Category: เศรษฐกิจ

  • Fed กำหนดคลอดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ล่าช้า: GDP และ PCE เดือน ต.ค.-พ.ย. เตรียมเผยพร้อมกัน!

    Fed กำหนดคลอดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ล่าช้า: GDP และ PCE เดือน ต.ค.-พ.ย. เตรียมเผยพร้อมกัน!

    By

    พฤศจิกายน 14, 2025

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา (US Commerce Department) ได้ประกาศกำหนดการใหม่สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากผลกระทบของการหยุดทำงานของรัฐบาล (Government Shutdown) ที่เพิ่งสิ้นสุดลง การประกาศครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดการเงินที่ต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อประเมินทิศทางของเศรษฐกิจและนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

    Note: The releases announced by the US Commerce Department are not part of the missed data.

    US Commerce Department announced:

    – US Q3 GDP 2nd reading to be released on November 26th at 08:30 EST (13:30 GMT)
    – US October PCE to be released on November 26th at 10:00 EST (15:00…

    — Newsquawk (@Newsquawk) November 14, 2025

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยืนยันกำหนดการสำคัญสำหรับการเผยแพร่ข้อมูลหลักที่จะช่วยอุดช่องว่างของข้อมูลที่ขาดหายไป โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ Fed ให้ความสำคัญสูงสุด:

    1. US Q3 GDP (Second Reading): การประมาณการครั้งที่สองของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 จะถูกเผยแพร่ในวันที่ 26 พฤศจิกายน เวลา 08:30 น. EST
    2. US October PCE: ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนตุลาคม จะถูกเผยแพร่ในวันที่ 26 พฤศจิกายน เวลา 10:00 น. EST
    3. US October Trade Report: รายงานการค้าระหว่างประเทศประจำเดือนตุลาคม จะถูกเผยแพร่ในวันที่ 4 ธันวาคม เวลา 08:30 น. EST
    4. US November PCE: ดัชนี PCE ประจำเดือนพฤศจิกายน จะถูกเผยแพร่ในวันที่ 19 ธันวาคม เวลา 10:00 น. EST

    แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะสามารถกำหนดวันเผยแพร่ข้อมูลหลักได้ แต่ความท้าทายยังคงอยู่สำหรับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (Labor Department) ที่ประกาศว่าข้อมูลสำคัญบางส่วน เช่น อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ของเดือนตุลาคมอาจไม่ถูกนำเสนอ เนื่องจากไม่มีการสำรวจครัวเรือนในช่วงที่รัฐบาลหยุดทำงาน

    นอกจากนี้ ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่พลาดการเผยแพร่ไปก่อนหน้า เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) เดือนกันยายนและตุลาคม, ยอดค้าปลีก เดือนกันยายน, และ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนตุลาคม อาจมีการเผยแพร่ในลักษณะที่ล่าช้าหรือรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน ซึ่งสร้างความซับซ้อนในการวิเคราะห์

    การเผยแพร่ข้อมูล GDP และ PCE พร้อมกันในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed เนื่องจาก PCE คือมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ การขาดข้อมูลที่ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มความผันผวนและความไม่แน่นอน หากตัวเลข PCE ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ อาจตอกย้ำความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และทำให้ Fed ต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดหวังไว้.

    ที่มา: @Newsquawk

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/11/14/us-gdp-pce-rescheduled-nov26-after-government-shutdown/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WKCGNV37-Rj9cPbpiFNj7

  • เมเจอร์ฯ ชี้หมดยุคคอนโดแพงเกินจริง! ราคาต่ำกว่าตลาด 20% ขายดี

    เมเจอร์ฯ ชี้หมดยุคคอนโดแพงเกินจริง! ราคาต่ำกว่าตลาด 20% ขายดี

    เมเจอร์ เผยว่า ปัจจุบัน เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ มีแบ็คล็อก (Backlog) ประมาณ 10,000 ล้านบาท จะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ อาทิ ปี 2568 โครงการย่านลาดพร้าว ปี 2570 โครงการมารุจุฬา และปี 2572 โครงการ มาวิสต้า พร้อมพงษ์ คาดปี 2568 จะมีรายได้ราว 3,000 ล้านบาท สำหรับแผนระยะกลางจะ “ชะลอ” เปิดโครงการใหม่ 2-3 ปี เพื่อมุ่งทำตลาดโครงการเดิม และควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม กับสถานการณ์เศรษฐกิจ

             บุษกร ภู่แส

            กรุงเทพธุรกิจ

    ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 สะท้อนภาพ ชะลอตัวอย่างชัดเจน แม้กลุ่มมีกำลังซื้อ ยังเข้าถึงโครงการหรูได้ แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไป “ไม่รีบ” หากแพงเกินจริง
     
            สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอยู่ในช่วงที่เรียลดีมานด์ยังมีอยู่ แต่ผู้ซื้อคำนึงถึงราคามากขึ้น หากโครงการใดตั้งราคาสูงเกินจริง (Overpriced ) หรือ แพงเกินความคุ้มค่า การตัดสินใจซื้อจะช้าลง อย่างเห็นได้ชัด เทียบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้กระทั่ง กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง

        “ผู้บริโภคถือเงินสดมากขึ้น การซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียม รอจนกว่าจะเจอดีลที่เหมาะสม หากราคาสูงเกินไป ยอดขายจะไม่โตตามที่คาดหวัง”

        ทั้งนี้ กลุ่มอสังหาฯ ที่ขายได้ดี คือ โครงการที่ราคาต่ำกว่าตลาดประมาณ 20% โดยเฉพาะในกลุ่ม Mid Market หากราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 120,000 บาท/ตร.ม. และมีโครงการขายในราคา 90,000-100,000 บาท/ตร.ม.ความต้องการซื้อยังคงสูง ผู้ซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การตั้งราคาที่เหมาะสมจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงดีมานด์

         “ราคาที่เหมาะสมทำให้ตลาดยังไป ต่อได้ และช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจเร็วขึ้น”

        ล่าสุด เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ เปิดตัวโครงการใหม่ “มาวิสต้า พร้อมพงษ์” คอนโดอัลตร้าลักชัวรีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 32 ชั้น 45 ยูนิต ทุกยูนิตเป็นเพนต์เฮ้าส์ ขนาด 204-517 ตร.ม. มี 3-5 ห้องนอน ราคา 70-200 ล้านบาท เฉลี่ย 400,000 บาท/ตร.ม. ปัจจุบันเปิดขายรอบ VVIP มียอดขายเกือบ 50% หรือราว 2,000 ล้านบาท

        “ห้องใหญ่สุด 517 ตร.ม. ราคากว่า 200 ล้านบาท ขายหมดเรียบร้อย ก่อสร้างเริ่มปี 2569 แล้วเสร็จปี 2572 คาดก่อนก่อสร้างเสร็จ ยอดขายจะถึง 85-90%”

        ระดับราคาของ มาวิสต้า พร้อมพงษ์ 400,000 บาท/ตร.ม. ถือว่าค่อนข้างเหมาะสม เมื่อเทียบคอนโดอัลตร้าลักชัวรีอื่นๆ ในย่านเดียวกัน มีราคา 800,000-1,000,000 บาท/ตร.ม. การตั้งราคาเกินไปอาจทำให้ยอดขายช้าลง

        สำหรับการเลือกทำเลซอยสุขุมวิท 39 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! สุริยา ระบุว่า ที่ดินซัพพลายในโครงการอัลตร้าลักชัวรีแทบไม่มีแล้ว หากมีส่วนใหญ่เป็นโครงการเก่า เมื่อสำรวจตลาดพบว่าความต้องการห้องขนาดใหญ่ ยังคงสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการ คอนโดเพนต์เฮ้าส์

         ชะลอเปิดโครงการใหม่ 2-3 ปี

        ปัจจุบัน เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ มีแบ็คล็อก (Backlog) ประมาณ 10,000 ล้านบาท จะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ อาทิ ปี 2568 โครงการย่านลาดพร้าว ปี 2570 โครงการมารุจุฬา และปี 2572 โครงการ มาวิสต้า พร้อมพงษ์ คาดปี 2568 จะมีรายได้ราว 3,000 ล้านบาท

        สำหรับแผนระยะกลางจะ “ชะลอ” เปิดโครงการใหม่ 2-3 ปี เพื่อมุ่งทำตลาดโครงการเดิม และควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม กับสถานการณ์เศรษฐกิจ

        “เราต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจและสภาพตลาด เพื่อให้บริษัทอยู่รอดและรอให้ตลาดฟื้นตัว”

        ปีนี้ตลาดอสังหาฯ ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ ผู้ซื้อระมัดระวังการลงทุน กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมักเป็นเรียลดีมานด์มากกว่ากลุ่มนักลงทุน สำหรับโครงการที่ตั้งราคาสูงเกินจริงหรือแพงเกินความคุ้มค่า การขายจะช้าลง ในทางกลับกัน กลุ่มคอนโด ราคาต่ำกว่าตลาดยังคงขายดีและเป็นตัว ขับเคลื่อนตลาดให้มีสภาพคล่อง

          กลยุทธ์ “ราคาเหมาะสม” คือคำตอบ

        สิ่งที่ผู้ประกอบการอสังหาฯต้องเรียนรู้ คือ การตั้งราคาที่สมเหตุสมผลสามารถ สร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

        “ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ หากโครงการใดแพงเกินไป แต่ถ้าราคาเหมาะสมและชัดเจน ผู้ซื้อจะไม่ลังเล และตลาดยังคงมีชีวิตอยู่”

        นอกจากนี้ การเลือกทำเลที่ดี และจับกลุ่ม เรียลดีมานด์ชัดเจน เช่น ห้องขนาดใหญ่หรือ คอนโดอัลตร้าลักชัวรี ยังคงขายได้แม้เศรษฐกิจ ไม่สดใส ผู้ซื้อที่มีเงินสดยังสามารถหาดีลที่ดีได้ โดยเฉพาะโครงการที่ราคาต่ำกว่าตลาด 20% การเปิดตัวคอนโดหรูราคากลาง-บน ถือเป็นสัญญาณว่า ตลาดยังคงมีความต้องการจริง โดยเฉพาะกลุ่มเพนต์เฮ้าส์

        และการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับ สภาพตลาด ด้วยการตั้งราคาที่เหมาะสม ทำตลาด เรียลดีมานด์ ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสภาพคล่องและสร้างยอดขาย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v3-RFjJgWgy60VP2mUGM5

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ กังวลเศรษฐกิจโลก-ดอกเบี้ยเฟด-ข้อมูลศก.จีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบ กังวลเศรษฐกิจโลก-ดอกเบี้ยเฟด-ข้อมูลศก.จีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดลบในวันนี้ (14 พ.ย.) หลังจากที่ซื้อขายค่อนข้างสดใสมาตลอดทั้งสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก รวมถึงความเป็นไปได้ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. และข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาค่อนข้างอ่อนแอ

    • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 578.74 จุด ลดลง 1.93 จุด หรือ -0.33%
    • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 8,186.14 จุด ลดลง 46.35 จุด หรือ -0.56% และ
    • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 23,977.72 จุด ลดลง 63.9 จุด หรือ -0.27%

    นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือนธ.ค. หลังจากที่ไม่กี่วันมานี้ เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนได้แสดงความลังเลที่จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และสัญญาณที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานค่อนข้างมีเสถียรภาพหลังจากที่เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 47% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 70% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงมากกว่าคาด โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค.ปรับตัวขึ้น 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้น 6.5% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5%

    ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนต.ค. ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่ปรับตัวขึ้น 3% และเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเดือนที่ 5 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 อย่างไรก็ดี ยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8%

    การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 1.7% ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. ที่ลดลงเพียง 0.5% และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจลดลง 0.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LZIbpBiAdRTUB1MNQgpPX

  • 4 สุราพื้นบ้าน จาก 4 ประเทศ สร้างเม็ดเงินเศรษฐกิจฐานราก รวมภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างรายได้

    4 สุราพื้นบ้าน จาก 4 ประเทศ สร้างเม็ดเงินเศรษฐกิจฐานราก รวมภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างรายได้

    จากเหล้าขาวขวดละไม่กี่สิบบาทในร้านของชำ ไปจนถึงไวน์ฝรั่งเศสราคาหลักหมื่นต่อขวด ทั้งหมดคือ “สุราพื้นบ้าน” ที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

    ในประเทศไทย สุราพื้นบ้านเคยเป็นสินค้าต้องห้าม สามารถผลิตได้เฉพาะรายใหญ่ตามกฎหมายควบคุมสุรา พ.ศ.2493 

    แต่หลังจากช่วงปี 2565 – 2568 ที่มีการผลักดันการ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถผลิตสุราได้ โดยไม่ต้องเป็นบริษัททุนใหญ่ 

    แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ยังไม่ได้ถูกประกาศใช้ในรูปแบบของกฎหมายฉบับเต็มโดยตรง แต่เจตนารมณ์หลักของการปลดล็อกได้ถูกนำมาบังคับใช้ ผ่านพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ 6 มิถุนายน 2568 หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.สุราชุมชน”

    โดยมีสาระสำคัญในประเด็น ดังนี้

    • ห้ามการผูกขาดทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย ชุมชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
    • การสนับสนุนวัตถุดิบในประเทศ
    • ข้อกำหนดด้านการอนุญาตและอายุใบอนุญาต

    การปรับกฎหมายนี้ส่งผลให้ภูมิปัญญาไทยด้านการผลิตสุราพื้นบ้านสามารถพัฒนาเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมได้

    จากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2568 มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 1.93 แสนล้านบาท แม้ว่าจะมีแนวโน้มหดตัวลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ของประเทศ ที่ไม่ควรมีเพียงผู้เล่นยักษ์ใหญ่อยู่ไม่กี่กลุ่ม 

    เช่นเดียวกับในต่างประเทศ สุราชุมชนถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกที่สร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจฐานราก และในหลาย ๆ ประเทศก็มีความตั้งใจผลักดันให้เป็นสินค้า Soft Power ที่สามารถส่งมอบคุณค่าทางประวัติศาสตร์และชุมชน     

    ไทย – เหล้าขาว ของดีภาคอีสาน

    เหล้าขาวถือเป็น สุราพื้นบ้านของภาคอีสาน ที่มีเอกลักษณ์ โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นเป็นหลัก เช่น ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า และบางสูตรผสมสมุนไพรพื้นบ้าน ผ่านกระบวนการนึ่ง หมัก และกลั่นหลายรอบจนได้ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสม 

    เหล้าขาวจึงเป็นทั้งเครื่องดื่มและสินค้าวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ความนิยมของเหล้าขาวเริ่มขยายออกนอกชุมชน ผ่านงานประเพณีท้องถิ่น งานบุญสงกรานต์ และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงพัฒนาเป็น สินค้า OTOP และ Craft Liquor 

    ญี่ปุ่น – สาเก เครื่องดื่มแห่งประวัติศาสตร์

    สาเก (Sake) ผลิตจากข้าวพันธุ์พิเศษสำหรับทำสาเก น้ำสะอาด ยีสต์ และเชื้อราโคจิ (Koji) ผ่านกระบวนการหมัก โดยแป้งในข้าวถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและหมักเป็นแอลกอฮอล์ในเวลาเดียวกัน ทำให้ได้เครื่องดื่มที่มีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว และมีความท้องถิ่นสูงเนื่องจากในแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    ปัจจุบันสาเกไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มในพิธีกรรมหรือการเฉลิมฉลองของคนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมในตลาดโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสอาหารญี่ปุ่นและการท่องเที่ยว

    ข้อมูลจาก Businesswire ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสาเกในปี 2567 สูงถึง 43.5 พันล้านเยน หรือประมาณ 9.19 พันล้านบาท รวมถึงส่งออกไปกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดยในตลาดสหรัฐฯ เป็นแหล่งที่เติบโตมากที่สุด สะท้อนศักยภาพของสาเกในฐานะสินค้าพรีเมียมจากท้องถิ่น

    ฝรั่งเศส – ไวน์   สินค้าพรีเมียมจากฐานรากท้องถิ่น

    ไวน์ฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ยังสะท้อนความเป็นท้องถิ่นและเอกลักษณ์ของชุมชนผู้ผลิตอย่างชัดเจน โดยไวน์แต่ละชนิดมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันยูโร ขึ้นอยู่กับภูมิภาคและกระบวนการผลิต เช่น Bordeaux, Burgundy, Champagne และ Alsace ใช้องุ่นพันธุ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ ใช้น้ำและดินของท้องถิ่น 

    รวมถึงเทคนิคการหมักและบ่มที่ถ่ายทอดกันรุ่นต่อรุ่น ทำให้ไวน์แต่ละขวดสะท้อนความแตกต่างของ Terroir (แปลว่า ดินแดน หรือ พื้นที่ แต่ในบริบทการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม มักหมายถึง ลักษณะเฉพาะของพื้นที่ที่ส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพของผลิตภัณฑ์)

    ไวน์เหล่านี้ถือเป็นสุราท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับชุมชน เช่น wine tour และ harvest festival นอกจากนี้รายได้โดยตรงที่เกิดจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรงไวน์ เช่น การซื้อไวน์และการเข้าชมโรงบ่ม สร้างรายได้รวม 5.4 พันล้านยูโร หรือ 2 แสน ล้านบาทต่อปี

    จีน – เหมาไถ สุราพื้นบ้านจากมณฑลกุ้ยโจว

    เหมาไถ (Moutai) เป็น สุราพื้นบ้านของจีน มีต้นกำเนิดจากเมือง ไถโจว มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ 

    เครื่องดื่มชนิดนี้เกิดจากวัฒนธรรมการกลั่นเหล้าข้าวขาวและข้าวสาลีแบบดั้งเดิม ใช้วัตถุดิบเฉพาะของท้องถิ่น ได้แก่ ข้าวขาวท้องถิ่น น้ำจากแหล่งแม่น้ำท้องถิ่น และยีสต์ธรรมชาติที่สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น ผ่านกระบวนการหมักหลายขั้นตอนและบ่มในถังดินเผาหรือไม้ ทำให้ได้รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากสุราอื่น ๆ

    เหมาไถได้รับความนิยมในฐานะเครื่องดื่มสำหรับพิธีการและงานเฉลิมฉลองสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานรัฐพิธี และเทศกาลประจำปี รวมถึงเป็น สินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ของจีนอย่างเป็นทางการ

    ในเชิงเศรษฐกิจ เหมาไถไม่เพียงเป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในประเทศ แต่ยังถูกผลักดันเป็นสินค้าส่งออกพรีเมียมไปยังหลายประเทศทั่วโลก 

    เนื่องจากมูลค่าของเหมาไถถูกกำหนดจากรูปลักษณ์ภายนอก ปีที่ผลิต ความหายาก และการรับรองความถูกต้อง โดยมูลค่าสามารถสูงถึงขวดละ 300,000 หยวน หรือราว 1.3 ล้านบาท

    เรื่องราวของสุรารอบโลกสะท้อนให้เราเห็นว่า เครื่องดื่มมึนเมาเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในความบันเทิงของมนุษย์ที่สามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาล ไม่แพ้สินค้าส่งออกอื่น ๆ การผลักดันให้กลุ่มคนตัวเล็กเข้ามาได้ลองผิดลองถูกในสนามนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนจากหลากหลายภาคส่วน 

    เมรัยไทยแลนด์ 

    งานมหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ทั่วประเทศไทยงานที่เชิดชูอัตลักษณ์ของการหมักและการกลั่นแอลกอฮอล์พื้นบ้านงานที่จะยกระดับความคราฟต์ ขับเคลื่อนความเจ๋งของสุราเมรัยไทยพร้อมกิจกรรมมากมาย ที่จะทำให้คุณได้มีเรื่องเม้าเรื่องเล่ากับมิติใหม่ๆ ของสุราไทย

    มาเม้าเหล้า เม้าเบียร์ เม้ามันส์ กันได้ที่เมรัยไทยแลนด์

    🗓️วันที่ 26 – 30 พ.ย. 2568 จัดเต็มกว่าเดิม!📌พบกันที่ EM WONDER & SPHERE HALL , 5th Floor @EMSPHERE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2895587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uVrQ8HdGxqOezOIp3UdC0

  • ”คนละครึ่งพลัส“ ดึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต.ค.68 ดีขึ้นในรอบ 9 เดือน 

    ”คนละครึ่งพลัส“ ดึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต.ค.68 ดีขึ้นในรอบ 9 เดือน 

    ”คนละครึ่งพลัส“ ดึง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต.ค.68 ดีขึ้นในรอบ 9 เดือน 


    14/11/2568 | 113 |

    แม้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน 

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ประจำเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวดีขึ้นในรอบ 9 เดือน และดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2  เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่งพลัส รวมกับนโยบายอื่น แต่ค่าดัชนียังต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภค ยังกังวล ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาสงครามทางการค้า และชายแดนไทย-กัมพูชา 

    สอดคล้องกับ ความคิดเห็นของภาคธุรกิจ จากสมาชิกหอการค้าไทยทุกจังหวัดทั่วประเทศ จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (Thai Chamber  of Commerce Confidence Index:TCC-CI)  ในเดือนตุลาคม 2568 ที่กลับมาปรับตัวดีขึ้นครั้งแรก แต่ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 44.1 จากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 44.0 ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครการคนละครึ่งพลัส / เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  และเที่ยวดีมีคืน โดยความเชื่อมั่นเริ่มดีขึ้นในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากยังกังวลถึงสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดน รวมทั้งหลายภูมิภาคยังเจอผลกระทบจากน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก  ซึ่งตัวชี้วัดที่ปรับตัวดีขึ้นส่วนใหญ่ ในด้านการบริโภค  การท่องเที่ยว  การค้า  ภาคบริการ แต่ตัวชี้วัดที่ปรับลดลง มีทั้งการลงทุน  อุตสาหกรรม  การค้าชายแดน  และการจ้างงาน 
    ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหา  ทาง ภาคเอกชน เสนอให้เร่งทำมาตรการป้องกันและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ  และแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ บอกว่า มีความเป็นไปได้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะโตได้ 1.1% ตามมุมมองของกระทรวงการคลังล่าสุด และทั้งปี จะโต 2.4% จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในกรอบที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2568 จะโต 2-2.5%  จากเม็ดเงินคนละครึ่งพสัล 88,000 ล้านบาท / เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 22,000 ล้านบาท  รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก-เมืองรอง อีก 50,000 ล้านบาท 

    ส่วนในปีหน้า ต้องติดตามช่วงรอยต่อ ที่รัฐบาล ประกาศจะยุบสภาในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในเดือนพฤษภาคม ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจในช่วงเลือกตั้ง คือ เม็ดเงินจากการหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้ง หากมี การขยายโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะเป็นตัวมาประคองเศรษฐกิจที่สำคัญ  รวมกับการท่องเที่ยว ที่เริ่มดีขึ้นในไตรมาสแรก ของปี 2569  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นการฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปีไทย-จีน   ขณะเดียวกัน รัฐบาล ต้องเร่งจัดซื้อจัดจ้าง  และโครงการลงทุน ก่อนยุบสภา เพราะสิ่งที่น่ากังวลขณะนี้หลายหน่วยงาน ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นช่วงสูญญากาศทางการเมือง  รวมทั้ง ยังมีปัจจัยลบ ที่สำคัญ มีทั้งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ  สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา  และปัญหาน้ำท่วม  โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังมองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ 2% 
    ที่มา ข่าวอโนชา  อู่สุวรรณ nbt


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/442667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10NjUZVBsYVf9bVLcP1pnK

  • รมช.มหาดไทย ลุยอุดรธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน

    รมช.มหาดไทย ลุยอุดรธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน

    รมช.มหาดไทย ลุยอุดรธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน


    14/11/2568 | 42 | |

    รมช.มหาดไทย ลุยอุดรธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผสานเสน่ห์วัฒนธรรมอีสาน

    นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) และอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อเดินหน้าภารกิจสำคัญในการส่งเสริม เศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ไปกับการ สืบสานวิถีวัฒนธรรมอีสาน เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่

    เมื่อเวลา 13.00 น. รมช.มหาดไทย ได้เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจราชการและมอบนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากแก่ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกลุ่มสบาย หัวใจสำคัญของการมอบนโยบายในครั้งนี้คือการเน้นย้ำแนวคิดที่ว่า “ประชาชนมีรายได้มั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง พัฒนาเกิดผลจริงในพื้นที่” โดยมีผู้ว่าราชการจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ทั้ง 5 จังหวัด เข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง

    รมช.มหาดไทย ได้กล่าวถึงภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยที่กำลังเร่งดำเนินการอย่างจริงจังในพื้นที่ ได้แก่ การปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด การขับเคลื่อนโครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก การยกระดับศักยภาพชุมชนในการรับมือกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะการ ป้องกัน ฟื้นฟู และเยียวยาหลังอุทกภัย โครงการท่องเที่ยวชุมขน เพื่อให้ประชาชนสามารถก้าวเดินต่อไปในชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนยังทิ้งท้าย ขอความร่วมมือจังหวัดทุกจังหวัดเร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ otop ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส การกระตุ้นเศรษฐกิจระดับพื้นที่ผ่านโครงการตลาดนัดสร้างสุขคนไทยยิ้มได้ และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้งบประมาณได้ดำเนินการผ่านกิจกรรม/โครงการให้พี่ น้อง ประชาชนได้รับประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากต่อไป

    นอกจากภารกิจด้านเศรษฐกิจแล้ว ในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ รมช.มหาดไทยยังมีกำหนดการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมกิจกรรมสำคัญในการ สืบสานความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม และความศรัทธาของชาวอีสาน ที่คำชะโนด พร้อมทั้งให้กำลังใจประชาชนและกลุ่มเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ด้วยตนเอง

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/287804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XwDwl23lckqWo90zjhX24

  • ดัชนีเชื่อมั่นฯบวกต่อเนื่อง หวัง‘คนละครึ่่ง พลัส’กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดัชนีเชื่อมั่นฯบวกต่อเนื่อง หวัง‘คนละครึ่่ง พลัส’กระตุ้นเศรษฐกิจ


    ม.หอการค้าฯมองแนวโน้มความเชื่อมั่นขาขึ้นเริ่มมีหวัง หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย มองต้นปีหน้ากิจกรรมเลือกตั้งทำเงินสะพัดได้ 4-5 หมื่นล้าน

    ร.ศ.ดร.ธนวรรธน์   พลวิชัย  อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคม 2568 โดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 9 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะทำให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น

    ทั้งนี้แม้ว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้าก็ตาม

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 45.5 49.7 และ 60.6 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็น ครั้งแรกในรอบ 9 เดือน โดยปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกันยายน ที่อยู่ในระดับ 44.4 48.5 และ 59.3 ตามลำดับ

    การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลงานที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

    ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 50.7 เป็น 51.9 โดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี

    ด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน จากระดับ 34.4 เป็น 35.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 9 เดือน จาก 58.7 มาอยู่ที่ระดับ 60.1 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน แต่ผู้บริโภคเริ่มมีความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่งพลัสและนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาล ซึ่งจะต้องตามดูสถานการณ์ต่อไปว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนถัดไปจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด  คาดว่าผู้บริโภคจะเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในไตรมาสที่ 4 นี้

    “ต้นปีหน้าเศรษฐกิจยังเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองเพื่อรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะเกิดอีกครั้งในช่วงพ.ค.-มิ.ย. สำหรับการเลือกที่จะเกิดขึ้นประเมินว่ากิจกรรมต่างๆจะทำให้เงินสะพัดเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งจะช่วยค้ำยันเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปีได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sGP8wJK8q-gtHloICLKhU

  • แผนเศรษฐกิจระยะกลาง (MTP) ของรัฐบาลตุรกี เป้าหมายเศรษฐกิจและผลกระทบต่อชนชั้นแรงงาน

    แผนเศรษฐกิจระยะกลาง (MTP) ของรัฐบาลตุรกี เป้าหมายเศรษฐกิจและผลกระทบต่อชนชั้นแรงงาน

    แผนเศรษฐกิจระยะ 3 ปี ฉบับใหม่ หรือแผนงานระยะกลาง (Medium-Term Program: MTP) ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุเป้าหมายและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลตุรกีในช่วงสามปีข้างหน้า (2006-2008) ได้รับการอนุมัติโดยประธานาธิบดีตุรกี นาย Recep Tayyip Erdoğan และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา โดยแผนงานนี้ถูกนำเสนอโดยรองประธานาธิบดี Cevdet Yılmaz ซึ่งระบุว่า ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของตุรกีจะเน้นการ “เติบโตอย่างยั่งยืน” และสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2023 เมื่อนาย Mehmet Şimşek ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แผนงานดังกล่าวถูกมองว่าออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นนายทุนของตุรกีและทุนระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่ามาตรการรัดเข็มขัดที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและสภาพการทำงานของชนชั้นแรงงาน การลดค่าแรงที่แท้จริงและอำนาจซื้อ ตลอดจนการขึ้นภาษี จะยังคงทวีความรุนแรงขึ้น

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายหลักของรัฐบาลในการลดอัตราเงินเฟ้อที่สูงและปิดช่องว่างการขาดดุลงบประมาณคือการกดค่าแรงเอาไว้และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมอุปสงค์และเพิ่มการออม ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถลดอัตราเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังทำให้ชนชั้นแรงงานรวมถึงผู้รับบำนาญต้องยากจนลง ขณะที่คนส่วนน้อยที่ร่ำรวยกลับยิ่งมั่งคั่งจากรายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การใช้เงินงบประมาณเพื่อจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลนั้นได้กลายเป็นภาระของชนชั้นแรงงานภายใต้ข้ออ้างของการเก็บภาษีให้ครอบคลุมฐานกว้าง อัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นทางการซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 38 เมื่อปี 2023 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ในปี 2024 และในปีนี้อัตราอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ที่ร้อยละ 33 ได้หักล้างแนวคิดที่ว่าการขึ้นค่าแรงเป็นต้นเหตุหลักของเงินเฟ้อ

    ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เคลื่อนย้ายทรัพยากรสาธารณะไปยังธนาคารและบริษัทขนาดใหญ่ในรูปแบบของการลดหย่อนภาษี สิทธิประโยชน์ และการจ่ายดอกเบี้ยจำนวนมาก นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดซื้ออาวุธเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดเดียวกัน การคาดการณ์และตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของแผนดังกล่าวที่ร้อยละ 28.5 ภายในสิ้นปีนี้ ร้อยละ 16 สำหรับปีหน้า ร้อยละ 9 สำหรับปี 2027 และร้อยละ 8 สำหรับปี 2028 ยังคงน่าสงสัยอย่างยิ่ง สิ่งที่แน่นอนคือมาตรการรัดเข็มขัดจะรุนแรงขึ้นกับชนชั้นแรงงาน ซึ่งจะทำให้การต่อสู้ทางชนชั้นยิ่งทวีความเข้มข้น 

    นอกจากนี้ ตามแผนนี้ยังคาดการณ์ว่าอัตราส่วนขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ในปัจจุบันที่ร้อยละ 3.5 จะลดลงเหลือร้อยละ 2.8 ภายในปี 2028 แม้จะต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยและงบประมาณทางทหารเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างมากเนื่องจากการจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายการสำคัญที่สุดรายการหนึ่งในการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 86 ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมของปีนี้ เป็นจำนวน 1.4 ล้านล้านลีราตุรกี  (ประมาณ 34 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และคาดว่าในปี 2025 จะสูงกว่า 2.15 ล้านล้านลีราตุรกี (ประมาณ 52 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และจะเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึง 3.47 ล้านล้านลีราตุรกี ในปี 2028 และนอกจากการจ่ายดอกเบี้ยแล้ว ตุรกียังมีแผนจะเพิ่มงบประมาณทางทหารสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อีกด้วย โดยจะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มอีก 1.5 ล้านล้านลีราตุรกี เพื่อให้ได้สัดส่วนเป็นร้อยละ ตามพันธกรณีต่อ NATO จากตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า รัฐบาลจะต้องตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมและเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งภาระส่วนใหญ่จะตกอยู่กับประชาชนคนทำงาน มาตราการหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วคือการนำระบบบำนาญเสริม (Supplementary Pension System) มาใช้ โดยโฆษณาว่าเพื่อ “เพิ่มการออม” และให้เงินเดือนที่สองแก่แรงงาน

    เมื่อเกษียณ ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้วระบบนี้มุ่งหมายจะยึดเงินชดเชยการเลิกจ้าง โดยจะมีการหักค่าจ้างของแรงงานร้อยละ เก็บไว้ทุกเดือน และแรงงานจะต้องทำงานขั้นต่ำ 10 ปี จึงจะขอเบิกเงินสะสมได้โดยมีเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก เงินสะสมดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ปิดช่องว่างงบประมาณของรัฐบาล สำหรับในด้านภาษี MTP ตั้งเป้าให้มีรายได้จากจัดเก็บภาษีคิดเป็นร้อยละ 85 ของรายได้งบประมาณในปี 2026 เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.41 เมื่อเทียบกับปี 2025 ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปี 2026 ที่ร้อยละ 16 อย่างมาก ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลวางแผนจะออกมาตรการภาษีใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก

    ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ไปแล้ว โดยภาระภาษีส่วนใหญ่ตกอยู่กับชนชั้นแรงงาน จากข้อมูลที่ประกาศสำหรับช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2025 ภาษีที่เก็บจากรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 84.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีการจัดเก็บรวมประมาณ 2.36 ล้านล้านลีราตุรกี ในจำนวนนี้ 1.7 ล้านล้านลีราตุรกี มาจากค่าแรงของแรงงาน ในขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งจัดเก็บกับบริษัทโดยตรงอยู่ที่เพียง 843.7 พันล้านลีราตุรกีเท่านั้น กล่าวคือ ภาษีที่เก็บโดยตรงจากแรงงานมากเป็นสองเท่าของที่เก็บจากบริษัท และในขณะที่บริษัทใหญ่ได้รับสิทธิประโยชน์มหาศาล รัฐบาลยังมีแผนจะเก็บภาษีเพิ่มจากธุรกิจขนาดเล็กในระบบใหม่ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กซึ่งปัจจุบันเสียภาษีแบบวิธีง่ายจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบภาษีจริงในปี 2026 ซึ่งหมายถึงภาษีและภาระผูกพันที่เพิ่มมากขึ้น

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    ข้อมูลของบทความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นของผลกระทบจากนโยบายของรัฐที่กระทบกับประชาชนระดับแรงงาน ด้วยมาตรการและนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่โดยหวังความเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคกำลังทำลายความมั่นคงทางการเงินของคนส่วนใหญ่ในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ของตุรกีในช่วงหลายปีมานี้มักให้ความสนใจต่อความอยู่รอดของชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นกลางน้อยกว่าที่ควร มีการผลักภาระด้านภาษีหลายๆ อย่างให้กับคนกลุ่มนี้ และจากแผนเศรษฐกิจดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าจะยังคงดำเนินนโยบายในลักษณะเดียวกันต่อไป อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับชนชั้นแรงงานหรือแม้แต่ชนชั้นกลาง และอาจทำให้พวกเขาเริ่มตระหนักถึงการออกมามีปากมีเสียงมากยิ่งขึ้น

    ที่มา: https://www.wsws.org/en/articles/2025/09/19/tfgk-s19.html   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2omzugyi0ir28dnyxat27cf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S-4PqFjzL1ggY6W24zL3r

  • เพชรบุรี///กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  “ดันอาชีพเสริม” อบรม 4 หลักสูตร หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง | TOPNEWS

    เพชรบุรี///กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  “ดันอาชีพเสริม” อบรม 4 หลักสูตร หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชน สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง | TOPNEWS

    นางวันเพ็ญ มังศรี รอง ผวจ.เพชรบุรี กล่าวว่า นับเป็นโอกาสสำคัญที่จังหวัดเพชรบุรีจะได้ แสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทั้ง ในด้านของการเสริมสร้าง ทักษะอาชีพเพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาภาคการผลิตให้มีความเข้มแข็ง และการเพิ่มขีดความสามารถของสถานประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง กับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม

    ที่มุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก อย่างยั่งยืนผ่านกิจกรรม “ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน” ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างโอกาสกระจายรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยการฝึกอบรม ทักษะอาชีพจำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ ขิงอ่อนดอง, กุยช่ายเปลือย, เค้กกล้วยหอมนึ่ง และขนมไข่ปลา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าอบรม มีทักษะอาชีพใหม่และสามารถนำไปต่อยอด ในการสร้างรายได้ในครัวเรือน แรกเกิดการสร้างเศรษฐกิจในชุมชน

    ” เชื่อมั่นว่าการฝึกอบรมในวันนี้ ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวน 300 คน จะเป็นกำลังสำคัญในการนำความและรู้ทักษะที่ได้รับไปปรับใช้ และต่อยอดในการประกอบอาชีพ รวมถึงการขยายผลในชุมชน จนกลายเป็นกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแกร่ง

    ดาราวรรณ เข็มตรง ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.เพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1390742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_UMcfTR9ymuJ88-DGYxEJ

  • ‘เอกนิติ’ จ่อชงครม.เศรษฐกิจคลอดแพคเกจอุ้มSME ถก ‘แบงก์ชาติ’ ตั้งกองทุนค้ำประกันหนุนกู้เงินในระบบ

    ‘เอกนิติ’ จ่อชงครม.เศรษฐกิจคลอดแพคเกจอุ้มSME ถก ‘แบงก์ชาติ’ ตั้งกองทุนค้ำประกันหนุนกู้เงินในระบบ

    ‘เอกนิติ’ ปักหมุด 2 สัปดาห์เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจเคาะแพคเก็จอุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เร่งหารือ ‘แบงก์ชาติ’ ดึงเงิน FIDF ตั้งกองทุนลุยค้ำประกันหนุนเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ด้าน ‘ศุลกากร’ ยัน 1 ม.ค. 69 ดีเดย์เก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก หวังแก้ปมสินค้าต่างชาติทะลักเข้าไทย เชื่อช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ

    14 พ.ย. 2568 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ พิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1. การเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังพิจารณาตั้งกองทุนเพื่อค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี โดยดึงเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้ามาดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จะเป็นส่วนที่เสริมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    “ขณะนี้ผู้ว่าการ ธปท. กำลังดูแพคเก็จที่จะเข้ามาช่วยเสริมการค้ำประกันให้กับเอสเอ็มอีเพิ่มเติมจาก บสย. โดยจะตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา ดึงเงินจาก FIDF เข้ามาดำเนินการ โดยการค้ำประกันส่วนนี้จะมีทาร์เก็ตชัดเจน เพื่อทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เพราะตามข้อเท้จจริงแล้วเอสเอ็มอีที่ไม่ได้รับสินเชื่อเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยง ดังนั้นจึงมีการคิดกลไกค้ำประกันตรงนี้เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินกล้าที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยกลไกการดำเนินการกำลังเร่งพิจารณากันอยู่” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

    นอกจากนี้ 2. จะมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีในมิติต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย รวมถึงการเร่งคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการด้วย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกรมสรรพากร ขณะเดียวกันในส่วนของกรมศุลกากร ก็จะมีแนวทางในการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทย และแก้ปัญหาสินค้าต่างชาติที่อาจจะทะลักเข้าไทยหลังจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ มีผล โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ที่สั่งจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีร้านค้าอยู่ต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีนำเข้า บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% หลัจากก่อนหน้านี้ได้เคยมีการยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับสินค้าที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท โดยเก็บเฉพาะภาษี VAT เพียงอย่างเดียว ซึ่งในช่วงสิ้นเดือน พ.ย. 2568 กรมศุลกากรจะมีการ MOU กับแพลตฟอร์มออนไลน์

    3. จะใช้ระบบดิจิทัลในการสั่งซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอีไทย ซึ่งถือเป็นแนวทางในการสนับสนินสินค้าไทยผ่านมาตรการของรัฐบาล โดยเรื่องนี้จะเป็นความร่วมมือระหว่างกรมบัญชีกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย

    สำหรับความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นั้น นายเอกนิติ ระบุว่า เร็ว ๆ นี้กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจะนัดหารือกับสำนักงานสภาผู้แทนการค้าสหรัฐ​ฯ (USTR) เพื่อเจรจาเรื่องภาษีการค้าทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่ารัฐบาลยังดำเนินการเรื่องนี้ต่อ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้ต้องแยกประเด็นทางการเมืองกับการเจรจาภาษีการค้าออกจากกันให้ชัดเจน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/896023/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MeM9VqiE3mxxrO46DS8Lx