Category: เศรษฐกิจ

  • เชื่อ เวิลด์ คัพ 2026 ดันส่งออกลูกฟุตบอลไทยโต 9.8%

    เชื่อ เวิลด์ คัพ 2026 ดันส่งออกลูกฟุตบอลไทยโต 9.8%

    กรุงเทพฯ, วันที่ 12 ต.ค. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมผลิตลูกฟุตบอลไทย และเกี่ยวเนื่องจะได้ผลกระทบเชิงบวกจากมหกรรมฟุตบอลโลก หรือ World Cup 2026 โดยชี้ว่า ในปี 2024 ไทยติด Top 5 ผู้ส่งออกลูกฟุตบอลของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากเวียดนาม โดยมูลค่าการส่งออกลูกฟุตบอลไทยนั้นอยู่ที่ราว 2.9 พันล้านบาท

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ฟุตบอลโลกเป็นแรงหนุนสำคัญต่อยอดส่งออกลูกฟุตบอลทุก 4 ปี โดยคาดว่าการแข่งขันในปี 2026 จะช่วยหนุนให้การส่งออกลูกฟุตบอลไทย ขยายตัวถึง 9.8% ปัจจัยหนุนอุตสาหกรรมผลิตลูกฟุตบอลมีทั้ง ข้อได้เปรียบจากวัตถุดิบยางธรรมชาติ การผลิตที่ได้มาตรฐานสากล และกระแสฟุตบอลในประเทศที่เติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZGXisGAQ-DrcKbfjW37Cy

  • เทศกาลเห็ดโคน-อัญมณีของดีบ่อพลอย ดันเศรษฐกิจฐานราก-ท่องเที่ยวกาญจน์คึกคัก

    เทศกาลเห็ดโคน-อัญมณีของดีบ่อพลอย ดันเศรษฐกิจฐานราก-ท่องเที่ยวกาญจน์คึกคัก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03y05yPYl0VLbPdHIkLm4F

  • ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    ต่างประเทศ

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    12 ต.ค. 2025 เวลา 12:00 น.

    งานไร้คุณภาพ-งานนอกระบบ กำลังกลายเป็น ‘ระเบิดเวลา’ คนรุ่นใหม่ เวิลด์แบงก์เตือนงานผลิตภาพต่ำ ส่อฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ประชากรเสี่ยงติดหล่ม ‘ความจน’ ปลุกความแค้น สู่ม็อบ Gen Z

    เมื่อ “งานมี” แต่ “งานดี” ไม่มีอยู่จริง ทำให้บรรดาคนรุ่นใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญกับวิกฤติในวัยแรงงานที่กำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลาทางสังคม” อาจจุดชนวนความไม่สงบครั้งใหญ่ ในหลายๆประเทศด้วยการ “ประท้วง”

    ธนาคารโลกได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนถึงสถานการณ์ที่เยาวชนจำนวนมากทั่วทวีปกำลังดิ้นรนเพื่อหางานที่มี “คุณภาพ” และหลายคนต้องติดอยู่ในงานที่มี “ผลิตภาพต่ำ” แม้ว่าอัตราการจ้างงานโดยรวมจะดูสูง แต่รายงานเศรษฐกิจประจำภูมิภาคที่เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวกำลังประสบปัญหาในการเข้าสู่ตลาดงานที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง

    วิกฤติว่างงาน-งานด้อยคุณภาพ

    หนุ่มสาว 1 ใน 7 คน ในจีนและอินโดนีเซียกำลัง “ว่างงาน” และเมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่มอายุ 15 ถึง 24 ปี พบว่าอัตราการว่างงานสูงกว่า 10% ในหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย อินโดนีเซีย และจีน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากอัตราในกลุ่มแรงงานสูงวัย 25-54 ปี ที่อยู่ที่ 5% หรือต่ำกว่า

    ธนาคารโลกยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ในเอเชียที่ต้องการงาน ก็หางานทำได้ แต่ปัญหาคือ คนจำนวนมากในภูมิภาคนี้ทำงานที่มีผลิตภาพต่ำหรือเป็นงานนอกระบบ การเติบโตของงานส่วนใหญ่ได้ย้ายจากการผลิตไปสู่ ภาคบริการที่มี “ค่าจ้างต่ำ” ซึ่งเป็นการกัดกร่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่เคยช่วยให้คนนับล้านหลุดพ้นจากความยากจน

     อาทิตยา มัตตู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก อธิบายว่า ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังประสบกับการเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่

    “หลายคนกำลังละทิ้งภาคเกษตรกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ ไม่ใช่เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูง แต่เพื่อไปสู่งานบริการที่มีผลิตภาพต่ำ ซึ่งรวมถึงงานแบบกิ๊กอีโคโนมี หรืองานแบบครั้งคราว หรืองานที่รับจ้างแล้วจบไป”

    การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่ง เพราะแรงงานที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีเสถียรภาพ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปรับปรุงค่าจ้างกำลังลดน้อยลง

    อินโดนีเซีย ภาพสะท้อน ‘วิกฤติงาน’

    ธนาคารโลกยกให้ “อินโดนีเซีย” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของแนวโน้มนี้ สำนักงานสถิติกลางอินโดนีเซีย (BPS)รายงานข้อมูล ณ เดือนก.พ. 2568 ว่า แรงงานนอกระบบยังคงครองตลาดแรงงาน ด้วยจำนวนถึง 86.56 ล้านคน หรือ 59.4% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    สิ่งที่น่ากังวลคือ สัดส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น 0.23 % จากปีก่อน  ในขณะที่แรงงานในระบบลดลงในอัตราเดียวกัน นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายในตลาดแรงงานของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพอย่างจำกัด หรือสวัสดีค่า มีให้รับไปดูแลค่าดิการทางสังคม

    ความเหลื่อมล้ำ ปลุกม็อบ GEN Z

    ธนาคารโลกเตือนว่าความเสี่ยงนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อ เสถียรภาพทางสังคม เนื่องจากสัดส่วนของประชากรที่เสี่ยงต่อการตกอยู่ในความยากจนในปัจจุบันกลับสูงกว่าจำนวนชนชั้นกลางในประเทศต่างๆ หากเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงโอกาสที่ดีได้ ก็อาจกระตุ้นให้เกิด “การประท้วงที่นำโดยเยาวชน”  มากขึ้น

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลหลายแห่งทั่วแอฟริกาและเอเชียต้องเผชิญกับการประท้วงที่พุ่งเป้าโดย “คนรุ่น Gen Z” ซึ่งออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้าน การทุจริต การว่างงาน และความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น 

    ความไม่พอใจเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะ ความโกรธแค้นของคนรุ่นใหม่เห็นชนชั้นปกครองใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยเกินไป ทั้งที่ประชาชนทั่วไปกำลังลำบากเรื่องงานและความเป็นอยู่ ซึ่ง “ความเหลื่อมล้ำ” นี้ส่งผลกระทบรุนแรงจนทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ที่ รัฐบาลบางประเทศ เช่น เนปาลและบังกลาเทศ ต้องถึงกับล่มสลาย

    เศรษฐกิจเสี่ยงขาดแรงขับเคลื่อน

    รายงานยังเน้นย้ำถึงช่องว่างสำคัญในตลาดแรงงาน คือ

    ช่องว่างทางเพศ: อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยมีช่องว่างประมาณ 15% เมื่อเทียบกับผู้ชายในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

    บทบาทของบริษัทขนาดเล็ก: บริษัทที่ก่อตั้งไม่เกินห้าปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างงานใหม่ โดยในมาเลเซียและเวียดนาม บริษัทเหล่านี้สร้างงานใหม่ถึง 79% อย่างไรก็ตาม บทบาทนี้กำลังลดลงเนื่องจากมีบริษัทใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง

    รายงานระบุว่า “ประเทศต่างๆ ยังไม่ตระหนักถึงประโยชน์ของการย้ายแรงงานจากงานที่ได้ผลผลิตต่ำ ไปสู่งานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและสร้างรายได้ดีกว่า ”

    เรื่องนี้ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนที่รัฐบาลในอาเซียนว่าต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อเสริมสร้างการสร้างงานในระบบพัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมการเติบโตของภาคส่วนที่เป็นทางการ เพื่อป้องกันภาวะ “หยุดนิ่ง” ของเศรษฐกิจในระยะยาว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1202702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEXhuDppe9m5Vey1sJkAS

  • ราคาทองล่าสุด2568 พุ่งเกือบ 20,000 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่งเกือบ 20,000 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 ตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพุ่งทะลุไปเกือบ 20,000 บาท

    โดยถือว่าเป็นการปรับราคาขึ้นมากกว่าทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งใน 1 ปีดังกล่าวราคาทองเพิ่มขึ้น 8,900 บาท

    อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการปรับขึ้น-ลงในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือว่าลดลงกี่บาท

    จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” ผ่านเว็บไซด์ทองคำราคา.com พบว่า 

    ราคาทองตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-11 ต.ค. 68 มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้วถึง 19,700 บาท

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่งเกือบ 20,000 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    โดยล่าสุดราคาทอง ประกอบด้วย

    ทองคำแท่ง

    • รับซื้อ 62,000 บาท
    • ขายออก 62,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ 60,761.28 บาท
    • ขายออก 62,900 บาท

    สำหรับสถิติการปรับราคาทองขึ้น-ลงในแต่ละวัน ประกอบด้วย

    • เดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 2,050 บาท
    • เดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 1,850 บาท
    • เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 3,750 บาท
    • เดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 1,950 บาท
    • เดือนพฤษภาคม ลดลง 750 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/641208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XEgxPpA4G0jZ7U4RWBiCg

  • สงครามการค้า “สหรัฐ-จีน” รอบใหม่ปะทุ! “อนุสรณ์” ห่วงตลาดเงิน-ศก.โลกกระทบแรง ดันราคาทองพุ่งต่อ : อินโฟเควสท์

    สงครามการค้า “สหรัฐ-จีน” รอบใหม่ปะทุ! “อนุสรณ์” ห่วงตลาดเงิน-ศก.โลกกระทบแรง ดันราคาทองพุ่งต่อ : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่คลี่คลายลงก่อนหน้านี้ ได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจีนได้ออกมาตรการควบคุมแร่หายาก ที่จีนสามารถควบคุมอุปทานของแร่หายากเหล่านี้ถึง 70% โดยแร่หายากนี้ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีทั้งหลาย รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า เรดาห์ทหาร และเครื่องบิน

    “การออกมาตรการเข้มงวดในการควบคุมส่งออกแร่หายากมายังสหรัฐอเมริกา ก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทางการทหารของสหรัฐฯ รัฐบาลทรัมป์ได้ตอบโต้ ด้วยการขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 100% ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินไม่ได้คาดการณ์ไว้” นายอนุสรณ์ ระบุ

    การตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยกำแพงภาษี 100% ย่อมทำให้มีผลกระทบต่อตลาดการเงินอย่างรุนแรง โดยมูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เสียหายภายในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ปรับตัวลดลงแรงสุดในรอบครึ่งปี และคาดว่าปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบกดดันให้ตลาดหุ้นดิ่งลงทั่วโลกในสัปดาห์หน้า ตลาดการเงิน และเศรษฐกิจโลก จะมีความผันผวนรุนแรงมาก หากรัฐบาลทรัมป์ดำเนินเก็บภาษี 100% จริงตามที่ขู่ไว้ ตลาดการเงิน และเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนว่า จีนจะตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีหรือไม่

    สำหรับประเทศไทย ภาคส่งออกไทยจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกเพิ่มเติม จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนระลอกใหม่ แต่จะมีสินค้าส่งออกบางส่วนของไทย จะได้ประโยชน์จากการนำเข้าทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ

    “การประเมินผลกระทบนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากเรายังไม่ทราบว่าพลวัตของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ระลอกใหม่จะเป็นอย่างไรในอนาคต ส่วนภาคการผลิตของไทย อาจต้องเผชิญสินค้าทะลักจากจีนเพิ่มเติมอย่างแน่นอน” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมมองว่า ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ยิ่งทำให้นักลงทุนโยกเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยง มายังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และพันธบัตร ดันราคาทองพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทำให้ราคาทองรูปพรรณในประเทศ ขายออกบาทละ 62,100 บาท และมีโอกาสทดสอบ 65,000 บาทปลายปีนี้

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ทางการไทยควรดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบดังกล่าว การผ่อนคลายทางการเงินจะส่งผลให้เงินบาทไม่แข็งค่ามากเกินไป เป็นผลดีต่อภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม นโยบายการคลังที่ดำเนินการอยู่เพียงบรรเทาปัญหา ต้องขยับการลงทุนให้ขยายตัวมากกว่านี้ เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งอาจไม่สามารถทำได้เต็มที่ในรัฐบาลเฉพาะกาล

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้น ขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใน เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ในธุรกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกิจการส่งออกล้วนเป็นเทคโนโลยีต่างชาติที่เราซื้อมาเป็นส่วนใหญ่ การสร้างขึ้นมาเอง หรือพัฒนาต่อยอด สร้างนวัตกรรมสร้างฐานเติบโตใหม่ยังน้อย หากรัฐบาลใหม่ต้องการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นกับดักรายได้ระดับปานกลาง โดยอาศัยการเติบโตภาคอุตสาหกรรมเป็นกลไกหลัก รัฐบาลต้องมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ไทยมีความสามารถในแข่งขันสูงและมีผลิตภาพสูง รัฐควรมีนโยบายเชิงรับ เช่น สนับสนุนการวิจัย พัฒนานวัตกรรม ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ลดการทุจริตรั่วไหล ส่วนอุตสาหกรรมที่ไทยมีผลิตภาพต่ำแข่งขันได้ไม่ดีนัก ควรใช้นโยบายเชิงรุก เช่น การให้สินเชื่อสนับสนุน การใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายใน และใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหากจำเป็น การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ต้องเน้นการสนับสนุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งการปรับระบบภาษี เพื่อให้เกิดแรงจูงใจและความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นผ่านผลิตภาพที่สูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AbTr0KuD1H2oBFHakOJee

  • “ธนกร” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนลดพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ หันพัฒนาคน สร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สร้างรายได้ให้กับคนไทย มั่นใจศักยภาพคนไทยไม่แพ้ใครในตลาดโลก

    “ธนกร” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนลดพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ หันพัฒนาคน สร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สร้างรายได้ให้กับคนไทย มั่นใจศักยภาพคนไทยไม่แพ้ใครในตลาดโลก

    “ธนกร” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนลดพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ หันพัฒนาคน สร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สร้างรายได้ให้กับคนไทย มั่นใจศักยภาพคนไทยไม่แพ้ใครในตลาดโลก


    12/10/2568 | 74 |

    วันนี้ (12 ต.ค.68) เวลา 15.30 น. นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ณ บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายพรยศ  กลั่นกรอง  อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม  นางสาวณัฏฐิญา  เนตยสุภา  อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  นายสราวุธ  พรทิพย์  อุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมลงพื้นที่ 

    นายธนกร กล่าวว่า การติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นหนึ่งในพันธกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งนี้ บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด เป็นบริษัทชั้นนำของไทยในการออกแบบ ผลิต และทดสอบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) อย่างครบวงจร รวมถึงระบบป้องกันโดรน (Anti-Drone) ถือเป็นบริษัทที่มีความพร้อมทั้งในด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรที่มีความสามารถ 

    นายธนกร กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ของไทย ซึ่งกำหนดเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่มีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดหรือประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอื่นได้ แต่กฎหมายและระเบียบในการกำกับดูแล มาตรฐานสินค้า ข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการประกอบธุรกิจ และการกำหนดนโยบายของภาครัฐและเอกชนยังไม่พร้อมเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ด้วยความสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก และปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ดังนั้น การลดการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ พร้อมกับสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สร้างรายได้ให้กับคนไทย ตลอดจนพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมในตลาดโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ

    “ผมเชื่อมั่นว่า คนไทยมีความสามารถและมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน การเยี่ยมโรงงานบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ในครั้งนี้ จะทำให้เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับและระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

    สำหรับบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2559 โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัทไทยที่มีบทบาทด้านอุตสาหกรรมเพื่อความมั่นคง ความปลอดภัย และนวัตกรรมระดับสูง ปัจจุบันมีบุคลากรประมาณ 420 คน ประกอบด้วยวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค ที่มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมของคนไทย ตอบสนองความต้องการของภาครัฐ เอกชน และในภูมิภาคใกล้เคียง  โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงสำหรับการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (UAV) อย่างครบวงจร โดยปัจจุบัน มีอากาศยานไร้คนขับที่พัฒนาขึ้น และใช้ในภารกิจตรวจการณ์ของกองทัพอากาศไทย ตั้งแต่ปี ค.ศ.2021 จำนวน 19 ลำ โดยมีฐานควบคุมภาคพื้น 3 แห่ง ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเอง


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/431192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jhtsTa5gkc2Pszx05gj4u

  • “ดุสิตโพล” เผยคนไทยเชื่อคนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นศก.ระยะสั้น อยากเห็นลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ระยะยาว | TOPNEWS

    “ดุสิตโพล” เผยคนไทยเชื่อคนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นศก.ระยะสั้น อยากเห็นลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ระยะยาว | TOPNEWS

    “ดุสิตโพล” เผยคนไทยเชื่อคนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นศก.ระยะสั้น อยากเห็นลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ระยะยาว

    • เผยแพร่ : 12/10/2025 11:48

    ดุสิตโพล ปชช.ชี้นโยบาย รบ.อนุทิน เน้นช่วยเฉพาะหน้า เชื่อมือภูมิใจไทยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    “ดุสิตโพล” เผยคนไทยเชื่อคนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นศก.ระยะสั้น อยากเห็นลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วม พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ระยะยาว – Top News รายงาน

    ดุสิตโพล

    เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจแบบแจก ช่วยจริงหรือแค่ชั่วคราว” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,203 คน ระหว่างวันที่ 7-10 ตุลาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 29.51 มองว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน เป็นแบบเน้นแจกเงินหรือช่วยเฉพาะหน้า และร้อยละ 28.26 ชี้ว่ายังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน

    ส่วนนโยบายแบบ “แจกเงิน–ลดภาระชั่วคราว” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใดนั้น ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 80.72 เห็นว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น และร้อยละ 11.64 มองว่าช่วยได้มาก

    เมื่อถามว่าถ้ารัฐบาลมีงบประมาณจำกัด ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 53.72 อยากให้ใช้กับเรื่องลงทุนจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และร้อยละ 51.96 อยากให้พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ระยะยาว

    ส่วนประเด็นเรื่องน้ำท่วม รัฐบาลควรแก้ปัญหาอย่างไรจึงจะคุ้มค่าและยั่งยืน ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 67.17 มองว่ารัฐบาลควรแก้ปัญหาด้วยการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระดับประเทศ และร้อยละ 58.23 เสนอให้ลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยาว เช่น เขื่อน แก้มลิง บายพาสน้ำ

    ประเด็นสุดท้าย ณ วันนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 19.87 คิดว่า พรรคการเมืองที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ คือ พรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 17.37 คือ พรรคประชาชน และร้อยละ 16.63 ยังไม่เชื่อพรรคใด

    adadwd

    SOCAIL 16-9 copy

    สมุทรปราการ ผู้ว่าฯ ชวนชิมช้อป ร้านดัง นายกเหล่ากาชาด ชวนร่วมบุญลุ้นโชค กับ สลากกาชาด เที่ยวงานเจดีย์ ปากน้ำ 12-23 ต.ค.

    แม่ทัพภาค 4 ถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน วัดหัวควน ปัตตานี

    กฐินตากใบการโยธา แจกใหญ่! ทอง-จยย.-เงินสด 2.5 แสน วัดแทบแตก

    ขบวนแห่องค์กฐิน ยิ่งใหญ่ มีช้างร่วมกว่า 100 เชือก สมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญวัดป่าอาเจียง

    จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมืองและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจังหวัดสมุทรปราการ

    เททอง “หลวงพ่อโปร่ง” กฐินสามัคคีวัดถ้ำพรุตะเคียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1352907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fre2BDJZDGTSmygMB6I7E

  • เสียง กนง. ไม่เอกฉันท์! สัญญาณ “ธปท.” พลิกสู่โหมดผ่อนคลายเชิงรุก

    เสียง กนง. ไม่เอกฉันท์! สัญญาณ “ธปท.” พลิกสู่โหมดผ่อนคลายเชิงรุก

    ปี 2568 นับเป็นปีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดินหน้านโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อเนื่อง เพื่อตอบรับกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ โดยตลอดทั้งปี กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมแล้ว 3 ครั้ง จาก 2.25% เหลือ 1.50% ต่อปี

    อย่างไรก็ดี การประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ปรากฏ “เสียงแตก” 5 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อปี ซึ่งยังเป็นการประชุมครั้งแรกของ นายวิทัย รัตนากร ในฐานะผู้ว่าการ ธปท. ที่เข้าร่วมเป็นประธานคณะกรรมการ กนง.

    แม้มติการลงคะแนนของกรรมการแต่ละคนไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าฯ “วิทัย” ภายหลังการประชุม รวมถึงมุมมองของนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้ตลาดเชื่อว่า “1 ใน 2 เสียงข้างน้อย” ที่เสนอให้ลดดอกเบี้ย อาจเป็นของผู้ว่าฯ “วิทัย” เอง ซึ่งสะท้อนแนวคิด “ผ่อนคลายเชิงรุก” ของผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ ที่มุ่งให้การดำเนินนโยบายการเงินสอดคล้องกับจังหวะของนโยบายการคลัง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจโดยรวมให้ฟื้นตัวอย่างสมดุล

    อย่างไรก็ตาม โครงสร้าง กนง. ที่มีผู้แทนจาก ธปท. 3 คน และกรรมการภายนอกอีก 4 คน ทำให้ “2 เสียงข้างน้อย” รอบนี้น่าสนใจ เพราะอาจสะท้อนว่า แนวทางของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ยังอยู่ในช่วง “ปรับสมดุล” ระหว่างนโยบายแบบระมัดระวังของ ธปท. ดั้งเดิม กับแนวคิด “ผ่อนคลายเชิงรุก” ที่เน้นการประสานกับภาครัฐหรือไม่

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย งาน Governor Connect ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568

    หลังการประชุม กนง. รอบดังกล่าว ผู้ว่าฯ “วิทัย” ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ว่า ไทยยังต้องมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ที่ 1.50% ถือว่าต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ยังมี policy space (ช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) เหลืออยู่ และอาจลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ ถ้าจำเป็นต้องทำ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อ

    ผู้ว่าฯ วิทัย กล่าวด้วยว่า ส่วนหนึ่งที่การประชุม กนง. ครั้งล่าสุดมีมติ 5 ต่อ 2 ให้คงดอกเบี้ย มาจากกรรมการบางส่วนมองว่าควรรอจังหวะที่เหมาะสม เพราะไทยมี policy space จำกัด โดยจะรอติดตามผลของการลดอัตราดอกเบี้ยกว่า 1% นับจากปี 2567 ถึงปัจจุบัน ว่าส่งผ่านไปได้แค่ไหน ซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลามากกว่า 2 ไตรมาสขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจจะเติบโตได้อย่างสมดุลเข้าสู่ศักยภาพ ต้องมีทั้งมาตรการการเงิน และมาตรการเฉพาะจุด รวมถึงความร่วมมือจากหลายหน่วยงานให้สอดรับกัน เพื่อแก้ปัญหาให้คนแต่ละกลุ่มได้ชัดเจน เช่น SMEs ไปจนถึงหนี้ครัวเรือน

    ความเห็นจากภาคตลาดทุน

    ด้าน นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวกับทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” เห็นว่า การที่ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี เพราะนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต้องใช้เวลาในการส่งผ่านผลต่อเศรษฐกิจ ปีนี้ กนง. มีการลดดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อ 13 สิงหาคม 2568 เพิ่งลดจาก 1.75% เหลือ 1.50% ซึ่งจะเห็นผลจริงในช่วงไตรมาส 4 ดังนั้นถ้า กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกในการประชุมวันที่ 8 ตุลาคม อาจจะเร็วเกินไป

    นายกิจพณ ระบุว่า การคงดอกเบี้ยในรอบนี้ ยังสะท้อนว่า กนง. ต้องการรอดูผลของมาตรการทางการคลังที่รัฐบาลทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเริ่มส่งผลชัดในช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569

    “เราจะเห็นว่าเม็ดเงินที่เข้าในระบบเศรษฐกิจช่วงนี้ จะส่งผลดีในช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2569 ดังนั้น กนง. จึงมีเวลารอประเมินผลของการลดดอกเบี้ยรอบก่อน และดูว่ามาตรการของรัฐบาลเอาอยู่หรือไม่ ถ้าไม่อยู่ก็ยังมีเวลาประชุมรอบเดือนธันวาคมที่จะตัดสินใจได้อีกครั้ง”

    สำหรับการที่มติ กนง. รอบนี้ออกมาแบบ “เสียงแตก” 5 ต่อ 2 นายกิจพณ เห็นว่า ไม่เหนือความคาดหมายของตลาด เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในจุด “ก้ำกึ่ง” และนักเศรษฐศาสตร์เองก็มีมุมมองไม่ตรงกัน ซึ่งปีนี้ กนง. ลดดอกเบี้ยไปหลายครั้ง ไม่ใช่แค่รอบเดียว การลดดอกเบี้ยใช้เวลาประมาณ 3–6 เดือนกว่าจะเห็นผล ดังนั้นการคงอัตราไว้ตอนนี้เป็นจังหวะที่สมเหตุสมผล

    นายกิจพณ กล่าวเพิ่มเติมว่า กนง. มี “ขีดความสามารถเชิงนโยบาย” ที่จำกัด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยที่เหลือในปีนี้ต่อปีหน้าอาจทำได้อีกเพียง 2–3 ครั้งเท่านั้น ต่างจากสหรัฐอเมริกา หรือประเทศพัฒนาแล้วที่ยังมีช่องว่างมากกว่า ไทยจึงจำเป็นต้องเก็บกระสุนไว้ใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ

    “ฝั่งของอเมริกาและหลายประเทศ มีดอกเบี้ยสูงกว่าไทยมาก อาจลดได้ 4–6 ครั้ง ด้วยลักษณะแบบนี้ ถ้าเราจะยิง กระสุนเราก็จะน้อยมาก แต่ผมคิดว่า ธปท. ก็จะเก็บ (กระสุน) ดอกเบี้ยเอาไว้ใช้ ถ้าจำเป็นจริง ๆ”

    นายกิจพณ ยังประเมินว่า การคงดอกเบี้ยรอบนี้ไม่ได้สร้างผลลบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจเกิดการหมุนกลุ่ม (rotation) ชั่วคราวในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการคาดหวังลดดอกเบี้ย หลังจากราคาปรับขึ้นแรงตลอดไตรมาสที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มการเงินที่บางตัวปรับขึ้นกว่า 100% แล้ว ดังนั้นการไม่ลดดอกเบี้ยในรอบนี้ ถ้าจะมีแรงขายทำกำไรในกลุ่มพวกนี้บ้าง ถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าใจได้ของตลาด เพราะหลายตัวก็เล่นกับความคาดหวังกับการลดดอกเบี้ยมาล่วงหน้าระดับหนึ่ง

    ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์อาจได้อานิสงส์กลับมา ก่อนหน้านี้อาจมีความกังวลต่อการลดดอกเบี้ย พอมาถึง ณ ปัจจุบัน แม้ยังมีความกังวล แต่การลดจะเหลือได้แค่ 2 ครั้ง หมายความว่า ถ้าจะมีดาวน์ไซด์ (downside) จะเห็นผลกระทบว่าอยู่ในระดับไหน รวมถึงตลาดอาจไปมองการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวน เพราะว่าแม้จะไม่มีการเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ แต่ว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้น โดยเฉพาะ SET100 ขึ้นมาประมาณ 22% โดยหุ้น 10 ตัวแรกของ SET100 จะเห็นขึ้นมาน้อยสุดคือ 60% มากสุดคือ 100% นิด ๆ เพราะฉะนั้นก็ทำให้เห็นภาพว่า ต่อให้มีการลดดอกเบี้ย การที่หุ้นขึ้นเร็วจะมีการขายทำกำไร ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะตลาดที่สมเหตุสมผล

    ขณะที่ตลาดโดยรวมยังต้องติดตามตัวเลขส่งออกเดือนกันยายนและผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งจะเป็นตัวชี้นำสำคัญของทิศทางในระยะถัดไป ซึ่งตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน–ตุลาคม มีโอกาสที่ตัวเลขติดลบ ขณะที่ผลประกอบการหากไม่ได้ดีขึ้น ก็อาจเป็นจุดที่จะมีการขายทำกำไรได้ ดังนั้นภาพของตลาดที่มีการผันผวนแบบนี้จึงเป็นพัฒนาการตามกลไกปกติของตลาดทุน

    นายกิจพณ ประเมินเพิ่มเติมว่า ในการประชุมรอบเดือนธันวาคม กนง. “มีโอกาสลดดอกเบี้ยมากกว่าคง” โดยเฉพาะหากตัวเลขเศรษฐกิจยังอ่อนแอต่อเนื่องจากปัจจุบัน เพราะจากเอกสารประกอบการประชุม กนง. เองก็ประเมินว่า GDP ไทยจะชะลอตัวมากที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่มาล่าสุดแย่สุดอาจอยู่ที่ไตรมาส 2 ดังนั้นยังมีเวลาอีกระยะหนึ่งที่เปิดรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายอย่าง โอกาสที่จะลดเพิ่มจึงมี

    นายกิจพณ ยังมองว่า กรณีที่หนึ่งในสองเสียงข้างน้อย อาจเป็นของผู้ว่าฯ “วิทัย” นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ว่าฯ มีประสบการณ์จากธนาคารออมสิน ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจรายย่อย จึงอาจมองเศรษฐกิจผ่านเลนส์ของ “คนตัวเล็ก” มากกว่าผู้ว่าฯ ธปท. รุ่นก่อนที่มาจากสายเศรษฐศาสตร์ หรือ ลูกหม้อของ ธปท. ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าจะมีส่วนกับการลงมติส่วนตัวของแต่ละคน

    แต่กลไกของ กนง. นั้น เป็นการชั่งน้ำหนักของมิติต่าง ๆ อยู่แล้ว ถ้ามองภาพว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง หลายคนคงพร้อมจะลดดอกเบี้ย แต่ว่าวันนี้จากนโยบายของรัฐบาลออกมา อย่างเช่นที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าหมาย GDP ไตรมาส 4 จาก 0.3% เป็น 1% ดีขึ้นพอสมควร ตรงนี้ ธปท. มองเห็นแผนของรัฐบาล และหลาย ๆ อย่าง จากเดิมที่กังวลว่า ดาวน์ไซด์จะลากลงไปแล้ว อาจทำให้โมเมนตัมนี้แย่ต่อในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แต่พอมีแรงมาช่วยรองรับความเสี่ยงตรงนี้ ดาวน์ไซด์ลดลงไปเยอะ จึงมองว่ากรรมการ กนง. หลาย ๆ คน สามารถจะรอดูได้ หรือยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะต้องกระตุ้นเพิ่มเติม

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง งานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568

    มุมวิเคราะห์จากนักเศรษฐศาสตร์

    รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความเห็นต่อมติของ กนง. ที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี ทั้งที่เศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ โดยอธิบายว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปหลุดกรอบเป้าหมายด้านล่างและอยู่ในแดนติดลบ แม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก แต่อัตราเงินเฟ้อโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ จึงสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้

    สำหรับกรณี “สองเสียงข้างน้อย” ที่เสนอให้ลดดอกเบี้ย โดยคาดว่าอาจมีผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่รวมอยู่ด้วยนั้น รศ.ดร.อนุสรณ์ มองว่าทิศทางนโยบายการเงินน่าจะมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ กนง. ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย

    ส่วนการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลที่ทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายชุด ภายใต้ “Quick Big Win” เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” นั้น รศ.ดร.อนุสรณ์ เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ขณะที่ประชาชนฐานรากมีปัญหาหนี้ครัวเรือน และผู้ประกอบการ SMEs เผชิญปัญหาสภาพคล่อง ทำให้การมีนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการคลังควบคู่กัน มีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตได้ดีขึ้น

    สำหรับแนวโน้มการประชุม กนง. เดือนธันวาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ประเมินว่า มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยมองว่า นโยบายการคลังที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันการลงทุนให้ขยายตัว เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งอาจยังทำได้ไม่เต็มที่ภายใต้รัฐบาลเฉพาะกาล

    รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังระบุว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงิน จะช่วยให้เงินบาทไม่แข็งค่ามากเกินไป เป็นผลดีต่อภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งยังจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยการลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่เป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้เกิดเงินทุนไหลออก เพราะการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นมากกว่า

    นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมทีมเศรษฐกิจ เข้าหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568

    เสียงแตก 5–2 ทำให้เส้นทางดอกเบี้ยไทยเข้าสู่จุดประเมินใหม่ ระหว่าง “การรักษาเสถียรภาพ” กับ “การเร่งการเติบโต” ภายใต้ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ การประชุมเดือนธันวาคมจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของดอกเบี้ย แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า ธปท. จะปรับจังหวะให้สอดคล้องกับนโยบายการคลังได้แม่นเพียงใด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงสำคัญของปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/788557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ze82SmEiMdw1WzYb5nCZO

  • เจาะหุ้นกู้ Q4/68 ครบกำหนด 218,777 ล้าน เศรษฐกิจซบ จับตากลุ่ม High Yield

    เจาะหุ้นกู้ Q4/68 ครบกำหนด 218,777 ล้าน เศรษฐกิจซบ จับตากลุ่ม High Yield

    “หุ้นกู้” เป็นหนึ่งในช่องทางระดมทุนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง “หุ้นกู้” ก็เป็นทางเลือกการลงทุนของนักลงทุน

    โดยนับตั้งแต่ปี 2562-2566 มูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวแต่ละปีเกิน 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในปี 2565 สูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท ยกเว้นปี 2563 มูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาว อยู่ที่ 674,558 ล้านบาท ส่งผลให้มีหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวทยอยครบกำหนดตามมูลค่าการออกหุ้นกู้ในช่วงที่ผ่านมา 

    ทั้งนี้ การรวบรวมข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า หุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวครบกำหนดไตรมาส 4/2568 มีมูลค่า 218,777 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3/2568 ที่มีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนด มูลค่า 195,263 ล้านบาท 

    แต่หากรวมทั้งปี 2568 มีหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวครบกำหนด มูลค่ารวม 867,982 ล้านบาท ประกอบด้วย 

    • ไตรมาส 1/2568 ครบกำหนด 198,267 ล้านบาท 
    • ไตรมาส 2/2568 ครบกำหนด 255,675 ล้านบาท
    • ไตรมาส 3/2568 ครบกำหนด 195,263 ล้านบาท 
    • ไตรมาส 4/2568 ครบกำหนด 218,777 ล้านบาท

    เฉพาะหุ้นกู้ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 แบ่งเป็นหุ้นกู้ Investment grade (กลุ่มที่มีเรติ้ง BBB- ขึ้นไป) มูลค่า 194,397 ล้านบาท คิดเป็น 89% และหุ้นกู้ High yield (กลุ่มที่มีเรตติ้งต่ำกว่า BBB- ลงไปถึงไม่มีเรตติ้ง) มูลค่า 24,381 ล้านบาท คิดเป็น 11% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568

    เจาะหุ้นกู้ Q4/68 ครบกำหนด 218,777 ล้าน เศรษฐกิจซบ จับตากลุ่ม High Yield

    เจาะลึกไปกว่านั้น หุ้นกู้เอกชนระยะยาวครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 แบ่งตามอันดับเครดิต พบว่า 

    • หุ้นกู้เรตติ้ง AAA มูลค่า 29,980 ล้านบาท คิดเป็น 14% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 
    • หุ้นกู้เรตติ้ง AA มูลค่า 25,463 ล้านบาท คิดเป็น 12% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568
    • หุ้นกู้เรตติ้ง A+ มูลค่า 32,573 ล้านบาท คิดเป็น 15% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 
    • หุ้นกู้เรตติ้ง A มูลค่า 44,391 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 
    • หุ้นกู้เรตติ้ง A- มูลค่า 28,328 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 
    • หุ้นกู้เรตติ้ง BBB มูลค่า 33,662 ล้านบาท คิดเป็น 15% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 
    • หุ้นกู้เรตติ้งต่ำกว่า BBB- มูลค่า 12,014 ล้านบาท คิดเป็น 5% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568
    • หุ้นกู้ไม่มีเรตติ้ง มูลค่า 12,367 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568

    เมื่อแบ่งตามกลุ่มอุตสากรรม พบว่า กลุ่มอุสาหกรรมที่ครบกำหนดมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เงินทุนและหลักทรัพย์ มูลค่า 51,166 ล้านบาท คิดเป็น 23%, อันดับ 2 พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 41,970 ล้านบาท คิดเป็น 19% และอันดับ 3 วัสดุก่อสร้าง มูลค่า 28,411 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 

    ขณะที่หากแบ่งเป็นรายเดือน พบว่า หุ้นกู้ครบกำหนดในเดือน ต.ค.2568 มูลค่า 77,026 ล้านบาท คิดเป็น 35% เดือน พ.ย.2568 มูลค่า 91,453 ล้านบาท คิดเป็น 42% และเดือน ธ.ค.2568 มูลค่า 50,298 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568  

    แม้หุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 จะเป็นหุ้นกู้ Investment grade ถึง 89% โดยในจำนวนนี้เป็นหุ้นกู้ที่มีเรทติ้งค่อนข้างสูง (ตั้งแต่ A-ขึ้นไป) มีมูลค่ารวม 160,735 ล้านบาท คิดเป็น 74% ของหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ หรือเลื่อนกำหนดชำระหนี้ค่อนข้างต่ำ 

    แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัว ดังนั้น ยังคงต้องจับตาหุ้นกู้กลุ่ม High Yield ที่มีสัดส่วน 11% อาจผิดนัดชำระหนี้ หรือเลื่อนกำหนดชำระหนี้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731760&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cUxRrTyx0sBUkH5E_llkp

  • ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝาก “ทองนพคุณ” รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุด 2.15% ต่อปี : อินโฟเควสท์

    ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝาก “ทองนพคุณ” รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุด 2.15% ต่อปี : อินโฟเควสท์

    ธ.ก.ส. เปิดตัว “เงินฝากทองนพคุณ” ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบขั้นบันได สูงสุดถึง 2.15% ต่อปี เฉลี่ยทั้งโครงการ 1.40% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน เปิดรับฝากที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ 13 ต.ค. – 15 พ.ย. 68

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝากทองนพคุณ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝากเงินแล้วรับดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุด 2.15% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน แบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย

    • ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.68 – 15 เม.ย.69 อัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี
    • ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.69 – 15 ก.ค.69 อัตราดอกเบี้ย 1.35% ต่อปี
    • ช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.69 – 13 ส.ค.69 รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.15% ต่อปี

    เฉลี่ยทั้งโครงการ 1.40% ต่อปี (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1.65% ต่อปี) ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย สำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

    ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยจ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 พ.ย.68

    สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเปิดบัญชีและฝากเงินได้ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.68 -15 พ.ย.68 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก

    นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนเป็นการจ่ายดอกเบี้ยทันที สามารถฝาก “เงินฝากทองชมพูนุช” ที่มีอัตราดอกเบี้ย 1.40% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 7 เดือน ฝากได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 4 ธ.ค.68 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zGPE45A3VARSWocUBBo06