Category: เศรษฐกิจ

  • ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ เลือกซื้อสินค้าตลาดนัดฮิมอ่าง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ เลือกซื้อสินค้าตลาดนัดฮิมอ่าง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ เลือกซื้อสินค้าตลาดนัดฮิมอ่าง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ(ผวจ.) นำคณะหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ลงพื้นที่เยี่ยมชม ให้กำลังใจและเลือกซื้อสินค้า ที่ ตลาดนัดฮิมอ่าง ตำบลโนนหนามแท่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ(ตรงข้ามศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ) โดยมี นายไพทูรย์ พรหมสอน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ นายชัยยงค์ ผ่องใส พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ นางนิภาพรรณ เหล่าแค คลังจังหวัดอำนาจเจริญ และ หัวหน้าส่วนราชการร่วมคณะ

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อเยี่ยมผู้ประกอบการในตลาดกว่า 76 ร้านค้า พร้อมร่วมอุดหนุนสินค้า และ ให้คำแนะนำแนวทางในการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ ความสะอาด และ การตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้เสริม ยกระดับคุณภาพสินค้าของประชาชน และ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kEF-FADX1bYyEsp359Srv

  • แบงก์ชาติคาด คนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจพุ่ง

    แบงก์ชาติคาด คนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจพุ่ง

    “แบงก์ชาติ” คาดเศรษฐกิจไทยปี 68 โต 2.2% ลุ้นไตรมาส 4 ได้อานิสงส์โครงการ “คนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน” ฟื้นกำลังซื้อ หนุนจับจ่ายใช้สอยคึกคัก ดันจีดีพีโตทะลุ 1.3%     พร้อมคาดเงินเฟ้อไทยปีนี้ 0.0% การันตียังไกลภาวะเงินฝืด รัฐบาลเปิดให้ฟู้ดเดลิเวอรีเชื่อมคนละครึ่งพลัส

    เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า   ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.2% และยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.6%  โดยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3% ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงจากภาคการผลิต และภาคการส่งออกที่เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐ

    ทั้งนี้ คาดว่าในไตรมาส 3/2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.5% และไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวได้ 1.3% โดยในช่วงไตรมาส 4 นั้น จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเข้ามาช่วยเพิ่มบรรยากาศการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย และการท่องเที่ยวในประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ได้ 0.2-0.3% และเป็นผลทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ขยายตัวได้ 1.3%

    “มาตรการภาครัฐเข้ามาช่วย ซึ่งมีผลมากในช่วงไตรมาส 4 ที่เริ่มต้นใช้มาตรการ โดยเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ทำให้แนวโน้มในตลาดเริ่มคึกคักขึ้น ทั้งฝั่งพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ช่วยสร้างความหวังให้เศรษฐกิจไทยได้” น.ส.ปราณีระบุ

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้น มองว่ามีแนวโน้มจะทยอยฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวระยะไกลยังขยายตัวได้ ประกอบกับนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทยอยกลับมา โดยคาดว่าทั้งปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะอยู่ที่ 33 ล้านคน คิดเป็นรายรับ 1.4 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีน ราว 4.4 ล้านคน ส่วนปี 2569 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน คิดเป็นรายรับ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีน 6 ล้านคน

    นอกจากนี้ มีข้อมูลความเห็นจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว คาดว่านักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งมีสัญญาณการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวจีน และผลจากการแก้ปัญหาด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะส่งผลให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวลดลง และกดดันต่อความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการประกอบธุรกิจมากขึ้น

    ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในปีนี้ จะอยู่ที่ 0.0% ส่วนปี 2569 อยู่ที่ 0.5% และปี 2570 อยู่ที่ 1% โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 2/2569 และกลับเข้าสู่ขอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงินที่ระดับ 1-3% ได้ในช่วงปี 2570 ส่วนความกังลว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

    เนื่องจาก 3 สาเหตุสำคัญคือ 1.การที่อัตราเฟ้อต่ำในปัจจุบัน เป็นผลจากราคาสินค้าที่ลดลงเพียงบางหมวด เช่นกลุ่มพลังงานและอาหารสด (ผัก-ผลไม้) ในขณะนี้ราคาสินค้ากลุ่มอื่น ไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและในวงกว้าง 2.เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคา ที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอดีต และ 3.เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3%

     “การที่องค์ประกอบของตะกร้าเงินเฟ้อไทยมีสัดส่วนของสินค้ากลุ่มพลังงานและอาหารในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น จึงเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้เงินเฟ้อไทยต่ำ นอกจากนี้ ราคาสินค้าหมวดอาหารของไทยก็อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อีกทั้งแนวโน้มราคาพลังงานไม่เร่งตัวขึ้นมาก ประกอบกับไทยมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในบางช่วง” นายสุรัชระบุ

    วันเดียวกัน น.ส.ปราณี สุทธศรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อขยายผลการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รัฐบาลได้เปิดให้บริการ “ฟู้ดเดลิเวอรี” เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งอย่างเป็นทางการ โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่ายผ่านระบบเดิมได้ทันที ซึ่งกลไกการใช้งานจะดำเนินการผ่าน G-Wallet ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ โดย G-Wallet จะปรากฏเป็นหนึ่งในช่องทางชำระเงิน (payment method) ในระบบของแอปเดลิเวอรีโดยอัตโนมัติ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกใช้สิทธิคนละครึ่งได้สะดวก ไม่ต้องสลับแอปหรือดำเนินการเพิ่มเติม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/883265/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03X0q7IPmpYYJmbgf4YnXz

  • 9 ธีมเศรษฐกิจ 3 ธีมการลงทุนปี 2026

    9 ธีมเศรษฐกิจ 3 ธีมการลงทุนปี 2026

    ปี 2026 เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจาก วิกฤตการคลัง ภาษีสหรัฐฯ และภัยธรรมชาติ แต่ยังมีโอกาสจาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    • เศรษฐกิจสองครึ่ง: ปี 2026 เศรษฐกิจโลกจะถูกกดดันในครึ่งปีแรกจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ก่อนจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง
    • ปีแห่งวิกฤตการคลังโลก: การคลังทั่วโลกมีความเสี่ยง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่อาจเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นเงินดอลลาร์ในไตรมาส 2
    • Global south reunited: ประเทศกำลังพัฒนาจะร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อต่อต้านนโยบายภาษีของสหรัฐฯ
    • ปี AI ขยายตัวเป็นวงกว้าง: การนำ AI มาใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างโอกาสลงทุนใน Data Center และระบบสายส่งไฟฟ้า
    • ปีแห่งอุทกภัย: ปรากฏการณ์ลานีญาจะทำให้ความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น อุทกภัยและภัยแล้ง ทวีความรุนแรงขึ้น
    • เศรษฐกิจไทยแย่ แต่นโยบายดี: เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้น 5 ด้านเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
    • ปีแห่งการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน: รัฐบาลจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน และ Land Bridge
    • ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งทวีความรุนแรง: ช่องว่างระหว่างคนรวยและธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs และคนรากหญ้าจะกว้างขึ้น
    • อาชญากรรมไซเบอร์จะเป็นภัยคุกคามสำคัญ: ภัยไซเบอร์จะกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ทำให้ต้องลงทุนในการป้องกันมากขึ้น
    • ธีมลงทุน Earning Play: เน้นหุ้นที่ผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง
    • ธีมลงทุนหุ้นได้ประโยชน์จากวงจรดอกเบี้ยขาลง: เลือกหุ้นที่ต้นทุนทางการเงินลดลงหรือได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่ดีขึ้น
    • ธีมลงทุนหุ้นได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: ลงทุนในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐ เช่น ท่องเที่ยว, ไฟแนนซ์, นิคมฯ และค้าปลีก

    เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ข้อพิพาททางการค้า การพลิกโฉมเทคโนโลยี และปัญหาหนี้สาธารณะที่ทวีความรุนแรง โดย INVX มองว่ามี 9 ธีมเศรษฐกิจโลกและไทย 

    ธีมที่ 1 เศรษฐกิจสองครึ่ง ปี 2026 เศรษฐกิจจะแบ่งเป็นสองช่วงชัดเจน ครึ่งแรกเศรษฐกิจโลกจะถูกกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ก่อนฟื้นตัวในครึ่งหลังเมื่อนโยบายกระตุ้นเริ่มแสดงผล ส่วนอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ คาดปรับลดอีก 1-2 ครั้งในช่วงแรกก่อนหยุดเนื่องจากเงินเฟ้อกลับมา ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนตัวใน 6 เดือนแรก

    ธีมที่ 2 ปีแห่งวิกฤตการคลังโลก สถานการณ์การคลังทั่วโลกส่งสัญญาณอันตราย หลังรัฐบาลต่างๆ ล้มเหลวในการควบคุมรายจ่าย ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยพันธบัตร 30 ปีของประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้น 300-500 จุดฐานหลัง COVID-19 สหรัฐฯ กลายเป็นจุดเสี่ยงหลัก ด้วยการขาดดุลงบประมาณกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และต้องจ่ายดอกเบี้ย 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 20% ของรายได้ทั้งหมด ไตรมาสที่สองของปี 2026 จะเป็นช่วงวิกฤต เพราะเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะพุ่ง 3-3.5% ภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น และวาระประธาน Fed หมดในพฤษภาคม หากรัฐบาลแทรกแซงบังคับให้ Fed ผ่อนคลายนโยบายท่ามกลางเงินเฟ้อสูง อาจนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นเงินดอลลาร์

    ธีมที่ 3 Global south reunited ปี 2026 จะเป็นปีที่ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มต่อต้านทรัมป์มากขึ้น จากการที่ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าอย่างหนักต่อกลุ่ม BRICS (อินเดีย บราซิล 50% และจีนถึง 130%) ผลักดันให้ประเทศเหล่านี้หันมาร่วมมือกันมากขึ้น โดยเฉพาะอินเดียที่หลังถูกขึ้นภาษีกลับหันไปปรับความสัมพันธ์กับจีนให้ดีขึ้น บ่งชี้ว่ากลยุทธ์ของสหรัฐฯ อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร 

    ธีมที่ 4 ปี AI ขยายตัวเป็นวงกว้าง การนำ AI มาใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนข้อความบน ChatGPT พุ่งจาก 213 ล้านข้อความต่อวัน (มิ.ย. 2024) เป็น 716 ล้านข้อความต่อวัน (มิ.ย. 2025) โดย CEO ของ Alphabet เปิดเผยว่า AI สร้างโค้ดใหม่ถึง 30% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ทำให้ในปี 2026 จะเป็นโอกาสทองของการลงทุนใน Data Center และระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ โดย Goldman Sachs ประมาณการว่าต้องลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้า 7.2 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 

    ธีมที่ 5 ปีแห่งอุทกภัย องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ระบุโอกาส 71% ที่ La Niña จะเกิดขึ้นช่วงต.ค.-ธ.ค. 2025 และคงอยู่ถึงต้นปี 2026 ปรากฏการณ์ลานีญาจะนำมาซึ่งอุทกภัย ภัยแล้ง และพายุที่รุนแรงมากขึ้นทั่วโลก เรามองว่า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติจะทวีความรุนแรงในปี 2026

    ธีมที่ 6 เศรษฐกิจไทยแย่ แต่นโยบายดี โดยเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวอย่างมากในไตรมาสที่สี่ของปี 2025 และครึ่งแรกของปี 2026 อาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนกระทบการส่งออก อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการ 5 ด้าน ได้แก่ คนละครึ่งพลัส (44,000 ล้านบาท) แก้หนี้ผ่าน AMC (26,000 ล้านบาท) ค้ำประกัน SME (50,000 ล้านบาท) ส่งเสริมการออมผ่านพันธบัตรออมทรัพย์และสลากออนไลน์ และ BOI Fast Pass Plus (470,000 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุง GDP ไตรมาสสี่ปี 2025 ให้ขยายตัว 0.8-1.0% 

    ธีมที่ 7 ปีแห่งการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน โดยรัฐบาลอนุทินจะต้องผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ทางพิเศษ M7-M9 และเตรียมเปิดประมูล Land Bridge (990,000 ล้านบาท) เพราะโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้นที่จะทำให้ไทยหลุดจากหล่มเศรษฐกิจได้

    ธีมที่ 8 ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งทวีความรุนแรง โดยปี 2026 ความเหลื่อมล้ำจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อคนรวยและธุรกิจขนาดใหญ่ฟื้นตัวได้ดี ขณะที่ SMEs และประชาชนรากหญ้าประสบปัญหาหนักขึ้น ซึ่งเป็นทั้งวิกฤตที่รัฐบาลต้องเข้ามาดูแล และเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าชั้นนำอย่างกลุ่ม Wealth

    ธีมที่ 9 อาชญากรรมไซเบอร์จะเป็นภัยคุกคามสำคัญในปี 2026 โดยบัญชีม้าสร้างความเสียหาย 100,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่ภาครัฐจะเข้มงวดมากขึ้นผ่านพระราชกำหนดไซเบอร์ฉบับแก้ไข (เม.ย. 2025) ที่มีบทลงโทษรุนแรงขึ้นและมอบความรับผิดชอบให้สถาบันการเงิน-โทรคมนาคม ขณะที่ภาคธุรกิจและประชาชนจะต้องลงทุนในการป้องกันภัยไซเบอร์มากขึ้น มิฉะนั้นจะกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้นของทั้งธุรกิจและการดำเนินชีวิต

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน INVX ขอเสนอ 3 ธีมหลัก 

    ธีมแรก: Earning Play หุ้นที่ผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง แนะนำ ADVANC BCP KTB LHSC OR PTT TRUE 

    ธีมที่สอง: หุ้นได้ประโยชน์จากวงจรดอกเบี้ยขาลง คาดธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในธันวาคมนี้ และอีก 2 ครั้งในครึ่งแรกของปี 2026 หุ้นที่ต้นทุนทางการเงินลดลง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อดีขึ้น แนะนำ AP MTC TIDLOR 

    ธีมที่สาม: หุ้นได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กลุ่มท่องเที่ยว CENTEL ERW, กลุ่มไฟแนนซ์ MTC TIDLOR, กลุ่มนิคมและโรงไฟฟ้า WHA AMATA GULF BGRIM BCPG, หุ้นได้ประโยชน์จากบาทอ่อน KCE HANA TU และกลุ่มค้าปลีก-อาหารจากโครงการคนละครึ่งพลัส CPAXT BJC TNP CPALL CBG OSP ICHI 

    ขอให้นักลงทุนโชคดี

    – รวมทุกช่องทาง InnovestX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/InnovestX

    – เปิดบัญชีลงทุน InnovestX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน

    โหลดเลย คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/ek1n76zm

    – ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก InnovestX คลิก : https://bit.ly/respublisher

    #InnovestX #InnovestXResearch #InnovestXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

    *ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1204127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FuG5_k2KcXyb-Z1AfIUpl

  • SCB EIC เจาะ 4 ประเด็นกระทบ “ตลาดอสังหา” ฟื้นตัวช้า

    SCB EIC เจาะ 4 ประเด็นกระทบ “ตลาดอสังหา” ฟื้นตัวช้า

    นายเชษฐวัฒก์ ทรงประเสริฐ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยถึงผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2568 สะท้อนสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าจากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคาและทำเลที่มีความสะดวก ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูง รวมถึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง และตลาดการเช่าที่อยู่อาศัย ยังเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1.) กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568-2569 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%

    สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่ 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้ SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 และ 2569 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15% จากปีก่อน ในปี 2568 และ -1% ถึง -5% จากปีก่อน ในปี 2569 ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับ Pre-COVID ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    2.ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง

    ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด ที่ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น โดยคิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568-2569 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง

    3.ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น

    ขณะที่ การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูงจากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้

    4.ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านทำเลยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ทำให้ 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย

    Architectural model of a modern city with high-rise buildings

    เช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 26%

    ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า SCB EIC มองว่ายังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ สำหรับกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ โดยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบด้วย เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่า หรือเช่าซื้อไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่อง

    1.กลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น

    2.กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fnH7BYEZwDG3DbM7ZBLvZ

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ นักลงทุนประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ นักลงทุนประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบในวันนี้ (22 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

    • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 572.46 จุด ลดลง 0.84 จุด หรือ -0.15%
    • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 8,222.73 จุด ลดลง 36.13 จุด หรือ-0.44% และ
    • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 24,296.16 จุด ลดลง 33.87 จุด หรือ -0.14%

    แผนการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในยูเครนนั้นได้ถูกเลื่อนออกไปเพื่อให้มีเวลาเตรียมการมากขึ้น

    ในส่วนของผลประกอบการบริษัทนั้น UniCredit ธนาคารของอิตาลีรายงานกำไรไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่นักลงทุนยังรอติดตามผลประกอบการจาก SAP, Hermes, Barclays, Heineken และ DNB Bank

    ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจในวันนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษเปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีของสหราชอาณาจักร (UK) ทรงตัวที่ระดับ 3.8% ในเดือนก.ย. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 4% ในช่วงเวลา 12 เดือนนับจนถึงเดือนก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z4zdX3U6FSrq3Bdz-lWbi

  • “นักรัฐศาสตร์ ม.รังสิต” ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ดันคะแนนนิยมรัฐบาล เชื่อลต.รอบหน้าปชช.จะมองนโยบายเศรษฐกิจที่ทำได้จริง มากกว่าคิดใหญ่ขายฝัน | TOPNEWS

    “นักรัฐศาสตร์ ม.รังสิต” ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ดันคะแนนนิยมรัฐบาล เชื่อลต.รอบหน้าปชช.จะมองนโยบายเศรษฐกิจที่ทำได้จริง มากกว่าคิดใหญ่ขายฝัน | TOPNEWS

    อาจารย์วันวิชิตอธิบายว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ประชาชนต้องการมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจริง

    2. ระบบลงทะเบียนที่สะดวกและมีฐานข้อมูลต่อเนื่อง จากโครงการคนละครึ่งเดิม ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและลดความยุ่งยากในการใช้งาน

    3. ธุรกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่ม SME ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว

    4. กระแสแนวคิดชาตินิยมเชิงบวกและการท่องเที่ยวในประเทศ จะส่งผลให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดรองมากขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    5. หากผลตอบรับยังดีต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความนิยมและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง และแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pUAWLtVIyBd-MYzuogI8p

  • ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ต่อด้วย ธนาคารกรุงไทย มีกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ได้แรงหนุนจากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และธุรกิจ Wealth Management พร้อมบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมุ่งเน้นดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง และรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับสูง รองรับภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน เร่งช่วยเหลือลูกค้าปรับตัวและแก้หนี้อย่างยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3 จากการเร่งส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ก่อนขึ้นภาษีศุลกากร ส่วนในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า มีแนวโน้มชะลอตัวจากการเร่งส่งออกที่หมดลง ขณะเดียวกัน ยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐ

    ซึ่งล้วนจะยังคงกดดันการเติบโตของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำ และมีโอกาสพลิกฟื้นความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้า

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ด้าน ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (CREDIT) เผยผลกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,013.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 9.5% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยจำนวน 114.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.6 ประกอบกับธนาคารมีกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมสำหรับสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเท่ากับ 84.8 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการงวดเก้าเดือนแรกปี 2568 อยู่ที่ 2,841.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 16.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.82 บาทในไตรมาส 3 ปี 2568 และ 2.30 บาท ในงวดเก้าเดือนแรก สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจากการดำเนินงานที่มีความรอบคอบและการบริหารความเสี่ยงที่แข้มแข็งพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโต ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 มาจากการขยายตัวของสินเชื่อรวมอยู่ที่ 177,670.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ธนาคารยังคงรักษาการเติบโตของพอร์ตหลักได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME ที่ขยายตัว 14.6%, สินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้น 11.3%, และสินเชื่อบุคคลเติบโตโดดเด่น 55.3%

    ขณะเดียวกัน ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลงถึง 24.1% จากปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพของการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างรอบคอบ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs Ratio) ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ถึงแม้ว่าอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะปรับลดลงจากปีก่อน แต่ยังทรงตัวในระดับสูงที่ 7.6%

    นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า “ธนาคารไทยเครดิตยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็ง พร้อมพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทุกกลุ่ม และสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ธนาคารยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโต โดยตั้งเป้ารักษาอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง พร้อมควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 4.5%”

    ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ธนาคารไทยเครดิตได้ขยายเครือข่ายสาขาเต็มรูปแบบอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการเพิ่มอีก 3 สาขาในทำเลศักยภาพ ได้แก่ สาขาถนนนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ สาขาวี วรรณ ทาวเวอร์ และสาขาเซ็นทรัล พาร์ค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม อีกทั้งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์การเติบโตของธนาคาร ทั้งในด้านการขยายฐานลูกค้าและการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการอย่างครบวงจร

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ธนาคารไทยเครดิตมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ทุกคนคือคนสำคัญ” เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารขนาดใหญ่เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ธนาคารจึงใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายสาขาขนาดเล็กที่มีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูงในการเข้าถึงและให้บริการลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดในทุกชุมชน

    ถัดมาคือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) อยู่ที่ 13,007 ล้านบาท โต 5.79% ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ทำได้ 12,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.19% โดยทั้งสามธนาคารมีกำไรสะสม 9 เดือนเกิน 37,000 ล้านบาท ต่อราย

    ตามมาด้วย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ของปี 2568 จำนวน 12,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเก้าเดือนแรกของปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 37,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ในไตรมาส 3 ของปี 2568 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 29,413 ล้านบาท ลดลง 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งเป็นไปตามปริมาณสินเชื่อโดยรวมที่ลดลง 3.3% ภายใต้การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มีจำนวน 10,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากปีก่อน จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากการขายผลิตภัณฑ์การลงทุนมูลค่าสูง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมทางการเงิน ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ

    รายได้จากการลงทุนและการค้ามีจำนวน 3,326 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากกำไรจากพอร์ตการลงทุนของธนาคาร และของบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด

    ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 17,575 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.2% จากปีก่อน จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 40.2% บริษัทฯ ตั้งสำรองลดลง 1.3% จากปีก่อน เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะการปรับตัวดีขึ้นของบริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ทั้งนี้จำนวนสำรองดังกล่าวได้รวมสำรองพิเศษอีกจำนวน 1,400 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) คงอยู่ในระดับสูงที่ 161.7%

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    แม้เผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก บริษัทฯ ยังสามารถควบคุมคุณภาพของสินเชื่อโดยรวมได้ดี โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 3.30% ลดลงจาก 3.38% ในปีก่อน เงินกองทุนตามกฎหมายของบริษัทฯ อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.9%  

    ด้าน ธนาคารกรุงเทพ รายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าของประเทศคู่ค้าที่เริ่มชะลอลง  ขณะเดียวกันภาคบริการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแรง  ขณะที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของภาครัฐมีข้อจำกัดจาก

    นอกจากนื้ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลาย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายด้าน  โดยธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 94,364 ล้านบาท

    และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.81 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย  สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

    จากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน  ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม  ทั้งนี้ ธนาคารยังคงพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็นร้อยละ 44.7  นอกจากนี้ จากการที่ธนาคารตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับ 9 เดือนปี 2568 มีจำนวน 29,549 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,606,661 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.2 จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีการเติบโต  สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 294.2 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลัก

    รวมไปจนถึงการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่องธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3,174,287 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 82.1  ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 22.6 ร้อยละ 18.0 และร้อยละ 18.0 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

    ส่วน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด มหาชน และบริษัทในเครือ รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 24,612 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี  2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) ซึ่งบางส่วนสุทธิด้วยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ สอดคล้องกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายและการชะลอตัวของเงินให้สินเชื่อ

     ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย ส่งผลให้ความต้องการเงินให้สินเชื่อลดลง กรุงศรียังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงิน และสร้างโอกาสการเติบโตในตลาดลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ SME โดยการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน TIDLOR เพิ่มขึ้นจาก 30.18% เป็น 46.51% ในไตรมาสสามของปี 2568

    ขณะที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศกำไรสุทธิ งวด 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 1,830.4 ล้านบาท นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 10,549.4 ล้านบาทลดลง 236.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2567

    สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 15.1 และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิร้อยละ 0.5 สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่นร้อยละ 34.0   กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 5,248.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,037.5 ล้านบาทหรือร้อยละ 24.6 เนื่องจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานร้อยละ 19.4  สุทธิกับการลดลงของรายได้จากการดำเนินงานร้อยละ 2.2  กำไรสุทธิจำนวน 1,830.4 ล้านบาท ลดลงจำนวน 59.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.2 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันสาเหตุหลักเกิดจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 59.5 โดยเป็นการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความระมัดระวังและเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

    ส่อง ‘แบงก์พาณิชย์’ 9 เดือน ปี’68 กำไรงาม 1.2 แสนล้านบาท สวนเศรษฐกิจ

    ทั้งเมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2568 และ 2567 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1,094.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.1 จากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงจำนวน 5.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของค่าธรรมเนียมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัย สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่นจำนวน 863.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 34 ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเงินลงทุน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2699VNdp13oa0lc-fQexwD

  • คลังดันแพ็กเกจเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ Q4 : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 22 ต.ค.68

    คลังดันแพ็กเกจเที่ยวไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ Q4 : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 22 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/VwMZgeIXgGE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0colHJzFooCNIwn-t0_XAf

  • ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

    ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยประมาณการ GDP รายไตรมาส โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปีจะรอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจาก GDP ไตรมาส 4 คาดว่าจะพลิกตัวเป็นบวก จากฤดูกาลท่องเที่ยว มาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวจะเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3%

    วันนี้ (22 ตุลาคม) ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 3 ปี 2568 วันนี้ (22 ต.ค.) ว่า GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 จะขยายตัว 1.5% เทียบจากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะติดลบ 0.5% ส่วนในไตรมาส 4 ปี 2568 คาดว่า GDP จะเติบโต 1.3% YOY แต่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพลิกเป็นบวก 0.5% QoQ

    โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 ฟื้นตัวดีขึ้นมาจากโรงงานที่หยุดผลิตเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรก่อนหน้านี้กลับมาผลิตตามปกติ และรัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3% นอกจากนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ธปท.จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเพิ่มขึ้น

    ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค 1

    ประมาณการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากก่อนหน้า นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) รวมถึงศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มองว่า ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    อย่างไรก็ดี ถ้ามองไปในข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว โดยธปท. ประมาณการ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ทั้งจากปัจจัยภาษีศุลกากรสหรัฐฯ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ด้านสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเป็นไปตามที่ธปท.ประเมินว่า โดยครึ่งแรกของปีนี้เติบโตได้ 3% และจะชะลอลงในครึ่งปีหลัง จากผลกระทบภาษีทรัมป์ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวค่อนข้างช้า

    สักกะภพย้ำว่า บทบาทของนโยบายการเงินจะยังผ่อนคลายเพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเมื่อมองไปข้างหน้าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะดูให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และภาวะการเงิน รวมถึงดูประสิทธิผลและพื้นที่นโยบายการเงินซึ่งปีนี้ลดไป 3 ครั้งแล้ว และปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ สักกะภพกล่าวว่า จากการประเมินในปัจจุบันยังไม่เห็นความเสี่ยงเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงในเพียงบางหมวด โดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง

    นอกจากนี้ เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อ (Underlying Inflation Indicators) ยังทรงตัวใกล้เคียงอดีต เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดีอยู่ในกรอบเป้าหมาย และธปท.คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเป็นบวกในไตรมาส 2 ปี 2569 และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2570

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดเดือนสิงหาคม 2568 ติดลบ 0.79% ต่อเนื่องมาเป็นเดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบ 19 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-dodges-recession/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IQx1Puml9l6Xv09axXwDv

  • “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โอกาสทางธุรกิจและกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    “เศรษฐกิจหมุนเวียน” โอกาสทางธุรกิจและกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ทั่วโลก แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่ภาคธุรกิจและภาครัฐไม่อาจมองข้าม เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

    จาก เส้นตรงสู่ หมุนเวียน”: การเปลี่ยนนิยามของมูลค่า

    รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม อธิบายว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบที่ออกแบบให้ทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อลดการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและรักษาคุณค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบยาวนานที่สุด แนวคิดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก เศรษฐกิจเส้นตรง” (Linear Economy) แบบดั้งเดิมที่มีกระบวนการแบบ ‘ผลิต-ใช้-ทิ้ง’ (Take-Make-Dispose)

    หัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนแตกต่างจากการรีไซเคิลทั่วไปคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ในทุกขั้นตอน กล่าวคือ แทนที่มูลค่าของวัสดุจะลดลงเมื่อถูกนำไปรีไซเคิล ระบบหมุนเวียนจะมุ่งรักษามูลค่าเดิมและสร้างมูลค่าใหม่ให้เกิดขึ้นตลอดวงจร

    โอกาสในทางปฏิบัติ: ลดต้นทุน เพิ่มคุณค่า

    ในภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มมีโครงการนำร่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมที่มักเผชิญปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ปริมาณมหาศาล ซึ่งสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น การลดของเสียที่แหล่งกำเนิด โดยใช้ภาชนะขนาดเล็กลง หรือ การสร้างมูลค่าจากของเหลือใช้ ผ่านแพลตฟอร์มรับอาหารคุณภาพดีที่เหลือไปจำหน่ายต่อในราคาพิเศษ

    การปรับตัวเช่นนี้สร้างประโยชน์ให้ธุรกิจโดยตรง ทั้ง การลดต้นทุน ในการจัดการขยะ และอาจ สร้างรายได้เสริม จากการขายต่อวัสดุเหลือใช้ ที่สำคัญยังสอดคล้องกับทิศทางของโลกและหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว

    การสร้างระบบนิเวศ: จากนโยบายสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยการสร้าง ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้ออำนวย โดยภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออก กฎหมายและมาตรฐาน ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึงการสร้าง แรงจูงใจทางการเงิน เช่น มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    ขณะเดียวกัน บทบาทของผู้ผลิตก็สำคัญไม่แพ้กัน เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเริ่มต้นตั้งแต่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ให้ง่ายต่อการซ่อมแซมและแยกชิ้นส่วนเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบขนส่งของใช้แล้วกลับคืนสู่ผู้ผลิต และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเรื่องการคัดแยก ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นมากกว่าการจัดการขยะ แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

    กรณีศึกษา CPAXT: การจัดการ Food Waste ครบวงจร

    มุมมองจากคนรุ่นใหม่อย่าง คุณทองธรรม์ ตันติสัจจธรรม จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ที่เตรียมเข้าร่วมการประชุม One Young World Summit (OYW) เวทีระดับโลกที่รวมตัวผู้นำรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาสังคม  ได้สะท้อนว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยหลักการสำคัญคือ ยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด และให้การรีไซเคิลเป็นทางเลือกสุดท้าย

    ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง “แม็คโครและโลตัส” CPAXT ได้นำแนวคิดนี้มาจัดการปัญหา Food Waste อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การทำงานร่วมกับเกษตรกรที่ ต้นน้ำ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมใน กลางน้ำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์จากของเหลือที่ ปลายน้ำ เช่น การผลิตปุ๋ยจากแมลงโปรตีน

    เรื่องราวและแนวทางเหล่านี้ คือสิ่งที่ คุณทองธรรม์ เตรียมนำไปแบ่งปันในฐานะตัวแทนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) บนเวที One Young World Summit (OYW) 2025 ณ กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็น เวทีระดับโลกที่รวมตัวผู้นำรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาสังคม โดยการประชุมปีนี้จะเน้น 5 ประเด็นท้าทายสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (The Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชัง (Anti-Hate), เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tech), การศึกษา (Education), และสันติภาพและความมั่นคง (Peace and Security) นับเป็นโอกาสสำคัญให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ImXIi862trd2g6-ZxK0m8