รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีประเทศใดก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพานวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ INT จึงมีภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) Venture Gateway to Growth สนับสนุนผู้ประกอบการและ Startups จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการบ่มเพาะ เช่น SPACE-F Accelerator ด้าน Food Tech และจัดตั้ง MU Holding เพื่อร่วมลงทุนกับ Venture Capital ระดับโลก 2) Technology Gateway to Impact
บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 3) Service Gateway to Well-being ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนี้ INT ยังมุ่งบ่มเพาะบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างคนที่มีความสามารถ แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง จากความพยายามดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุด INT ได้รับรางวัล Prime Minister’s Award 2025 สาขาการพัฒนาทุนมนุษย์ (Best Contributor in Human Capital Development) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ระบบนวัตกรรมไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือการเชื่อมต่อองค์ความรู้ แม้เราจะมีงานวิจัยคุณภาพสูงและภาคธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสองภาคส่วนมาบรรจบกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยช่องว่าง 3 ประการที่ต้องเร่งปิดได้แก่ 1) Speed Gap ระบบการทำงานของภาครัฐเคลื่อนไหวช้ากว่า ขณะที่ภาคเอกชนต้องการความรวดเร็ว 2) Purpose Gap นักวิจัยมุ่งสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนภาคธุรกิจมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ 3) Capability Gap สองภาคส่วนอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพและภาษาการทำงานของกันและกัน จึงต้องส่งเสริมความเข้าใจทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะเดียวกัน แอนโทนี ดาสส์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจอาวุโสฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิกของสถาบันเคเอสไอ (KSI Strategic Institute for Asia Pacific) และสมาชิกสมาคมวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางแห่งชาติ (Small and Medium Enterprise National Council) มองว่า งบประมาณปี 2569 ถือเป็นงบประมาณแห่งการปฏิรูปเพื่อการเติบโตที่แท้จริง