Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้คงดอกเบี้ยตามคาด ส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ยเพื่อป้องกันศก.ขาลง : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้คงดอกเบี้ยตามคาด ส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ยเพื่อป้องกันศก.ขาลง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.5% ในการประชุมวันนี้ (23 ต.ค.) ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 3 และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

    แถลงการณ์ของ BOK ระบุว่า การตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุดนี้ มีเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ในช่วงเวลาที่ราคาบ้านในเกาหลีใต้พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง และสกุลเงินวอนอ่อนค่าลงอย่างมาก

    อย่างไรก็ดี BOK กล่าวว่า คณะกรรมการยังไม่ตัดโอกาสในการผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันข้างหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงขาลง และเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปี 2568 สู่ระดับ 0.9% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมในเดือนก.ค.ที่ระดับ 0.8% โดยระบุว่าเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ น้อยกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน IMF ยังคงคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1.8%

    การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของ IMF ค่อนข้างสอดคล้องกับสถาบันเศรษฐกิจรายอื่น ๆ โดยธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปีนี้สู่ระดับ 0.9% ขณะที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะขยายตัว 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mqOI1ezRLTb7_Z4rkivk7

  • การแนะนำกฎหมาย “อ่าวเปอร์เซีย” ในสหรัฐอเมริกา

    การแนะนำกฎหมาย “อ่าวเปอร์เซีย” ในสหรัฐอเมริกา

    การแนะนำกฎหมาย “อ่าวเปอร์เซีย” ในสหรัฐอเมริกา

    🔹ยัสซามิน อันซารี สมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรคเดโมแครต ได้เสนอร่างกฎหมายชื่อว่า “Persian Gulf Act” ซึ่งหากผ่านการรับรอง หน่วยงานของรัฐบาลกลางใด ๆ จะ ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่ออื่นนอกจาก “อ่าวเปอร์เซีย”
    🔹ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น และยังต้องผ่านกระบวนการอื่น ๆ อีกหลายขั้นตอนก่อนที่จะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ.

  • ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย ในมุมมองของ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

    ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย ในมุมมองของ “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

    วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.52 น.

    วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน
       
    ทั้งนี้ในส่วนประเทศไทยได้รับการประเมินว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศไทย

    นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล”ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยได้แสดงวิสัยทัศน์โดยเขียนบทความเรื่อง“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย”ไว้อย่างน่าสนใจ มีเนื้อหาสาระดังนี้
       
    “เมื่อ25ปีก่อนผมผลักดันโครงการเอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuel)พลังงานสีเขียว(GreetEnergy)จากพืชจนมีการผลิตและจำหน่ายแก๊สโซฮอลล์ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน ไฮโดรเจน อีโคโนมี คือภาพของโลกที่เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกแทนที่ด้วยไฮโดรเจนอย่างสิ้นเชิง เป็นการสร้างระบบพลังงานที่ สะอาด มีเสถียรภาพสูง และยั่งยืน

    มูลค่าเศรษฐกิจไฮโดรเจน : การลงทุนแห่งอนาคต ตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมากของเศรษฐกิจไฮโดรเจนซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นจริง
         
    อุปสงค์ทั่วโลกที่พุ่งสูง: ปัจจุบันโลกมีความต้องการไฮโดรเจนประมาณ 95 ล้านตันต่อปี และคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นเป็น กว่า 150 ล้านตัน ภายในปี 2030 และอาจสูงถึง 400 ล้านตัน ภายใน 25 ปีข้างหน้า
        
    มูลค่าตลาดที่เติบโต: ตลาดที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บไฮโดรเจน เพียงอย่างเดียว คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 1.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 เป็น 4.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
       
    การลงทุนมหึมา: มีการคาดการณ์ว่า การลงทุนในเทคโนโลยี ไฮโดรเจนสีเขียว ทั่วโลก จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี 2030 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050
        
    ต้นทุนที่แข่งขันได้: ปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเขียว มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ $5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งยังสูงกว่าไฮโดรเจนสีฟ้า ($2-3 ดอลล่าร์สหรัฐต่อกิโลกรัม) แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ต้นทุนของไฮโดรเจนสีเขียวมีโอกาสลดลงเหลือเพียงประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม ในอนาคต
        
    กล่าวโดยสรุป ขณะนี้มีอย่างน้อย 30 ประเทศที่ประกาศนโยบายไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างเป็นทางการ สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Decarbonization)ซึ่งมีตัวอย่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนดังนี้

    1. สหภาพยุโรป (EU): มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฮโดรเจนโลก โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า (Electrolyser) ขนาดใหญ่ถึง 40 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 

    2. ญี่ปุ่น: ตั้งเป้าเป็น “สังคมไฮโดรเจน” แห่งแรกของโลก ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์การนำเข้าเป็นหลัก โดยกำลังบุกเบิก โครงการขนส่งไฮโดรเจนเหลว (Suiso Frontier) ระยะทางไกลจากออสเตรเลีย และตั้งเป้าจัดซื้อไฮโดรเจนและแอมโมเนีย 12 ล้านตันต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2040 ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

    3. ซาอุดีอาระเบีย: ผู้นำด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยลงทุนใน โครงการ NEOM เพื่อสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวขนาดใหญ่ระดับโลก ด้วยกำลังการผลิตกรีนไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว มากกว่า 650,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้เงินทุนขนาดใหญ่และศักยภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

    4. สเปน: ใช้ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสูงเป็นฐานการผลิต โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า 4 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงการมี โครงการ Puertollano ซึ่งเป็นโรงงานไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ ปัจจุบัน

    5.ออสเตรียโครงการ H2FUTURE ใช้ไฮโดรเจนในการผลิตเหล็กปลอดคาร์บอน แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหนัก

    6.จีน ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็กำลังผลักดันการใช้ไฮโดรเจนอย่างกว้างขวาง โดยคาดการณ์ว่าจะมี รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ถึง 1 ล้านคัน ภายในปี 2035 และมูลค่าผลผลิตในอุตสาหกรรมไฮโดรเจนจะพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2025 โดยมีการสาธิตการใช้ FCEV ในเมืองสำคัญ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้

    7.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ): โครงการ “พืชสีเขียว” (Green Plant) ในเขตเอ็มไพร์สไมล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโรงงาน 1.3 MW ในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนได้ กว่า 830 ตันต่อปี
     
    8.ออสเตรเลีย: กำลังพัฒนาโครงการ “Asian Renewable Energy Hub” ขนาดยักษ์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์เพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสำหรับส่งออกไปยังตลาดเอเชีย

    ประเทศไทยกับเศรษฐกิจไฮโดรเจน ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบรรจุเรื่องพลังงานไฮโดรเจนไว้ใน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)ฉบับใหม่ซึ่งจะเริ่มมีการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้า ที่กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของชาติ

    บทบาทของ ปตท.  กฟผ. และบริษัทอื่นๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจน นอกจากแผนงานของภาครัฐแล้ว หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทต่างๆได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโครงการนำร่องที่สำคัญดังนี้

    กลุ่ม ปตท. (PTT Group): การลงทุนครบวงจรและความร่วมมือข้ามชาติ

    1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)ยังคงเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปลายน้ำ โดยความร่วมมือกับ โตโยต้า (Toyota) และ บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส (BIG) ในการเปิด สถานีต้นแบบเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแห่งแรกในประเทศไทย ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีการ ต่อยอดโครงการ ให้สถานีดังกล่าวพร้อมรองรับการใช้งานของ รถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับการขนส่งระยะไกล

    2.บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP)ยังคงเดินหน้าโครงการใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการชนะการประมูลโครงการพัฒนา ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ขนาดใหญ่ใน ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการจัดหาไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำเพื่อนำเข้าและใช้ในประเทศในอนาคต

    3.บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)ในฐานะแกนนำธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งมั่นพัฒนา เทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียว และสร้าง ห่วงโซ่คุณค่าไฮโดรเจน (Hydrogen Value Chain) เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่ม ปตท. และประเทศ

    4.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)ร่วมมือกับ BIG อย่างต่อเนื่องในการผลักดันการใช้ ไฮโดรเจนพลังงานสะอาด ในกระบวนการผลิตและแสวงหาโอกาสพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจนและคาร์บอน โดย GC มีแผนการดำเนินงานที่สอดรับกับกลยุทธ์ 3 Steps Plus เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าและการกักเก็บพลังงาน กฟผ. ในฐานะผู้ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ได้ดำเนินการโครงการเพื่อรองรับการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตและกักเก็บพลังงานสะอาด

    1.โครงการ Wind Hydrogen Hybrid: เป็นโครงการสาธิตที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้ไฟฟ้าจาก กังหันลม ในการผลิต ไฮโดรเจนสีเขียว ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส จากนั้นจึงใช้ไฮโดรเจนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้ากลับคืนผ่าน เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์

    2.การวิจัยและพัฒนา: กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฮโดรเจนจากแหล่งต่างๆ เช่น การผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน ผ่านกระบวนการก๊าซสังเคราะห์ (Coal Gasification) ควบคู่กับเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ

    3.แผนการใช้ในโรงไฟฟ้า: กฟผ. มีแผนพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผสมจาก 5% ในช่วงปี 2574-2583 เป็น 10-20% ในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ

    นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม

    1.บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) ในฐานะผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายใหญ่ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่สนับสนุนการผลิต จัดเก็บ และขนส่งไฮโดรเจนให้กับภาคอุตสาหกรรมและเป็นพันธมิตรหลักในโครงการสถานีเติมไฮโดรเจน

    2.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thaioil)ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์การกระจายการเติบโต โดยมีการลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียวจากต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในโรงกลั่นและอุตสาหกรรมในประเทศ

    3.บริษัทอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรมบริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น SCG และ GULF ต่างก็มุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและติดตามการพัฒนาของไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิด เพื่อประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเหล็ก ซีเมนต์ และปิโตรเคมี

    บทสรุป: ก้าวสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจน การสร้าง“เศรษฐกิจไฮโดรเจน“ต้องพัฒนาระบบนิเวศ(Ecosystem)อย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ในขณะที่ภาคเอกชนต้องกล้าลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศส่วนภาคการศึกษาต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการ การลงทุนกับไฮโดรเจนในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลงทุนกับพลังงานทางเลือก แต่คือการลงทุนกับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
        
    เราต้องไม่ปล่อยให้ “โอกาสสีเขียว” นี้หลุดลอยไป.”

    หมายเหตุ:ไฮโดรเจน 5 ชนิดแตกต่างกันตาม “สี” ของกระบวนการผลิต 1. ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ มากที่สุด 2. ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ รองจากไฮโดรเจนสีน้ำตาล 3. ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ (Carbon Capture and Storage : CCS) 4. ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ผลิตโดยแยกไฮโดรเจนจากน้ำ (Water Electrolysis) 5. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แยกไฮโดรเจนออกจากน้ำโดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียนไม่มีการปล่อยคาร์บอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/451539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MTGH2bUn66bzT9HNcYH7R

  • สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เตรียมประกาศผลรางวัลสุดยอดซีอีโอ 2568 ในสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย 8 ต.ค.นี้

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เตรียมประกาศผลรางวัลสุดยอดซีอีโอ 2568 ในสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย 8 ต.ค.นี้

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2887580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d-6TYcpftrMaqv5VWFVdl

  • ‘สีหศักดิ์’ เปิดเวที CSEP ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยประชาชน-หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    ‘สีหศักดิ์’ เปิดเวที CSEP ชู ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยประชาชน-หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5227504/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NNz-jdQA4wuWutXxdBi_G

  • มูลค่าเศรษฐกิจเวียดนามสูงถึง 16 ล้านล้านบาทในปีนี้ ครองอันดับ 32 ของโลก | เดลินิวส์

    มูลค่าเศรษฐกิจเวียดนามสูงถึง 16 ล้านล้านบาทในปีนี้ ครองอันดับ 32 ของโลก | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5230717/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v76oI8q_lnaRVo0uL685r

  • ข่าวดี! คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ขยายเวลาอีกถึงปี 2569

    ข่าวดี! คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ขยายเวลาอีกถึงปี 2569

    รัฐบาลมีมติชัด! คงอัตรา VAT 7% ต่อไปถึงปี 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างเสถียรภาพการลงทุนให้ภาคธุรกิจ

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) มักเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นภาษีทางอ้อมที่กระทบต่อการใช้จ่ายและต้นทุนสินค้าโดยตรง ปัจจุบันประเทศไทยคงอัตรา VAT ไว้ที่ 7% มานานหลายปี แม้ว่าอัตราที่บัญญัติไว้ในกฎหมายจริงๆ จะอยู่ที่ 10% ก็ตาม การขยายเวลาคง VAT ที่ 7% จึงถือเป็นข่าวดีที่ช่วยผ่อนแรงให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้หายใจโล่งขึ้น

    ล่าสุดรัฐบาลมีมติชัดเจนให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ต่อไปจนถึงปี 2569 เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังต้องการแรงกระตุ้น การคงอัตรานี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มั่นคงมากขึ้นในสายตาของภาคธุรกิจด้วย

    ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีที่เก็บจากการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้จัดเก็บและนำส่งให้กรมสรรพากร แม้จะถูกมองว่าเป็น “ภาษีที่คนจ่ายโดยไม่รู้ตัว” แต่ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐที่นำไปใช้พัฒนาประเทศ ปกติอัตราที่กำหนดในกฎหมายคือ 10% แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเลือกใช้อัตราชั่วคราวที่ 7% ต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    เหตุผลที่รัฐบาลขยายเวลา

    สาเหตุหลักที่รัฐบาลยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% มาจากหลายปัจจัย เช่น

    1. การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่ต้องกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน การขึ้น VAT ในช่วงนี้อาจทำให้ประชาชนชะลอการบริโภค และทำให้ธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น
    2. ลดภาระค่าครองชีพ ค่าครองชีพของประชาชนยังคงสูง การเก็บ VAT ในอัตราต่ำลงจึงช่วยให้ราคาสินค้าและบริการไม่ขยับขึ้นมากจนเกินไป
    3. สร้างเสถียรภาพให้ผู้ประกอบการ การที่ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่า VAT จะยังอยู่ที่ 7% ไปจนถึงปี 2569 ช่วยให้วางแผนต้นทุน การผลิต และการลงทุนระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น
    4. ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับความแน่นอนด้านภาษี การตรึง VAT ที่อัตราเดิมจึงช่วยให้ไทยยังเป็นจุดหมายที่น่าสนใจในการขยายกิจการ

    ผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน

    สำหรับประชาชนทั่วไป การคง VAT 7% หมายถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ไม่มาก แต่เมื่อสะสมตลอดทั้งปีถือว่าช่วยลดภาระครัวเรือนได้พอสมควร เช่น การซื้อของใช้ประจำวัน น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอาหารในร้านค้า หรือแม้แต่ค่าใช้บริการต่างๆ ล้วนอยู่ภายใต้การเก็บ VAT

    หากรัฐบาลปรับ VAT กลับไปที่ 10% ตามกฎหมาย ราคาสินค้าและบริการแทบทั้งหมดจะต้องขยับขึ้นทันที การคงไว้ที่ 7% จึงช่วยรักษากำลังซื้อของคนไทยในภาวะที่รายได้ยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก

    ผลดีต่อภาคธุรกิจ

    โดยเฉพาะธุรกิจ SME ได้รับผลดีโดยตรงจากการขยายเวลานี้ ต้นทุนการดำเนินงานที่ไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป ช่วยให้แข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้น และยังเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าได้เหมาะสมโดยไม่กระทบยอดขายมากนัก

    ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องวางแผนลงทุนระยะยาวก็สามารถวิเคราะห์ต้นทุนได้แม่นยำขึ้น ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุน ขณะที่ผู้ประกอบการต่างชาติก็เห็นความเสถียรภาพด้านนโยบายภาษีของไทย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    ผลต่อรายได้ของรัฐ

    แม้การคง VAT ที่ 7% จะทำให้รัฐเก็บรายได้ภาษีลดลงจากอัตราที่ควรจะเป็น แต่รัฐบาลมองว่า “ผลได้เชิงเศรษฐกิจ” มีค่ามากกว่า เพราะเมื่อประชาชนกล้าจับจ่าย ธุรกิจมียอดขายเพิ่มขึ้น รายได้ภาษีในรูปแบบอื่นๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพ

    แม้ประชาชนและผู้ประกอบการจะดีใจที่ VAT ถูกตรึงไว้ที่ 7% แต่ก็ยังมีคำถามว่า หลังจากปี 2569 แล้วจะเป็นอย่างไร รัฐบาลอาจต้องทบทวนภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นอย่างรอบคอบ หากเศรษฐกิจเติบโตแข็งแรงเพียงพอ การขยับ VAT กลับไปที่ 10% ก็อาจเป็นไปได้ แต่ในระยะสั้น การคง VAT ไว้ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์

    กล่าวโดยสรุป การขยายเวลาคงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ถึงปี 2569 เป็นสัญญาณบวกต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ เพราะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ทำให้ต้นทุนธุรกิจไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป และสร้างความมั่นใจให้การลงทุนในประเทศ แม้รัฐอาจสูญเสียรายได้บางส่วนจากการไม่เก็บเต็ม 10% แต่ผลที่ได้กลับมาคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคและการลงทุน ถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้

    ดังนั้น การตรึง VAT ไว้ที่ 7% จึงไม่ใช่เพียง “ข่าวดี” ในเชิงภาษีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการวางนโยบายที่คำนึงถึงสมดุลระหว่างรายได้รัฐกับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในอนาคตอีกด้วย

    อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  Inflow Accounting   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/732247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cJcBlAdKw4rVrOrPGH079

  • “แบงก์ชาติ” เปิดรายงานที่ประชุมมีมติ “คงดอกเบี้ย 1.50%” หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว จับตาเงินเฟ้อต่ำยาว เสี่ยงกดดัน SMEs ไทย

    “แบงก์ชาติ” เปิดรายงานที่ประชุมมีมติ “คงดอกเบี้ย 1.50%” หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว จับตาเงินเฟ้อต่ำยาว เสี่ยงกดดัน SMEs ไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I40T2FC_jYdNTowbUkJ_3

  • ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย  เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มประชากรรายได้สูงสุด 10% มีรายจ่ายมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 7.83 เท่า และมีสัดส่วนรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุด 50% ถึง 4.41 เท่า สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการที่ล้าสมัย และขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่

    • ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว
    • ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มประชากรรายได้สูงสุด 10% มีรายจ่ายมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 7.83 เท่า และมีสัดส่วนรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุด 50% ถึง 4.41 เท่า
    • สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการที่ล้าสมัย และขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ ซึ่งกระทบต่อประสิทธิภาพนโยบายกระจายรายได้
    • แนวทางแก้ไขที่สำคัญคือการปฏิรูประบบราชการและระบบภาษี การลงทุนด้านการศึกษาและสวัสดิการที่มีคุณภาพ และการนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในระบบ

    ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาโครงสร้างบนระบบเศรษฐกิจมาต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาประเทศสามารถลดสัดส่วนประชากรที่อยู่ในสภาวะยากจนได้ แต่ระดับความเหลื่อมล้ำในหลายด้านยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน เมื่อพิจารณาภาพรวมของการกระจายรายได้และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน และการทำงานของระบบราชการที่ไม่ทันต่อยุคสมัย จะไทยปรากฏว่าอยู่ในตำแหน่งที่น่าวิตกกังวล เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศพัฒนาแล้ว

    นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าปัจจุบันปัญความเหลื่อมล้ำถือว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญในการฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่วนสำคัญของปัญหาคือ ระบบราชการจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับพลวัตใหม่และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ และการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน

    ความเหลื่อมล้ำไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค

    รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาสะท้อนสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

    ทั้งนี้แม้ว่าในปัจจุบันความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายของไทยอยู่ในระดับทรงตัว คือค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ 0.335 มาเหลือ 0.333 ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ข้อมูลแสดงว่าความแตกต่างเรื่องของรายจ่ายระหว่างครัวเรือนรายได้สูงกับครัวเรือนรายได้น้อยมีความแตกต่างในหลายมิติ โดยในเขตเทศบาล ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย 

    ขณะที่นอกเขตเทศบาลกำลังเพิ่มขึ้น โดยเขตเทศบาลยังคงแสดงระดับความรุนแรงที่สูงกว่า ในมิติภูมิภาค ภาคใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ขณะที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคกลางแสดงเส้นโค้งระดับความเหลื่อมล้ำที่ลดลง

    ข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุดอยู่ที่ส่วนแบ่งรายจ่ายของประชากร โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด (Decile 10) ยังคงครองส่วนแบ่งถึง 25.85% ของการใช้จ่ายทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด (Decile 1) ได้รับเพียง 3.30% ความแตกต่างนี้คิดเป็น 7.83 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงขนาดของปัญหา แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งของกลุ่มรายได้ต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย  เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยแสดงให้เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดยข้อมูลจาก World Inequality Database ในช่วงปี 2554-2566 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่มรายได้สูงสุด 10 % ต่อกลุ่มรายได้ต่ำสุด 50 % อยู่ที่ 4.41 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.626

    เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีบริบทใกล้เคียงได้แก่ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย แม้มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่มีความเหลื่อมล้ำต่ำกว่าด้วยอัตราส่วนรายได้เพียง 3.04 และ 2.95 เท่า ตามลำดับ มาเลเซีย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าไทย มีอัตราส่วนรายได้เพียง 2.14 เท่าและค่า Gini ที่ 0.495 ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายรายได้ที่สมดุลกว่า

    “ข้อเท็จจริงนี้บ่งบอกว่า ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นเพราะฝ่ายต่อจีดีพีต่อหัวที่ต่ำ แต่เป็นผลจากปัญหาในโครงสร้างเศรษฐกิจและความไม่ประสิทธิผลของนโยบายการกระจายรายได้ของภาครัฐ”

    กลุ่มพัฒนาแล้วจัดการความเหลื่อมล้ำได้ดี

    นอกจากนี้การกำหนดตำแหน่งของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วเมื่อขยายขอบเขตการเปรียบเทียบไปยังประเทศพัฒนาแล้ว ตำแหน่งของไทยยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์และสวีเดน ถือว่ามีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก โดยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่ม Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่า และค่า Gini ที่ 0.387 และ 0.389 ตามลำดับ ผลลัพธ์นี้เป็นผลมาจากระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมและโครงสร้างภาษีก้าวหน้าที่ช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เช่น ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่ากลุ่มนอร์ดิก โดยมีอัตราส่วนรายได้เฉลี่ย 1.61 และ 1.83 เท่า และค่า Gini ที่ 0.451 และ 0.473 ตามลำดับ ความแตกต่างนี้เป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพากลไกตลาดเสรีเป็นหลัก แม้จะมีระบบสวัสดิการสังคมก็ตาม

    ส่วนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น แม้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูง แต่กลับเผชิญความเหลื่อมล้ำมากกว่ากลุ่มนอร์ดิกและยุโรปตะวันตก โดยมีอัตราส่วนรายได้ที่ 1.82 และ 2.33 เท่า และค่า Gini ที่ 0.471 และ 0.508 ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญมาจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภาคเอกชนมากกว่าระบบสวัสดิการสังคม

    ไทยในส่วนนี้มีตัวเลขที่ 4.41 และ 0.626 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าทั้งกลุ่ม และอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

    เศรษฐกิจนอกระบบสูงเพิ่มความเหลื่อมล้ำ

    ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่ลึกในระบบ การแก้ไขประเด็นนี้จำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งตามข้อมูลของสภาพัฒน์ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจได้แก่

    1.จำเป็นต้องพัฒนาระบบภาษีให้ครอบคลุมฐานความมั่งคั่งและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบยังคงมีสัดส่วนสูง ซึ่งหากสามารถทำให้เป็นทางการได้ ก็จะเพิ่มฐานภาษีและรายได้ของรัฐ

    2.ต้องลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการศึกษาและการจ้างงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในอาชีพและคุณภาพชีวิตของแรงงาน

    3.ควรศึกษาแนวทางจากประเทศกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งสามารถรักษาความเหลื่อมล้ำให้อยู่ในระดับต่ำโดยไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    4.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาบัน นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของระบบราชการ ที่ยังคงเป็นปัจจัยซึ่งชะลอและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    ระบบราชการในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากองค์กรที่มีบทบาทแบบแสดงการมีอิทธิพล ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญเพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ทันกับพลวัตใหม่ของการเปลี่ยนแปลงโลก และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษาได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjTR87CIwpDoU9vQ99rPQ