Category: เศรษฐกิจ

  • “เอกนิติ” เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบจ่อตั้ง “ศุภจี” นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    “เอกนิติ” เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบจ่อตั้ง “ศุภจี” นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงวาระการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจ วันที่ 15 ตุลาคม นัดแรก ว่า เป็นวาระเพื่อให้เห็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีระยะเวลา

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการประชุม ครม.เศรษฐกิจ จะมีการตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมเจรจากรณีภาษีและการค้าสหรัฐอเมริกา เลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่มีเรื่องนี้

    เมื่อถามย้ำว่า จะชงชื่อหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ และยังใช้กรอบเดิมที่ใช้เจรจาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเข้าห้องประชุม ครม.ทันที

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกกระทรวงพาณิชย์ จะมีการพูดคุยใน 2 เรื่อง คือเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และเรื่องเจรจา FTA ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/449609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rmRzDnrGWsci6WeQHSRnS

  • กลุ่มทิสโก้ แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปี 2568 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้ แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปี 2568 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    กลุ่มทิสโก้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ แม้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตในระดับสูงเพื่อรองรับทุกความท้าทายทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพหนี้ในระดับแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าตามแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืน

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ของปี 2568 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ ในขณะที่ยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ในระดับสูงตามแผนที่วางไว้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการโดยรวม สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระดับ 16.6%

    ด้านรายได้จากการดำเนินงานขยายตัวได้ถึง 10% ทั้งในฝั่งธุรกิจธนาคารและธุรกิจตลาดทุน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวจากต้นทุนเงินฝากที่ปรับลดลงตามภาวะดอกเบี้ยขาลง ซึ่งเป็นโอกาสให้สินเชื่อกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ใหม่กลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยธนาคารทิสโก้สามารถเพิ่มอัตราการเข้าถึงลูกค้า (Penetration Rate) ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมต่อยอดรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้ากลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในภาวะตลาดทุนผันผวน ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์แม้จะอ่อนตัวลงจากปีก่อนหน้า แต่เริ่มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน หลังความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการค้าสหรัฐฯ คลี่คลายลง นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ยังรับรู้กำไรจากมูลค่าพอร์ตเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

    ในด้านธุรกิจสินเชื่อปรับตัวลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนสินเชื่อของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่กลุ่มสินเชื่อรายย่อยในไตรมาสล่าสุดเริ่มกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อจำนำทะเบียน โดยกลุ่มทิสโก้ยังคงยึดมั่นในนโยบายการคัดสรรลูกค้าคุณภาพ (Selective Growth) ด้วยการคัดกรองลูกค้าตามเกณฑ์ Responsible Lending Guideline คือการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ตามเกณฑ์รายได้ เป็นธรรม และไม่สร้างความเปราะบางให้กับภาคครัวเรือน  พร้อมกับติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อเกิดปัญหาผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และการเสนอมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จากแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบนี้ ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.3% ของสินเชื่อรวม และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) อยู่ที่ 171% สะท้อนถึงความมั่นคงในการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมที่กลุ่มทิสโก้ยึดมั่นมาโดยตลอด        

    นายศักดิ์ชัย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีว่า ยังคงอ่อนแรงต่อเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ 19% อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าคาด ปัญหาหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มทิสโก้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.9-2.1% ในปี 2568 และลดลงเหลือ 1.6-1.8% ในปี 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมเศรษฐกิจ กลุ่มทิสโก้ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมปรับตัวและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลลูกค้าอย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการที่ปรึกษาทางการเงินอย่างครบวงจร ภายใต้บทบาท “Your Trusted Financial Advisor” ที่พร้อมเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงชีวิต

    สรุปผลประกอบการสำหรับงวดไตรมาส 3 และ9 เดือนแรกของปี 2568

    ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้งวดไตรมาส 3 ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้รวมที่เติบโต 10.0% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 3.0% จากต้นทุนเงินทุนที่ปรับลดลงเนื่องมาจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 25.9% ในทุกธุรกิจ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยปริมาณการปล่อยสินเชื่อรถใหม่ในงวด 9 เดือนแรกเติบโตถึง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมทั้งรายได้ที่เกี่ยวกับสินเชื่ออื่นเติบโตเช่นกัน รายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดทุนไทยที่ฟื้นตัว รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวจากการเติบโตของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออกกองทุนรวมใหม่ในระหว่างไตรมาส นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นตามมูลค่าพอร์ตเงินลงทุนที่สูงขึ้น ในงวดนี้ บริษัทตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.4% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ยังคงดำเนินการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวม (Cost-to-income Ratio) อยู่ที่ 43.4%

    ผลกำไรงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567  เพิ่มขึ้น 1.0% จากรายได้รวมที่เติบโต 10.1% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1.3% จากต้นทุนเงินทุนที่ปรับลดลง ประกอบกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโต 31.6% จากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้ที่เกี่ยวกับสินเชื่ออื่นๆ รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนขยายตัวจากธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวม รวมทั้งบริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ชะลอตัวลงตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 0.3%

    ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 มีจำนวน 5,017 ล้านบาท ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 เป็นผลมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติในปีนี้และรองรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง รายได้รวมเติบโต 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัย  ธุรกิจจัดการกองทุน พร้อมด้วยการรับรู้ผลกำไรจากพอร์ตเงินลงทุน อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์อ่อนตัวลง จากผลกระทบจากภาวะตลาดทุนที่อ่อนแอ ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.8% จากแผนการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

    เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีจำนวน 230,409 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากสิ้นปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการชำระคืนหนี้ของสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่สินเชื่อรายย่อยเริ่มกลับมาเติบโต จากสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสองและสินเชื่อมอเตอไซค์ รวมถึงการขยาย Penetration Rate ในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ทั้งนี้ บริษัทยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางสภาวะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการให้การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงมาที่ 2.3% ของสินเชื่อรวม และรักษาระดับค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 171%

    ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.9% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.8% และ 2.2% ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20251014-performance-q32568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m9UAglzXEJi1_PV2pLfnM

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 11.22 น.

    กลยุทธ์ : เป้าต่อไป $4,200
    แนวรับ : $4,100  หรือ  63,500 บาท
    แนวต้าน : $4,200  หรือ  65,000 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำไทยพุ่งแตะ 64,000 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง!
    เช้าวันนี้ (14 ตุลาคม 2568) ราคาทองคำในประเทศไทยพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 64,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยที่ราว 63,900 บาท สะท้อนแรงซื้อที่ยังแข็งแกร่งในทิศทางขาขึ้นจนเรียกได้ว่า “All-Time High ทุกวัน” ผู้ถือทองส่วนใหญ่ต่างมีกำไรเต็มกระเป๋า อย่างไรก็ดี นักลงทุนควร “ช้อปปิ้งอย่างมีสติ” เพราะการขึ้นแรงอาจตามมาด้วยแรงขายทำกำไรระยะสั้นได้เสมอ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    แรงหนุนราคาทองคำรอบนี้มาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) นโยบายภาษีจีน 100% ของทรัมป์ ที่จุดชนวนความกังวลสงครามการค้าและผลักให้นักลงทุนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย (2) การกลับมาเปิดตลาดสหรัฐฯ หลังวันหยุดโคลัมบัสเดย์ ซึ่งอาจทำให้มีแรงซื้อขายเพิ่มขึ้น (3) ปัญหา Government Shutdown ของสหรัฐฯ ที่ยังไม่คลี่คลาย กดดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ (4) ความขัดแย้งอิสราเอล–ฮามาสที่เริ่มผ่อนคลาย แต่ราคาทองยังยืนแข็ง สะท้อนว่าปัจจัยมหภาคหนุนชัดเจน และ (5) สัญญาณทางเทคนิคที่ยังคง “สวยทุกไทม์เฟรม” แม้ต้องระวังแรงเทขายหากราคาขึ้นเร็วเกินไป

    กลยุทธ์ :

    .

    ด้านแนวโน้มและกลยุทธ์ เป้าหมายระยะสั้นของทองคำโลกอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์ฯ หรือราว 65,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่เป้าหมายระยะยาวอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์ฯ ซึ่งอาจดันราคาทองคำไทยขึ้นถึงระดับ 70,000 บาทในปี 2569 สำหรับนักลงทุนสายสั้นควรทยอยขายทำกำไรและจัดพอร์ตให้ชัดเจน ส่วนสายถือยาว หากราคาย่อลงมา 50–100 ดอลลาร์ฯ อาจเป็นจังหวะเข้าซื้อเพิ่ม โดยสรุป แม้ทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง แต่ควรลงทุนอย่างมีวินัย เข้าใจความเสี่ยง และอย่าให้ความโลภนำทาง

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-14-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZGzIoaCWRyYYzbH45ceN1

  • สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะมาก่อนหน้า

    สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะมาก่อนหน้า

              สรุปแล้ว คนละครึ่งพลัส เราต้องจ่ายเองเท่าไร หลังมีสูตร 60% เคาะออกมาก่อนหน้า ข้อมูลจากเว็บไซต์ คนละครึ่งพลัส.com

    คนละครึ่งพลัส

              คนละครึ่งพลัส กำลังจะเริ่มลงทะเบียน 20 ตุลาคม 2568 โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนทั่วไป และกลุ่มคนยื่นภาษี 2 กลุ่มนี้จะได้เงินต่างกัน ดังนี้

              – คนทั่วไป ได้เงิน 2,000 บาท

              – คนยื่นภาษี ได้เงิน 2,400 บาท

              วันที่ 14 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม รายงานว่า ในกลุ่มคนยื่นภาษี ได้เงิน 2,400 บาท มีข้อชัดเจนแล้วว่า ในส่วนที่เราจ่ายเองนั้นจะมีมูลค่ากี่บาท ระหว่าง 50% หรือ 60% (จาก 2,000 บาท)

              ทั้งนี้ คำตอบที่ได้จากเอกสารของเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com ระบุว่า ในส่วนนี้จะเป็นรัฐร่วมจ่าย 50% เราจ่าย 50% เท่ากับว่า เงินที่รัฐจ่ายคือ 2,400 บาท เราจ่ายคือ 2,400 บาท

              ในกลุ่มคนทั่วไป จะเป็นรัฐจ่าย 2,000 บาท เราจ่าย 2,000 บาท เท่ากับ 50% เหมือนกัน

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295699.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FWDGbyRuVU6JCMV_iLcCj

  • เปิดเซฟ ‘พิเชษฐ์’ รายได้พืชเศรษฐกิจปีละ 2.2 ล้าน ทำธุรกิจวิจัยกัญชา

    เปิดเซฟ ‘พิเชษฐ์’ รายได้พืชเศรษฐกิจปีละ 2.2 ล้าน ทำธุรกิจวิจัยกัญชา

    14 ต.ค.2568-   สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รายชื่อน่าสนใจ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง กรณีการแปรญัตติงบประมาณในการจัดทำโครงการเกี่ยวกับสภาฯ ไปลงในพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง

    นายพิเชษฐ์ แจ้งมีทรัพย์สิน 38,069,129 บาท ได้แก่ เงินฝาก 674,129 บาท เงินลงทุน 2,325,000 บาท ที่ดิน 29,790,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1,450,000 บาท ยานพาหนะ 2,950,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 8.8 แสนบาท (ในจำนวนนี้มีพระเครื่อง 118 องค์ มูลค่า 4 แสนบาท) มีหนี้สิน 590,030 บาท เป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงิน เขาแจ้งมีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 2,210,180 บาท ในจำนวนนี้เป็นการขายพืชเศรษฐกิจประมาณ 1.2 ล้านบาท รายจ่ายรวม 1,114,076 บาท

    ส่วน น.ส.พิชชา เชื้อเมืองพาน คู่สมรส ระบุว่าทำธุรกิจส่วนตัว ร้านอดามาส จิวเวอร์รี่ ที่ กทม. และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด ที่ จ.เชียงราย เธอแจ้งมีทรัพย์สิน 21,704,826 บาท ได้แก่ เงินฝาก 5,781,926 บาท เงินลงทุน 2,125,000 บาท เงินให้กู้ยืม 2,747,900 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 7.8 ล้านบาท ยานพาหนะ 1 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 2,250,000 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน มีทรัพย์สิน 64,233 บาท เป็นเงินฝากทั้งหมด น.ส.พิชชา แจ้งมีรายได้รวม 4.8 แสนบาทจากการขายจิวเวอร์รี่ รายจ่ายรวม 2 แสนบาท

    รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 59,838,189 บาท หนี้สินทั้งสิ้น 590,030 บาท

    ทรัพย์สินที่น่าสนใจนายพิเชษฐ์ แจ้งเงินลงทุน 2 รายการ รวม 2,325,000 บาท แบ่งเป็น หุ้นในบริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด 5,000 หุ้น ได้มาเมื่อ 4 มี.ค. 2564 มูลค่า 125,000 บาท และมีรายการ “พืชเศรษฐกิจ” มิได้ระบุวันเดือนปีที่ได้มา มูลค่ารวม 2.2 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน น.ส.พิชชา คู่สมรส ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทตัวเอง นั่นคือ บริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา เป็นจำนวนเงิน 2,747,900 บาท

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท ด็อกเตอร์กระท่อม จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 4 มี.ค. 2564 ทุนปัจจุบัน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 75/1 หมู่ที่ 8 ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย วัตถุประสงค์ประกอบกิจการศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูก สกัดและผลิตภัณฑ์จากพืชกัญชา กัญชง ปรากฏชื่อ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน น.ส.พิชชา เชื้อเมืองพาน เป็นกรรมการ นำส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อ 2 ก.ย. 2568 นายพิเชษฐ์ และ น.ส.พิชชา ถือหุ้นคนละ 50%

    นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 151,290 บาท หนี้สินรวม 19,000 บาท ยังไม่มีรายได้ รายจ่ายรวม 89,959 บาท ขาดทุนสุทธิ 89,959 บาท.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/878474/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OfKxUk8cJuvX9jG52kcIF

  • “ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” INT มหิดล ชูวิจัยแก้วิกฤตรายได้ปานกลาง

    “ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” INT มหิดล ชูวิจัยแก้วิกฤตรายได้ปานกลาง

    “ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม” INT มหิดล เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงเผยนวัตกรรมคือกลไกหลัก ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางพร้อมเปิด 3 เทรนด์นวัตกรรม ที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม

    สถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม หรือ INT ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” ชู 3 กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เผยนวัตกรรมคือกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทย พร้อมเดินหน้าผลักดันพันธกิจด้านนวัตกรรมของ INT เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ย้ำหากธุรกิจไทยยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิม ๆ โดยไม่พึ่งพานวัตกรรม จะไม่สามารถแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป

    รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีประเทศใดก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพานวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ INT จึงมีภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) Venture Gateway to Growth สนับสนุนผู้ประกอบการและ Startups จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการบ่มเพาะ เช่น SPACE-F Accelerator ด้าน Food Tech และจัดตั้ง MU Holding เพื่อร่วมลงทุนกับ Venture Capital ระดับโลก 2) Technology Gateway to Impact

    บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 3) Service Gateway to Well-being ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนี้ INT ยังมุ่งบ่มเพาะบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างคนที่มีความสามารถ แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง จากความพยายามดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุด INT ได้รับรางวัล Prime Minister’s Award 2025 สาขาการพัฒนาทุนมนุษย์ (Best Contributor in Human Capital Development) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

    รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ระบบนวัตกรรมไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือการเชื่อมต่อองค์ความรู้ แม้เราจะมีงานวิจัยคุณภาพสูงและภาคธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสองภาคส่วนมาบรรจบกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยช่องว่าง 3 ประการที่ต้องเร่งปิดได้แก่ 1) Speed Gap  ระบบการทำงานของภาครัฐเคลื่อนไหวช้ากว่า ขณะที่ภาคเอกชนต้องการความรวดเร็ว 2) Purpose Gap นักวิจัยมุ่งสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนภาคธุรกิจมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์  3) Capability Gap สองภาคส่วนอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพและภาษาการทำงานของกันและกัน จึงต้องส่งเสริมความเข้าใจทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

    “งบประมาณด้านวิจัยและนวัตกรรมของไทยในแต่ละปีไม่ได้น้อย เพียงแต่เรายังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์เชิงบวกหรือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรม หน้าที่ของสถาบัน INT และสมาคม AITP คือการ Synchronize เชื่อมโยง และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไปจนถึงการปิดช่องว่างระหว่างภาควิจัยและภาคเอกชน ทำให้งานวิจัยของไทยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง” รศ. ดร. วิริยะ กล่าว

    จากภารกิจและยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ INT ได้เร่งผลักดันผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” (E-Nose) ภายใต้ MUI Robotics บริษัท Startup นวัตกรรมที่สามารถแปลงกลิ่นให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล บริการตรวจวัดกลิ่นด้วยเทคโนโลยี โดยปัจจุบันได้รับทุนระดับนานาชาติและกำลังขยายการใช้งานในหลายภาคธุรกิจ, “แขนเทียมจากซิลิโคนและยางพาราดัดแปลง” โดย Artimed บริษัท Startup สำหรับฝึกเจาะเลือดในทางการแพทย์ มีผิวสัมผัสใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด ช่วยเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และ  “ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร” ภายใต้แบรนด์ Nutriflow ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการดูแลสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากไปจนถึงผู้สูงอายุ มีสารอาหารครบถ้วนในหนึ่งมื้อ ดื่มง่าย รสชาติอร่อย เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จับต้องได้ พร้อมเติบโตเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป

    รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ต้องสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก โดย 3 เทรนด์นวัตกรรมสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และต้องทำในบริบทของประเทศไทย ได้แก่ 1) AI (Artificial Intelligence) เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันในด้านการสร้างหรือพัฒนา AI ขึ้นมาเองได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างมีกลยุทธ์และชาญฉลาด 2) Sustainability ความยั่งยืนที่สอดคล้องกับสังคมไทย เช่นตอนนี้สิ่งที่เราควรเร่งแก้คือ PM2.5 มากกว่าการพูดเรื่องคาร์บอนเท่านั้น และ 3) Longevity & Wellness เป็นจุดแข็งที่ไทยควรต่อยอด เช่น สมุนไพรไทยและนวัตกรรมด้านความงาม ซึ่งสามารถทำให้ประเทศเรามีจุดยืนชัดในระดับโลกได้

    รศ.ดร. วิริยะ ยังกล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดงบประมาณหรือขาดบุคลากรแต่คือความเชื่อว่า‘ของไทยไม่ดี’ ดังนั้นทางแก้คือต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง แล้วจึงจะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงและยั่งยืนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/731817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sft3p59J9iEEgb65_fYYT

  • นักเศรษฐศาสตร์มั่นใจงบประมาณปี 69 ของมาเลเซียช่วยหนุนเศรษฐกิจเติบโต : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์มั่นใจงบประมาณปี 69 ของมาเลเซียช่วยหนุนเศรษฐกิจเติบโต : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมีมุมมองในเชิงบวกต่องบประมาณปี 2569 ของมาเลเซีย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการคลังของประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์จากฮ่องเหลียง อินเวสต์เมนต์ แบงก์ (Hong Leong Investment Bank) ระบุว่า ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างส่วนใหญ่ที่เป็นไปตามแผน เช่น การค่อย ๆ ปรับลดเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า ไข่ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วมาตรฐาน RON95 ตลอดจนการขยายภาษีการขายและบริการ (SST) และการออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-invoicing) ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วหรือกำลังดำเนินการอยู่นั้น ทำให้งบประมาณปี 2569 ของมาเลเซียสามารถมุ่งเน้นไปที่การดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืน

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันดังกล่าวคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของมาเลเซียจะขยายตัว 4.1% ในปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับกรอบคาดการณ์ของรัฐบาลมาเลเซียที่ระดับ 4 – 4.5%

    ขณะเดียวกัน แอนโทนี ดาสส์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจอาวุโสฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิกของสถาบันเคเอสไอ (KSI Strategic Institute for Asia Pacific) และสมาชิกสมาคมวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางแห่งชาติ (Small and Medium Enterprise National Council) มองว่า งบประมาณปี 2569 ถือเป็นงบประมาณแห่งการปฏิรูปเพื่อการเติบโตที่แท้จริง

    ดาสส์ยังเน้นย้ำว่า ความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาเลเซียที่ปรากฏให้เห็นในงบประมาณปี 2569 นั้น มีเป้าหมายเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมีวินัย เพิ่มศักยภาพให้กับประชาชน และนำพาความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการกำหนดทิศทางสำหรับการปฏิรูปในทศวรรษหน้า

    ด้าน ANZ Research แสดงความเห็นว่า งบประมาณปี 2569 ของมาเลเซียมีความคืบหน้าในการสร้างความแข็งแกร่งด้านการคลัง พร้อมระบุว่า นโยบายการคลังเชิงอนุรักษ์นี้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกันชนทางการคลัง (fiscal buffers) ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่กันชนด้านการคลังลดต่ำลงในช่วงที่เกิดโรคระบาด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจมาเลเซียเผชิญกับความเปราะบางจากปัจจัยเสี่ยงในต่างประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FWGzCpvpUk-njPY8am-GB

  • ‘เอกนิติ’เผย ถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบตั้ง ‘ศุภจี’เจรจาภาษีสหรัฐฯ

    ‘เอกนิติ’เผย ถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. อุบตั้ง ‘ศุภจี’เจรจาภาษีสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    14 ต.ค. 2025 เวลา 10:11 น.

    “เอกนิติ”เผยถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 15 ต.ค. เน้นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัฐบาล 4 เดือน อุบจ่อตั้ง “ศุภจี”นั่งหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

    14 ต.ค.รัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงวาระการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจ วันที่ 15 ตุลาคม นัดแรก ว่า เป็นวาระเพื่อให้เห็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งก็มีระยะเวลาเพราะมีระยะเวลา 

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการประชุม ครม.เศรษฐกิจ จะมีการตั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมเจรจากรณีภาษีและการค้าสหรัฐอเมริกา เลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่มีเรื่องนี้ 

    เมื่อถามย้ำว่า จะชงชื่อหัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐฯ และยังใช้กรอบเดิมที่ใช้เจรจาก่อนหน้านี้หรือไม่ นายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเข้าห้องประชุม ครม.ทันที

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรกกระทรวงพาณิชย์ จะมีการพูดคุยใน 2 เรื่อง คือเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯและเรื่องเจรจา FTA ในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1202983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gCbSJ2sQAhscEspH1Ge_n

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 10 ตุลาคม)

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้าและวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.50-32.74 บาทต่อดอลลาร์) โดยแม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ลงบ้าง อีกทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ก็มีส่วนหนุนเงินดอลลาร์ ผ่านการอ่อนค่าลงของทั้งเงินยูโร (EUR) และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ดังกล่าว กลับไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด หลังเงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุดสามารถทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ เหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความต้องการถือครองของผู้เล่นในตลาดจากประเด็นความเสี่ยงสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเผชิญความปั่นป่วน หลังประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอติดตาม ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะยังคงอยู่ในภาวะ Data Blindness หรือขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เนื่องจากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ที่ทำให้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญถูกเลื่อนออกไป ทำให้ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะ ประธานเฟด Jerome Powell และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด พร้อมกันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากภาคเอกชนและบรรดาเฟดสาขา อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคธุรกิจบริการ โดยเฟดสาขานิวยอร์ก รวมถึงดัชนีแนวโน้มภาคธุรกิจโดยเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา พัฒนาการของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทั้ง กลุ่มสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง JPM, Goldman Sachs และ BofA รวมถึงกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ ASML และ TSMC

    ▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Survey) ในเดือนตุลาคม และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมของยูโรโซน (Industrial Production) เดือนสิงหาคม ส่วนในฝั่งอังกฤษ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE จะกลับมาเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 (โอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ อยู่ที่ 24%)

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาท่าทีของทางการจีนอย่างใกล้ชิด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก 100% และออกมาตรการควบคุมการส่งออก “Critical Software” เพื่อตอบโต้ที่ทางการจีนออกมาตรการควบคุมการส่งออก แร่ Rare Earth นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกันยายน โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เศรษฐกิจจีนยังไม่พ้นภาวะเงินฝืด โดยอัตราเงินเฟ้อ CPI ยังคงติดลบราว -0.2% ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตก็ติดลบราว -2.3% อย่างไรก็ดี นโยบาย Anti-Involution ของจีน ที่ช่วยลดกำลังการผลิตส่วนเกิน ก็มีส่วนหนุนให้ราคาสินค้า อย่าง วัตถุดิบต่างๆ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิตติดลบน้อยลง จากที่ ติดลบถึง -2.9% ในเดือนสิงหาคม

    ▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการค้าระหว่างประเทศของไทยอาจเผชิญผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น หลังหมดอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทย (Front-Loading) ในช่วงก่อนหน้า โดยยอดการส่งออก (Exports) อาจขยายตัวเพียง +9%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) จะโตราว +10%y/y ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุด อาจสร้างความวุ่นวายให้กับการค้าโลกอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตาว่า การส่งออกของไทยจะยังได้อานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทยอีกรอบหรือไม่

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลง หลังความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง ทองคำ แม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นก็ตาม หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 152 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยคลายกังวลต่อประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ลงบ้าง (จากโพสล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บน Truth Social ที่ระบุว่า “The USA wants to help China, not hurt it”) จุดกระแส TACO (Trump Always Chickens Out) Trade ให้กลับมาอีกครั้ง

    ทั้งนี้ เรายังมีความกังวลว่า เงินบาทอาจเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ โดยเฉพาะ หากราคาทองคำ (ที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์) เผชิญแรงขายทำกำไรและเริ่มเข้าสู่ช่วงการพักฐาน สอดคล้องกับข้อมูลสถิติในอดีต ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทได้ นอกจากนี้ หากตลาดกลับมากังวลประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มากขึ้น จนกดดันให้เงินหยวนจีน (CNH) อ่อนค่าลง ก็อาจส่งผ่านแรงกดดันด้านอ่อนค่ามายังเงินบาทได้ ทว่า เงินบาทก็อาจพอได้แรงหนุน หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นบ้าง พร้อมกับการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น และหากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จนกว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.30-32.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์คงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk โดยต้องจับตาทั้งประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่จะส่งผลกระทบต่อเงินเยนญี่ปุ่นและเงินยูโรได้ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-32.85 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.65 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/964002&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gMj63j7q1Wl7s0vQHGi7S

  • 3 สมาคมอสังหาฯ ผนึกกำลัง ดันมหกรรมบ้านและคอนโด โกยยอดขายทะลุ 2 หมื่นล้าน

    3 สมาคมอสังหาฯ ผนึกกำลัง ดันมหกรรมบ้านและคอนโด โกยยอดขายทะลุ 2 หมื่นล้าน

    3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยผนึกกำลัง ดันงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 วันที่ 30 ต.ค.-2 พ.ย.นี้ สร้าง Fast Tarck ให้คนอยากมีบ้านส่งท้ายปี โกยยอดขายให้ทะลุ 20,000 ล้านบาท และเป็น “สนามนโยบาย” ที่ภาคอสังหาฯ จะจับตานโยบายรัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจใดเป็นแรงส่งสำคัญในปีหน้า

         นายองคฤทธิ์ พรหมโยธี ประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 เปิดเผยว่า 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ได้แก่ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประกาศความพร้อมจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48” ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–2 พฤศจิกายน 2568 ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

        สำหรับการจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงสินค้าด้านที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็น ”สนามนโยบาย” ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์จะจับตาทิศทางการทำงานของรัฐบาลใหม่ว่า จะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจใดเป็นแรงส่งสำคัญในปี 2569 โดยปี 2568 เป็นความท้าทาย คือ การส่งไม้ต่อจากครั้งความสำเร็จที่ผ่านมา จากการสร้างยอดขายสูงสุดในประวัติการณ์กว่า 20,000 ล้านบาทมาแล้ว

        ดังนั้น การจัดงานในครั้งนี้ จึงได้วางกลยุทธ์และเป้าหมายการจัดงานภายใต้แนวคิด “New Marketplaces, Serve Supply on Every Demand” และกลยุทธ์ “Fast Track ทางด่วนของคนอยากมีบ้าน” ที่ออกแบบขั้นตอนซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมให้สะดวก ง่าย รวดเร็ว เพื่อผลักดันและสร้างยอดขายให้ทะลุ 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ปัจจุบันมียอดผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าร่วมงานแล้วกว่า 7,000 คน และคาดในมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 นี้ จะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 30,000-40,000 คน ตลอด 4 วัน

        “หัวใจสำคัญของการจัดงานปีนี้ คือ การเชื่อมโยงดีมานด์ของผู้บริโภคกับซัพพลายคุณภาพจากผู้ประกอบการในจังหวะที่ตลาดกำลังรอฟังทิศทางนโยบายรัฐ โดยงานนี้ไม่เพียงดึงดูดผู้ซื้อบ้านครั้งแรก แต่ยังตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการอัพเกรดที่อยู่อาศัย และยังดึงนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” นายองคฤทธิ์ กล่าว

        ขณะที่การจัดงานในครั้งนี้ความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการสะท้อนแรงส่งตลาด โดยพื้นที่บูธมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 ได้รับการตอบรับอย่างร้อนแรงจากผู้ประกอบการรายใหญ่ และแบรนด์ชั้นนำ จนสามารถจำหน่ายพื้นที่บูธได้เต็ม 100% ก่อนงานเริ่ม ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ภาคเอกชนมั่นใจในพลังการซื้อขายช่วงปลายปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MzKG5lYtLDnWOyTdWaZqg