทองแนะรอจังหวะย่อซื้อ

    “ราคาทองคำ” ยังคงทำสถิติพุ่งแรงต่อเนื่อง จากเดือนมกราคม 2568 ราคาทองคำแท่งในไทยเคลื่อนไหวเฉลี่ยราว 43,800 กว่าบาท ขณะที่ราคาทองคำแท่ง ล่าสุด ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ขายออกแตะระดับ 59,350 บาท ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีถึง 15,550 บาท คิดเป็น +35.5% 

    ฟากฝั่ง ราคาทองคำรูปพรรณ ขายออกล่าสุดแตะระดับ 60,150 บาท ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 16,000 บาทนับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนภาพความกังวลมหาศาลที่มีต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐฯจึงมาพักใจที่ทองคำ

    ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็นเหตุให้ “ใคร” ที่คิดจะแต่งงานในช่วงนี้ หรือปีต่อๆไปอาจต้องเร่งปรับแผนใหม่

    ภาพ สมาคมค้าทองคำ

    “อารีรัตน์ มุราชัย” หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ยอมรับว่า ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวตามกระแสการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนกังวลว่าหากการปิดทำการยืดเยื้อ

    ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างตัวเลขการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) หรือดัชนีอื่นๆ อาจล่าช้า ซึ่งจะทำให้ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดยิ่งคลุมเครือ ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่หนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกัน หากสามารถตกลงเรื่องงบประมาณกันได้ ต้องระวังแรงขายทำกำไรที่จะตามมาเช่นกัน

    ถ้าหากสภาวะชัตดาวน์เกิดขึ้นเพียงในระยะเวลาสั้นๆ และการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานยังเป็นไปตามกำหนดเดิมในคืนวันศุกร์ คาดว่าตลาดจะยังจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตัวเลขนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟด โดยมีการคาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนล่าสุดจะเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานน่าจะทรงตัวที่ 4.3% 

    แต่หากตัวเลขจ้างงานออกมาต่ำกว่าคาด จะสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม แต่หากตัวเลขจ้างงานฟื้นตัวดีกว่าคาด ความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยอาจค่อยๆลดลง

    ดังนั้นควรจับตาการตีความของตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นและทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ทองคำทะลุ 6 หมื่น! เศรษฐกิจซึมลึก-การเมืองในนอกกดดันฉ่ำ กูรูทองแนะรอจังหวะย่อซื้อ

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังเฝ้าติดตามการให้สัมภาษณ์และการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย เช่น Philip Jefferson, Susan Collins, Austan Goolsbee, Lorie Logan และ John Williams เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินต่อไป

    โดยคำแถลงเหล่านี้จะส่งผลต่อกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยและทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

    ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้น รอย่อซื้อ 3,835-3,815 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700-58,500 บาท) รับปัจจัยหนุนเชิงบวกจากภาวะ US Government Shutdown ในระยะนี้มองว่าเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

    ราคาทองมีแนวรับ 3,835-3,815 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทย ประมาณ 58,700-58,500 บาท) และแนวต้านทำกำไรที่ 3,885-3,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 59,600-59,800 บาท)

    พร้อมย้ำว่า การเข้าซื้อรอบนี้ควรเคร่งครัดในการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ 3,790 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 58,000) หากหลุดระดับดังกล่าวควรชะลอการเข้าซื้อ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/731282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oCFJS4-GIS-P6-ruI7ZZM

  • เปิดชื่อ 17 กุนซือ

    เปิดชื่อ 17 กุนซือ

    วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

    รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ จำนวน 17 คน โดยให้ นายธีรกุล นิยม เป็นประธานคณะที่ปรึกษาฯ

    โดยให้คณะที่ปรึกษาฯ มีหน้าที่และอำนาจให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการดำเนินการที่พิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ มอบหมาย

    สำหรับรายชื่อ 17 คน ตามเอกสารแนบท้าย ดังนี้

    – 006

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/918229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FxijnaqbdwGMYj1N66I4v

  • ฤทธิ์พายุบัวลอย ฝนถล่มพิษณุโลก ‘แม่น้ำน่าน’ เพิ่มสูงใกล้ล้นตลิ่ง จ่อท่วมเขตเศรษฐกิจ

    ฤทธิ์พายุบัวลอย ฝนถล่มพิษณุโลก ‘แม่น้ำน่าน’ เพิ่มสูงใกล้ล้นตลิ่ง จ่อท่วมเขตเศรษฐกิจ

    สถานการณ์น้ำแม่น้ำน่านน่าห่วง! โครงการชลประทานพิษณุโลกประกาศยกระดับเตือนภัยเป็น “ธงสีส้ม” หลังพายุโซนร้อน “บัวลอย” ทำฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสี่ยงล้นตลิ่ง โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจเมืองพิษณุโลก คาดภายในบ่ายวันพรุ่งนี้ระดับน้ำแตะ 10 เมตร

    1 ตุลาคม 2568 – เมื่อเวลา 15.00 น. นายวิทูร เกิดอินทร์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานพิษณุโลก เปิดเผยว่า ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน หลังตรวจพบปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “บัวลอย” ที่ก่อให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำน่าน

    ล่าสุด สถานีวัดน้ำ N60 อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงถึง 1,320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำตามลำน้ำด้านล่าง รวมถึงพิษณุโลกสูงขึ้นตามลำดับ โดยที่สถานีวัดน้ำ N.5A บริเวณสะพานเอกาทศรถ เขตอำเภอเมืองพิษณุโลก สามารถรองรับปริมาณน้ำได้สูงสุดไม่เกิน 1,360 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับตลิ่งอยู่ที่ 10.37 เมตร แต่ปัจจุบันวัดได้แล้วที่ 8.80 เมตร ซึ่งถือว่าใกล้ระดับวิกฤติ

    จากการประเมิน คาดว่าภายในบ่ายวันพรุ่งนี้ ระดับน้ำแม่น้ำน่านจะเพิ่มขึ้นแตะ 10 เมตร และอาจล้นตลิ่งเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจเมืองพิษณุโลก จึงได้ยกระดับการเตือนภัยเป็น “ธงสีส้ม”

    พร้อมกันนี้ ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำน่านและพื้นที่ลุ่มต่ำในหลายอำเภอ อาทิ อ.พรหมพิราม (ต.ตลุกเทียม/ศรีภิรมย์/มะต้อง/วงฆ้อง/พรหมพิราม/ท่าช้าง/หนองแขม/มะตูม) อ.เมืองพิษณุโลก (ต.มะขามสูง/ปากโทก/พลายชุมพล/หัวรอ/ในเมือง/วัดจันทร์/ท่าทอง/ท่าโพธิ์/วัดพริก/งิ้วงาม/วังน้ำคู้) และ อ.บางกระทุ่ม (ต.บ้านไร่/โคกสลุด/ไผ่ล้อม/นครป่าหมาก/บางกระทุ่ม/ท่าตาล/สนามคลี) ให้รีบยกของขึ้นที่สูง ดูแลกลุ่มเปราะบาง และติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/871580/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fJEHfIXfxL7mZU3S792UE