Category: เศรษฐกิจ

  • คิกออฟ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    คิกออฟ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    คิกออฟ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ด้านบริหาร และผู้บริหารธนาคารกรุงไทย นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมการเปิดลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง พลัส วันแรก สำหรับร้านค้า พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมลงทะเบียน ณ ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง 

    รมว.คลัง ระบุว่า วันนี้ (15 ต.ค.) เป็นวันแรกของการเปิดลงทะเบียนร้านค้าคนละครึ่ง ทีมงานได้ลงพื้นที่ที่ตลาดนัดหลัง กระทรวงการคลัง เพื่อให้ร้านค้าได้รับทราบข้อมูล โดยร้านค้าสามารถทยอยเข้าลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 68 

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    ทั้งนี้ คนละครึ่งพลัส มีเป้าหมายในการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 88,000 ล้านบาท โดยมาจากเงินสมทบของรัฐบาล 44,000 ล้านบาท และเงินใช้จ่ายของประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มใช้จ่ายได้วันแรกในวันที่ 29 ต.ค.ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 และเชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะติดลบในไตรมาสที่ 4 ได้

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก  

    ร้านค้าเดิม หรือผู้ที่เคยเข้าร่วม โครงการคนละครึ่งพลัส มีฐานข้อมูลร้านค้าเดิมประมาณ 900,000 ราย สามารถอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” และกดปุ่มยอมรับเงื่อนไขเพื่อเข้าสู่โครงการคนละครึ่งพลัสได้ทันที ซึ่งถือเป็นความสะดวกสำหรับร้านค้าที่อยู่ในระบบอยู่แล้ว ปัจจุบันมีร้านค้าที่ยังคงมีสถานะการใช้งานอยู่ในระบบเกือบ 1 แสนราย

    ร้านค้าใหม่ ที่ต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องเตรียมบัตรประชาชนและรูปถ่ายร้านค้าจริง เพื่อไปยืนยันตัวตนกับสำนักงานเขตหรือกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ จากนั้นนำหลักฐานไปที่ธนาคารกรุงไทยเพื่อยืนยันว่ามีตัวตนและร้านค้าจริง เมื่อระบบตรวจสอบครบถ้วนภายใน 3 วัน ก็จะสามารถเข้าสู่ระบบแอปถุงเงินได้ ทั้งนี้ ร้านค้าสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้จาก เว็บไซต์คนละครึ่งพลัส.com โดยธนาคารกรุงไทย พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    โครงการนี้จะเน้นไปที่ธุรกิจรายเล็กรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาด โดยไม่ได้เปิดให้รายใหญ่หรือโมเดิร์นเทรดเข้าร่วม และครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นิติบุคคลรายเล็กรายย่อยที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท สามารถเข้าสู่ระบบได้ด้วย จากเดิมที่เปิดให้เฉพาะร้านค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยคาดว่าจะมีร้านค้าร่วมลงทะเบียนในครั้งนี้รวมไม่ต่ำกว่า 9 แสนราย นอกจากนี้ การใช้บริการขนส่งมวลชนยังเปิดให้เข้าร่วม รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่มีใบขับขี่สาธารณะถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงคมนาคม

    คิกออฟ 'คนละครึ่ง พลัส' ปลุกเศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียนร้านค้าวันแรก

    “ผมไปเดินตลาดมา หลายร้านค้าก็บอกว่าได้เริ่มลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสแล้ว ซึ่งร้านค้าที่เคยอยู่ในระบบอยู่แล้วก็ลงทะเบียนง่ายมาก ส่วนร้านค้าที่ยังไม่อยู่ ก็สามารถไปดาวน์โหลดข้อมูลและไปสมัคร คนละครึ่งพลัส.com ส่วนคนที่ติดปัญหาเดินเข้าไปแบงก์กรุงไทย ไปที่กระทรวงมหาดไทย และหน่วยราชการต่าง ๆ ก็พร้อมจะช่วย ตรงนี้ก็จะทําให้ร้านค้าเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น ร้านค้าที่มียอดขายมากขึ้น อย่ากังวลเรื่องจ่ายภาษ ข้อมูลในโครงการคนละครึ่งพลัสเป็น ระบบปิด และเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ข้อมูลการค้าขายจะไม่ถูกส่งออกไปให้ใคร รวมถึงกรมสรรพากรก็ไม่สามารถนำข้อมูลออกไปได้ อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนเมื่อมีรายได้ โดยการทำโครงการครั้งนี้รัฐบาลจะมีการให้แรงจูงใจสำหรับประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว กว่า 11 ล้านคน ซึ่งจะได้รับเงินในโครงการมากกว่าผู้ที่ไม่ยื่นภาษี 2,400 บาท”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H4EZqDb1HB8tH4K8ZAIoK

  • “อนุทิน” นำถกครม.ศก.นัดแรก มั่นใจ 4 เดือน เศรษฐกิจไทย เติบโต-แก้ปัญหาปากท้องได้

    “อนุทิน” นำถกครม.ศก.นัดแรก มั่นใจ 4 เดือน เศรษฐกิจไทย เติบโต-แก้ปัญหาปากท้องได้


    “อนุทิน” นำประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก มั่นใจ 4 เดือน เศรษฐกิจไทย เติบโต-แก้ปัญหาปากท้องได้ ย้ำแนวทาง Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว นัดประชุมบ่ายวันจันทร์ ทุกสัปดาห์ 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางมาที่อาคารรัฐสภา เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 ถือเป็นนัดแรกของการประชุม และยังเป็นวันแรกที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนเฉพาะร้านค้า ในโครงการคนละครึ่งพลัส 

    โดยนายเอกนิติ ได้สวมเสื้อโครงการคนละครึ่งพลัส และเดินลงมารอให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีบริเวณชั้น 1 โถงอาคารรัฐสภา

    จากนั้นนายอนุทิน ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ โดยได้กล่าวในที่ประชุม ว่า ต้องขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมประชุมนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของรัฐบาลนี้ โดยได้มีนโยบายให้มีการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีทั่วไป ซึ่งได้รับคำแนะนำจากนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า ในเมื่อเป็นการประชุมด้านเศรษฐกิจแล้วเพื่อเป็นการทำให้การสื่อสารความรวดเร็วและสามารถรับฟังปัญหาได้ ขอให้มีการตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยมีตัวแทนภาคเอกชนมาร่วมด้วย และขอขอบคุณประธานสภาภาคเอกชน ที่ได้ให้ความร่วมมือมาร่วมประชุม 

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนมีความมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือนี้ก็จะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโต และแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชนได้ แม้จะมีระยะเวลาการบริหารงานแค่ช่วง 4 เดือนนี้ ซึ่งในการดำเนินการต่าง ๆ นั้นจะเน้นในเรื่องของการทำนโยบาย Quick Win หรือตามมติของนายเอกนิติก็คือ Big Quick Win ให้สอดคล้อง กับการบริหารนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มตัว

    สำหรับการประชุมนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในคณะกรรมการได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และใช้วิธีนี้ในการพูดคุยอัพเดทข้อมูลงานที่แต่ละกระทรวงกำลังขับเคลื่อน และมีการแลกเปลี่ยนความคืบหน้าข้อชี้แนะกับทางภาคเอกชนด้วย ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความสำเร็จ และเห็นผลสำเร็จภายในระยะเวลาที่เรามีอยู่คือ 4 เดือน ตามแนวคิดกระตุ้นสั้นได้ผลยาว กระจายตัวและเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ตนได้ขอให้ปลัดกระทรวงและหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยซึ่งหลายคนเหล่านี้จะได้เป็นสะพานเชื่อมนำสิ่งที่เราได้หารือในที่ประชุมแห่งนี้ไปให้ส่วนราชการที่ตนได้กำกับดูแล และดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว 

    ในการประชุมวันนี้ขอให้เน้นเรื่องของการคล่องตัวและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เมื่อมีผลของการประชุมออกมาแล้ว เป็นมติของที่ประชุมก็ขอให้เรื่องที่อยู่ภายใต้หน้าที่ของท่านทำตามกฏหมาย หากมีความคืบหน้าอย่างไรขอให้มารายงานในที่ประชุมเพราะที่ประชุมแห่งนี้จะมีการประชุมทุกสัปดาห์ ช่วงบ่ายของวันจันทร์ และถ้ามีความจำเป็นในกรณีที่ต้องมีการใช้มติของหรืออำนาจของ ครม.ในการแก้ไขปัญหาหรือดำเนินการตนก็จะได้นำเรื่อง บรรจุเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป 

    นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เป็นวันแรกที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้าของโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย ก่อนจะเชิญสื่อออกจากที่ประชุม

    ก่อนการประชุม นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจวันนี้ ( 15 ต.ค.) ต้องมีการสรุปสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และจะสอบถามถึงมาตรการ ระยะสั้น ระยะกลาง ส่วนระยะยาวไม่ต้องถามถึงเพราะจะอยู่แค่ 4 เดือน เอาเรื่องที่เราแก้ปัญหาลดความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน

    เมื่อถามว่าวันนี้เป็นวันดีเดย์ในการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสสำหรับร้านค้าเป็นอย่างไรบ้างนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโชว์เสื้อคนละครึ่ง ก่อนตอบสั้นๆว่าให้ภาพเล่าเรื่อง

    แต่เมื่อเข้าคำถามเรื่องการออกมาตรการแก้ไขปัญหาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเกาหลีใต้ล่าสุด นายกรัฐมนตรี ตอบสั้นๆว่ามีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว และเมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ประกาศตามหาตัวนายกฯเรื่องแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่นายกรัฐมนตรีไม่ตอบพร้อมขึ้นไปประชุมทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lVCh8cIkGBhsIusMUOMdY

  • คลัง เตรียมชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เข้าครม.เศรษฐกิจนัดแรก : อินโฟเควสท์

    คลัง เตรียมชงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เข้าครม.เศรษฐกิจนัดแรก : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 โดยรายละเอียดเบื้องต้น คาดว่าจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวสำหรับเมืองหลักมาหักลดหย่อนได้ 1 เท่า ส่วนเมืองรองจะให้หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า แต่หากเป็นใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ จะให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีก 1 เท่า ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดขอให้รอการพิจารณาจาก ครม. เศรษฐกิจก่อน

    ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในวันที่ 21 ต.ค. 68 ซึ่งหากไม่มีอะไรติดขัด ก็จะสามารถเริ่มมาตรการได้ทันที โดยให้มีผลถึงสิ้นปี 2568

    “รัฐบาลได้เริ่มเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส ไปแล้ว ในส่วนนั้นเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมาตรการทั้งหมดที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมานั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ที่เงียบ ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้” นายเอกนิติ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0amxbimYMctN5kvYki-amu

  • IMF ชี้เศรษฐกิจโลกได้แรงหนุนหลังประเทศส่วนใหญ่ไม่ตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    IMF ชี้เศรษฐกิจโลกได้แรงหนุนหลังประเทศส่วนใหญ่ไม่ตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเมื่อวันอังคาร (14 ต.ค.) ว่า การที่ประเทศส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ตอบโต้ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจโลก

    กอร์เกียวาระบุระหว่างการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตันว่า จนถึงขณะนี้โลกยังคงค้าขายกันภายใต้กติกาเดิม และหลีกเลี่ยงการยกระดับสงครามภาษีซึ่งอาจสร้างความเสียหายรุนแรง

    ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (GDP) ปี 2568 ในรายงาน World Economic Outlook จาก 3.0% เป็น 3.2% แต่เตือนว่าสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งทรัมป์ขู่จะเปิดฉาก อาจชะลอการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

    กอร์เกียวากล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ ลดลงจากที่คาดไว้ หลังจากที่ทรัมป์ประกาศภาษีในเดือนเม.ย. ซึ่งคำนวณไว้เฉลี่ยราว 23% แต่หลังทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และพันธมิตรหลักอื่น ๆ อัตราภาษีลดลงเหลือประมาณ 17.5%

    กอร์เกียวาเสริมว่า เมื่อคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงหลังมีข้อยกเว้นเพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินไปได้ตามปกติ พบว่าต่ำเพียงราว 9–10% หมายความว่าภาระจริงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่คาดไว้

    นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกได้แก่ นโยบายของประเทศต่าง ๆ ที่สนับสนุนภาคเอกชน การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และความคล่องตัวของธุรกิจในการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษี เช่น การเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน

    อย่างไรก็ตาม กอร์เกียวาเตือนว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลกอาจถูกทดสอบจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่สูงเกินจริง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแรงขับสำคัญในการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นในปีนี้

    เธอกล่าวว่า นี่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ หากประสบความสำเร็จ จะช่วยแก้ปัญหาการเติบโตต่ำ เพราะจะเห็นประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นและอัตราการเติบโตขยายตัว แต่หากเกิดช้าหรือไม่เป็นจริงตามที่คาด ก็ต้องจับตาว่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร

    ด้านปิแอร์-โอลิเวียร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟกล่าวก่อนหน้านี้ว่า การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจสร้างภาวะฟองสบู่แตกคล้ายวิกฤตดอตคอมปี 2543 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนตลาดหุ้น แต่ไม่น่าก่อให้เกิดวิกฤตเชิงระบบ เพราะไม่ได้พึ่งพาหนี้สินจำนวนมาก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fZGGKW3zzhY3SaLixmxUx

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ 

    นอกจากนี้ จะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ 

    “การดำเนินมาตรการเหล่านี้ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาทในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ( GDP)  ปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2%”

    ด้านนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 3.2 แสนล้านบาท โดยกรมบัญชีกลางจะเน้นเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้รับนโยบาย Quick Big Win จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด ทั้งนี้จะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ขณะที่ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    “ภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนปีนี้กับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 65% เท่ากัน เพราะปีงบ 67 งบประมาณมีผลบังคับใช้ล่าช้า อย่างไรก็ตามหากดูผลการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 66 นั้น สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 77% และก่อนสถานการณ์โควิดการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้สูงกว่า 70% ขึ้นไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QolELHsy7VwLJZv6vZeoz

  • สตรีชาวอิหร่านคนแรกในสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรของโลก

    สตรีชาวอิหร่านคนแรกในสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรของโลก

    สตรีชาวอิหร่านคนแรกในสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรของโลก
    🔹 อัฟซอเนห์ เฮซอมีฟาร์ด แพทย์และนักปีนเขาชาวอิหร่าน ได้ทำสถิติขึ้นยอดเขาโชอาโย ความสูง 8,201 เมตร ในประเทศเนปาล และกลายเป็นสมาชิกสมาคมยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตร
    🔹 มียอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรทั้งหมด 14 ยอดในโลก ซึ่งมีเพียง 50 คนเท่านั้นที่เคยพิชิตได้
    🔹 ก่อนหน้านี้ในอิหร่าน อาซีม กัยชีซาซ์ นักปีนเขาชาวอิหร่านเป็นสมาชิกในสมาคมนี้และตอนนี้เฮซอมีฟาร์ด ก็ถูกเพิ่มเข้าเป็นสมาชิกด้วย

  • ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ลุ้นมาตรการกระตุ้นเพิ่ม SET ไซด์เวย์ 1,250-1,270 จุด

    ประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ลุ้นมาตรการกระตุ้นเพิ่ม SET ไซด์เวย์ 1,250-1,270 จุด

    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ถ้อยแถลงล่าสุดจากนายเจอโรม โพเวล ประธาน FED ในการประชุมเมื่อคืนที่ผ่านมากล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งขึ้นเล็กน้อย แต่ตลาดแรงงานยังอ่อนแรง การจ้างงานยังอยู่ในระดับต่ำทำให้ต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงระหว่างเงินเฟ้อกับการจ้างงานอย่างระมัดระวัง 

    ส่วนมุมมองด้านดอกเบี้ยมีโทนที่ผ่อนคลายขึ้น สอดคล้องกับคาดของตลาดที่ประเมินโอกาสลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี ทั้ง ต.ค. และ ธ.ค. ด้วยความน่าจะเป็น 96% และ 98% ตามลำดับ ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเปิดทางการยุติการใช้ QT เร็วขึ้นหากจำเป็น เนื่องจากสภาพคล่องปัจจุบันตึงตัวขึ้น

    ด้านความผันผวนทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ยังเป็นประเด็นที่ต้องตามอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดทาง Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คาดว่าความตึงเครียดจะ “ผ่อนคลายลง” ภายหลังการหารือทวิภาคี และอาจเพิ่มความเป็นไปได้ของการพบปะระดับผู้นำในช่วงปลายเดือน ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

    ส่วนปัจจัยในประเทศ วานนี้ SET ย่อแรงหลุดระดับแนวรับ 1,270 จุด โดยแนวรับถัดไปประเมินที่ 1,250 ซึ่งเป็นระดับที่มีนัยสำคัญ (EMA200วัน) โดยวันนี้แนะเกาะติดการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ซึ่งคาดจะได้เห็นรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ซึ่งจะหนุน SET เริ่มทรงตัวได้บริเวณนี้ โดยกลยุทธ์ยังมองเป็นระดับที่น่าทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี กำไรเด่น

    คาด SET วันนี้ “Sideways” ในกรอบ 1,250-1,270 จุด ลุ้นผ่อนคลายการค้าสหรัฐฯ-จีน ส่วนมุมมอง FED ยังส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ผสานยุติ QT หากจำเป็น เพิ่มโมเมนตัมบวก ส่วนในประเทศวันนี้เกาะติดประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก กลยุทธ์ยังเน้นย่อสะสมหุ้นพื้นฐานดี

    วันนี้แนะนำ “GPSC” ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 45 บาท คาดแนวโน้มไตรมาส 3/68 ยังมีโมเมนตัมที่ดี แรงหนุนจากต้นทุนก๊าซที่ปรับลดลงต่อเนื่อง และปริมาณขายไฟที่จะเพิ่มจากอุปสงศ์จากลูกค้า IU ที่หยุดซ่อมน้อยลง อีกทั้งยังได้ส่วนแบ่งจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรีที่จะเพิ่มขึ้นในช่วง High Season และ Upside เพิ่มจากการปรับโครงสร้างในกลุ่ม PTT ในช่วงถัดไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KtQ07n0GJNEHIT8bnwde7

  • คลัง ถก ครม. เศรษฐกิจนัดแรก ชงมาตรการอัด 1 แสนล้าน ดันจีดีพี

    คลัง ถก ครม. เศรษฐกิจนัดแรก ชงมาตรการอัด 1 แสนล้าน ดันจีดีพี

    รายงานข่าวระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดพิเศษวันนี้ (15 ต.ค.68) นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา โดยกระทรวงการคลังเสนอโรดแมปและแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อผลักดัน GDP ปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2% โดยมีเป้าหมายอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาทให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยมาตรการที่จะเสนอประกอบด้วย 

    1. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศโดยจะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศในช่วง 4 เดือนข้างหน้า (ต.ค.2568-ม.ค.2569) ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีงบประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงปลายปี

    2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนผลักดันให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังล่าช้าในการเบิกจ่าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zLpd0qRzbNshsQK9N4Uqu

  • ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    ครม.เศรษฐกิจ“นายกหนู”15 ต.ค.นี้ ลุ้น“คลัง”เปิดแผนฟื้นประเทศ-ปลุกท่องเที่ยว

    นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตร ีและ รมว.มหาดไทย มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยให้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานให้การเจรจาจบลงในเวลาอันเหมาะสม โดยการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐฯ  ให้เร่งเจรจาลดภาษีให้ต่ำกว่าหรือไม่เกิน 19% เพื่อคุ้มครองภาคส่งออก เกษตร อุตสาหกรรม การจ้างงาน

    นอกจากนี้  ครม.เห็นชอบแนวทางการปรับกรอบเวลาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้การจัดทำกรอบงบประมาณไม่ล่าช้า และทันใช้ตามปฏิทินงบประมาณ โดยในวันที่ 1 ธ.ค. 2568 นี้ นายอนุทิน จะมอบนโยบายให้ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจากไทม์ไลน์ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ประกาศไว้ว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 2569 และการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้เกิดความล่าช้า นายกฯ จึงมีข้อสังการไปยังสำนักงบประมาณให้ไปปรับไทม์ไลน์ของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570  ใหม่ เพื่อให้หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ต้องจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ให้เกิดความล่าช้า ซึ่งสำนักงบประมาณก็รับไปพิจารณา

    “จากการพิจารณาตามแผนการจัดทำงบประมาณแต่ละปี หากมีการยุบสภาในช่วงต้นปี อาจจะทำให้งบประมาณที่ต้องดำเนินการในช่วงกลางปีอาจจะสะดุดในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. ซึ่งทางสำนักงบประมาณ ก็รับไปพิจารณา เพื่อให้ทันต่อการใช้ตามปฏิทินงบประมาณปี 2570 โดยเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

     โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 15 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา โดยจะเริ่มจากกระทรวงการคลังเสนอโรดแมปและแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามโรดแมป ซึ่ง รมว.คลังต้องการเน้นย้ำและทางกระทรวงการคลัง หวังว่าทุกกระทรวงจะทำโรดแมปและแผนปฏิบัติการในระยะเวลา 4 เดือนนี้ ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ครั้งนี้ เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจนัดแรกในวันที่ 15 ต.ค.ก่อน  

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันที่ 15 ต.ค.นี้ กระทรวงคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้ง มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วงไตรมาส 4ปีนี้ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2% 

    นางแพตริเซีย  มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 320,000 ล้านบาท โดยกรมบัญชีกลาง จะเน้นกาคกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้  ยังเร่งดำเนินการตามนโยบาย Quick Big Win ของนายเอกนิติ ปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด โดยจะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรมว.คลัง พิจารณาอีกครั้ง 

    สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568  เบิกได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10V1oieMSAgcTjqs1LESCL

  • คาดการณ์เศรษฐกิจสเปนปี 2568-2569 ขยายตัวลดลงเล็กน้อยในหลายภูมิภาค

    คาดการณ์เศรษฐกิจสเปนปี 2568-2569 ขยายตัวลดลงเล็กน้อยในหลายภูมิภาค

    รายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับภูมิภาคของธนาคาร BBVA[1] ระบุว่า ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสเปนในปี พ.ศ. 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลงในเกือบทุกภูมิภาค โดยประมาณการ GDP ระดับประเทศถูกปรับลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ จาก 2.8เหลือ 2.5% สาเหตุหลักของการปรับลดเกิดจากการปรับข้อมูลทางสถิติย้อนหลังของสถาบันสถิติแห่งชาติ (INE[2]สำหรับไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2567 ซึ่งล่าสุดชี้ว่าการบริโภคภายในประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสต่อ ๆ ไปยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าเป็นหลักรวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจฉุดการเติบโตโดยรวมของเศรษฐกิจสเปน

    image.png

    กราฟแสดงแนวโน้ม GDP ในแต่ละไตรมาส ตั้งแต่ปี 25652568 ชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีการชะลอตัวบ้างในบางช่วง เช่น ปลายปี 2567 แต่แนวโน้มยังคงบวก ระดับ 0.60.7% ต่อไตรมาส แสดงถึงความต่อเนื่องและเสถียรภาพของการเติบโตของเศรษฐกิจสเปน

    ที่มา: BBVA Research โดยอ้างอิงจากสถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน (INE)

    [1] ธนาคาร BBVA (Banco Bilbao Vizcaya Argentaria, S.A.)เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน

    [2]  INE (Instituto Nacional de Estadística) คือ สถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน

    ภาคส่งออกในแคว้นทางเหนือรับผลจากความไม่แน่นอนของการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของการค้าระหว่างประเทศส่งผลโดยตรงต่อภาคการส่งออกและอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจในแคว้นตอนเหนือมีแนวโน้มชะลอตัวลง ประมาณการเติบโตของ GDP ถูกปรับลดลงเหลือ 1.8% ในแคว้นอัสตูเรียส (Asturias) และกันตาเบรีย (Cantabria)  1.9% ในอารากอน (Aragon) 2.0% ในกัสติยาและเลออน (Castilla y León) 2.2% ในนาวาร์รา (Navarra) และ 2.3% ในแคว้นบาสก์ (País Vasco) และกาลิเซีย (Galicia)

    ภาคบริการยังเป็นหัวจักรหลัก เอื้อเศรษฐกิจหมู่เกาะ

    ในทางกลับกัน ภาคบริการยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสเปนและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภูมิภาคที่คาดว่าจะขยายตัวโดดเด่นในปี 2568 ได้แก่ หมู่เกาะคานารี Canarias (3.4%) หมู่เกาะบาเลอาริก Baleares (3.2%) และ นอกจากนี้แคว้นวาเลนเซีย Valencia (3.1%) ยังมีการประมาณการไว้ค่อนข้างสูงเนื่องจากได้รับประโยชน์จากงบประมาณภาครัฐและมาตรการฟื้นฟูผลกระทบจากพายุ DANA 

    สำหรับแคว้นกาตาลุญญา (Cataluña) และ กรุงมาดริด (Madrid) คาดว่าได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการส่งออกที่แข็งแกร่ง คาดว่าจะเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศที่ 2.6% ส่วนแคว้นทางตอนใต้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ถูกกกระทบจากภาคส่งออกในระดับจำกัด ทั้งนี้ แคว้นมูร์เซีย Murcia (2.8%) และ อันดาลูเซีย Andalucía (2.7%) ยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แคว้นกัสติยาลามันชา (Castilla- La Mancha) และ เอ็กซ์เตรมาดูรา (Extremadura) คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 2.5% และ 2.3% ตามลำดับ

    image.png

    แหล่งข้อมูล: Observatorio Regional ของ ธนาคาร BBVA Research ปี 2568

    ปี 2569 คาดวาเลนเซีย มาดริด กาลิเซียโตกว่าค่าเฉลี่ย

    ทั้งนี้ การคาดการณ์ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) สเปน สำหรับปีหน้า 2569 ถูกปรับลง เหลือ 1.7% จากปัจจัยเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาคอขวด เช่น การขาดแคลนวัตถุดิบและการลงทุนที่ซบเซา โดยตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคทางเหนือมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบสูงจากความไม่แน่นอนทางการค้ากับสหรัฐฯ และการพึ่งพาอุตสาหกรรมการส่งออก ส่วนภาคใต้จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าและมีการเติบโตที่มั่นคงกว่า อย่างไรก็ตาม ในภาคอุตาหกรรมการท่องเที่ยวของบางภูมิภาคคาดว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะต่ำลง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น หมู่เกาะคะเนรีCanarias (1.7%) และ หมู่เกาะบาเลอาริก Baleares (1.6%) แคว้นกาตาลุญญา Cataluña (1.5%) และ แคว้นบาเลนเซีย Valencia ซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวเช่นกัน โดยรวมมีการประเมินว่าทุกภูมิภาคจะชะลอตัวลงมาอยู่ในช่วง 1.5–1.8% โดย แคว้นบาเลนเซีย จะยังคงรักษาการเติบโตเหนือค่าเฉลี่ยไว้ได้ที่ 2.4% จากความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และมาดริดในระดับ 1.9%

    โดยสรุปแล้วการคาดการณ์ของ BBVA Research และ สถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน (INE) สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสเปนมีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากการฟื้นตัวในช่วงหลังโควิด-19 โดย GDP ของประเทศขยายตัว 3.2% ในปี 2567 ก่อนประเมินว่าจะลดลงเป็น 2.5% ในปี 2568 และ 1.7% ในปี 2569 การชะลอตัวนี้ชี้ถึงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของเศรษฐกิจ ภายใต้เงื่อนไขทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นและอุปสงค์ของภาคการส่งออกจากต่างประเทศที่ลดลง ในระดับภูมิภาค 

    ที่มา: BBVA Research / สถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน (INE) 

    ข้อคิดเห็นของ สคต.

    แม้รายงานการวิเคราะห์จากธนาคารหลักของสเปนจะแสดงให้เห็นว่าในปี 2569 เศรษฐกิจเกือบทุกภูมิภาคของสเปนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกยุโรปอื่นจะเห็นว่าสเปนยังคงมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับดี นับเป็นตลาดยุโรปที่การค้าของไทยยังมีศักยภาพเติบโต ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ทางการค้ากับสเปนในฐานะคู่ค้า พันธมิตร ตลอดถึงการมองสเปนเป็นประตูสู่ละตินอเมริกาและแอฟริกาเหนือ ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของสเปนกับภูมิภาคทั้งสอง 

    image.png

    ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่น่าสนใจจากรายงานฉบับนี้ คือ การกระจายตัวของความเจริญทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ โดยแต่ละแคว้นหรือแต่ละภูมิภาคมีจุดแข็งเฉพาะตัว สามารถสร้างความเจริญมั่งคั่งได้จากภาคส่วนที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ภาคการผลิต การวิจัย การเกษตร การส่งออก การบริการ การท่องเที่ยว เป็นต้น ผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์จะขยายการค้าการลงทุนในตลาดสเปนควรศึกษาข้อมูลรายภูมิภาคควบคู่กับกฎระเบียบทางการค้า ประเพณีการทำธุรกิจ รวมถึงจุดเด่น จุดด้อย เพื่อให้สามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น อาทิ การมุ่งเน้นตลาดในภูมิภาคภาคใต้หรือหมู่เกาะซึ่งยังคงมีภาคบริการและการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมั่นคง เป็นต้น  อนึ่ง สเปนประกอบด้วย 17 แคว้น 2 นครปกครองตนเอง ซึ่งมีระเบียบและกฎหมายท้องถิ่นของตนเองนอกเหนือจากกฎหมายพื้นฐานระดับชาติ ในลำดับต่อไป สคต. ณ กรุงมาดริด จะได้จัดทำข้อมูลรายแคว้นเพื่อนำเสนอเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่ผู้สนใจ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดสเปน โปรตุเกส หรืออันดอร์รา สามารถติดต่อมาที่ info@thaitradespain.com

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2epc43ofa0dox95117qkuhl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MNV3iW_UPIeOCzXtUJFiq