Category: เศรษฐกิจ

  • “พิชัย”เชื่อรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    “พิชัย”เชื่อรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    “พิชัย”เชื่อรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประชุมสภาฯ เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันนี้ ที่อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้น มองว่าโครงการต่างๆ ที่ค้างไว้ของกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องธรรมชาติที่งานต่างๆ ไม่ว่าตอนไหนก็จะมีงานค้างอยู่ เชื่อว่าเมื่อมีนโยบายชัดเจน งานก็จะสามารถดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

    สำหรับการดึงดูดการลงทุนต่างประเทศจากนักลงทุน (FDI ) ต้องทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างจะดำเนินต่อไปได้ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนและซัปพอร์ตนักลงทุนเข้ามา ซึ่งได้พูดมาเสมอว่าจะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ หอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจ

    ส่วนเรื่อง G-Token และการพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่า 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ และจะกลับมาเก็บในอัตรา 10% จะมีการมีพิจารณาต่อหรือไม่นั้น นายพิชัย กล่าวว่า เชื่อว่าไม่ว่าใครจะดูแล ทุกคนก็ยังคงใช้หลักเดียวกัน ดูแลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมั่นคง ซึ่งความมั่นคงทางการเงินและการคลังเป็นสิ่งสำคัญในสายตาชาวโลก

    นายพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้คงไม่มีอะไรฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เพราะได้มีการฝากชัดเจนไปในทุกเวทีแล้ว และไม่ได้ห่วงอะไรเป็นพิเศษ เพราะปกติเป็นคนที่ห่วงทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าประเทศไทยต้องเดินต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000085014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39J8TIlbGY782aMZ0gXeH2

  • “พิชัย” เชื่อรัฐบาลใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    “พิชัย” เชื่อรัฐบาลใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

    กรุงเทพฯ 5 ก.ย. – “พิชัย” เชื่อรัฐบาลใหม่เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง ชี้ความเชื่อมั่นการเงินการคลังเป็นสิ่งสำคัญต่อสายตานานาประเทศ ยอมรับห่วงทุกเรื่อง แต่เชื่อประเทศเดินต่อได้ เผยเตรียมพักผ่อน บอก “ผมต้องพักสิครับ คนอายุสูงวัยอย่างผม”

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงานพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ถึงการประชุมสภาฯ เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันนี้ ที่อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้น มองว่า โครงการต่าง ๆ ที่ค้างไว้ของกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องธรรมชาติที่งานต่าง ๆ ไม่ว่าตอนไหนก็จะมีงานค้างอยู่ เชื่อว่าเมื่อมีนโยบายชัดเจน งานก็จะสามารถดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

    สำหรับการดึงดูดการลงทุนต่างประเทศจากนักลงทุน (FDI ) โดยต้องทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างจะดำเนินต่อไปได้ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนและซัพพอร์ตนักลงทุนเข้ามา ซึ่งได้พูดมาเสมอว่าจะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ หอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจ

    ส่วนเรื่อง G-Token และการพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่า 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ และจะกลับมาเก็บในอัตรา 10% จะมีการมีพิจารณาต่อหรือไม่นั้น นายพิชัย กล่าวว่า เชื่อว่าไม่ว่าใครจะดูแล ทุกคนก็ยังคงใช้หลักเดียวกัน ดูแลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมั่นคง ซึ่งความมั่นคงทางการเงินและการคลังเป็นสิ่งสำคัญในสายตาชาวโลก

    “ตอนนี้คงไม่มีอะไรฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เพราะได้มีการฝากชัดเจนไปในทุกเวทีแล้ว และไม่ได้ห่วงอะไรเป็นพิเศษเพราะปกติเป็นคนที่ห่วงเป็นทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าประเทศไทยต้องเดินต่อไปไปได้” นายพิชัย กล่าว

    ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้จะพักผ่อนไหม นายพิชัย ตอบว่า “ผมต้องพักสิครับ คนอายุสูงวัยอย่างผม” ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า อยากไปพักผ่อนที่ไหน นายพิชัย ตอบว่า “กำลังคิดอยู่เหมือนกัน คิดอยู่ทุกวัน“ นักข่าวถามต่อว่ายังอยู่ในประเทศไหม” นายพิชัย ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร.-516 -สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    ปทุมธานี 3 ก.ย. – เขยปืนโหด ถูกจับได้ว่าแอบคบกับน้องเมียวัย 13 ปี บุกยิงยกครัวเมียที่บ้านพัก ย่านปทุมธานี แม่ยาย-น้องเมีย-น้า เสียชีวิต ก่อนจบชีวิตตัวเองหนีความผิด เหตุดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.10 น. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.คลองห้า จ.ปทุมธานี ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมตรวจสอบบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 7 ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จุดเกิดเหตุอยู่ด้านหลังบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่ง พบร่างนางทัศนี อายุ 46 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ด้านข้างโต๊ะกินข้าว ตามร่างกาย มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ข้างกันพบปลอกกระสุนปืนขนาด.380 ตกอยู่จำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังพบร่างนายชัยวัฒน์ อายุ 43 ปี น้องชายนางทัศนีย์ ได้รับบาดเจ็บ ส่วนในบ้านพบ ด.ญ.วันเพ็ญ อายุ 13 ปี ลูกสาวนางทัศนีย์ ได้รับบาดเจ็บอีกราย เจ้าหน้าที่กู้ชีพและกู้ภัยฯ […]

    รัฐสภา 3 ก.ย.-พรรคร่วมฯ ใหม่ ตบเท้าร่วมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลกับ “ภูมิใจไทย” ก๊วน “สุชาติ-ธรรมนัส-สันติ” ร่วมด้วย ด้านงูเห่า “เพื่อไทย-ปชป.” โผล่โชว์ตัว บรรยากาศการประชุมพรรคภูมิใจไทย ภายหลังพรรคประชาชนมีมติโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลต่างทยอยเดินทางมาเพื่อรอแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลในเวลา 11:00 น. โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น สส.รวมไทยสร้างชาติ นำกลุ่ม 18 สส. เดินทางมาเป็นกลุ่มแรก อย่างไรก็ตามไม่พบว่ามี สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ของกลุ่มนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เดินทางมาร่วมแต่อย่างใด ขณะที่ตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ นำโดย ชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตามมาด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่นำ สส.เพชรบูรณ์ มาร่วมด้วย จากนั้น พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมแกนนำพรรค เช่น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายไผ่ […]

    กรุงเทพฯ 2 ก.ย.- “ทักษิณ” ยอมรับผิด ไว้วางใจ “ธรรมนัส” มากเกินไป ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอดูพรรคประชาชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 ก.ย. สส.พรรคเพื่อไทย ประมาณ 10 คน ได้นัดเลี้ยงสังสรรค์ให้นายฉลาด ขามช่วง ที่ได้รับเลือกให้เป็นดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 เมื่อเรื่องรู้ถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ จึงเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับนายฉลาด ด้วย โดยในวงรับประทานอาหาร นายทักษิณ พูดถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ถอนตัวจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยยอมรับผิดว่า “ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส มากเกินไป พี่ผิดไปแล้ว พี่ดูคนผิด” ทำให้ สส. ที่ร่วมวงอยู่นั้นสวนทันทีว่านายทักษิณ โดนคนหลอกตลอด ซึ่ง สส.ที่ร่วมวง ต่างเห็นตรงกันว่า ไม่เคยเห็นนายทักษิณ ยอมรับผิดแบบนี้มาก่อน เห็นได้ว่านายทักษิณ ได้แสดงท่าทีรู้สึกผิดมาก พร้อมกันนี้ สส. […]

    พรรคเพื่อไทย 2 ก.ย.- เปิดชื่อ 20 สส.เพื่อไทย เข้าชื่อส่งศาล รธน. ปมตุลาการหมดวาระ แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 20 สส.เพื่อไทย นำโดย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานวิปรัฐบาล ได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการพิจารณาวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ 17/2568 กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ซึ่งเป็นวันวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป แทน นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง ดังนั้น เมื่อได้รับทราบถึงการมีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายสราวุธ แทนนายปัญญา ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว จึงไม่ควรที่จะให้ นายปัญญา […]

    ข่าวแนะนำ


    กทม.5 ก.ย.- เช็กโผ​ “ครม.อนุทิน​ 1” เริ่มลงตัว “ภูมิใจไทย” 12 เก้าอี้ แบ่งโควตาคนนอกอีก 5 เก้าอี้ มีชื่อ “เศรษฐพุฒิ” อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ นั่งขุนคลัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี​ จากสภาผู้แทนราษฎร ความเคลื่อนไหวการจัดตั้ง “ครม.อนุทิน 1” ก็ขยับทันที​ โดยมีการจัดสรรโควตาตามจำนวนเสียงที่ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเสียง​ข้างน้อย​ ร่วมกัน​ 146 ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย​ 12 เก้าอี้ เนื่องจากมีโควตาของคนนอก ที่จะไม่นับรวม อีก 5 เก้าอี้​ ส่วนพรรคกล้าธรรม 7 เก้าอี้ แบ่งเป็น 4 รัฐมนตรีว่าการ​ และ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการ ขณะที่​ พรรคพลังประชารัฐ​ 4​ เก้าอี้ กลุ่มนายสุชาติ​ ชมกลิ่น​ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 […]

    กรุงเทพฯ 5 ก.ย.- พรรคเพื่อไทย พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขอบคุณทุกแรงใจ ระบุ นโยบายหลายเรื่องค้างไว้ รอวันกลับมาสานต่อ ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติ 311 เสียง เห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า “พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตามครรลองของรัฐสภา ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ขอขอบคุณทุกแรงใจ นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างไว้ เราจะรอวันกลับมาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อคนไทยทุกคน…ตลอดไป” .-316 -สำนักข่าวไทย

    รัฐสภา 5 ก.ย.- สภาฯ เห็นชอบ 311 ต่อ 152 เสียง โหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ วาระการโหวตให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 เป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผยโดยการขานชื่อ สส.ทีละคน โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ขณะที่นายชัยเกษม ได้คะแนน 152 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง. -สำนักข่าวไทย

    ศรีสะเกษ 5 ก.ย. – ชาวบ้าน ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ พบระเบิด ริมถนนสายบึงมะลู-โนนสว่าง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ EOD เก็บกู้ปลอดภัย ตรวจสอบพบเป็นระเบิดแสวงเครื่องขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ EOD จากกองกำกับการ ตชด.ที่ 22 จังหวัดอุบลราชธานี เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านหมู่ 18 ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ ว่าพบวัตถุลักษณะคล้ายลูกระเบิด บริเวณริมถนนสายบึงมะลู-โนนสว่าง ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรที่มีประชาชนใช้ผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบพบว่าเป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่องขนาดใหญ่ คาดว่าอาจถูกยิงตกลงมา แต่ยังไม่เกิดการระเบิด เจ้าหน้าที่จึงปิดถนนบริเวณจุดเกิดเหตุชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมนำอุปกรณ์พิเศษเข้าทำการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกจากพื้นที่อย่างระมัดระวัง และทำลายได้สำเร็จเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรืออันตรายใดๆ เกิดขึ้น.-สำนักข่าวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1581735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Goo-v96Gvdq1iXy2fXzIx

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมือ อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว เปิดศูนย์การแพทย์แผนไทยฯ และร้านรักษ์ยาไทย หนุนเศรษฐกิจสุขภาพไทย

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมือ อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว เปิดศูนย์การแพทย์แผนไทยฯ และร้านรักษ์ยาไทย หนุนเศรษฐกิจสุขภาพไทย

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมือ อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว เปิดศูนย์การแพทย์แผนไทยฯ และร้านรักษ์ยาไทย หนุนเศรษฐกิจสุขภาพไทย

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ บริษัท ลาดพร้าว พลาซ่า จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดตั้ง ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและ “ร้านรักษ์ยาไทย” ณ อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการสุขภาพแผนไทย และสร้างโอกาส ทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล

    พิธีลงนามจัดขึ้น ณ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยมี นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นางณัฐกานต์ ทองประดับ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ลาดพร้าว พลาซ่า จำกัด เป็นผู้ลงนาม ความร่วมมือ นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมลงนาม และพยานสำคัญ ได้แก่ นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, ภก.ดร.ปรีชา หนูทิม ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, นายธันวา บัวมหะกุล ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, นายธนกฤต ทองเชื้อ เจ้าหน้าที่กฎหมาย, นางสาวจิรสุดา ใจสาหัส ผู้จัดการฝ่ายขาย, และ นางสาวภัทริน ตันตยกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย

    นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า “ความร่วมมือ ครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเลือกที่มีคุณภาพให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยในปี 2566 มีมูลค่าประมาณ 57,000 ล้านบาท บันทึกความเข้าใจนี้มีระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 ถึง 3 กันยายน พ.ศ. 2571 โดยกรมฯ จะรับผิดชอบการจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ฯ พร้อมจัดหาบุคลากรและ องค์ความรู้ ขณะที่บริษัท ลาดพร้าว พลาซ่า จำกัด จะสนับสนุนพื้นที่เช่าในราคาพิเศษ, ระบบสาธารณูปโภค, และช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ”

    ด้าน นางณัฐกานต์ ทองประดับ กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท ลาดพร้าว พลาซ่า จำกัด เปิดเผยว่า “การจัดตั้งศูนย์การแพทย์แผนไทยในศูนย์การค้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มทางเลือกด้านสุขภาพที่หลากหลาย พร้อมทั้งตอบสนองกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังเติบโต

    การลงนามครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการสร้าง ‘เศรษฐกิจสุขภาพไทย’ ให้แข็งแรงควบคู่ไปกับการสืบสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/954823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XNykbnug0PSrFhMvf9Tte

  • “IMF คาดการณ์ เศรษฐกิจกัมพูชาจะชะลอตัวลงในช่วงที่เหลือของปี 2568”

    “IMF คาดการณ์ เศรษฐกิจกัมพูชาจะชะลอตัวลงในช่วงที่เหลือของปี 2568”

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกัมพูชา สำหรับปี 2568 ลง สอดคล้องกับกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชา

    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 IMF ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการหารือกับรัฐบาลกัมพูชา และตัวแทนภาคเอกชน ในระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม – 2 กันยายน 2568 โดย IMF คาดการณ์ว่า GDP ของกัมพูชาจะเติบโตที่ 4.8% ในปี 2568 ซึ่งลดลงจาก 6% ในปี 2567 โดยสาเหตุหลัก คือ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเกี่ยวกับเงินส่งกลับจากแรงงานกัมพูชาที่ทำงานในต่างประเทศ

    ในแถลงการณ์ของนาย Kenichiro Kashiwase เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจอาวุโสของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชา แข็งแกร่งในปี 2567 โดย GDP ขยายตัวถึง 6% ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการส่งออกเสื้อผ้าและสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2568 อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงเนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทย ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายนอก การท่องเที่ยว และรายได้ลดลงจากการกลับประเทศของแรงงาน โดยอัตราเงินเฟ้อของกัมพูชา คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ประมาณ 2.8% แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

    นอกจากนี้ IMF ยังแนะนำว่า เพื่อให้กัมพูชาสามารถพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตและกระจายแหล่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจด้วยการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริต ปรับปรุงหลักนิติธรรม สิทธิในทรัพย์สิน และการเข้าถึงข้อมูล เสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม และลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อสนับสนุนการจ้างงาน ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อที่กัมพูชาจะสามารถหลุดพ้นจากกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed CountryLDC) ภายในสิ้นปี 2572 ตามแผนที่วางไว้

    ทั้งนี้ ความเปราะบางของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะหนี้ของภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan : NPL) ที่ขณะนี้สูงกว่า 7% โดยเฉลี่ย ซึ่งคาดว่าจะกระทบภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์เป็นอันดับแรก  ซึ่งอาจนำไปไปสู่ปัญหาทางการเงินของภาคธุรกิจ/ครัวเรือน และส่งผลลบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หากความตึงเครียดทางการค้าและชายแดนทวีความรุนแรงมากกว่าที่คาดไว้ อาจส่งผลให้การส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงยิ่งกว่าเดิม

    อย่างไรก็ตาม หากแรงงานที่เดินทางกลับจากต่างประเทศสามารถปรับตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานภายในประเทศได้อย่างราบรื่น และรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการจ้างงานและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ก็อาจช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้

    ข้อมูลที่น่าสนใจ

    1. ในช่วงต้นปี 2568 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) อยู่ที่ 6.1 และ 6.2 % ในปี 2568 และ 2569 ตามลำดับ 

    2. ในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ของประเทศในปี 2568 มาอยู่ที่ 5.0% จากที่เคยคาดไว้ 6.3% เมื่อต้นปี

    ความเห็นของสำนักงานฯ

              ผู้ประกอบการไทยควรประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องในกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และติดตามสถานการณ์ชายแดนจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการ ทั้งนี้ แนะนำให้นักธุรกิจไทย ควรประเมินความสามารถในการชำระเงินของลูกค้าในกัมพูชา โดยอาจพิจารณาให้มีการประกัน/ประเมินความเสี่ยงทางการค้าร่วมกับธนาคารเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 

    __________________________________________________________________________

    ที่มา The Phnom Penh Post 

    4 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kn0qjjj0a6vlc4ty5e8v772d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jy5Mrg37L1iutIz_SO25H

  • ผู้สมัครเฟดเด็กเส้นของทรัมป์ยืนยันรักษาความเป็นอิสระธนาคารกลาง ท่ามกลางแรงกดดันลดดอกเบิ้ย

    ผู้สมัครเฟดเด็กเส้นของทรัมป์ยืนยันรักษาความเป็นอิสระธนาคารกลาง ท่ามกลางแรงกดดันลดดอกเบิ้ย

    สตีเฟน มิแรน ผู้สมัครของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เข้าร่วมคณะกรรมการกำกับของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟเดอรัลรีเสิร์ฟ) ได้ให้คำมั่นว่าจะรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางหากได้รับการยืนยัน ขณะที่เฟดกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากประธานาธิบดีให้ลดอัตราดอกเบิ้ย

    มิแรน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ต้องเผชิญกับคำถามที่เฉียบคมในการพิจารณายืนยันตัวต่อคณะกรรมการธนาคารวุฒิสภาเกี่ยวกับความเป็นอิสระจากรัฐบาลทรัมป์ ความเร็วในการแต่งตั้งมิแรนจะมีความสำคัญ เนื่องจากเขาอาจเริ่มปฏิบัติหน้าที่ที่เฟดได้ทันเวลาสำหรับการประชุมคณะกรรมการ FOMC ครั้งต่อไปในวันที่ 16-17 กันยายน

    การตอบสนองต่อข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระ

    เมื่อวันพฤหัสบดี มิแรนไม่ได้ยืนยันว่าจะลาออกจากตำแหน่งที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ โดยระบุว่าได้รับคำแนะนำทางกฎหมายให้ลาพักแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกซักถามเพิ่มเติม เขากล่าวว่าจะลาออกหากได้รับการยืนยันให้รับหน้าที่ระยะยาวที่เฟด

    ในคำแถลงมิแรนได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยกล่าวว่า FOMC เป็นกลุมอิสระที่มีภารกิจสำคัญยิ่ง และตั้งใจจะรักษาความเป็นอิสระนั้น เขาเสริมว่าหน้าที่สำคัญที่สุดของธนาคารกลางคือป้องกันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

    การวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคเดโมแครต

    เซเนเตอร์เอลิซาเบธ วอร์เรน สมาชิกพรรคเดโมแครต ในคณะกรรมการธนาคาร ได้กล่าวหาว่าทรัมป์ได้เปิดการโจมตีอย่างเต็มรูปแบบต่อความเป็นอิสระของเฟด เธอท้าทายมิแรนให้พิสูจน์ความเป็นอิสระจากทรัมป์ ขณะที่วุฒิสมาชิกทีนา สมิธ จากมินนิโซตาระบุว่าการเสนอชื่อมิแรนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยโต้แย้งว่าประธานาธิบดีต้องการผู้จงรักภักดีในคณะกรรมการเฟด

    ความขัดแย้งเรื่องอัตราดอกเบิ้ย

    ทรัมป์ได้โทษอัตราดอกเบิ้ยปัจจุบันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยซบเซา โดยอ้างถึงข้อมูลเงินเฟ้อที่ไม่รุนแรงเพื่อเรียกร้องให้ลดดอกเบิ้ย ซึ่งมักจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เจ้าหน้าที่เฟดยังคงระมัดระวังว่าการลดอัตราดอกเบิ้ยเร็วเกินไปอาจเสี่ยงต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในระยะยาว

    นับตั้งแต่การลดดอกเบิ้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม เฟดได้คงอัตราดอกเบิ้ยไว้ในช่วง 4.25-4.50 เปอร์เซ็นต์ตลอดปีนี้ เจโรม พาวเอลล์ ประธานเฟด ได้เปิดโอกาสสำหรับการลดอัตราในการประชุมนโยบายครั้งต่อไปในเดือนนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-fed-nominee-vows-independence-amid-rate-cut-pressure&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04BjO0bAlAMpvb1y7NY4IY

  • จีนประกาศแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจกีฬา หวังดันมูลค่าทะลุ 9 แสนล้านดอลล์ใน 5 ปี : อินโฟเควสท์

    จีนประกาศแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจกีฬา หวังดันมูลค่าทะลุ 9 แสนล้านดอลล์ใน 5 ปี : อินโฟเควสท์

    จีนประกาศแนวทางใหม่เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจกีฬาในประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬา

    สำนักงานของสภาแห่งรัฐ หรือคณะรัฐมนตรีจีน ได้ประกาศแนวทางดังกล่าวในวันนี้ (5 ก.ย.) โดยระบุว่า ภายในปี 2573 จีนจะสนับสนุนการสร้างบริษัทกีฬาและการจัดกิจกรรมกีฬาที่มีอิทธิพลระดับโลก รวมทั้งผลักดันอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศให้เติบโตจนมีมูลค่ามากกว่า 7 ล้านล้านหยวน (ราว 9.852 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แนวทางดังกล่าวกำหนด 20 มาตรการ ใน 6 ด้านหลัก ครอบคลุมในส่วนของการขยายอุปทานผลิตภัณฑ์กีฬาและกิจกรรมกีฬา การส่งเสริมการบริโภคเกี่ยวกับกีฬา การสนับสนุนธุรกิจกีฬา และการสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ตัวอย่างมาตรการที่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬากลางแจ้ง การส่งเสริมเศรษฐกิจหิมะและน้ำแข็ง การปรับปรุงอุปกรณ์กีฬา การขยายรูปแบบการบริโภค และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

    นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในอุตสาหกรรมกีฬา รวมถึงยกระดับการสนับสนุนด้านบุคลากร การเงิน และบริการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nb62zhCNEEFKCzjqHaG_g

  • SMO ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมพิธีเปิดงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ที่ภูเก็ต

    SMO ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมพิธีเปิดงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ที่ภูเก็ต


    SMO ร่วมงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ณ จ.ภูเก็ต ร่วมมือ 3 สถาบันการเงินภาครัฐ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน หนุนการเติบโตของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม

    นายกุศล ศรีเปารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และนายเสกศักดิ์ พิริเยศยางกูร กรรมการผู้จัดการ สายงานโรงงาน บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ร่วมงานพิธีเปิด “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ณ โรงแรมดารา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดโดย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธกร เลาหพงศ์ชนะ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การให้คำปรึกษาทางการเงิน และการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

    การเข้าร่วมของ SMO ในครั้งนี้ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงินภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ เกษตรอุตสาหกรรม และ พลังงานทางเลือก ควบคู่กับการเสริมศักยภาพให้กับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

    SMO ยังคงเดินหน้ายกระดับธุรกิจด้วยแนวทางที่ยั่งยืน พร้อมสนับสนุนพันธมิตรทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o_yrV9U-T8O9ch40reGIj

  • ภาคตลาดทุน จับตานโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ หวังได้รัฐบาลที่เข้าใจ

    ภาคตลาดทุน จับตานโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ หวังได้รัฐบาลที่เข้าใจ

    ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองกำลังร้อนแรงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวันนี้ (5 กันยายน) มีวาระร้อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังพรรคแกนนำฝ่ายค้านมีมติจะโหวตสนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะที่เพื่อไทยเองก็ออกแถลงการณ์สนับสนุน ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ เป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศว่าหากชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันที หลังยื่นเรื่องยุบสภาไม่สำเร็จ ไปฟังความเห็นจากผู้บริหารในภาคตลาดทุนต่อปัจจัยการเมืองจะมีผลกระทบอย่างไร

    อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเป็นอย่างดี ดังนั้นความผันผวนที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับพวกเขา และไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพวกเขายังคงเน้นการลงทุนบนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

    แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะสร้างความกังวล แต่เศรษฐกิจไทยยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยภาคเอกชนที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ การที่ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจแม้จะมีความผันผวนทางการเมืองเป็นผลมาจากสองปัจจัยหลัก แต่มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจาก 2 ปัจจัย คือ

    1. เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพที่น่าสนใจ
    2. มูลค่า (Valuation) ของหลายบริษัทอยู่ในระดับที่น่าดึงดูด และยังมีโอกาสในการเติบโตหรือจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ปรับตัวขึ้นไปแล้ว

    หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่มีความสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ด้านดร. ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. ย้ำถึงปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังคือ การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งภาครัฐควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปีปัจจุบันและเตรียมพร้อมสำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณปีหน้า เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือโดยเฉพาะภาคส่งออกของไทยที่มีความเสี่ยงเห็นการชะลอตัว

    ในประเด็นเรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 17 กันยายน ดร. ศรพล มองว่าตลาดหุ้นได้ Price In ข่าวนี้ไปพอสมควรแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปนั้นต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

    ภาพ: บรรยากาศงานแถลงข่าว ‘สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนสิงหาคม 2568’ โดยผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    บรรยากาศงานแถลงข่าว ‘สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนสิงหาคม 2568’ โดยผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ในมุมมองของ ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท การมีทีมเศรษฐกิจที่มีความเข้าใจในภาคตลาดทุนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตลาดทุนมีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณมีสูง

    ตัวอย่างที่สำคัญคือการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ในการระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อมาใช้สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะของประเทศได้ หากรัฐมนตรีคลังและทีมเศรษฐกิจมีความรู้ความเข้าใจในกลไกเหล่านี้ ก็จะสามารถนำเครื่องมือนี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้านอัสสเดช กล่าวเสริมต่อว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การมีทีมเศรษฐกิจที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะกลางถึงยาวได้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดทุนเพียงอย่างเดียว หากเศรษฐกิจโดยรวมมีการเติบโตที่สูงขึ้นและยั่งยืนขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนในภาพรวมอย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ดี ตลท. มีแผนที่จะเดินหน้าโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม เช่น โครงการ Jump+ ที่มีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 35 บริษัทในระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการ และพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลให้แก่รัฐบาลใหม่เพื่อขอการสนับสนุน

    ในขณะที่โครงการ G-Token ยังคงต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ ตลท. ยังคงเดินหน้าโครงการ B-Connect และความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดทุนไทย

    มีกลไกพร้อมรับมือความผันผวนในตลาดหุ้นจากผลกระทบโหวตนายกฯ

    อัสสเดช กล่าวถึงแนวทางการรับมือความผันผวน หากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (5 กันยายน) หากไม่สำเร็จและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น โดยระบุว่า ตลท. มีกลไกการทำงานเพื่อรับมืออยู่แล้ว เช่น Circuit Breaker ที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์เมื่อดัชนีมีการปรับตัวลดลงในระดับที่กำหนด และโดยปกติแล้วการเมืองในอดีตก็ไม่ค่อยมีผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ‘ไพบูลย์’ หวังได้ รมว. คลังคนใหม่ที่มีความเข้าใจภาคตลาดทุน

    ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า หลังจากการประชุมของพรรคประชาชนที่มีมติสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี

    “ผมก็คิดว่าสุดท้ายก็คือการเดินสู่การยุบสภา แค่ว่ายุบวันนี้ หรือยุบอีก 4-5 เดือน” ไพบูลย์กล่าว โดยให้เหตุผลว่า แม้ในมุมของตลาดทุน ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก”

    อย่างไรก็ดีในช่วงที่การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนเช่นนี้ ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะ Sideway และรอความชัดเจน ต่างชาติยังคงจับตาดูและรอความหวังว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะนำมาซึ่งรัฐบาลที่ดีกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง

    อีกประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือ นโยบายเกี่ยวกับตลาดทุน ที่อาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ไพบูลย์ยอมรับว่าที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังจากพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุนตลาดทุนอย่างเต็มที่ ทั้งการผลักดันกองทุนไทย ESG และมาตรการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลใหม่ไม่มีบุคคลที่เข้าใจและสนับสนุนตลาดทุน การผลักดันมาตรการที่สำคัญต่างๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ได้เสนอไปก็อาจจะชะลอตัวลง

    ภาพ: ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้

    ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้

    “ก็ต้องหวังว่าเราจะได้รัฐมนตรีคลังที่เข้าใจตลาดทุน ซึ่งจะทำให้การผลักดันมาตรการต่าง ๆ ที่ฝั่งตลาดทุนเข้าไปแล้วได้รับการพิจารณาและตอบรับในเชิงบวก” ไพบูลย์กล่าว

    ส่วนประเด็นข่าวที่ว่าอนุทินเตรียมรัฐมนตรีคลังคนนอกไว้แล้ว ไพบูลย์มองว่า แม้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ แต่รัฐบาลที่มีอายุเพียง 4-5 เดือนก็อาจไม่สามารถทำอะไรที่สำคัญได้มากนัก เนื่องจากงบประมาณได้ผ่านสภาไปแล้ว การจะเริ่มโครงการใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ทำให้ตลาดหุ้นน่าจะมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อรอความชัดเจนที่แท้จริง

    ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับขึ้นสู่เกณฑ์ ‘ร้อนแรง’

    ดร กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนสิงหาคม 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 สิงหาคม 2568) พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 120.22 นักลงทุนมองว่าการไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบายคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

    ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

    ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

    ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

    • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK)
    • หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
    • ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน
    • ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ

    ทั้งนี้ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 ดัชนี SET เคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันทั้งจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีรวมถึงรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จากกรณีคลิปเสียงหลุดกับฮุน เซนของกัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหนุนจากการที่ กนง. มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% เป็น 1.50% ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน โดย SET Index ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ปิดที่ 1,236.61 ปรับตัวลดลง 0.46% จากเดือนก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 21,816 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 84,384 ล้านบาท

    ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินและการประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED และทิศทางการเจรจาการค้าระหว่าง สหรัฐฯ-จีน หลังตกลงขยายเวลาชะลอภาษีไปอีก 90 วัน ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองไทยในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผลการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อ “คดีชั้น 14” ของ ทักษิณ ชินวัตร และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/set-political-instability-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i231I0kZxrVIQES-ySFEM

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D98791601%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FiyA2w3z5ym0h0kAoP1tO

  • PTT จับมือ “วว.” ยกระดับศักยภาพ “บริหารองค์กร” หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    PTT จับมือ “วว.” ยกระดับศักยภาพ “บริหารองค์กร” หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีนายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ PTT และ ผศ.ดร. วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม

    พร้อมด้วย นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ PTT  และ ดร. จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ร่วมเป็นสักขีพยาน

    ขระที่ ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประยุกต์ใช้ Energy Management Platform (AIoT Platform) การสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาประสิทธิภาพการวิจัยและนวัตกรรมการผลิตสมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัจจัยหรือกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ธุรกิจหลักขององค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ ตามโครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมอบหมายให้ ปตท. และ วว. เป็นคู่ความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/780239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iacB6xYVxWBf4NwYMA1Vu