Category: เศรษฐกิจ

  • จับตา ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รัฐบาลอนุทิน ตั้งทีมไทยแลนด์เดินต่อเจรจาภาษีสหรัฐ

    จับตา ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รัฐบาลอนุทิน ตั้งทีมไทยแลนด์เดินต่อเจรจาภาษีสหรัฐ

    เศรษฐกิจ

    จับตา ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รัฐบาลอนุทิน ตั้งทีมไทยแลนด์เดินต่อเจรจาภาษีสหรัฐ

    13 ต.ค. 2025 เวลา 6:20 น.

    อนุทิน เตรียมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดแรก วาระสำคัญคือการแต่งตั้ง “ทีมไทยแลนด์” ชุดใหม่ เพื่อเดินหน้าเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐอเมริกา คาดว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมเจรจานอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้เร่งรัดการเจรจา FTA และบีโอไอจะเสนอมาตรการอำนวยความสะดวกการลงทุน

    • นายกฯ อนุทิน เตรียมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดแรก
    • วาระสำคัญคือการแต่งตั้ง “ทีมไทยแลนด์” ชุดใหม่ เพื่อเดินหน้าเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐอเมริกา
    • คาดว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมเจรจา
    • นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้เร่งรัดการเจรจา FTA และบีโอไอจะเสนอมาตรการอำนวยความสะดวกการลงทุน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันพุธที่ 15 ต.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดแรกของรัฐบาลชุดนี้ ภายหลังจากที่ประชุม ครม.เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เห็นชอบการแต่งตั้ง ครม.เศรษฐกิจที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีกรรมการจากรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ และหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงและหน่วยงานเศรษฐกิจเป็นกรรมการรวมกว่า 25 คน โดยการประชุมครั้งแรกของ ครม.เศรษฐกิจจะมีการประชุมที่อาคารรัฐสภา

    สำหรับวาระที่จะเข้าสู่การประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งแรกที่น่าติดตามคือการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการค้าสหรัฐชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่แทนคณะกรรมการชุดเดิมที่ยุติการทำงานลงพร้อมกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เป็น “ทีมไทยแลนด์” ทำหน้าที่ในการเจรจารายละเอียดที่เกี่ยวข้องในเรื่องภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ทั้งนี้คาดว่านายอนุทินจะมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีม

    “ศุภจี” จ่อนั่งหัวหน้าทีมเจรจาสหรัฐ

    ก่อนหน้านี้นางศุภจีกล่าวว่าในการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกในสัปดาห์หน้านี้ ทางฝั่งกระทรวงพาณิชย์จะมีการพูดคุย 2 เรื่อง คือ 1. เรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ  และ 2.เรื่องเจรจา FTA  โดยการเจรจาภาษีกับทางสหรัฐ ปัจจุบันในขั้นตอนการพูดคุยทางเทคนิค โดยมีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในเรื่องของถิ่นกำเนิดสินค้า และสัดส่วนมูลค่าที่ผลิตในภูมิภาค (RVC) โดยพยายามจะเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 

    โดยในส่วนของการเป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์เจรจาภาษีกับสหรัฐนั้นจะต้องมีการหารือกันและให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบอย่างเป็นทางการ เพราะในมุมของประเทศมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องนำภาคเอกชน และกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยด้วย  

    กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย โดยตั้งเป้าหมายให้การเจรจารายละเอียดมีข้อยุติภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศได้รับความชัดเจนและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเน้นให้ทุกภาคส่วนทำการบ้านล่วงหน้า รวมทั้งเตรียมตลาดทดแทน และวางกลยุทธ์สินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

    เสนอเร่งเดินหน้า FTA 

    นอกจากนี้ในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจกระทรวงพาณิชย์จะหารือในเรื่องการเร่งรัดเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) โดยปัจจุบันไทยมีการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ไว้แล้ว 14 ฉบับ ขณะเดียวกันไทยจะมีการดำเนินการเจรจา FTA เพิ่มเติมอีก 2 ฉบับให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 คือ ไทย-อียู และไทย-เกาหลีใต้ 

    ขณะที่ในส่วนของการเร่งรัดการลงทุนโดยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการมาลงทุนในประเทศไทยนั้นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีวาระที่จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจพิจารณาเช่นกัน เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนที่สำคัญๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ และโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีวงเงินลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท

    ลุ้นเคาะ Fast Pass เร่งลงทุนเอกชน

    เมื่อเร็วๆนี้นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอเปิดเผยว่าในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการลงทุนรัฐบาลมีแผนจะนำเอากลไกที่เรียกว่า  “Fast Pass”  ซึ่งเป็นกลไกใหม่ตามนโยบายรัฐบาล โดยจะมอบสถานะโครงการที่เป็น Fast Pass ให้กับโครงการสำคัญที่เป็นเชิงยุทธศาสตร์ และระดับประเทศ โครงการที่ได้รับสถานะนี้จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้เป็นแบบ “Fast Track” ทั้งในการติดต่อขอใบอนุญาตจากหน่วยงานต่าง ๆ

    โดยมาตรการชุดนี้จะถูกนำเสนอต่อบอร์ดบีโอไอ และจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เศรษฐกิจด้วย เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเพราะเป็นการทำงานแบบข้ามหน่วยงาน และข้ามกระทรวงเพื่อผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นโดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pnOdHvH2nhS3HW3IPNa7K

  • ภท.พุ่งอันดับหนึ่ง  โพลชี้ปชช.เชื่อมั่นแก้เศรษฐกิจ  คนไทยสับสนมาก‘กาบัตร4ใบ’

    ภท.พุ่งอันดับหนึ่ง โพลชี้ปชช.เชื่อมั่นแก้เศรษฐกิจ คนไทยสับสนมาก‘กาบัตร4ใบ’

    วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย”มากสุดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตามด้วยพรรคประชาชน ขณะที่“นิด้าโพล”เผยผลสำรวจ คนไทยสับสนมากบัตร 4 ใบ 6 คำถาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 สวนดุสิตโพล ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจแบบแจกช่วยจริงหรือแค่ชั่วคราว” จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,203 คน(สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 ตุลาคม 2568 โดยประชาชนคิดว่านโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแบบใด พบว่า 29.51 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าเป็นการเน้นแจกเงินหรือช่วยเฉพาะหน้า , 28.26 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน , 21.86 เห็นว่าทั้งแจกและพัฒนาไปพร้อมกัน และ 20.37 เปอร์เซ็นต์เห็นว่า เป็นการสร้างงานและเพิ่มรายได้ในระยะยาว สำหรับนโยบายแบบ “แจกเงิน-ลดภาระชั่วคราว” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใดนั้น 80.72 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าช่วยได้ในระยะสั้น , 11.64 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าช่วยได้มาก และ 7.64 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า “ไม่ช่วยเลย”และถ้ารัฐบาลมีงบประมาณจำกัด ประชาชนอยากให้ใช้กับเรื่องใดมากที่สุด 53.72 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า อยากให้ลงทุนจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ , 51.96 เปอร์เซ็นต์ อยากให้พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ระยะยาว และ 49.37 เปอร์เซ็นต์ อยากให้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

    ส่วนคำถามที่ว่า ประชาชนคิดว่ารัฐบาลควรแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างไร จึงจะคุ้มค่าและยั่งยืน พบว่า 67.17 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า ควรจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระดับประเทศ , 58.23 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า ควรลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยาว และ 54.05 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า ควรฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจในพื้นที่น้ำท่วมหลังน้ำลด เมื่อถามว่า ณ วันนี้ ประชาชนคิดว่า พรรคการเมืองใดที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย มาอันดับ 1 ได้ 19.87 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยพรรคประชาชนได้ 17.37 เปอร์เซ็นต์และ “ยังไม่เชื่อพรรคใด” 16.63 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคเพื่อไทยได้อันดับ 4 ที่ 13.13 เปอร์เซ็นต์

    ขณะเดียวกันศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง“บัตรลงคะแนน4ใบ 6คำถาม จะไหวไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ โดยใช้จำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    จากการสำรวจพบว่า เมื่อถามความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม (บัตรเลือก ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งหนึ่งใบ; บัตรเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหนึ่งใบ; บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหนึ่งใบ สองข้อ; บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 หนึ่งใบ สองข้อ) ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของประชาชนทั่วไป พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.55 ระบุว่า สับสนมาก รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน ร้อยละ 11.99 ระบุว่า ไม่สับสนเลย และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน ด้านความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของตนเอง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 34.73 ระบุว่า ไม่สับสนเลย รองลงมา ร้อยละ 26.80 ระบุว่า สับสนมาก ร้อยละ 23.36 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน และร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

    สำหรับความเพียงพอของระยะเวลา 4 เดือน ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเตรียม ความพร้อมเลือกตั้งและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่เพียงพอเลย รองลงมา ร้อยละ 24.43 ระบุว่า เพียงพอแน่นอน ร้อยละ 22.14 ระบุว่า ค่อนข้างเพียงพอ ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเพียงพอ และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ เมื่อถามความคิดเห็นต่อการจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ในวันเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.16 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการทั้งหมดในวันเดียวกัน รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า ควรแยกการดำเนินทั้งสามเรื่องเป็นคนละวันกัน ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ออกไปอีกวัน ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ออกไปอีกวัน ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 2.82 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกไปอีกวัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/920608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KPG-CI9_VMtaxw3hXXx0Q

  • เปิดโปรเจกต์เสนอรัฐบาล 4 เดือน ทอท.เข็นลงทุนขยาย ‘สุวรรณภูมิ’

    เปิดโปรเจกต์เสนอรัฐบาล 4 เดือน ทอท.เข็นลงทุนขยาย ‘สุวรรณภูมิ’

    เศรษฐกิจ

    12 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    ทอท.เข็นลงทุนภายใน 4 เดือนนี้ ชง ครม.ไฟเขียวโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท คาดเปิดประมูลปีนี้ พร้อมเดินหน้าตอกเสาเข็มปีหน้า เพื่อเพิ่มการรองรับผู้โดยสารอีก 15 ล้านคนต่อปี

    • ทอท.เข็นลงทุนภายใน 4 เดือนนี้ ชง ครม.ไฟเขียวโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท คาดเปิดประมูลปีนี้ พร้อมเดินหน้าตอกเสาเข็มปีหน้า เพื่อเพิ่มการรองรับผู้โดยสารอีก 15 ล้านคนต่อปี
    • พร้อมเดินหน้าแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินให้รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 120 ล้านคนต่อปี

    กรอบระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล “อนุทิน” ซึ่งจะมีอำนาจเต็มในการลงนามสัญญาและเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ที่เป็นเสาสำคัญของการอัดเม็ดเงินการลงทุนภาครัฐลงระบบเศรษฐกิจ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมาสั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ว่าจะต้องเร่งเบิกจ่ายให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการจ้างงาน

    บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีแผนการลงทุนและงบประมาณพร้อมต่อการลงทุน ได้ประกาศแผนในช่วง 4 เดือนภายใต้รัฐบาลนี้จะเร่งเดินหน้าผลักดันการลงทุนที่มีความพร้อม โดยเฉพาะการขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่เป็นประตูหลักของการต้อนรับนักท่องเที่ยว

    เปิดโปรเจกต์เสนอรัฐบาล 4 เดือน ทอท.เข็นลงทุนขยาย 'สุวรรณภูมิ'

    “ปวีณา จริยฐิติพงศ์” รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ภายในช่วง 4 เดือนนี้ ทอท.จะเร่งผลักดันโครงการลงทุนที่มีความพร้อมอย่างโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ขยายพื้นที่เพิ่มเติม 81,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 15 ล้านคน

    ซึ่งสถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ คาดว่าหาก ครม.อนุมัติภายในปีนี้ ก็จะสามารถดำเนินการในขั้นตอนเปิดประกวดราคาได้ทันที และตามแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 แล้วเสร็จในปี 2573 โดยเมื่อโครง East Expansion เปิดให้บริการ จะเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรวมจากเดิม 65 ล้านคนต่อปี เป็น 70 – 80 ล้านคนต่อปี

    เปิดโปรเจกต์เสนอรัฐบาล 4 เดือน ทอท.เข็นลงทุนขยาย 'สุวรรณภูมิ'

    นอกจากนี้ ทอท.จะเดินหน้าแผนการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) โดยยกเลิกแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร SAT-2 และหันมาขยายอาคาร South Terminal ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อความสะดวกสบายของผู้โดยสาร ซึ่งอาคารนี้จะมีพื้นที่ 1,597,000 ตารางเมตร เพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสาร 120 ล้านคนต่อปี รับ 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และมี 160 หลุมจอดระยะประชิด (Contact Gate)

    เปิดโปรเจกต์เสนอรัฐบาล 4 เดือน ทอท.เข็นลงทุนขยาย 'สุวรรณภูมิ'

    เปิดโปรเจกต์เสนอรัฐบาล 4 เดือน ทอท.เข็นลงทุนขยาย 'สุวรรณภูมิ'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w8OjwN9K7GIrs_P7e49DS

  • วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ใครได้สิทธิ์-ใช้เงินวันไหน เช็กทุกเงื่อนไข ก่อน 20 ต.ค.นี้

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ใครได้สิทธิ์-ใช้เงินวันไหน เช็กทุกเงื่อนไข ก่อน 20 ต.ค.นี้

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 2568 สำหรับประชาชน

    คู่มือลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ฉบับสมบูรณ์ เริ่ม 20-26 ต.ค. 68 ผ่านแอปฯ เป๋งตัง เช็กเงื่อนไขใครเข้าร่วมได้บ้าง ได้เงินเท่าไหร่ ไขข้อสงสัยใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในวันไหน ไม่ให้พลาดสิทธิ์

    เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเปิดลงทะเบียนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ประชาชนรอคอยอย่าง คนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 วันนี้ทีมข่าวได้รวบรวมทุกรายละเอียดสำคัญ ทั้งคุณสมบัติ, สิทธิประโยชน์, ขั้นตอนการลงทะเบียน และเงื่อนไขที่ต้องรู้ เพื่อให้ทุกท่านเตรียมความพร้อมก่อนใคร

    เช็กคุณสมบัติ ใครมีสิทธิ์ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

    ก่อนวันลงทะเบียน 20 ต.ค. ที่จะถึงนี้ ประชาชนควรตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของตนเองก่อน ดังนี้

    • เป็นบุคคลสัญชาติไทย
    • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประจำตัวประชาชน

    ส่วนผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และ ผู้ที่เคยถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งเฟส 1-5 จะไม่มีสิทธิ์ลงทะเบียนใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสในครั้งนี้

    คู่มือลงทะเบียน คนใหม่-คนเก่า ต้องทำอย่างไรบ้าง

    สำหรับคนเก่า (ผู้ที่เคยใช้สิทธิ์เฟส 5) ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงเข้าไปที่แอปฯ เป๋าตัง ในช่วงวันที่ 20-26 ต.ค. แล้วกดที่แบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อกดยืนยันสิทธิ์

    ส่วนคนใหม่ (ผู้ที่ไม่เคยใช้สิทธิ์เฟส 5) จะต้อง ลงทะเบียนใหม่ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง โดยการถ่ายรูปบัตรประชาชน, กรอกข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย Krungthai NEXT หรือการสแกนใบหน้า

    วิธีลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง​

    คนละครึ่งพลัสเริ่มลงทะเบียนสำหรับประชาชนผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06:00 – 22:00 น. แบ่งเงื่อนไขการลงทะเบียนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่เคย และ ไม่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    ผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส
    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง
    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ์
    6. เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.
    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิ์คงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง
    ผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ปี 2565
    ภาพจาก : คนละครึ่งพลัส

    ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส
    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง และ SMS (ภายใน 3 วัน)
    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ์
    6. เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.
    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิ์คงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง
    ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ปี 2565
    ภาพจาก : คนละครึ่งพลัส

    เปิดสิทธิประโยชน์ คนละครึ่งพลัสใครได้เท่าไหร่?

    โครงการคนละครึ่งพลัส แบ่งกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์เป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

    กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษี

    • ได้รับสิทธิ์แบบ 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60%, ประชาชนออก 40%)
    • รัฐบาลจะสมทบให้ 2,400 บาท

    ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568

    กลุ่มประชาชนทั่วไป (นอกระบบภาษี)

    • ได้รับสิทธิ์แบบ 50:50 (รัฐช่วยจ่าย 50%, ประชาชนออก 50%)
    • รัฐบาลจะสมทบให้ 2,000 บาท

    ประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้างต้น

    กฎเหล็กที่ต้องรู้ ห้ามพลาดใช้ครั้งแรกก่อน 11 พ.ย. 68

    เพื่อให้ไม่ถูกตัดสิทธิ์ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ทุกคนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยต้องใช้สิทธิ์ครั้งแรก ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเวลา 23:00 น. หากไม่ใช้ภายในเวลาที่กำหนด จะถูกตัดสิทธิ์ทันที สามารถซื้อขายและสแกนจ่ายแบบพบหน้ากัน (Face-to-face) สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่เวลา 06:00 – 23:00 น. ของทุกวัน

    ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนทุกท่านเตรียมความพร้อมของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และตรวจสอบคุณสมบัติของตนเอง เพื่อรอลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ์ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

    ข้อมูลจาก : คนละครึ่งพลัส

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1470554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UiZIheQtz7Pj_C4N5oi68

  • SME-สตาร์ทอัปบนเส้นทางลงทุนสู่SDGs

    SME-สตาร์ทอัปบนเส้นทางลงทุนสู่SDGs

    ทั้งนี้ เวที Little Giants ภายในงาน Southeast Asia Trade and Development Forum 2025 จึงเป็นเวทีที่เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปจากหลายประเทศในภูมิภาคได้ส่งเสียงของตัวเอง ถูกนำมาแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้น พร้อมบทเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพยักษ์เล็ก ให้ก้าวสู่การเป็นผู้เปลี่ยนเกมบนเวทีโลก โจทย์ใหญ่คือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ไทยจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้อย่างไร

    สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเร่งตัวของเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสิ่งแวดล้อม มาตรการกีดกันทางการค้า และโครงสร้างประชากร ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลก

    สำหรับอาเซียน ความท้าทายดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นที่เราจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และเร่งสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้ภูมิภาคของเราสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

    สุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า โลกธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด การแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน หรือความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปที่ต้องแข่งขันในห่วงโซ่มูลค่าโลก การจัดฟอรัมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่เชิงนโยบายที่สามารถสังเคราะห์ข้อเสนอไปสู่ภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญของ ITD นับตั้งแต่ก่อตั้ง

    ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปแตกต่างจากองค์กรใหญ่คือ ความยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ หลายธุรกิจเกิดจากความเชื่อมั่นในอุดมการณ์และความพยายามสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้ตลาด สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย ข้อได้เปรียบเช่นนี้ช่วยให้เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เมื่อต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้รายงานยังชี้ว่า แม้ FDI โลกหดตัว แต่เศรษฐกิจดิจิทัลกลับเติบโตสวนกระแส มูลค่าโครงการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า บริษัทข้ามชาติ 100 อันดับแรกมีรายได้กว่า 20% จากธุรกิจเทคโนโลยี สำหรับประเทศไทย หากพัฒนากำลังคน กฎเกณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ก็สามารถวางตัวเองให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลและ  Green Economy ของภูมิภาคได้ เพราะการลงทุนเพื่อบรรลุ SDGs ในประเทศกำลังพัฒนาลดลง 25-30% ยกเว้นสาธารณสุขที่ยังเติบโต แม้เป็นวิกฤต แต่ก็เปิดโอกาสใหม่ หากไทยออกแบบนโยบายดึงดูดการลงทุนในพลังงานสะอาด น้ำ และเกษตรที่ยั่งยืน จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนระยะยาว

    อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีล้ำหน้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเข้าใจในคน สังคม และตลาดปลายทาง เพราะการขยายตลาดข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องของสินค้า แต่คือเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว และยังชี้ชัดว่าเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นชายขอบอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจใหม่ หากประเทศไทยสามารถเสริมสร้างความพร้อม สนับสนุนด้วยนโยบายที่ต่อเนื่อง และคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนได้อย่างทันท่วงที “ยักษ์เล็ก” ของไทยก็จะสามารถยืนหยัด เติบโต และแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างมั่นใจ.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/877679/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tg6RGbbeTjd60JZ8ddjh3

  • เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงและมีรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงาน สำหรับ “ไชยชนก ชิดชอบ” นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ในฐานะเลขาธิการพรรค “ภูมิใจไทย”

    แม้จะมีเวลาเข้ามานั่งบริหารงานในช่วงชั้นประมาณ 4 เดือน ก็จะมีการบยุบสภาช่วงเดือน ม.ค. 69 โดยอาจจะมีเวลารักษาการในตำแหน่งอีกประมาณ 4 เดือน และจัดเลือกตั้งใหม่ในช่วง มี.ค.-เม.ย. 69 

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่มีเวลาทำงานจำกัด การขับเคลื่อนนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้มีผลงานประจักษ์ ซึ่งหากทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะหวนกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้งในสมัยหน้า!?!

    ภาพ pixabay.com

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงดีอี ถือว่าเป็นกระทรวงที่สำคัญไม่แพ้กระทรวงอื่นๆ ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและพัฒนาประเทศก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

    วันนี้ “เดลินิวส์” จะพามาเปิดวิสัยทัศน์ และ นโยบาย ของ “รมว.ดีอี ป้ายแดง” คนใหม่ว่าจะมีทิศทางพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง หลังได้พบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ !?!

    ไชยชนก ชิดชอบ”  บอกว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี นั้น ตนเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรคที่มากประสบการณ์จะให้ทำงานอยู่ตรงไหน ตนเองไม่ได้เลือกว่าจะไปตรงไหน อย่างไร แต่สิ่งสำคัญ คือ ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะทำให้สุดความสามารถ  โดยมีเรื่องอยากทำหลายอย่างแต่ข้อจำกัดเรื่องเวลา ก็ต้องเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

    โดยเฉพาะตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ มีภัยรุมเร้าหลายเรื่อง จึงเน้นเรื่องป้องกันภัยและประคับประคองช่วยเหลือประชาชน  เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วง 4 เดือนนี้ไปให้ได้ 

    ไชยชนก ชิดชอบ

    สำหรับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนกระทรวงดีอี นั้น ได้เตรียมดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนรองรับนโยบาย  “Quick Big Win”  ของรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ 1. ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภัยความมั่นคง  3. ภัยเศรษฐกิจ และ 4. ภัยสังคม โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับพี่น้องประชาชน

    ในเรื่อง “ภัยธรรมชาติ”  นั้น ทาง “ไชยชนก ชิดชอบ” บอกว่า จะเร่งให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ  โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ ด้วยการประสานกับหน่วยงานรัฐที่ดูแลบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่างๆ

    “ได้มีการติดต่อประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการแจ้งเตือนภัยและจัดการภัยพิบัติ ซึ่งความร่วมมือจะออกมาในแนวการแชร์ความรู้ อบรม  แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง ประสานเอกชนในการเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที”

    ไชยชนก ชิดชอบ

    ขณะที่เรื่อง “ภัยความมั่นคง” จะเร่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน สร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    “ได้จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชน และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น รวมถึงร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator)  ดูแลสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมด เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ”

    ส่วนเรื่อง “ภัยเศรษฐกิจ” นั้น ทาง รมว.ดีอี บอกว่า จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทย กระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัดจะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ

    ภาพ pixabay.com

    “สิ่งที่จะเร่งทำ คือ การแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียม หรือจีพี  การบังคับใช้ขนส่งไม่ให้ผู้ซื้อได้เลือก  ซึ่งหลังเข้ารับตำแหน่ง ก็มีแพลตฟอร์มหลายรายได้ขอเข้าพบ จึงจะพยายามเจรจา เพื่อความขอความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เดือน การแก้กฎหมายต่างๆ ต้องใช้เวลานาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม ประชาชนผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม”  

    สำหรับ “ภัยทางสังคม” จะเร่งสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ด้วยการสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสังคมดิจิทัล รวมถึงยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามเชิงรุกกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติมอีก เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายต่อทั้งบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สุดท้ายแล้วทุกนโยบายจะเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน!?!

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196845/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q-jdCLpr4JoZhGjfUYnRX

  • เคลียร์ชัด ร้านค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-หวย เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสได้ไหม

    เคลียร์ชัด ร้านค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-หวย เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสได้ไหม

    ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสได้ไหม

    ร้านค้าต้องรู้! คนละครึ่งพลัสขายอะไรได้บ้าง? ร้านเหล้า-เบียร์ สลากกินแบ่งรัฐบาล เข้าร่วมได้หรือไม่ เตรียมลงทะเบียน 15 ตุลาคม 2568

    ใกล้เข้ามาทุกที่กับการใช้สิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ หนึ่งในคำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการจำนวนมากสงสัยคือ ประเภทของร้านค้าและสินค้าใดบ้างที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยเฉพาะร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทีมข่าวการเงินได้สรุปทุกเงื่อนไขและข้อกำหนดจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนลงทะเบียน

    จากเงื่อนไขของโครงการฯ ร้านค้าที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ แต่สิทธิ์คนละครึ่งพลัสของประชาชน ไม่สามารถนำมาใช้ชำระค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

    นอกเหนือจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว โครงการฯ ยังได้กำหนดประเภทสินค้าและบริการที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่

    • สลากกินแบ่งรัฐบาล
    • ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
    • บัตรกำนัล (Voucher)
    • บัตรเงินสด (Cash Card)
    • บริการรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า

    ทบทวนคุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส

    โครงการคนละครึ่งพลัสได้ขยายประเภทของร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมได้ ดังนี้

    1. เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการร้านค้าฯ) ดังนี้

    ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ

    • ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านค้าธงฟ้าฯ) ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ
    • ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ
    • ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ)

    ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ และต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้

    2. ผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการบริการฯ) ดังนี้

    • ผู้ประกอบการบริการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ
    • ผู้ประกอบการบริการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมือง ตาม พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ หรือ
    • ผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ

    ทั้งนี้ ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ และกรณีเป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา จะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

    3. ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ดังนี้

    • ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
    • ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น

    4. ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ)

    5. เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป หรือให้บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 กันยายน 2568

    ทั้งนี้ ผู้ให้บริการนวด สปา หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

    6. ร้านค้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่
    (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    7. ประเภทสินค้าและบริการ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และบริการขนส่งสาธารณะ
    โดยไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า

    อย่างไรก็ดี การกำหนดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าและบริการของโครงการฯให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด ขอให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองให้พร้อม และเตรียมตัวลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1470575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f1acYFGD-sRPAX4k1r_FI

  • ธ.ก.ส. ส่งเงินฝากทองนพคุณ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.15% จ่ายรายเดือน

    ธ.ก.ส. ส่งเงินฝากทองนพคุณ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.15% จ่ายรายเดือน

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.เปิดตัวเงินฝากทองนพคุณ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝากเงินแล้วรับดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุด 2.15% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน แบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย

    • ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ถึง 15 เมษายน 2569 อัตราดอกเบี้ย  1.30% ต่อปี
    • ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 – 15 กรกฎาคม 2569 อัตราดอกเบี้ย 1.35% ต่อปี
    • ช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 – 13 สิงหาคม 2569  อัตราดอกเบี้ย 2.15% ต่อปี

    เฉลี่ยทั้งโครงการ 1.40% ต่อปี  เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1.65% ต่อปี ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย สำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)

    ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยจ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีและฝากเงินได้ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 – 15 พฤศจิกายน 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก 

    นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เงินฝาก ที่ให้ผลตอบแทนเป็นการจ่ายดอกเบี้ยทันที สามารถฝากเงินฝากทองชมพูนุชที่มีอัตราดอกเบี้ย 1.40% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 7 เดือน ฝากได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 4 ธันวาคม 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/641222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zHG-BicbMmxw4W9FWsYa-

  • “จีนไม่กลัว” ชาวกรุงปักกิ่งไม่หวั่นหลังทรัมป์เตรียมเก็บภาษีเพิ่มอีก 100%

    “จีนไม่กลัว” ชาวกรุงปักกิ่งไม่หวั่นหลังทรัมป์เตรียมเก็บภาษีเพิ่มอีก 100%

    ชาวกรุงปักกิ่งของจีนแสดงความเฉยเมยและท้าทายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อสำนักข่าว AFP ถามถึงภัยคุกคามล่าสุดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่จะกำหนดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ที่รุนแรงต่อจีน เพื่อตอบโต้การควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธของจีน

    เมื่อวันศุกร์ทรัมป์ประกาศอย่างกะทันหันว่าสหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนทั้งหมดเพิ่มอีก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน “หรือเร็วกว่านั้น” และยังแสดงความไม่แน่ใจว่าการประชุมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่

    หลิวหมิง พนักงานในบริษัทซอฟต์แวร์วัย 48 ปีเผยว่า “ผมไม่รู้สึกอะไรเลยตอนที่เห็นข่าวครั้งแรก ทรัมป์มักจะมีนโยบายแบบเด็กๆ หรือเอาแต่ใจแบบนี้เสมอ จีนไม่กลัวมาตรการคว่ำบาตรหรือนโยบายใดๆ ของสหรัฐฯ ที่มุ่งจำกัดเรา เรามีความมั่นใจและความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น”

    หลิวมองว่าทรัมป์เป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นเดียวกับชาวกรุงปักกิ่งคนอื่นๆ ที่ AFP สัมภาษณ์

    หลิวบอกว่า “จากมุมมองของคนจีน เขาไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไร เขาเปลี่ยนจากนโยบายนี้ไปนโยบายนั้นอยู่เสมอ ก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลก ไม่แน่วแน่”

    ไอรีน หวัง พนักงานบริษัทประกันภัยในวัยเลข 3 เผยในทำนองเดียวกันว่า “วันนี้เขาพูดอย่างหนึ่ง แต่บางทีหลังงีบไปตื่นหนึ่งเขาอาจจะเปลี่ยนใจอีกครั้ง อายุเท่านี้ (79) เขาน่าจะใจเย็นกว่านี้หน่อย!”

    หวังเชื่อว่าภาษีทรัมป์อัตราสูงลิ่วนี้อาจส่งผลตรงกันข้ามกับที่คาดไว้ “สำหรับชาวอเมริกัน มันอาจส่งผลกระทบได้” เนื่องจากภาษีศุลกากรต่อสินค้าของจีนอาจทำให้ราคาในสหรัฐฯ สูงขึ้น”

    สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในจีน หวังยอมรับว่าเธอไม่อาจเพิกเฉยต่อข่าวนี้ได้อย่างสิ้นเชิง “พูดตามตรง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ดังนั้นเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร”

    ชาวกรุงปักกิ่งบางคนเผยกับ AFP ว่า พวกเขาหวังว่าจะเกิดผลกระทบไม่มากกับเศรษฐกิจของจีนหากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

    เจสสิกา หยี วัย 40 ปีบอกว่า “ภาคการนำเข้าส่งออก โดยเฉพาะธุรกิจต่างๆ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระดับหนึ่ง” แต่ “สำหรับคนทั่วไปในจีน ในอนาคตอันใกล้นี้ ฉันคิดว่าชีวิตประจำวันของพวกเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก”

    หยียังรำพึงรำพันถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ว่า “ยิ่งสถานการณ์สงบสุขมากเท่าไหร่ การพัฒนาเศรษฐกิจก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากขึ้นเท่านั้น เราหวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ”

    ลิซา หลิว เพื่อนร่วมงานของหยีบอกว่า เธอเห็นข้อดีหนึ่งอย่างในความคาดเดาไม่ได้ของทรัมป์ “เขาทำให้เรามีเรื่องพูดคุยมากมายบนโต๊ะอาหาร”

    Photo by Andrew Harnik / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-is-not-afraid-beijingers-shrug-off-trump-tariff-threat&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nmOJgNftqVBIhVTI_9jRr

  • เอส ‘จ้าเกินเบลอร์’ น้ำอัดลมเรืองแสง รุกตลาด Gen ซ่า

    เอส ‘จ้าเกินเบลอร์’ น้ำอัดลมเรืองแสง รุกตลาด Gen ซ่า

    แบรนด์น้ำอัดลม ‘เอส’ ภายใต้บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จุดประกายตลาดน้ำอัดลมสีให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ ‘est Glow Edition’ – น้ำอัดลมสีที่ ‘เรืองแสงเมื่อส่องไฟ’ ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แคมเปญใหญ่ “est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์ (Too Awesome to Dim)” เจาะกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่รักความสนุก สดใส และกล้าเป็นตัวเอง

    สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดน้ำอัดลมสีในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 17,391 ล้านบาท โดยภาพรวมตลาดหดตัวลง -6% แต่ ‘เอส’ ยังคงเติบโตสวนทางตลาดถึง 6% และครองส่วนแบ่งในช่องทางโมเดิร์นเทรดสูงถึง 24.6% ตามข้อมูลนีลเส็นไอคิว (ก.ย. 67–ส.ค. 68)

    “เอสสามารถรักษาการเติบโตเหนือคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยรสชาติที่หลากหลาย การสื่อสารที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และนวัตกรรมที่แตกต่าง”

    — สุภรณ์ กล่าว

    ล่าสุด เอสเดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดน้ำอัดลมสี ด้วย “est Glow Edition” น้ำอัดลมเรืองแสง 4 สี 4 รสชาติ ที่มิกซ์ผลไม้หลากชนิดอย่างลงตัว ได้แก่
    • est Electric Green (แอปเปิ้ลผสมกีวี่) จำหน่ายทั่วประเทศ
    • est Sigma Blue (มิกซ์เบอร์รี่ผสมพีช) วางขายเฉพาะ Lotus’s และ Makro
    • est Pinky Winky (พีชและดอกซากุระ) จำหน่ายเฉพาะ 7-Eleven
    • est Flashy Yellow (แคนตาลูปผสมสาลี่หิมะ) วางเฉพาะ Big C

    est-glow-edition-gen-za-thaibev-market-brand-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เอส ยังเปิดตัวพรีเซนเตอร์สุดฮอต ‘GELBOYS’ 4 หนุ่มซ่า-นิว ชยภัค, ไปป์ มนธภูมิ, พีเจ มหิดล และเลออน เซ็ค ในภาพยนตร์โฆษณา ‘แลปจ้า’ ที่เล่นกับเทคนิค Glow in the Dark ถ่ายทอดความซ่าในแบบ Gen Z

    แคมเปญ “est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์” ยังขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่
    1. สร้างรสชาติผลไม้ใหม่สุดครีเอต
    2. สร้างประสบการณ์ดื่มน้ำอัดลมเรืองแสงครั้งแรกในไทย
    3. ใช้พรีเซนเตอร์ที่โดนใจกลุ่ม Gen Z
    4. สื่อสารครบทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่าน TikTok Challenge, LED Glow Billboard และกิจกรรมเรืองแสงทั่วกรุง

    ไฮไลต์ของการเปิดตัวคืออีเวนต์ “เอส เปิดปฏิบัติการแลปซ่าจ้าเกินเบลอร์” ที่จัดขึ้น ณ สามย่านมิตรทาวน์ (10 ต.ค. 2568) พร้อมกิจกรรมทดลองมิกซ์รสชาติ Glow Edition สุดซ่า และเซอร์ไพรส์จากอินฟลูเอนเซอร์สาย Gen ซ่า

    เอส ยังเตรียมต่อยอดความแรงด้วยการร่วมสนับสนุนอีเวนต์สุดมันส์ของคนรุ่นใหม่ ทั้ง “Siam Halloween: ปิดสยาม มันส์สยอง” “Monster Music Festival 2025” และรายการวาไรตี้ ‘GELTY’ ของ 4 หนุ่ม GELBOYS

    สุภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปี 2569 เอสจะเดินหน้าสานต่อแคมเปญภายใต้แนวคิด “Born to be Awesome” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความกล้า ความสนุก และความสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมตอกย้ำจุดยืนแบรนด์น้ำอัดลมของภูมิภาคเอเชียที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง

    est-glow-edition-gen-za-thaibev-market-brand-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/est-glow-edition-gen-za-thaibev-market-brand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw178EY-Q0djvwokkV1ZbJOe